Asama Cafe ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในหมู่บ้านเชียงใหม่เลคแลนด์ เป็นอีกพิกัดที่ บี้ท-โสภิดา จิตรจำนอง ชอบแวะมาใช้เวลาพักผ่อน ตอนย้ายมาประกอบอาชีพอินทีเรียร์ดีไซเนอร์อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ช่วงแรก ๆ

เรื่องนี้เจ้าตัวเกือบลืมไปเสียสนิท หากเป็น บิ้ก-สุจินดา ตุ้ยเขียว ผู้เรียบเรียงได้แม่น แถมยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งคนรักของเขาเคยเอ่ยชมอย่างปลาบปลื้มถึงที่ดินผืนสวยเขียวครึ้มฝั่งตรงข้าม ขณะนั่งเสพทัศนียภาพริมน้ำ ละเลียดกาแฟรสสดชื่นในมือ

หลังเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ความประทับใจของหญิงสาวชาวนครศรีธรรมราชที่มีต่อนิเวศสร้างสรรค์ของเมืองเชียงใหม่ ทำให้บี้ทตกลงใจขึ้นมาหางานทำ และพักอาศัยอยู่หอพักที่เธอเองแสนจะแฮปปี้ 

ทว่าจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นราวกลางปีผ่านมา เมื่อทางหอติดป้ายประกาศขาย ขีดเส้นให้เธอต้องย้ายออกในเวลา 2 เดือน อย่างไรก็ตามการหาที่พักที่ลงตัว พร้อมยอมต้อนรับสองสมาชิกแมวลูกรัก ‘จูดี้’ กับ ‘จุ๋ง’ ไม่ใช่เรื่องง่าย ท้ายสุดผลจึงลงเอยที่แผนการลงทุนสร้างบ้านขนาดพอเหมาะ พอดีกับเงื่อนไขและดีพอต่อการใช้ชีวิต รวมถึงใช้เป็นออฟฟิศผลิตงานออกแบบของ Studio WOMr และแบรนด์ต่างหูดีไซน์เก๋ pale blue dot.co บนทำเลที่เธอตกหลุมรักแทบทุกอย่าง

บางครั้งชีวิตก็ดูคล้ายเป็นเรื่องของจังหวะ และคงคาดเดากันได้ไม่ยากว่า หากมองจากชานระเบียงหน้าบ้านทะลุทิวไม้ไปยังฟากตรงข้าม ใช่ นั่นล่ะ ร้านกาแฟ

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

 บ้านแบบที่คิด

“เราเป็นอินโทรเวิร์ต เลยค่อนข้างซีเรียสเรื่องสภาพแวดล้อมเอามาก ๆ แต่พอมาเจอที่ตรงนี้ เราชอบหมดเลย ทั้งบรรยากาศปลอดโปร่ง ผู้คนไม่แออัด ใกล้เมือง เดินทางง่าย แล้วก็ได้อยู่ใกล้กับ พี่ตุ๋ย (พัชรดา อินแปลง) ซึ่งเป็นรุ่นพี่ลาดกระบัง และเป็นคนแนะนำที่ดินแปลงนี้ให้” 

บี้ทเล่าข้อจำกัดของตัวเองที่ไม่ถูกจำกัดบนพื้นที่แห่งใหม่ ก่อนย้อนไปถึงการปรึกษาพูดคุยกับสถาปนิกเจ้าของสตูดิโอ Sher Maker และตัดสินใจเลือกเช่าที่เพื่อสร้างบ้าน

“พี่ตุ๋ยถามความต้องการเราเยอะมาก เช่น จะเช่ากี่ปี เช่าเป็นอะไร บ้านหรือที่ทำงาน จนทำให้ได้ไอเดียว่าน่าลงทุนทำออฟฟิศด้วยเลยดีกว่า เรามองว่ามันคุ้มค่า เพราะได้ทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน การเช่ามันไม่ได้เสียเปล่า”

เมื่อทุกอย่างชัดเจน บี้ทกับบิ้กก็ลงมือสำรวจพื้นที่ พร้อมเดินหน้าจัดการเรื่องแบบบ้าน โดยงานออกแบบโครงสร้างหลักเป็นหน้าที่ของสถาปนิกบริษัทใจบ้านสตูดิโออย่างบิ้ก ส่วนบี้ทรับผิดชอบงานออกแบบตกแต่งภายใน

“บริเวณนี้เมื่อก่อนเป็นพงหญ้ารก ๆ ปลูกเรือนไม้หลังเล็กไว้ พอเดินดูบ้านหลังเดิมแล้วเห็นว่าโครงสร้างยังแข็งแรงและตำแหน่งก็ไม่แย่ ผมเลยอยากใช้ของที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การออกแบบบ้านเลยคิดจากลักษณะโครงสร้างที่เป็นจั่ว เป็นไม้ และต่อขยายจากบ้านเดิม” บิ้กอธิบายแนวคิดในการออกแบบบ้าน ซึ่งดูสอดรับกับมู้ดแอนด์โทนอันอบอุ่น เรียบง่าย ผสานกลิ่นอายความทันสมัย เลือกถ่ายทอดผ่านการใช้สัจจะวัสดุอย่างอิฐแทนบริค (Tan Brick) บานประตูและบานหน้าต่างไม้เก่า หรือเสาไม้รูปทรงสวยแปลกตาที่เกิดจากการติดตั้งแสนเข้าท่า

“พวกเราชอบเสาไม้มากครับ แต่เพราะราคามันค่อนข้างสูง ก็เลยใช้วิธีตัดแบ่งเสาหนึ่งต้นออกเป็น 4 ท่อน แล้วเสริมความยาวให้ได้ระดับด้วยไม้ขนาด 2 x 4 เพื่อทำเป็นครีบตั้งขึ้นไปรับกับคานระเบียง” เขาชี้ชวนดูตัวอย่างเสามุมระเบียงประกอบ พลางเฉลยว่าวิธีการนี้ได้ไอเดียมาจากรายละเอียดเสาบ้านหลังเดิมเช่นเดียวกัน ข้อดีคือตอบโจทย์ทั้งแง่ดีไซน์และการใช้งาน แถมช่วยประหยัดงบประมาณอีกด้วย

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ
บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

ฟังก์ชันในฟังก์ชัน

แม้จะจบเรื่องสำคัญอย่างงานออกแบบ แต่เพื่อให้ได้บ้านตรงความต้องการแท้จริง บี้ทกับบิ้กจึงเลือกคุมงานและซื้อวัสดุเอง ทั้งคู่ใช้เวลาช่วงเย็นเข้ามาตรวจเช็กความเรียบร้อยและความคืบหน้า ซึ่งทำให้พบว่าบางจุดเมื่อได้สัมผัสพื้นที่จริงกลับรู้สึกผิดจากที่หวังใจไว้ การปรับเปลี่ยน แก้ไข ทดลอง และรับฟังข้อเสนอแนะจากทีมช่าง คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ตลอดกระบวนการนี้

แล้วผลลัพธ์ก็คือบ้านที่ออกมาลงตัวกับการใช้ชีวิตและอยู่อาศัย โดยภายในพื้นที่ใช้สอยขนาด 100 ตารางเมตร จัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ตัวอาคารด้านหลังที่ประกอบด้วยห้องนอน ห้องน้ำ ห้องเก็บเสื้อผ้า และอาณาจักรของแมว ส่วนอาคารด้านหน้าเป็นห้องครัวกับห้องทำงาน ซึ่งระหว่างสองอาคารมีระเบียงกลางเป็นจุดเชื่อม

“ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานในห้องสี่เหลี่ยมที่ทั้งโต๊ะ เตียง และทุกอย่างรวมอยู่ด้วยกันหมด แล้วรู้สึกว่ามันไม่เอื้อต่อการทำงาน ก็เลยขอบิ้กให้แยกพื้นที่ทำงานกับพักผ่อนออกจากกัน ซึ่งช่วยได้เยอะมาก เพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ รู้สึกว่าตัวเองมีวินัยขึ้น อีกอย่างนั่งทำงานนาน ๆ ก็ควรได้ลุกเดินไปไหนมาไหนบ้าง การเอาห้องน้ำไว้อาคารหลังจึงเหมาะกว่า และใช้งานสะดวกตอนกลางคืนด้วย” บี้ทขยายมุมมองของการออกแบบบ้าน 2 อาคาร พลันเสริมต่อว่า “เราตั้งใจแต่แรกว่าอยากปลูกบ้านเคียงต้นตะแบกให้ร่มไม้เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน พอเริ่มทำระเบียงกลางเลยวางแนวทางเดินทอดตรงกับไม้ต้นนี้” 

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

ไม่เพียงเป็นจุดเชื่อมอันร่มรื่นรับความสดชื่นจากสีสันธรรมชาติ ขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตรของระเบียงกลาง ยังสร้างฟังก์ชันใช้งานหลากหลาย อาทิ เป็นมุมทำงานไม้ งานฝีมือ ซึ่งอาจต้องการพื้นที่สักหน่อยและเก็บกวาดง่าย เป็นโถงอเนกประสงค์ ตลอดจนลานนอนกลิ้งผึ่งพุงรับลมของเจ้าจูดี้

มีข้อสังเกตเล็กน้อยว่า ภายในบ้านแทบไม่มีการกั้นแบ่งโซนต่าง ๆ ชัดเจนนัก บิ้กไขข้อสงสัยนี้ให้ฟังว่า เป็นเพราะต้องการลดประตูที่ดูท่าจะมากเกินสำหรับตัวบ้านขนาดกะทัดรัด กระนั้นก็ยังมีการแบ่งสัดส่วนเฉพาะพื้นที่ห้องทำงาน โดยใช้วิธีการเล่นระดับ

“จริง ๆ บ้านของเราที่นครศรีธรรมราชมีสเปซคล้าย ๆ แบบนี้ คือพอขึ้นบ้านมาจะเจอกับห้องโถง จากนั้นเป็นพื้นยกสเต็ปสามด้าน ซึ่งแจกจ่ายไปยังห้องนอนของคุณตาคุณยาย ห้องนั่งเล่น และห้องนอนใหญ่ สมัยก่อนบ้านเราไม่มีชุดรับแขก เวลาแขกไปใครมา ทุกคนก็จะใช้พื้นที่ตรงนี้ นั่งรอหรือนั่งพูดคุยกัน” 

บี้ทบอกว่าแม้จุดประสงค์หลักของการเล่นระดับ คือต้องการแยกโซนห้องทำงาน ทว่าแง่หนึ่งมันยังเกิดเป็นฟังก์ชันสำหรับนั่งตามสะดวก และมีความหมายต่อเธอในมุมที่ชวนให้หวนระลึกถึงความทรงจำดี ๆ ในวันวานอันอบอุ่นหัวใจ

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

มุมโปรดปราน

ทุกเช้าหลังจัดการตัวเองเสร็จสรรพ ชีวิตของบี้ทจะเริ่มบรรเลงหน้าโต๊ะชิดริมผนัง มีเตาอบเซรามิกขนาดย่อม เครื่องรีดพิซซ่า และสารพัดอุปกรณ์รังสรรค์ต่างหูจากวัสดุโพลิเมอร์เคลย์ ผลิตภัณฑ์สุดเก๋แบรนด์ pale blue dot.co ของเธอ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงงานสถาปัตยกรรม ก่อนย้ายมานั่งหน้าโต๊ะคอมตัวถัดกัน สวมบทอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ในนาม Studio WOMr ยามคล้อยบ่าย 

ส่วนโต๊ะตัวสุดท้าย คือมุมของบิ้กที่มักใช้ช่วยงานบี้ทเล็ก ๆ น้อย ๆ บางคราว โต๊ะทั้งสามหันหน้าเข้าผนังฝั่งหนึ่งของห้องทำงาน เหนือโต๊ะเป็นบรรดาข้าวของเรียบร้อยเรียงรายบนชั้นวางบิลด์อินที่โดดเด่นด้วยวัสดุเหล็กกระดูกงูผสมแผ่นไม้ ซึ่งทั้งหมดต่อขึ้นด้วยทักษะ DIY ของบี้ทที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

“ช่วงมัธยมต้น พ่อเรารีโนเวตบ้าน โดยงานใหญ่ ๆ พ่อจะจ้างช่าง ส่วนพวกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเขาจัดการเอง ทีนี้เห็นพ่อทำก็เลยอยากลองทำบ้าง ประกอบกับตายายชอบซื้อไม้เก็บไว้ เราเลยคว้ามาตัดเล่นตามประสา พอเขาเห็นเข้าเลยสอนใช้เครื่องมือช่าง จนเราทำโต๊ะไม้ตัวแรกได้สำเร็จ

“โตขึ้นอีกนิดก็เปลี่ยนมาสนใจงานเย็บผ้า ชอบเย็บเสื้อให้ตุ๊กตาบาร์บี้ จากนั้นพัฒนามาเย็บกระเป๋าขายตอนมัธยมปลาย ตอนเด็กเราได้ลองทำนู้นนี่หลากหลาย ซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารักงานแฮนด์เมด ทำแบรนด์ต่างหูของตัวเอง แล้วก็ต่อยอดมาสู่การทำงานบิลด์อิน รวมถึงเคาน์เตอร์ครัวในบ้าน ส่วนตัวมองว่าทักษะงานฝีมือเหล่านี้มีประโยชน์มาก ๆ เพราะทำเองใช้เองย่อมประหยัดกว่า และได้ในสิ่งที่อยากได้” เธอเล่าย้อนความ

นอกจากชั้นวางข้างฝา อีกสิ่งที่สะดุดตาไม่แพ้กันคือหน้าต่างบานใหญ่ ที่ครองผนังห้องทำงานฟากตะวันออก นี่คือหนึ่งในบานไม้มือสองสุดปลื้มของบี้ท

“หน้าต่างบานนี้เป็นบานที่เราชอบมาก ตอนไปเดินดูร้านขายไม้เรือนเก่าแถวลำพูน เจอมันวางกองอยู่ก็คิดอย่างเดียวว่าจะต้องเอามันกลับมาให้ได้ แล้วพอบ้านเริ่มเป็นเค้าโครง เราเห็นว่าจากมุมนี้มองออกไปจะเป็นเวิ้งต้นไม้ เลยขอบิ้กเอามันมาติดไว้ตรงนี้ เพื่อที่เวลาทำงานเหนื่อย ๆ จะได้มองพักสายตา และเพิ่งมานึกได้ว่ามันเป็นทิศตะวันออก ทำให้ทุก ๆ วันเรายังชอบนั่งสังเกตแสงและเงาที่พาดผ่านบานหน้าต่างอีกด้วย” บี้ทเอ่ยชวนให้ลองดูเส้นสายสวยเพลินตาที่เกิดจากแสงแดดลอดกรอบหน้าต่าง ตกกระทบเป็นลวดลายตารางเฉียงบนพื้นกระเบื้องสีดำ ซึ่งเธอจงใจเลือกมาให้ช่วยขับแสงโดยเฉพาะ

ความหลงใหลในแสงอาทิตย์ของบี้ทนั้นมีที่มาจากความคลั่งไคล้ในเรื่องดาราศาสตร์ ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เธอเคยถึงขั้นเป็นตัวแทนนักเรียนระดับภูมิภาคที่ถูกเสนอชื่อให้เข้าร่วมคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิก และแม้จะล่วงผ่านมานานปี แต่สิ่งนี้ยังคงสัมพันธ์อยู่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการทำงาน ทั้งการออกแบบภายในที่ต้องรู้จักดีไซน์แสงเงาให้เหมาะสมกับพื้นที่ กระทั่งการตั้งชื่อแบรนด์ที่ก็หนีไม่พ้นหยิบยืมชื่อภาพถ่ายของโลกที่ยาน Voyager 1 จับภาพขณะกำลังลอยล่องออกนอกระบบสุริยะ อย่าง ‘pale blue dot’

พูดถึงเรื่องแสง บิ้กสำทับว่า “บี้ทชอบแสงธรรมชาติมาก เลยสังเกตว่าบ้านหลังนี้จะมีช่องแสงค่อนข้างเยอะ ผมเองก็ชอบนะ อย่างช่องแสงใต้จั่วที่บี้ทเสนอให้ใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนตมาแต่งแทนกระจก เวลามองออกไปแล้วเห็นเป็นกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ลาง ๆ หรือช่วงไหนฝนตกแล้วเม็ดฝนกระเซ็นมาเกาะกระทบแสงแดดเป็นประกายรุ้ง มันก็ดูสวยมีมิติไปอีกแบบ”

หากห้องที่สะท้อนตัวตนของบี้คือห้องทำงาน บิ้กมองว่าสำหรับเขาคงหมายถึงห้องครัว เพราะเป็นพื้นที่ที่ใช้งานประจำ และตั้งใจออกแบบบานหน้าต่างให้ทำมุมรับกับบานของห้องนอน เพื่อจะได้มองเห็นบี้ท จูดี้ และจุ๋ง ระหว่างดริปกาแฟยามเช้าตรู่ และเตรียมเมนูอาหารเที่ยงก่อนไปทำงาน

ส่วนพื้นที่ที่ทั้งสองต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าโปรดปรานเป็นพิเศษ คือ ระเบียงไฟ ชานระเบียงด้านหน้าที่ยื่นจากฝั่งประตูบานเฟี้ยมของห้องครัว

“เราชอบวัฒนธรรมแม่เตาไฟของคนเหนือมาก ๆ เลยอยากทำชานระเบียงที่มีเตาไฟแบบนั้นไว้สำหรับใช้สังสรรค์ ทำปิ้งย่าง ยิ่งช่วงหน้าหนาว เรากับบิ้กชอบนั่งผิงไฟ เผาข้าวหลาม หรือเวลาเพื่อนมาก็มักจะชวนไปนั่งคุยกันตรงนั้น” 

อินทีเรียสาวเล่าว่ามุมระเบียงไฟมีลักษณะเฉพาะที่เหมาะกับการใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน ซึ่งจากที่เธอเฝ้าสังเกตหลายครั้ง พบว่าคนส่วนใหญ่ที่มาบ้านชอบนั่งบริเวณนี้ แล้วพอพูดคุยกันสักพักเขาก็มักมีเรื่องอัดอั้นตันใจระบาย

“เรารู้สึกว่าอาจเป็นเพราะการได้นั่งลงบนพื้น ห้อยขาผ่อนคลาย ท่ามกลางกับสภาพแวดล้อมเงียบสงบ มีกองไฟอุ่น ๆ ข้างกาย ทำให้คนกล้าที่จะเปิดใจและถ่ายเทความรู้สึกออกมา” เธอขยายความ

บ้านคือความสบายใจ

ถึงแม้จะย้ายมาอยู่อาศัยแล้วเกือบครึ่งปี แต่ทั้งคู่แย้มว่าบ้านหลังนี้ยังไม่เสร็จเสียทีเดียว

“พร้อมอยู่แล้วจริง แต่ก็มีเติมนู้นนี่เรื่อยๆ” บิ้ก หัวเราะ “อย่างทีแรก พี่ตี๋ (ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร-ผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอ) อยากขอมาถ่ายบ้าน ผมก็บอกแกว่าบ้านยังไม่เสร็จดีนะ บางจุดยังไม่เรียบร้อยเลย ซึ่งพี่ตี๋ก็บอกไม่เป็นไร แล้วพูดมาคำหนึ่งว่า ‘บ้านไม่มีทางเสร็จหรอก’ ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า มันไม่มีทางเสร็จจริง ๆ ด้วย เพราะทุกวันนี้เรายังคงต่อเสริมเติมแต่ง อย่างชั้นวางบิลด์อินนี่ทำมา 2 รอบ เพราะพอใช้ไปสักพักบี้ทรู้สึกว่ามันไม่เรียบร้อย เลยปรับให้มันเป็นระเบียบมากขึ้น”

เมื่อถามต่อว่าแล้วสิ่งนี้พอจะเรียกว่าบ้านได้รึยัง บ้านในมุมมองของพวกเขานั้นคืออะไร

บี้ทนิ่งคิดก่อนตอบว่า “ด้วยความที่เราย้ายมาตลอดจากภาคใต้ ภาคกลาง จนภาคเหนือ ‘บ้าน’ สำหรับเราเลยหมายถึงที่ที่อยู่แล้วสบายใจ เอาเข้าจริง เราจะมีบ้านกี่หลังก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ที่นี่ เพราะเรารู้สึกว่าบ้านคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปทุกที่ และทุกที่นั้นเป็นบ้านได้หมด ถ้าเราพบเจอความสบายใจ”

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

ต้อม-สุธารัตน์ สินนอง ฝันอยากมีบ้านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ ความรู้สึกอยากมีบ้านเป็นของตัวเองทวีความจริงจังมากขึ้นหลังการเดินทางนับครั้งไม่ถ้วนทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยอาชีพนักการละครของเธอ และเมื่อวันหนึ่งขณะต้อมร่วมกระบวนการทำละคร ได้ใกล้ชิดกับละครหุ่นเงา Shadow Puppet เธอก็หลงรักมันจนหัวปักหัวปำ จนอยากใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตอยู่กับแสงและเงาเหล่านี้ ความรู้สึกอันเปี่ยมพลังนี้เองที่ทำให้ต้อมมองหาที่ดิน ทำงานเก็บเงิน แล้วลงแรงเป็นลูกมือร่วมสร้างบ้านของเธอกับสล่าหรือช่างชาวบ้านคนหนึ่งในเชียงใหม่

นี่คือเบื้องหลังเรื่องราวของบ้านที่เริ่มต้นด้วยเงิน 80,000 บาท กับเวลา 8 วัน บ้านที่เธอเรียกมันว่า ‘โรงบ่มแสง’ และการทำงานภายใต้ชื่อ Homemade Puppet

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“ถ้าเรามีกำลัง ทุกอย่างมันจะง่าย สมมติว่าถ้าต้อมมีเงิน แค่ดีดนิ้วอยากได้อะไรก่อนก็ได้ แต่ว่าพอเรามีน้อย สิ่งสำคัญก็คือว่าต้องอดทน ต้องรอ เพียงแต่จะรอแบบไหน รอแบบว่าวันหนึ่งจะมี หรือรอไปเรื่อย ๆ สำหรับต้อม การรอ เราเห็นภาพว่าวันหนึ่งมันจะเป็นแบบที่เราอยากได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่มีสตางค์เข้ามา เราก็รู้ว่าจะเอาเงินไปไว้ตรงไหน ยังไง” 

นักละครคนนี้ทำงานแบบฟรีแลนซ์ รายได้ที่เข้ามาจึงมาเป็นก้อน ๆ มาเป็นช่วง ๆ และต้องจัดสรรการใช้จ่ายให้พอเหมาะพอดีหากต้องการอะไรใหญ่ ๆ อย่างที่ดินหรือบ้าน

เธอเล่าย้อนที่มาว่าจากความสนใจละครในวัยเด็ก ทำให้เธอเข้าร่วมเรียนรู้และทำงานกับกลุ่มละครมะขามป้อมสมัยเป็นนักศึกษารามฯ และต่อเนื่องขยับขยายการงานด้านการละครกว้างออกไป ทั้งละครเพื่อการพัฒนาเยาวชน ละครหุ่น ละครข้างถนน ละครเวที ละครทีวี ภาพยนตร์ จนมาถึงหุ่นเงา 

“พอถึงจุดหนึ่งก็คิดว่าอยากทำหุ่นเงาทุกวัน ไม่อยากทำอย่างอื่นแล้ว” ซึ่งช่วงนั้นต้อมกำลังทำโปรเจกต์ละครกับโรงเรียนที่เชียงใหม่ 2 แห่ง คือในเมืองหนึ่ง และในอำเภอเชียงดาวอีกหนึ่ง

ช่วงเวลานั้นเองที่เธอตัดสินใจว่าจะปักหลักที่เชียงใหม่ เริ่มมองหาที่ทางและเชื่อว่า ถ้าวันหนึ่งที่ดินตรงไหนเหมาะ เธอจะพบกับมันเอง จากเชียงดาวเธอได้มาทำโปรเจกต์กับ มานูเอล ลุทเกนฮอสท์ (Manuel Lutgenhorst) ที่ Empty Space แถวน้ำบ่อหลวง และอยู่อาศัยที่นั่นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะพบที่ดินที่ว่าใช่ แล้วตัดสินใจซื้อโดยมีเพื่อนใจดีให้ยืมเงินมาก่อน ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพยายามหาทางใช้เงินคืนเพื่อนให้หมด

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“อยากมีบ้าน อยากมีที่ของตัวเอง พอมาได้ที่ดินตรงนี้ก็คิดว่ามันเหมาะกับเรามาก เพราะค่อนข้างเป็นส่วนตัว ไม่ค่อยมีใครเห็น บางช่วงต้อมก็ปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นสูงจนทางเข้าแทบเข้าไม่ได้เลยนะ

“ต้อมไปทำงานแล้วได้เงินมาหนึ่งก้อน 80,000 บาท ก็คิดว่า 80,000 ทำอะไรได้บ้าง เพราะเราอาศัยบ้านเขาอยู่ก็เกรงใจ ลองไปเดินดูตามร้านขายไม้เก่าว่าจะทำอะไรได้บ้าง กะว่าแค่เล็ก ๆ พออยู่ได้ก่อนแล้วกัน ไปเห็นโครงของบ้านไม้ที่ตั้งเสาไว้ 6 เสา มีพื้นไม้ชั้นสอง มีหลังคาสูง มีบันไดด้านนอกบ้าน แต่ยังไม่มีฝาผนัง มีแค่โครงเลย เราก็เฮ้ย นี่มันบ้านของเรานี่!!

“ต้อมถามลุงเจ้าของ เขาไม่ขายเพราะตั้งใจทำเป็นบ้านสำเร็จเสร็จก่อน แล้วค่อยขายยกหลังแบบบ้านน็อกดาวน์ ตั้งโครงไว้กำลังจะทำต่อ เราก็บอกว่า ‘ไม่ได้หรอกลุง นี่มันบ้านหนู ขายให้หนูนะ’ จากนั้นก็ให้เพื่อนขี่มอเตอร์ไซค์พาไปดูทุกเย็นเป็นอาทิตย์ ๆ เลย ไปแล้วก็ขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง แล้วก็พูดว่า ลุง นี่มันบ้านหนู ยังไงลุงก็ต้องให้หนู

“ไปจนวันที่ 8 ‘เอาจริง ๆ ใช่ไหม’ ลุงถาม

“เอาจริง ๆ ลุง แต่หนูมีเงินเท่านี้ ลุงขายเท่าไหร่

“จริง ๆ เขาน่าจะขายแพงกว่านั้น แต่เราก็บอกว่ามี 80,000 ลุงให้อะไรต้อมได้มั่ง ลุงก็บอก ‘เอ้า! ขายน้องก็ได้’ แล้วแกก็รื้อบ้านมาติดตั้งบนที่ดินให้ด้วยนะ”

เมื่อโครงบ้านเริ่มมา ก็เป็นจังหวะที่งานเริ่มเข้า เธอค่อย ๆ สะสมเงินซื้อบานหน้าต่าง ประตูเพิ่ม และขอให้ลุงช่างเป็นคนสร้างให้ โดยที่เธอเป็นลูกมือทุกอย่าง ขนดิน ขนปูน ขนไม้ ร่วมทำงานไปด้วย

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“ตอนลุงถามว่าหน้าตาบ้านจะเป็นยังไง ต้อมก็วาดบนพื้นให้ดูว่า จะทำแบบนี้ ๆ นะ วิธีอธิบายแบบบ้านของต้อมก็เหมือนเล่นละคร คือแสดงให้ลุงดูว่า นี่นะ ประตูต้องเปิดอย่างนี้ หน้าต่างอย่างนี้ ชั้นบนพื้นไม้เปิดช่องให้โล่งอย่างนี้นะ แล้วก็ถามว่า ลุง ๆ ตรงช่องว่างนี้ ถ้ามเอาผ้ามาห้อยลงมาจากหลังคา ให้ต้อมปีนผ้าขึ้นลงได้ ไม้หลังคาจะรับน้ำหนักได้ไหม ลุงก็จะถามว่าแล้วทำไมต้องปีนผ้า น้องก็ใช้บันไดสิ (หัวเราะ) 

“แรก ๆ ลุงงงว่าทำไมเราทำอะไรแปลก ๆ แต่พอทำไปสักสองสามเดือนเขาก็เริ่มสนุกและมีไอเดียมานำเสนอ

“ตอนนั้นเงินก้อนสุดท้ายที่ทำให้บ้านเสร็จได้คือต้อมได้ไปเล่นละครหุ่นเงาที่โปแลนด์ 3 เดือน แสดงอยู่ 40 รอบในโรงละครเล็ก ๆ โดยมีกลุ่มคนดูเป็นเด็ก ๆ คือเงินไม่ได้เยอะนะคะ แต่เรารู้สึกดีมาก สนุกและเป็นสิ่งที่อยากทำ คือแสดงเรื่องเดียว มีคนมาดูได้ต่อเนื่อง แล้วเงินก้อนนี้ก็เกิดเป็นครัวกับห้องน้ำ ซึ่งเป็นส่วนปูนทั้งหมด”

ถามเธอว่าบ้านรูปทรงนี้เหมือนที่เคยฝันถึงไหม เธอตอบว่าคล้าย ๆ อยู่ เพราะตั้งแต่เด็กเธออยากได้บ้านแบบโรงนา (Barn) มีพื้นที่โล่ง ๆ ให้เล่นละครได้ ขึงฉากได้ ลองเงาได้ จัดเวิร์กชอปได้ มีครัวเล็ก ๆ เพราะชอบทำอาหาร-ทำขนม ไม่แพ้กับเล่นละครและทำงานศิลปะ

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

สร้างบ้านให้เป็นโรงละคร

“อยากทำบ้านให้เป็นที่เล่นละครได้ จะเล่นทุกที่ที่บ้าน เป็นโรงละครแบบเราที่เราทำด้วยตัวเอง ทำให้เป็นแบบที่เราอยากได้ ตอนออกแบบบ้าน ตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากให้มีพื้นที่โล่ง เป็นห้องเอาไว้เพื่อทำการแสดง นอนข้างบนแล้วทำงานข้างล่าง หรือนอนข้างบนแล้วลงมาแสดงข้างล่าง”

นอกจากหน้าต่างประตูที่ซื้อมาต่อเติมให้บ้านอยู่ได้อย่างที่ต้องการแล้ว เธอบอกว่าหน้าต่างเหล่านี้ช่วยให้อากาศถ่ายเท มีลมพัดผ่าน ทำให้บ้านไม่ร้อนเกินไปเพราะบ้านนี้ไม่ได้ติดแอร์ แต่เธอก็อยู่ได้แม้กระทั่งตอนช่วงโควิดติดอยู่กับบ้านไม่ได้เดินทางถึง 3 ปี 

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

“มันร้อนมากค่ะ นี่คงเป็นข้อที่ต้องแก้ ต้องปลูกต้นไม้บังแสงบางส่วน ช่วงหน้าร้อนบางวัน ต้อมไปนั่งอยู่มุมหน้าห้องน้ำเลย เพราะเย็นกว่ามุมอื่นที่โดนแสงแดดเต็ม ๆ” เธอหัวเราะ

ในที่ดิน 1 ไร่กับ 1 งาน ด้านหน้าบ้านไม้ทรงสูงคือสระบัวที่ขุดขึ้นก่อนสร้างบ้าน ใกล้ ๆ กันมีอาคารรูปทรงง่าย ๆ อีกหลังหนึ่งที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นไม่นานนี้ หลังไปร่วมเป็นนักแสดงสมทบในภาพยนตร์ ‘ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง’ อาคารหลังนี้ตั้งใจให้เป็นพื้นที่เวิร์กชอป จัดแสดงละคร และต่อเติมชั้นลอยให้เพื่อนศิลปินที่ต้องการมาแลกเปลี่ยนหรือทำโปรเจกต์ร่วมกันนอนพักได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาต้อมบอกว่าได้ใช้จริงแล้ว โดยเพื่อนศิลปินญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งสนใจหุ่นเงาสไตล์ของเธอเพื่อร่วมงานกับศิลปะการเต้นของเขา

“บ้านเป็นพื้นที่ของเรา เราทำอะไรก็ได้ และเราก็อยากให้เพื่อนหรือใครก็ตามที่มารู้สึกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ของเขาด้วยเหมือนกัน เพื่อนบางคนที่ปกติไม่ค่อยกล้าไปนอนที่อื่น แต่พอมานอนบ้านเราแล้วเขาหลับสบาย แค่นี้ต้อมก็ดีใจแล้ว

“ต้อมเป็นคนเดินทางเยอะ จึงมีเพื่อนจากหลาย ๆ ที่ ช่วงเวลาที่เพื่อนจากญี่ปุ่นมา ด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็มีเพื่อนจากสิงคโปร์มาในเวลาเดียวกัน เพื่อนรุ่นพี่จากกรุงเทพฯ น้องจากเชียงดาวก็มา แล้วคนเหล่านี้ก็ได้มาเจอกันที่บ้านต้อมและทุกคนกลายเป็นเพื่อนกัน ช่วงเวลาที่ทุกคนนั่งคุยกัน ต้อมไปทำอย่างอื่น เป็นบรรยากาศที่เราชอบมาก นี่คือบ้านที่เราอยากให้เป็นมาโดยตลอด”  

เงิน 80,000 บาท เวลา 8 วัน สู่ ‘บ้านบ่มแสง’ บ้านที่เล่นละครได้ทุกมุมของศิลปินหุ่นเงา

แม้ในช่วงที่ต้อมไม่ได้เดินทางเนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาด แต่เธอมีโอกาสทำความฝันสร้างบ้านให้เป็นโรงละครจริง ๆ เมื่อได้ร่วมทำโปรเจกต์ละครหุ่นเงาในเทศกาลออนไลน์ BICT Fest 2021 – BICT on(line) the MOVE ซึ่งเป็นเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ 2564 (ชื่อสั้น ๆ คือ BICT on (line)the Move) “โปรเจกต์ออนไลน์ครั้งนั้นทำให้ต้อมได้ลองทำบ้านทั้งหลังให้เป็นโรงละครเลย สนุกมากค่ะ”  

น้ำเสียงและถ้อยคำบางช่วงที่เธอเล่าถึงบ้าน ให้ความรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในโลกของโรงละครจริง ๆ อย่างเรื่องราวของพระจันทร์ขึ้นหน้าบ้าน หรือหิ่งห้อยที่เรืองรองในความมืด  

“บ้านของต้อมอยู่กลางทุ่งนา และตรงนี้นะคะ จะมองเห็นพระจันทร์เต็มดวงที่หน้าบ้าน ห้องนอนต้อมไม่มีม่าน เวลาพระจันทร์เต็มดวงมันสาดแสงเข้ามาถึงที่นอนเลย บางทีเวลาตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนเจอพระจันทร์ เราก็ โห! นี่คือการได้คุยกับพระจันทร์ส่วนตัวมากค่ะ

“หรือบางช่วงหิ่งห้อยเยอะมาก มากจนบางทีก็เข้ามาอยู่ในห้องนอนเป็นสิบ ๆ ตัวเลย” 

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน
เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

เงาที่มีสีสันในโรงบ่มแสง

“เงามีสีสันด้วยนะ ไม่ใช่มีแค่สีดำ” ต้อมยืนยันด้วยการหยิบตัวละครหุ่นเงาของเธอมาเล่นกับแสงให้ดู  

“ทำเรื่องทำหุ่นเงานั่นแหละ แต่พูดเรื่องข้างใน เงาคือเครื่องมือ ส่วนเนื้อหาเป็นอีกเรื่อง เนื้อหาเป็นสิ่งที่เราอยากพูดอยากสื่อสารออกไป”

 เธอพูดขึ้นว่า “ต้อมชอบหุ่นเงามาก มันมีแค่แสงกับเงา แต่สามารถพาคนจินตนาการไปไกล หุ่นเงาของต้อมคือ เราเล่นคนเดียว ทำคนเดียว จึงเลือกเล่นอยู่ด้านหน้าฉาก เพื่อจะได้ปะทะกับความรู้สึกของคนดู อาจเป็นเพราะต้อมชอบละครเวทีด้วย ชอบพลังที่รับส่งระหว่างคนเล่นคือเรากับคนดู พอมาทำหุ่นเงา ต้อมก็อยากได้รับพลังอย่างนั้น เลยเลือกจะไม่เล่นอยู่หลังฉาก อีกอย่างคือการที่เอาตัวเองออกมาด้านหน้าก็เพื่อจะบอกคนอื่นว่า มันง่ายนะ ไม่ได้ยาก เด็ก ๆ ก็ทำได้ ใคร ๆ ก็ทำได้ แค่นั้นเอง”

บ่อยครั้งต้อมเรียกบ้านของเธอว่า โรงบ่มแสง โดยตั้งใจให้เป็นเหมือนโรงบ่มไวน์หรือโรงบ่มเบียร์ ทำหน้าที่สร้างผลผลิตอันน่าหลงใหลและเต็มไปด้วยคุณภาพ

อยากให้ที่นี่เป็นที่ทดลอง ฝึกฝน และทำงานของคนที่สนใจ ทั้งเพื่อน ศิลปิน หรือคนที่อยากมาเรียนรู้กับทักษะของต้อมหรือของเขาเอง จริง ๆ ต้อมสนใจศิลปะหลากหลายประเภทอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่แสงเงาหรอก เลยอยากชวนกันมาบ่มตัวเองกับสิ่งที่ชอบและอยากทำ แล้วคุณจะมีแสงเป็นของตัวเองค่ะ”

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน
เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

‘Homemade Puppet’ ผสมผสานศิลปะที่ชอบกับรสชาติที่ใช่  

Homemade Puppet คือชื่อที่เธอตั้งตอนออกมาจากกลุ่มละครมะขามป้อมเพื่อทำโปรเจกต์ส่วนตัว ต้อมเล่าว่าไม่ได้เป็นชื่อที่ซับซ้อนอะไร เพราะมาจากสิ่งที่เธอชอบ

“ต้อมชอบทำขนมและทำกับข้าวให้คนกิน เรามีรสชาติที่อยากให้เพื่อนหรือให้คนอื่น ๆ กิน ก็เลยกลายมาเป็น Homemade Puppet 

“งานของต้อมก็เหมือนเป็นรสชาติที่ชอบ อยากทำให้คนชิม ถ้าชิมแล้วชอบ วันหลังก็มาชิมใหม่อีกได้ และเราชอบทำงานฝีมือ ชอบงานศิลปะ บ้านเราก็ทำเองด้วย ชื่อนี้เลยดูไปด้วยกันได้ดี”  

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

“ต้อมไม่ค่อยเครียดนะคะ คือถ้ามีเรื่องแย่ต้องเอามันออก เราก็ทำงานศิลปะ มาตอนนี้ไม่ใช่แค่งานศิลปะด้วยนะ แต่มันคือชีวิตเลย (หัวเราะ) เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำอาหาร ทำหุ่น ทำการแสดงก็ไม่ค่อยแยกแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอันไหนงาน อันไหนชีวิต ต้อมทำมันทุกวัน พูดเหมือนดูดีเนอะ แต่วันหนึ่งเราจะเข้าใจว่า อ๋อ มันคืออันนี้เองที่เขาบอกว่าใช้ชีวิตเหมือนทำงานศิลปะ ที่พูดคือไม่ได้จะ Cool อะไรหรอกนะคะ แต่เป็นอย่างนี้จริง ๆ และเราก็ทำมันไปเรื่อย ๆ ทำในสิ่งที่เราชอบ

“งานของต้อมทุกชิ้น มีบ้านต้อมอยู่ในนั้นหมดเลย มันเป็นเรื่องของต้อม เพียงแต่ว่าเราเล่าผ่านตัวละคร ถ้าคนรู้จักก็จะรู้ว่านี่คือเรื่องของเรา และบ้านหนังนี้ก็อยู่ในเงาที่เรากำลังแสดง”

เยี่ยมบ้านนักละครหุ่นเงาเปี่ยมแพสชัน ที่ตั้งใจทำบ้านให้เป็นพื้นที่ทดลองของตัวเองและเหล่าเพื่อนศิลปิน

Writer

Avatar

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load