Asama Cafe ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในหมู่บ้านเชียงใหม่เลคแลนด์ เป็นอีกพิกัดที่ บี้ท-โสภิดา จิตรจำนอง ชอบแวะมาใช้เวลาพักผ่อน ตอนย้ายมาประกอบอาชีพอินทีเรียร์ดีไซเนอร์อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ช่วงแรก ๆ

เรื่องนี้เจ้าตัวเกือบลืมไปเสียสนิท หากเป็น บิ้ก-สุจินดา ตุ้ยเขียว ผู้เรียบเรียงได้แม่น แถมยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งคนรักของเขาเคยเอ่ยชมอย่างปลาบปลื้มถึงที่ดินผืนสวยเขียวครึ้มฝั่งตรงข้าม ขณะนั่งเสพทัศนียภาพริมน้ำ ละเลียดกาแฟรสสดชื่นในมือ

หลังเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ความประทับใจของหญิงสาวชาวนครศรีธรรมราชที่มีต่อนิเวศสร้างสรรค์ของเมืองเชียงใหม่ ทำให้บี้ทตกลงใจขึ้นมาหางานทำ และพักอาศัยอยู่หอพักที่เธอเองแสนจะแฮปปี้ 

ทว่าจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นราวกลางปีผ่านมา เมื่อทางหอติดป้ายประกาศขาย ขีดเส้นให้เธอต้องย้ายออกในเวลา 2 เดือน อย่างไรก็ตามการหาที่พักที่ลงตัว พร้อมยอมต้อนรับสองสมาชิกแมวลูกรัก ‘จูดี้’ กับ ‘จุ๋ง’ ไม่ใช่เรื่องง่าย ท้ายสุดผลจึงลงเอยที่แผนการลงทุนสร้างบ้านขนาดพอเหมาะ พอดีกับเงื่อนไขและดีพอต่อการใช้ชีวิต รวมถึงใช้เป็นออฟฟิศผลิตงานออกแบบของ Studio WOMr และแบรนด์ต่างหูดีไซน์เก๋ pale blue dot.co บนทำเลที่เธอตกหลุมรักแทบทุกอย่าง

บางครั้งชีวิตก็ดูคล้ายเป็นเรื่องของจังหวะ และคงคาดเดากันได้ไม่ยากว่า หากมองจากชานระเบียงหน้าบ้านทะลุทิวไม้ไปยังฟากตรงข้าม ใช่ นั่นล่ะ ร้านกาแฟ

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

 บ้านแบบที่คิด

“เราเป็นอินโทรเวิร์ต เลยค่อนข้างซีเรียสเรื่องสภาพแวดล้อมเอามาก ๆ แต่พอมาเจอที่ตรงนี้ เราชอบหมดเลย ทั้งบรรยากาศปลอดโปร่ง ผู้คนไม่แออัด ใกล้เมือง เดินทางง่าย แล้วก็ได้อยู่ใกล้กับ พี่ตุ๋ย (พัชรดา อินแปลง) ซึ่งเป็นรุ่นพี่ลาดกระบัง และเป็นคนแนะนำที่ดินแปลงนี้ให้” 

บี้ทเล่าข้อจำกัดของตัวเองที่ไม่ถูกจำกัดบนพื้นที่แห่งใหม่ ก่อนย้อนไปถึงการปรึกษาพูดคุยกับสถาปนิกเจ้าของสตูดิโอ Sher Maker และตัดสินใจเลือกเช่าที่เพื่อสร้างบ้าน

“พี่ตุ๋ยถามความต้องการเราเยอะมาก เช่น จะเช่ากี่ปี เช่าเป็นอะไร บ้านหรือที่ทำงาน จนทำให้ได้ไอเดียว่าน่าลงทุนทำออฟฟิศด้วยเลยดีกว่า เรามองว่ามันคุ้มค่า เพราะได้ทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน การเช่ามันไม่ได้เสียเปล่า”

เมื่อทุกอย่างชัดเจน บี้ทกับบิ้กก็ลงมือสำรวจพื้นที่ พร้อมเดินหน้าจัดการเรื่องแบบบ้าน โดยงานออกแบบโครงสร้างหลักเป็นหน้าที่ของสถาปนิกบริษัทใจบ้านสตูดิโออย่างบิ้ก ส่วนบี้ทรับผิดชอบงานออกแบบตกแต่งภายใน

“บริเวณนี้เมื่อก่อนเป็นพงหญ้ารก ๆ ปลูกเรือนไม้หลังเล็กไว้ พอเดินดูบ้านหลังเดิมแล้วเห็นว่าโครงสร้างยังแข็งแรงและตำแหน่งก็ไม่แย่ ผมเลยอยากใช้ของที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การออกแบบบ้านเลยคิดจากลักษณะโครงสร้างที่เป็นจั่ว เป็นไม้ และต่อขยายจากบ้านเดิม” บิ้กอธิบายแนวคิดในการออกแบบบ้าน ซึ่งดูสอดรับกับมู้ดแอนด์โทนอันอบอุ่น เรียบง่าย ผสานกลิ่นอายความทันสมัย เลือกถ่ายทอดผ่านการใช้สัจจะวัสดุอย่างอิฐแทนบริค (Tan Brick) บานประตูและบานหน้าต่างไม้เก่า หรือเสาไม้รูปทรงสวยแปลกตาที่เกิดจากการติดตั้งแสนเข้าท่า

“พวกเราชอบเสาไม้มากครับ แต่เพราะราคามันค่อนข้างสูง ก็เลยใช้วิธีตัดแบ่งเสาหนึ่งต้นออกเป็น 4 ท่อน แล้วเสริมความยาวให้ได้ระดับด้วยไม้ขนาด 2 x 4 เพื่อทำเป็นครีบตั้งขึ้นไปรับกับคานระเบียง” เขาชี้ชวนดูตัวอย่างเสามุมระเบียงประกอบ พลางเฉลยว่าวิธีการนี้ได้ไอเดียมาจากรายละเอียดเสาบ้านหลังเดิมเช่นเดียวกัน ข้อดีคือตอบโจทย์ทั้งแง่ดีไซน์และการใช้งาน แถมช่วยประหยัดงบประมาณอีกด้วย

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ
บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

ฟังก์ชันในฟังก์ชัน

แม้จะจบเรื่องสำคัญอย่างงานออกแบบ แต่เพื่อให้ได้บ้านตรงความต้องการแท้จริง บี้ทกับบิ้กจึงเลือกคุมงานและซื้อวัสดุเอง ทั้งคู่ใช้เวลาช่วงเย็นเข้ามาตรวจเช็กความเรียบร้อยและความคืบหน้า ซึ่งทำให้พบว่าบางจุดเมื่อได้สัมผัสพื้นที่จริงกลับรู้สึกผิดจากที่หวังใจไว้ การปรับเปลี่ยน แก้ไข ทดลอง และรับฟังข้อเสนอแนะจากทีมช่าง คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ตลอดกระบวนการนี้

แล้วผลลัพธ์ก็คือบ้านที่ออกมาลงตัวกับการใช้ชีวิตและอยู่อาศัย โดยภายในพื้นที่ใช้สอยขนาด 100 ตารางเมตร จัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ตัวอาคารด้านหลังที่ประกอบด้วยห้องนอน ห้องน้ำ ห้องเก็บเสื้อผ้า และอาณาจักรของแมว ส่วนอาคารด้านหน้าเป็นห้องครัวกับห้องทำงาน ซึ่งระหว่างสองอาคารมีระเบียงกลางเป็นจุดเชื่อม

“ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานในห้องสี่เหลี่ยมที่ทั้งโต๊ะ เตียง และทุกอย่างรวมอยู่ด้วยกันหมด แล้วรู้สึกว่ามันไม่เอื้อต่อการทำงาน ก็เลยขอบิ้กให้แยกพื้นที่ทำงานกับพักผ่อนออกจากกัน ซึ่งช่วยได้เยอะมาก เพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ รู้สึกว่าตัวเองมีวินัยขึ้น อีกอย่างนั่งทำงานนาน ๆ ก็ควรได้ลุกเดินไปไหนมาไหนบ้าง การเอาห้องน้ำไว้อาคารหลังจึงเหมาะกว่า และใช้งานสะดวกตอนกลางคืนด้วย” บี้ทขยายมุมมองของการออกแบบบ้าน 2 อาคาร พลันเสริมต่อว่า “เราตั้งใจแต่แรกว่าอยากปลูกบ้านเคียงต้นตะแบกให้ร่มไม้เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน พอเริ่มทำระเบียงกลางเลยวางแนวทางเดินทอดตรงกับไม้ต้นนี้” 

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

ไม่เพียงเป็นจุดเชื่อมอันร่มรื่นรับความสดชื่นจากสีสันธรรมชาติ ขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 8 เมตรของระเบียงกลาง ยังสร้างฟังก์ชันใช้งานหลากหลาย อาทิ เป็นมุมทำงานไม้ งานฝีมือ ซึ่งอาจต้องการพื้นที่สักหน่อยและเก็บกวาดง่าย เป็นโถงอเนกประสงค์ ตลอดจนลานนอนกลิ้งผึ่งพุงรับลมของเจ้าจูดี้

มีข้อสังเกตเล็กน้อยว่า ภายในบ้านแทบไม่มีการกั้นแบ่งโซนต่าง ๆ ชัดเจนนัก บิ้กไขข้อสงสัยนี้ให้ฟังว่า เป็นเพราะต้องการลดประตูที่ดูท่าจะมากเกินสำหรับตัวบ้านขนาดกะทัดรัด กระนั้นก็ยังมีการแบ่งสัดส่วนเฉพาะพื้นที่ห้องทำงาน โดยใช้วิธีการเล่นระดับ

“จริง ๆ บ้านของเราที่นครศรีธรรมราชมีสเปซคล้าย ๆ แบบนี้ คือพอขึ้นบ้านมาจะเจอกับห้องโถง จากนั้นเป็นพื้นยกสเต็ปสามด้าน ซึ่งแจกจ่ายไปยังห้องนอนของคุณตาคุณยาย ห้องนั่งเล่น และห้องนอนใหญ่ สมัยก่อนบ้านเราไม่มีชุดรับแขก เวลาแขกไปใครมา ทุกคนก็จะใช้พื้นที่ตรงนี้ นั่งรอหรือนั่งพูดคุยกัน” 

บี้ทบอกว่าแม้จุดประสงค์หลักของการเล่นระดับ คือต้องการแยกโซนห้องทำงาน ทว่าแง่หนึ่งมันยังเกิดเป็นฟังก์ชันสำหรับนั่งตามสะดวก และมีความหมายต่อเธอในมุมที่ชวนให้หวนระลึกถึงความทรงจำดี ๆ ในวันวานอันอบอุ่นหัวใจ

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

มุมโปรดปราน

ทุกเช้าหลังจัดการตัวเองเสร็จสรรพ ชีวิตของบี้ทจะเริ่มบรรเลงหน้าโต๊ะชิดริมผนัง มีเตาอบเซรามิกขนาดย่อม เครื่องรีดพิซซ่า และสารพัดอุปกรณ์รังสรรค์ต่างหูจากวัสดุโพลิเมอร์เคลย์ ผลิตภัณฑ์สุดเก๋แบรนด์ pale blue dot.co ของเธอ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงงานสถาปัตยกรรม ก่อนย้ายมานั่งหน้าโต๊ะคอมตัวถัดกัน สวมบทอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ในนาม Studio WOMr ยามคล้อยบ่าย 

ส่วนโต๊ะตัวสุดท้าย คือมุมของบิ้กที่มักใช้ช่วยงานบี้ทเล็ก ๆ น้อย ๆ บางคราว โต๊ะทั้งสามหันหน้าเข้าผนังฝั่งหนึ่งของห้องทำงาน เหนือโต๊ะเป็นบรรดาข้าวของเรียบร้อยเรียงรายบนชั้นวางบิลด์อินที่โดดเด่นด้วยวัสดุเหล็กกระดูกงูผสมแผ่นไม้ ซึ่งทั้งหมดต่อขึ้นด้วยทักษะ DIY ของบี้ทที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

“ช่วงมัธยมต้น พ่อเรารีโนเวตบ้าน โดยงานใหญ่ ๆ พ่อจะจ้างช่าง ส่วนพวกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเขาจัดการเอง ทีนี้เห็นพ่อทำก็เลยอยากลองทำบ้าง ประกอบกับตายายชอบซื้อไม้เก็บไว้ เราเลยคว้ามาตัดเล่นตามประสา พอเขาเห็นเข้าเลยสอนใช้เครื่องมือช่าง จนเราทำโต๊ะไม้ตัวแรกได้สำเร็จ

“โตขึ้นอีกนิดก็เปลี่ยนมาสนใจงานเย็บผ้า ชอบเย็บเสื้อให้ตุ๊กตาบาร์บี้ จากนั้นพัฒนามาเย็บกระเป๋าขายตอนมัธยมปลาย ตอนเด็กเราได้ลองทำนู้นนี่หลากหลาย ซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารักงานแฮนด์เมด ทำแบรนด์ต่างหูของตัวเอง แล้วก็ต่อยอดมาสู่การทำงานบิลด์อิน รวมถึงเคาน์เตอร์ครัวในบ้าน ส่วนตัวมองว่าทักษะงานฝีมือเหล่านี้มีประโยชน์มาก ๆ เพราะทำเองใช้เองย่อมประหยัดกว่า และได้ในสิ่งที่อยากได้” เธอเล่าย้อนความ

นอกจากชั้นวางข้างฝา อีกสิ่งที่สะดุดตาไม่แพ้กันคือหน้าต่างบานใหญ่ ที่ครองผนังห้องทำงานฟากตะวันออก นี่คือหนึ่งในบานไม้มือสองสุดปลื้มของบี้ท

“หน้าต่างบานนี้เป็นบานที่เราชอบมาก ตอนไปเดินดูร้านขายไม้เรือนเก่าแถวลำพูน เจอมันวางกองอยู่ก็คิดอย่างเดียวว่าจะต้องเอามันกลับมาให้ได้ แล้วพอบ้านเริ่มเป็นเค้าโครง เราเห็นว่าจากมุมนี้มองออกไปจะเป็นเวิ้งต้นไม้ เลยขอบิ้กเอามันมาติดไว้ตรงนี้ เพื่อที่เวลาทำงานเหนื่อย ๆ จะได้มองพักสายตา และเพิ่งมานึกได้ว่ามันเป็นทิศตะวันออก ทำให้ทุก ๆ วันเรายังชอบนั่งสังเกตแสงและเงาที่พาดผ่านบานหน้าต่างอีกด้วย” บี้ทเอ่ยชวนให้ลองดูเส้นสายสวยเพลินตาที่เกิดจากแสงแดดลอดกรอบหน้าต่าง ตกกระทบเป็นลวดลายตารางเฉียงบนพื้นกระเบื้องสีดำ ซึ่งเธอจงใจเลือกมาให้ช่วยขับแสงโดยเฉพาะ

ความหลงใหลในแสงอาทิตย์ของบี้ทนั้นมีที่มาจากความคลั่งไคล้ในเรื่องดาราศาสตร์ ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เธอเคยถึงขั้นเป็นตัวแทนนักเรียนระดับภูมิภาคที่ถูกเสนอชื่อให้เข้าร่วมคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิก และแม้จะล่วงผ่านมานานปี แต่สิ่งนี้ยังคงสัมพันธ์อยู่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการทำงาน ทั้งการออกแบบภายในที่ต้องรู้จักดีไซน์แสงเงาให้เหมาะสมกับพื้นที่ กระทั่งการตั้งชื่อแบรนด์ที่ก็หนีไม่พ้นหยิบยืมชื่อภาพถ่ายของโลกที่ยาน Voyager 1 จับภาพขณะกำลังลอยล่องออกนอกระบบสุริยะ อย่าง ‘pale blue dot’

พูดถึงเรื่องแสง บิ้กสำทับว่า “บี้ทชอบแสงธรรมชาติมาก เลยสังเกตว่าบ้านหลังนี้จะมีช่องแสงค่อนข้างเยอะ ผมเองก็ชอบนะ อย่างช่องแสงใต้จั่วที่บี้ทเสนอให้ใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนตมาแต่งแทนกระจก เวลามองออกไปแล้วเห็นเป็นกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ลาง ๆ หรือช่วงไหนฝนตกแล้วเม็ดฝนกระเซ็นมาเกาะกระทบแสงแดดเป็นประกายรุ้ง มันก็ดูสวยมีมิติไปอีกแบบ”

หากห้องที่สะท้อนตัวตนของบี้คือห้องทำงาน บิ้กมองว่าสำหรับเขาคงหมายถึงห้องครัว เพราะเป็นพื้นที่ที่ใช้งานประจำ และตั้งใจออกแบบบานหน้าต่างให้ทำมุมรับกับบานของห้องนอน เพื่อจะได้มองเห็นบี้ท จูดี้ และจุ๋ง ระหว่างดริปกาแฟยามเช้าตรู่ และเตรียมเมนูอาหารเที่ยงก่อนไปทำงาน

ส่วนพื้นที่ที่ทั้งสองต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าโปรดปรานเป็นพิเศษ คือ ระเบียงไฟ ชานระเบียงด้านหน้าที่ยื่นจากฝั่งประตูบานเฟี้ยมของห้องครัว

“เราชอบวัฒนธรรมแม่เตาไฟของคนเหนือมาก ๆ เลยอยากทำชานระเบียงที่มีเตาไฟแบบนั้นไว้สำหรับใช้สังสรรค์ ทำปิ้งย่าง ยิ่งช่วงหน้าหนาว เรากับบิ้กชอบนั่งผิงไฟ เผาข้าวหลาม หรือเวลาเพื่อนมาก็มักจะชวนไปนั่งคุยกันตรงนั้น” 

อินทีเรียสาวเล่าว่ามุมระเบียงไฟมีลักษณะเฉพาะที่เหมาะกับการใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน ซึ่งจากที่เธอเฝ้าสังเกตหลายครั้ง พบว่าคนส่วนใหญ่ที่มาบ้านชอบนั่งบริเวณนี้ แล้วพอพูดคุยกันสักพักเขาก็มักมีเรื่องอัดอั้นตันใจระบาย

“เรารู้สึกว่าอาจเป็นเพราะการได้นั่งลงบนพื้น ห้อยขาผ่อนคลาย ท่ามกลางกับสภาพแวดล้อมเงียบสงบ มีกองไฟอุ่น ๆ ข้างกาย ทำให้คนกล้าที่จะเปิดใจและถ่ายเทความรู้สึกออกมา” เธอขยายความ

บ้านคือความสบายใจ

ถึงแม้จะย้ายมาอยู่อาศัยแล้วเกือบครึ่งปี แต่ทั้งคู่แย้มว่าบ้านหลังนี้ยังไม่เสร็จเสียทีเดียว

“พร้อมอยู่แล้วจริง แต่ก็มีเติมนู้นนี่เรื่อยๆ” บิ้ก หัวเราะ “อย่างทีแรก พี่ตี๋ (ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร-ผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอ) อยากขอมาถ่ายบ้าน ผมก็บอกแกว่าบ้านยังไม่เสร็จดีนะ บางจุดยังไม่เรียบร้อยเลย ซึ่งพี่ตี๋ก็บอกไม่เป็นไร แล้วพูดมาคำหนึ่งว่า ‘บ้านไม่มีทางเสร็จหรอก’ ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า มันไม่มีทางเสร็จจริง ๆ ด้วย เพราะทุกวันนี้เรายังคงต่อเสริมเติมแต่ง อย่างชั้นวางบิลด์อินนี่ทำมา 2 รอบ เพราะพอใช้ไปสักพักบี้ทรู้สึกว่ามันไม่เรียบร้อย เลยปรับให้มันเป็นระเบียบมากขึ้น”

เมื่อถามต่อว่าแล้วสิ่งนี้พอจะเรียกว่าบ้านได้รึยัง บ้านในมุมมองของพวกเขานั้นคืออะไร

บี้ทนิ่งคิดก่อนตอบว่า “ด้วยความที่เราย้ายมาตลอดจากภาคใต้ ภาคกลาง จนภาคเหนือ ‘บ้าน’ สำหรับเราเลยหมายถึงที่ที่อยู่แล้วสบายใจ เอาเข้าจริง เราจะมีบ้านกี่หลังก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ที่นี่ เพราะเรารู้สึกว่าบ้านคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปทุกที่ และทุกที่นั้นเป็นบ้านได้หมด ถ้าเราพบเจอความสบายใจ”

บ้านไม่มีทางเสร็จของคู่รักนักออกแบบ ที่ปรับประสบการณ์เพื่อปลูกบ้านอย่างรู้และเข้าใจ

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

สีบลูเข้มของอาคารหลังเล็ก ประตูไม้เจาะช่องแสงกลม วงกบโค้งเหนือประตู กรอบหน้าต่างเหลี่ยม และแผ่นเหล็กฉลุมีตัวหนังสือ bluish ดึงดูดสายตา กวักมือเรียกให้เดินเข้าไปหา เมื่อผลักประตูเข้าไปด้านใน ราวกับได้สัมผัสโลกใบเล็กที่เปี่ยมไปด้วยความสุขพร้อมแบ่งปัน ในพื้นที่ที่เธอและเขาเรียกมันว่า ‘บ้าน’ บ้านที่เป็นโฮมคาเฟ่ เป็นความฝัน และเป็น Mission ในชีวิต

“สำหรับน้ำหวาน บ้านคือความฝันค่ะ”

“ผมว่าบ้านคือ Mission มากกว่า”

แม้คำตอบอาจไปคนละทาง แต่เมื่อฟังเรื่องราวที่มาของบ้าน จึงรับรู้ได้ว่าบ้านในใจของทั้งคู่ไม่ต่างกัน เพราะเป็นผลผลิตของวันเวลา การเดินทาง ประสบการณ์ การออกไปเปิดบูทงานคราฟต์ผลงานของทั้งสองคน ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือหลายประเทศในเอเชีย อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือการได้นั่งรถไฟมองทิวทัศน์และชุมชนในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย เดินตลาดในถิ่นอื่น กินอาหารไม่คุ้นลิ้น ทั้งหมดนั้นรวมอยู่และคลี่คลายกลายเป็นอาคาร 2 หลัง วางตัวอยู่ข้าง ๆ กันในแถบแม่ริม พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าอากาศดีที่สุดของเมืองเชียงใหม่

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio (และเป็นดีเจเปิดแผ่นแนวเพลง City Pop) สร้าง Bluish by linnil เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทั้งสองคน และพบว่าบ้านและโฮมคาเฟ่ของพวกเขาไม่เพียงตอบสนองในสิ่งที่อยากได้เท่านั้น แต่ยังทำให้การใช้ชีวิตลงตัวกว่าเดิม และเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างผลงานใหม่ ๆ ตลอดเวลา

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

บ้านสีอ่อนกับโฮมคาเฟ่สีอินดิโก้ กลิ่นอาย Asian Mix

น้ำหวานเปิดเรื่องเล่าสนุกถึงการใช้ชีวิตอยู่หอและบ้านเช่าตลอดช่วงชีวิตก่อนมีบ้านของตัวเองว่า

“ตอนอยู่หอก็เช่าไว้ 2 ห้องค่ะ ห้องหนึ่งไว้นอน อีกห้องเอาไว้ทำงานเป็นสตูดิโอของตัวเอง พอมาเช่าบ้านในคอมมูนิตี้ที่เรียกว่า Penguin Ghetto ก็เช่าบ้าน 2 หลังค่ะ หลังหนึ่งเอาไว้อยู่และทำงาน อีกหลังเอาไว้เป็นหน้าร้าน และพี่เวศก็เปิดชั้นบนเป็นสตูดิโอสอนปั้นเซรามิก ไม่รู้ทำไมต้องมี 2 หลังเนอะ แต่คงเพราะตัวเองชอบสำรอง เลยเผื่อเอาไว้ อย่างซื้อของที่ชอบก็ซื้อ 2 อันนะคะ” น้ำหวานหัวเราะแล้วเล่าต่อ

“พอทำบ้านก็ตั้งใจเลยว่าต้องมี 2 หลัง หลังนี้เป็นบ้านที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ส่วนตัว สงบ เงียบ และหลังนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นร้าน เป็นที่ที่พร้อมเจอคน”

น้ำหวานเล่าว่า ตระเวนหาที่ดินและบ้านมือหนึ่งมือสองหลายต่อหลายแห่งก็ไม่ถูกใจ แต่แล้วจู่ ๆ แม่ของเธอก็เข้าไปดูอินเทอร์เน็ตแล้วเห็นประกาศขายที่ดินแห่งนี้ จึงส่งให้เธอดู

“ผมชอบพื้นที่แถวนี้ เพราะเคยผ่านบ่อย ๆ ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน เวลามาหาเพื่อนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ รู้สึกคุ้นเคย และแถวนี้เขาทำแปลงปลูกดอกไม้กัน พอตอนกลางคืนก็จะเปิดไฟให้สวนดอกไม้ เราผ่านแล้วก็ชอบ เลยตัดสินใจซื้อ”

บนที่ดิน 100 ตารางวา พี่ชายซึ่งเป็นสถาปนิกของเวศ เป็นคนวางโครงสร้างและออกแบบตามความต้องการของเจ้าของบ้านทั้งสอง โดยเลือกให้บ้านหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ เป็นบ้าน 2 ชั้น โถงโล่งแบบ Double Ceiling เปิดพื้นที่ให้ดูโปร่ง บันไดนำขึ้นไปสู่ชั้นสอง ซึ่งเป็นห้องนอนใหญ่และห้องนอนแขก กรุกระจกในหลายส่วนของบ้านเพื่อเชื้อเชิญให้แสงเข้าบ้าน และมีห้องครัวขนาดกว้าง ส่วนอาคารหลังสีน้ำเงินด้านหน้าสำหรับต้อนรับผู้มาเยือน เป็นอาคารชั้นเดียวขนาดย่อม แบ่งสัดส่วนด้านในเป็นโฮมคาเฟ่และช็อปที่วางสินค้าภายใต้แบรนด์ของทั้งคู่

“ทีแรกเราสองคนก็ดูแบบไม่ค่อยออกนะคะ เราปรับกันไปมา”

เวศเสริมน้ำหวาน “แต่เรามีสิ่งที่ต้องการคือ หนึ่ง เราชอบหน้าต่างที่มันหลบเข้ามาด้านใน (กรอบหน้าต่างไม่เสมอกับตัวผนังเหมือนอาคารทั่วไป) เพราะเราเลือกหลังคาบ้านที่ไม่ยื่นออกมามาก หน้าต่างอย่างนี้จะทำให้ฝนไม่สาดหรือซึมเข้ามา สิ่งที่เราบอก ส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดที่เห็นมาจากการเดินทาง พอเราคิดว่าจะทำบ้าน ก็เริ่มดู เริ่มจดว่าชอบอะไรบ้าง อย่างหน้าต่างนี่เห็นมาจากบ้านเก่าที่ไต้หวัน หรือสีของบ้าน ตอนนั้นเราไปญี่ปุ่น นั่งรถไฟจากฮอกไกโดมาเกียวโต มันก็นานใช่ไหมครับ ไม่รู้จะทำอะไร เราก็ชวนกันดูสีของบ้าน สีบ้านกับหลังคาที่ดูเข้ากัน พอเจอสีที่ชอบก็จด ๆ ไว้ หรือถ้าเห็นกระเบื้องที่ชอบก็ถ่ายภาพไว้”

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

“น้ำหวานเป็นคนชอบเรื่องดีเทลค่ะ จำได้ว่าถ้ามีบ้านจะทำอย่างนี้ คืออยากให้เตาแก๊สเปิดปิดได้จากภายในบ้าน ขณะที่ตัวถังแก๊สอยู่นอกบ้าน พอแก๊สหมด คนส่งแก๊สก็ไม่ต้องเข้าบ้าน แต่เปลี่ยนถังได้จากภายนอก

“หรืออย่างตรงนี้ (ชี้ไปที่อ่างล้างมือหน้าบ้าน) พี่ชายยังถามเลยว่าได้ใช้จริง ๆ เหรอ คือกำหนดไว้ตั้งแต่แรกว่าเปิดประตูมาขอให้มีอ่างล้างมือ เพราะติดล้างมือมาตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว ก็บอกเขาว่าอยากได้อ่างล้างมือตรงนี้นะ ระหว่างสร้างบ้านพี่ผู้รับเหมาก็แนะนำให้เจาะช่องผนังเพื่อวางของใกล้ ๆ อ่างล้างมือ ตรงนี้คือภูมิใจที่คิดไว้แล้วได้ทำ

“เลือกหน้าต่างที่เก็บเสียงด้วย ผนังบ้านก็เป็นผนัง 2 ชั้น เพื่อให้รู้สึกว่าเรามีพื้นที่ส่วนตัวจริง ๆ”

“ส่วนผมขอห้องครัวใหญ่ ๆ ให้มีพื้นที่ทำงานได้เยอะ ทีแรกจะทำ Island แต่กลัวว่าถ้าทำออกมาแล้วผิดพลาดจะแก้ไขไม่ได้ เลยตัดสินใจใช้เป็นโต๊ะลอยตัว ยกเปลี่ยนได้”

น้ำหวานเล่าเพิ่มว่าอีกส่วนหนึ่งที่ตั้งใจเลือกมาก คือกระเบื้อง

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

“ไปเลือกของแม่ริม เซรามิค สตูดิโอเองเลย มีทั้งงานเก่าและที่สั่งทำ ตรงส่วนหน้าบ้านที่มีหลาย ๆ สี น้ำหวานเรียงเองทีละแผ่นเลยนะคะ”

ความโดดเด่นของบ้านหลังนี้ คงไม่พ้นเรื่องสีของโฮมคาเฟ่ Bluish เวศเล่าว่าให้น้ำหวานเป็นคนกำหนดสีหลัก ๆ ทั้งหมดของอาคารทั้งสองหลัง โดยน้ำหวานเลือกให้บ้านมีสีขาวเจือฟ้า และภายในส่วนของครัวมีสีขาวเจือน้ำตาล เลือกเฉดสีไปในโทนเดียวกันเพื่อให้รู้สึกสบาย ให้ความรู้สึกถึงการพักผ่อน

“พอโครงบ้านเสร็จ ก็เริ่มขึ้นโฮมคาเฟ่ แล้วก็ทำควบคู่กันไป แล้วตอนเลือกสีจากชาร์ตสี พอเลือกบ้านให้มีสีอ่อนไปแล้ว ก็คิดว่าหลังที่เป็นร้านขอสีเข้มสุดใจเลยแล้วกัน ก็เลือกสีนี้เลย ส่วนชื่อร้านมาทีหลัง แต่ด้วยความที่น้ำหวานชอบสีฟ้าและสีน้ำเงินอยู่แล้ว ชื่อนี้เหมาะดีค่ะ”

“เราเลือกให้ชื่อนี้ ก็เพื่อให้เชื่อมกับสิ่งที่น้ำหวานทำครับ” เวศพูดพร้อมอมยิ้มนิด ๆ ตลอดการสนทนาเรื่องบ้าน ความสุขฉายอยู่บนใบหน้าที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกตามคาแรกเตอร์ของเขา ขณะที่น้ำหวานยิ้มเบิกบานเปิดเผย และเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงแจ่มใสแทรกเสียงหัวเราะสนุก เมื่อย้อนคิดในหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านมา

“หลายคนมาเห็นแล้วบอกบ้านน่ารักมาก หรือบางคนบอกว่าบ้านดูญี่ปุ่นจังเลย อยากบอกทุกคนว่า ไม่ใช่ญี่ปุ่นหรอกค่ะ แต่มันคือการผสมผสานอะไรต่าง ๆ ที่เราชอบ ที่ได้เห็นมาระหว่างการเดินทางของเรา เป็น Asian Mix มากกว่า และที่สำคัญคือมันลงตัวกับการใช้ชีวิตของเราสองคนมาก”

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

ออกแบบให้เข้ากับธรรมชาติของตัวเอง

“ไม่ได้กำหนดพื้นที่ทำงานในบ้านชัดเจน เพราะเราทำงานข้างนอก ย้อมผ้าเป็นหลัก ก็เลยลืมคิดไปว่า อาจต้องจัดส่วนอะไรแบบนี้ โซนโถงนี้เลยเป็นของน้ำหวานคนเดียวทั้งหมด ทีแรกตั้งใจให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ทำงานได้ นั่งเล่นได้ ปาร์ตี้หรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ค่ะ ตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนไป ยังจัดไม่ลงตัวจนถึงทุกวันนี้ ส่วนที่ทำงานของพี่เวศ ลืมคิดไปเลยค่ะ เพราะเอาดินมาปั้นในบ้านไม่ได้ใช่ไหมคะ ตอนนี้พี่เวศก็ปั้นดินตรงโต๊ะหน้าบ้านค่ะ”

“ผมไม่มีปัญหาครับ เพราะผมก็ปั้นงานชิ้นเล็ก ๆ ที่ด้านหน้าบ้าน เสร็จแล้วก็เก็บใส่กล่อง และผมมีสตูดิโออยู่อีกแห่งครับ ไม่ไกลกัน”

ด้วยความที่เจ้าของบ้านทั้งสองคนทำงานคราฟต์ พื้นที่ทำงานจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ การเลือกวางพื้นที่อาคาร การปลูกต้นไม้ การเดินไปมาระหว่างอาคาร 2 หลังที่ลงตัว ทำให้จังหวะในการใช้ชีวิตง่ายขึ้นและเป็นตัวเองอย่างที่สุด

“ผมชอบที่ได้ทำงานใกล้บ้าน กลับไปเบรกที่บ้านแล้วกลับมาทำงานที่ร้านได้ คือที่นี่ให้ความรู้สึกครบวงจรมากขึ้น ผมทำอาหารทานเอง ยิ่งตั้งแต่โควิดแล้ว ผมก็เริ่มเข้าครัว รู้สึกว่าสิ่งที่ชอบที่สุดคือตอนอยู่ในครัว เป็นการรีแลกซ์ทุกวัน”

น้ำหวานบอกว่า การทำงานแบบที่ทำอยู่ เป็นงานที่เป็นส่วนตัว ไม่ได้พบเจอคนมาก ดังนั้นเราต้องเป็นคนกำหนด วางแผน และรู้จักตัวเองให้มาก

“เราต้องเข้าใจธรรมชาติของตัวเองว่าเราทำงานเหมาะกับอะไร อย่างไร ในพื้นที่ยังไง คือแต่ละงานก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันนะคะ แต่พอเรารู้ธรรมชาติของเรา ก็จะทำสิ่งที่ชอบได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง การทำงานคราฟต์ต้องพยายาม อดทน งานเราไม่มีกำหนดเวลาชัดเจน ต้องมีวินัยมาก ๆ ซึ่งก็ได้มาฝึกตอนมาอยู่บ้านหลังนี้

“ก่อนโควิด เราสองคนเดินทางบ่อยมากเพื่อไปออกบูทต่างประเทศ แทบจะเรียกได้ว่า ลงเครื่องมาแล้วจัดกระเป๋าใหม่แล้วขึ้นเครื่องไปต่อ แต่พอได้ย้ายมาอยู่บ้าน ตรงกับช่วงโควิดเริ่มระบาดพอดี เราก็ชะงักไปหมด การเดินทางหยุดหมด เราก็มาอยู่กันเงียบ ๆ ทำงาน และปรับตัวกันไปค่ะ”

“ผมทำงานเรื่อย ๆ นะครับ พยายามคิดอะไรใหม่ ๆ ทดลองทำงานใหม่ตลอด ไม่งั้นไม่สนุก”

พื้นที่บ้านที่ดูโล่งและโปร่งนั้น น้ำหวานบอกว่า ห้องเก็บของเป็นส่วนสำคัญมาก ทั้งคู่พูดตรงกันพร้อมเสียงหัวเราะว่า “อยากให้ห้องเก็บของใหญ่กว่านี้”

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

ทั้งคู่มีของสะสมที่วางให้เห็น ประดับอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของบ้าน อย่างน้ำหวานสะสมแก้ว หนังสือ ผ้าต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงาน และจิ๊กซอว์ ซึ่งเวศแซวน้ำหวานว่าอยากได้จิ๊กซอว์มากแต่ไม่อยากต่อ

Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop
Bluish by linnil บ้านคู่รักศิลปิน เป็นสตูดิโอผ้า เซรามิก โฮมคาเฟ่ และบาร์ City Pop

“ชอบซื้อแก้วมากค่ะ และเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่เด็กผู้หญิงแทบทุกคนจะเคยเห็นแม่ตัวเองสะสมแก้ว จาน ชาม แล้วก็ไม่เข้าใจ แต่พอโตมา เราก็เป็นแบบนั้นเลย”

แผ่นเสียง City Pop คือของสะสมของเวศ ต่อจากเหรียญที่เคยเป็นของสะสมสมัยเมื่อเขายังเด็ก ๆ

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

โฮมคาเฟ่สีบลูในเมโลดี้สดใสของ City Pop

“City Pop เป็นแนวเพลงของญี่ปุ่นยุค 80 หลังสงครามโลก และก่อนยุคฟองสบู่แตกที่ญี่ปุ่น เมื่อก่อนเรียก New Music แล้วมาเรียกทีหลังเป็น City Pop ครับ คือเป็นแนวเพลงที่ขยับจากแนวเพลงเอ็งกะหรือลูกทุ่งญี่ปุ่นมาสู่ยุคนี้ เป็นการผสมแนวเพลงตะวันตก พวก Jazz, Soul, Funk เข้าไป แต่ยังมีเมโลดี้ที่สวยงามของความเป็นญี่ปุ่น คอร์ดให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังก้าวไปข้างหน้า มีเครื่องเป่า และมีรายละเอียดดนตรีที่ซับซ้อน ส่วนในแง่ของภาษาก็เริ่มมีการใส่ภาษาอังกฤษเข้าไปในเนื้อเพลงท่อนเปิดหรือท่อนฮุก คือสะท้อนให้เห็นว่าเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเปิดรับวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้าไป”

แววตาของเวศเป็นประกายขณะพูดถึงแนวเพลงที่เขารักและแผ่นเสียงที่สะสม เราขยับมานั่งในโฮมคาเฟ่สีเท่ เพื่อฟังแผ่นเสียงที่เจ้าของบ้านฝ่ายชายเปิดให้เราฟัง เขาทำหน้าที่เป็นดีเจหลังไวนิลบาร์อย่างมีความสุข และชงเครื่องดื่มประจำบาร์ให้เราดื่ม

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

“พอเปิดโฮมคาเฟ่แรก ๆ เราก็ชวนเพื่อนสนิทมา เพื่อนบอกว่าน่าจะทำสิ่งที่เราสนุก ที่เราชอบด้วยนะ แล้วเขาก็รู้ว่าพี่เวศเป็นดีเจเปิดแผ่นเสียง สะสมแผ่นเสียง City Pop แล้วก็มีเครื่องเล่นอยู่แล้ว ก็ทำเป็นไวนิลบาร์ไปเลย น้ำหวานเล่าถึงช่วงตัดสินใจวางแนวทางของโฮมคาเฟ่ Bluish

“นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมเคยเห็นจากการเดินทางเหมือนกันครับ สเกลมันน่ารักดี พอทำได้ ก็เลยเปิดโฮมคาเฟ่เป็น 2 ช่วง กลางวันเป็นเครื่องดื่มโซดาไซรัปที่ผมทำเองและเบเกอรี่ที่น้ำหวานทำ ส่วนตอนค่ำ เป็นบาร์ม็อกเทลหรือค็อกเทลซึ่งมีส่วนผสมจากไซรัปที่เราทำนี่แหละครับ และมีอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยความที่เราเปิดเพลงแนว City Pop ของญี่ปุ่น อาหารที่เสิร์ฟก็จะไปในแนวทางเดียวกัน คืออิซากายะ แต่ผสมความเป็นไทย ๆ เข้าไป เช่น เนื้อย่างซอสพอนสึกับตะไคร้”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio
น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

เวศอธิบายรายละเอียดของโฮมคาเฟ่และบาร์ของที่นี่ไว้ว่า แบ่งเป็น 2 ส่วน ด้านในเป็นร้านถาวร มีงานของ linnil และ 3.2.6. Studio และมีโซน Selected เพิ่มเข้ามา เช่น มุมเครื่องเขียน (อาจเพิ่มมุมหนังสือ) มีมุมแผ่นไวนิลแนวเพลง City Pop

ส่วนห้องด้านหน้าเป็นโซนชิลล์ สำหรับนั่งดื่มระหว่างช้อปปิ้ง หรือมาเพื่อดื่มอย่างเดียว

ด้านการบริการ พาร์ตกลางวันเป็นเครื่องดื่มสูตรของทางร้านและเบเกอรี่โฮมเมด เครื่องดื่มก็เป็นไซรัปทำเอง ใช้วัตถุดิบจากพื้นที่บวกกับไอเดีย เช่น ดาวเรืองเลม่อนฮันนี่ เป็นฮันนี่ที่ไม่ได้มาจากผึ้ง แต่มาจากดอกไม้ คนที่ไม่ดื่มน้ำผึ้งก็ดื่มได้

“มีกาแฟด้วยครับ เพราะน้ำหวานดื่มกาแฟ และมีเครื่องดื่มตามฤดูกาล อย่างฤดูฝนก็เป็นมะเกี๋ยงโซดาหรือมะไฟโซดา ผมเลยตั้งชื่อว่าโซดาไฟ”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

“ผมเป็นคนชอบทดลองตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ดื่มน้ำอัดลมก็ไม่ชอบดื่มแค่อย่างเดียว แต่ชอบสั่งหลาย ๆ อย่างมาผสมกัน คืออยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ลองทำ และบวกกับเราได้ไปเที่ยว ไปเห็นอะไรมากขึ้น คิดว่าทำอย่างนี้ได้เนอะ แล้วเราก็เอามาปรับใช้กับวัตถุดิบที่มีบ้านเรา ทำแล้วชิมดู ก็อร่อยดี”

ในโฮมคาเฟ่ Bluish by linnil เสิร์ฟทุกอย่างด้วยจานชามและถ้วยเซรามิกของ 3.2.6. Studio

“ชื่อร้านให้เขาไปแล้ว ภาชนะกับสูตรที่ทำต้องเป็นของผมนะ”

ที่สุดแล้วเรารู้ว่าบ้านคือความสบายใจ ปลอดภัย และคือเธอ

“บ้านนี้ให้แรงบันดาลใจมากนะคะ สำหรับน้ำหวานแล้ว ได้อะไรจากการมาอยู่บ้านนี้เยอะมากเลย ได้ปลูกต้นไม้ และได้ทดลองเอาใบไม้กิ่งไม้มาย้อมผ้า อย่างต้นเทียนกิ่งหน้าบ้านนี่ แม่ขับรถมาจากนครปฐมเอามาลงดินให้ เพื่อให้ลูกได้ใช้ย้อมผ้า”

“มะม่วงที่ปลูกนี่เราก็ได้เก็บลูกมากิน น้ำหวานก็ได้ใบไปใช้ย้อมผ้าครับ”

“อย่างตอนมาอยู่บ้าน ผมก็ทำเซรามิกชุดใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้าน หรือมีชุดที่ได้แรงบันดาลใจมากจากธรรมชาติใกล้ ๆ ตัว อย่างรูปทรงเมล็ดพืช”

“การมีบ้านทำให้เราออกแบบชีวิตได้ง่ายขึ้น รวมถึงการหาแรงบันดาลใจ แม้กระทั่งเต่าทองที่เราเห็น มันอาจมากัดกินใบพืช แต่ก็สวยดี ลวดลายก็เอามาใช้ออกแบบได้ด้วย”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

“เราเริ่มจากการออกแบบ คิดไว้ตั้งแต่แรกว่าจะให้สองสิ่งนี้ควบคู่กัน ดังนั้นพอเราได้มาอยู่ เราก็ได้บ้านและที่ทำงานอย่างที่เราคิด และอย่างในโฮมคาเฟ่ เราก็ได้ปลูกผักสวนครัว เก็บมาใช้ในเครื่องดื่ม หรือทดลองทำอะไรที่อยากทำ”

บ้านในนิยามของเขาและเธอคืออะไร

“บ้านสำหรับน้ำหวานคือ ความรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นเพียงเเต่สถานที่ อาจเป็นภาวะของความรู้สึก ได้พูดคุยกับคนที่เราไว้วางใจได้ การทำงานที่ราบรื่น สถานการณ์ที่ลงตัว”

“สำหรับผมความหมายของบ้านคือ พื้นที่ปลอดภัย ที่พักกายใจ ที่ทำงาน ที่สร้างแรงบันดาลใจ ที่ชาร์จแบตของชีวิต”

“บ้านเป็นความฝัน พอเรามีบ้านที่เป็นความฝันแล้ว เราก็ฝันต่อไปอีก ตอนนี้ความฝันคือได้ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็ดีมากแล้ว และความสุขของน้ำหวานในช่วงนี้คือการได้ทำงาน การทำงานทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า”

แล้วความสุขของเวศล่ะ

“ผมมีความสุขทุกวันง่าย ๆ อยู่แล้ว เข้าครัวก็รีแลกซ์แล้ว ความทุกข์ของผมคือการเห็นเขาไม่มีความสุข นั่นก็อาจจะทำให้เราไม่มีพลังเหมือนกัน แต่เราไม่แสดงออก ไม่อย่างนั้นจะพากันดาวน์ ดังนั้น เราก็ควรเป็นหลักให้เขา จนเขามีความสุข จากนั้นคือเราได้ใช้ชีวิตกันต่อไป แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว”

น้ำหวาน-พุทธิมน ตันติธนานนท์ เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าธรรมชาติและสมุดทำมือแบรนด์ linnil และ เวศ-ชเวศพล บุญศิริ ศิลปินเซรามิก เจ้าของแบรนด์ 3.2.6. Studio

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load