สตูดิโอห่อจย่ามา (Studio Horjhama) คือร้านอาหารและร้านของชำที่อยู่ร่วมกันภายในบ้านดินหลังเล็กๆ บนอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดย แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ นักละครกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ (Gabfai) ที่ทำงานพัฒนาเด็กและชุมชนมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ในประเด็นสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก และสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการทำละคร

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ นักละครกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ (Gabfai)

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว แอนมีโอกาสตอบรับคำชวนจาก มูลนิธิชีววิถี (BioThai) ซึ่งอยากให้เธอช่วยทำงานสื่อสารกับเด็กและชุมชนในแคมเปญ ‘กินเปลี่ยนโลก’ เพื่อต้องการให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงที่มาของอาหารแต่ละอย่างในจานว่ามีที่มาอย่างไร และส่งผลอย่างไรต่อทั้งสุขภาพของตนเอง ความเป็นอยู่ของผู้ผลิต สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร

ตลอด 7 ปี เธอมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารของท้องถิ่นต่างๆ ในเครือข่ายความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำความรู้เหล่านั้นมาย่อยให้เข้าใจง่าย เพื่อสื่อสารผ่านกระบวนการทำละครร่วมกับเด็กๆ ในแต่ละชุมชน

จากนั้นเธอได้นำความรู้ที่ได้จากการทำงานในแคมเปญของมูลนิธิชีววิถีมาพัฒนาต่อเป็นรายการ ‘เชฟน้อยกินเปลี่ยนโลก’ ฉายทางช่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) ชวนคนดูทำความรู้จักกับเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารผ่านตัวเด็ก โดยให้เด็กแต่ละคนในแต่ละท้องถิ่นที่ได้ซึมซับภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวิถีดั้งเดิมของชุมชน มาเล่าเรื่องราวของพวกเขาผ่านเมนูอาหารท้องถิ่นที่พวกเขาทำ โดยแอนเป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับ น้องบาหลี-บาหลี นามเสนา 

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

ประสบการณ์การเดินทางทำงานทั่วประเทศทำให้เธอรู้จักกับเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่ังยืนเจ้าของผลิตภัณฑ์ดีประจำชุมชนจำนวนมาก แอนมองว่าของดีๆ เหล่านี้ยังมีหลายคนที่ไม่รู้จัก และคงไม่มีโอกาสได้ซื้อหาหากไม่เดินทาง เธอจึงเกิดไอเดียรวบรวมของดีจากเครือข่ายเกษตร์อินทรีย์ทั่วประเทศมาไว้ที่เดียว และเดินทางไปหาผู้คนถึงหน้าบ้าน นั่นจึงเกิดโปรเจกต์ ‘รถชำเปลี่ยนโลก’ สื่อสารเรื่องความสำคัญของการเลือกกินที่เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้
Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

ปัจจุบันแอนขยายการทำงานเรื่องอาหาร โดยใช้พื้นที่บ้านของเธอปรับเป็นร้านขายของชำที่คัดสรรเฉพาะของดีจากเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ เกษตรกรรายย่อยที่ทำเกษตรแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และเกษตรกรนิเวศน์ แถมยังเป็นร้านอาหารที่ชวนให้คุณได้รู้จักวัตถุดิบท้องถิ่นมากขึ้น ในทุกคำที่กินเข้าไป ผ่านเมนูที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบที่ขายภายในร้าน และจะเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัตถุดิบในฤดูกาล

การเลือกกินเมนูที่มีชื่อวัตถุดิบไม่คุ้นหูเหล่านี้จะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร

คำตอบนั้นอยู่ในเมนูที่แอนกำลังตั้งใจทำให้เราลองชิมอยู่ภายในครัวแล้ว

“เดี๋ยวนี้การเป็นคนเลือกกินกลายเป็นเรื่องที่ดีแล้วนะ การที่เรากินแต่ของดี ทำให้ความเป็นอยู่ของเรา คนรอบข้างของเรา และสิ่งแวดล้อมของเราดีขึ้นได้” แอนเริ่มต้นอธิบายให้เราฟังขณะปรุงอาหารไปด้วยอย่างอารมณ์ดี

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

“เจ็ดปีที่แล้วมูลนิธิชีววิถีจัดแคมเปญชื่อ ‘กินเปลี่ยนโลก’ เขาอยากให้ผู้บริโภคเข้มแข็ง มีศักยภาพ และมีทางเลือกในการกินมากขึ้น ศักยภาพที่ว่าก็คือ ผู้บริโภคต่อรองกับผู้ผลิตได้ว่า ผลิตอาหารแบบไหนจึงจะปลอดภัยกับคนกิน อาหารในห่วงโซ่แบบไหนที่จะเป็นธรรมกับผู้บริโภค สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้ปลูก ซึ่งปัจจุบันคนจำนวนมากคุ้นชินกับอาหารที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรม เพราะผลิตปริมาณมากได้ แต่ก็ทิ้งอะไรไว้เยอะแยะเต็มไปหมดเช่นกัน

“สิ่งที่ตามมามีทั้งสารเคมีตกค้าง ซึ่งเราไม่รู้ว่าโรงงานผลิตทิ้งสารพวกนี้ที่ไหน พนักงานในโรงงานมีความเป็นอยู่ยังไง แต่ถ้าเรารู้ว่าอาหารที่เราซื้อมา มีที่มาดีๆ เราก็จะรู้ว่าเงินที่เราจ่ายไปมันช่วยให้แม่ได้อยู่กับลูก ช่วยให้เขาได้ทำงานด้วยกันที่บ้านมากขึ้น แบบนี้มันดีและยั่งยืนกว่าใช่มั้ย แต่อย่างที่รู้กันว่าโลกทุกวันนี้กำลังขับเคลื่อนด้วยอาหารแบบไหน 

“สิ่งที่เราพยายามทำคือ ให้คนได้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่เขากำลังบริโภค มันมากกว่าเรื่องรสชาติ มากกว่าความอิ่ม แต่หมายถึงเงินที่เขาจ่ายมันคุ้มค่ากับผลที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมมั้ย ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลกระทบมาถึงตัวเขาด้วย ห่วงโซ่ของวัตถุดิบในอาหารจานหนึ่งสร้างผลกระทบได้ขนาดนั้น ถ้าเราเลือกกินห่วงโซ่ของอาหารที่ดี มีที่มาดี ที่ไปมันก็ดี นั่นจึงสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ได้ เราอินกับประเด็นนี้มากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราทำประเด็นนี้ตั้งแต่น้ำหนักหกสิบหกกิโลกรัม ใส่เสื้อไซส์ S ตอนนี้น้ำหนักเพิ่มมาสิบกว่ากิโลกรัม เพราะเราแดกทุกที่ที่มีโอกาสได้ไปทำงานเลยค่ะ” เธอหัวเราะร่วน

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

“แม้เรามีโอกาสกินอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขาทำอย่างยั่งยืน และเราเชื่อว่ามีหลายคนที่อยากอุดหนุนสินค้าดีๆ แบบนี้ แต่เขาไม่มีโอกาสได้เดินทางมาซื้อด้วยตัวเอง เราเลยเริ่มต้นทำ ‘รถชำเปลี่ยนโลก’ โดยรวบรวมของดีๆ ที่เราไปเจอมานี่แหละ มาเร่ขายตามชุมชนต่างๆ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการกินเปลี่ยนโลกให้กับผู้ที่สนใจด้วย”

ช่วงแรกๆ ที่แอนทำรถชำเปลี่ยนโลก นอกจากตลาดและชุมชนต่างๆ เธอยังนำรถชำไปจอดขายหน้าร้านสะดวกซื้อและห้างใหญ่ๆ นอกจากเป็นร้านขายของชำ รถของเธอยังถูกออกแบบให้เป็นห้องครัวเคลื่อนที่ด้วย 

ทุกครั้งที่รถชำเปลี่ยนโลกเคลื่อนที่ไปเปิดที่ไหน ก็จะมีอีเวนต์ของร้านตามมา

“ทุกครั้งที่รถชำไปที่ไหน เราจะตั้งโต๊ะให้คนมาชิมวัตถุดิบของเรา ปกติเขาชิมไวน์ ชิมกาแฟ แต่ร้านเราให้ลองชิมน้ำปลา ชิมเกลือ เก๋ขนาาาาด” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสนุก ก่อนอธิบายต่อ “เราจะมีกิจกรรมพ่วงไปด้วยทุกครั้ง อย่างครั้งแรกเราเลือกเล่าเรื่องราวของเครื่องลาบ เพราะวัตถุดิบในเครื่องลาบทางภาคเหนือ อย่างมะแขว่น มะแหลบ หาได้จากป่าที่สมบูรณ์เท่านั้นนะ เราเล่าให้คนฟังว่าเครื่องลาบแต่ละอย่างมาจากไหน ทำไมคนเหนือถึงกินลาบแบบนี้ และวัตถุดิบเหล่านี้ยังบ่งบอกไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ด้วย ตอนนั้นเราได้ เชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ จาก Blackitch Artisan Kitchen มาช่วยทำลาบ ตอนทำเรื่องเครื่องเทศชนเผ่าเราได้ พี่กฤช เหลือละมัย มาช่วย”

ขณะสนทนากัน แอนกำลังปั้นเกี๊ยวให้เราทาน 

เธอหันมาบอกกับเราว่า ไส้ของเกี๊ยวที่เธอกำลังทำมีส่วนผสมจากหญ้า 

เธอกำลังจะให้เรากินหญ้า 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

ไอเดียของเมนูเกี๊ยวไส้หญ้า มาจากช่วงที่ผ่านมาแอนและเพื่อนกำลังนำเสนอเรื่องราวของวัชพืชกินได้ ซึ่งวัชพืชที่เธอผสมลงไปในไส้เกี๊ยว คือต้นปืนนกไส้ วัชพืชชนิดหนึ่งที่มองเผินๆ ไม่ต่างอะไรกับหญ้า แต่กินได้ มีสรรพคุณเป็นยา ปลูกขึ้นง่าย ซึ่งเธอเดินไปเด็ดสวนผักข้างสตูดิโอมาปรุงให้เรากิน และเกี๊ยวที่เธอทำก็มีรสชาติอร่อยสุดๆ ด้วย

“หลายคนแยกวัชพืชไม่ออกก็เหมารวมว่าเป็นหญ้า แล้วก็ฉีดยากำจัด เราเอาวัชพืชมาทำ เพราะอยากให้คนเห็นคุณค่าของวัชพืช ลดการใช้ยาฆ่าหญ้า แล้วหันมาสังเกตวัชพืชในพื้นที่บ้านว่าเป็นแหล่งอาหารให้เราได้”

ถ้าคุณคิดว่าเกี๊ยววัชพืชแปลกแล้ว ที่สตูดิโอห่อจย่ามา ยังมีสารพัดวัตถุดิบและเมนูชื่อไม่คุ้นหู้อีกมากที่รอให้คุณได้ลิ้มและทำความรู้จัก เช่น ข้าวปั้นไส้เห็ดหอมปลาเค็มลิบง มะโจ๊กผสมโซดา ข้าวปั้นไส้ลาหู่ ฯลฯ 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

หลังจากนั้นแอนก็หันมาทำข้าวปั้นไส้ ‘ไกน้ำโขง’ เธอใช้ข้าวดอยบือเนอมูผสมกับข้าวหอมเกยไชย สอดไส้ด้วยไก ซึ่งไกเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่เติบโตในน้ำจืด บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำได้ เป็นวัตถุดิบเลิศรสในบ้านเราที่อร่อยไม่แพ้สาหร่ายญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่สร้างขึ้นจำนวนมากทางต้นน้ำ ทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำโขงผิดเพี้ยน ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ น้ำโขงใสขึ้นจากที่ควรขุ่นเป็นตะกอน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ก็ส่งผลกระทบต่อไกในแม่น้ำโขงโดยตรง ทำให้ไกลดจำนวนลงจากเดิมอย่างมาก ชาวบ้านริมน้ำที่เคยประกอบอาชีพเก็บไกมาขายก็ค่อยๆ หายไป เช่นเดียวกับชื่อของวัตถุดิบชนิดนี้ที่เริ่มไม่เป็นที่รู้จักอีกต่อไป 

แต่การกลับมาทำความรู้จักไก ซึ่งถูกสอดไส้ในข้าวปั้นและห่อข้าวปั้นไว้อีกที ผ่านพอการกินและฟังเรื่องราว ทำให้เราเห็นว่าห่วงโซ่ของวัตถุดิบนั้นเกี่ยวพันถึงสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คนในสิ่งแวดล้อมนั้นได้อย่างไร 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่
แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

“เดี๋ยวนี้คนรู้จักวัตถุดิบที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น เราอยากทำให้เห็นว่านอกจากของในซูเปอร์มาร์เก็ตยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกเยอะเลยนะ ซึ่งอาหารที่เราทำภายในร้านก็เป็นเหมือนค็อปเตอร์ไม้ไผ่ ช่วยพาเครื่องปรุงเหล่านั้นมาใกล้คนมากขึ้น พอคนมาที่ร้านเรา เราไม่ได้เล่าให้เขาฟังแค่อย่างเดียว แต่เขายังได้กิน ได้ดม ได้เห็นด้วย มันน่าสนุกในทุกคำที่เขาได้กินเลยนะ เราอยากให้เขาได้รู้จักความหวาน ความเปรี้ยว ความเค็ม ความเผ็ด ที่เขาอาจจะเคยกินมาแล้ว แต่ในยุคนี้เขาอาจจะหามันไม่ได้แล้ว บางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วว่าแต่ก่อนลอดช่องมันเคยมีกลิ่นหอมแบบไหน

“สมัยเด็กเราเคยรู้สึกโกรธมากๆ ตอนที่ลูกค้ามาซื้อผ้าที่แม่เราเป็นคนทำ แล้วเขาต่อราคา กว่าแม่เราจะทำเสื้อตัวนั้นจนเสร็จ เขาต้องใช้ความพยายาม ต้องลำบากขนาดไหน มันเลยส่งผลมาสู่ตอนนี้ เราอยากให้คนทำเขาภูมิใจ อยากให้คุณป้า คุณตา ที่ยังคงทำน้ำตาลตาลโตนดแบบดั้งเดิม ซึ่งมันใช้เวลาและลำบากมากๆ เราอยากให้คนที่ยังทำสิ่งเหล่านี้เพราะเขาเชื่อว่ามันดี ได้ภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ มันอร่อยมากนะ ไม่เหมือนน้ำตาลไหนๆ ในระบบโรงงานเลย”

หลังจากพูดเสร็จ เธอยื่นตาลและลูกชกลอยแก้วมาให้เราลองชิม มันช่างหอมหวลและชื่นหัวใจอย่างที่เราไม่เคยกินมาก่อนจริงๆ จนเราอยากให้คุณป้าและคุณตาที่ทำน้ำตาลโตนดได้มาเห็นสีหน้าของเราตอนนี้

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

แอนว่าประสบการณ์ที่เรากำลังได้รับ ทั้งความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและได้ลองกินวัตถุดิบนั้นในเมนูพร้อมกับฟังเธอเล่าไปด้วย คือความเพลิดเพลินและความสนุกที่แอนอยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เข้ามาที่สตูดิโอห่อจย่ามา

“ตอนทำรถชำเปลี่ยนโลก เวลาคนมาซื้อวัตถุดิบที่เราขาย มักจะมีคำถามว่าวัตถุดิบนี้ทำยังไง อันนี้กินยังไง เอาไปทำอะไรได้บ้าง เราเกิดความคิดขึ้นมาว่า ควรทำเป็นร้านอาหารดีมั้ย ประกอบกับเป็นช่วงว่างจากโปรเจกต์ที่เพิ่งจบไป และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายกิจกรรมต้องหยุดลง เราเลยลองขยับที่ภายในบ้าน จากเดิมบ้านดินหลังนี้ใช้เป็นออฟฟิศของเรากับทีม และเก็บสินค้าที่ขายในรถชำเปลี่ยนโลก เราก็ค่อยๆ ปรับให้มันเป็นร้านอาหารและร้านชำ”

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่
แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

“ไอเดียเรื่องการเป็นทั้งร้านอาหารและร้านชำ เราได้มาจากภาพจำตอนเด็กๆ ของร้านชำ ในอดีตเราไม่มีร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ให้ไปซื้อกินได้จำนวนมากเหมือนตอนนี้ สมัยก่อนร้านชำแถวบ้าน ตอนเย็นๆ เขาจะผัดเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ขายเหลือในแต่ละวันให้เด็กๆ มาซื้อกินถูกๆ ในร้านชำก็เลยมีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ด้วย 

“บางครั้งก็แคบหมู ลาบ ย่างเนื้อก็มี พอถึงฤดูมะม่วง เด็กที่ไปซื้อขนมหรือถูกแม่ใช้ให้ไปซื้อของ ก็มักจะถูกชวนให้แวะมาตำส้มตำ ทำกล้วยบวช ห่อขนมต้ม ขนมจ๊อก กับป้าๆ ยายๆ เราเลยเรียนรู้สูตรอาหารแปลกๆ จากวัตถุดิบที่เหลือจากการขายจากร้านชำเยอะมาก เราชอบความสัมพันธ์และบรรยากาศแบบนั้น เลยเกิดไอเดียทำให้ที่นี่เป็นทั้งร้านชำและร้านอาหารที่กินแล้วเปลี่ยนโลก และเราตั้งชื่อว่า สตูดิโอห่อจย่ามา เป็นภาษาอาข่า แปลว่า มากินข้าวกัน

“การกลายเป็นคนเลือกกินแต่สิ่งที่ดี ดีในที่นี้ก็คือ ดีที่เราได้กินอาหารที่อร่อย ได้รับรู้ที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ในอาหารจานนั้น ได้รู้ว่าเงินที่เราจ่ายไปกำลังสนับสนุนชีวิตหรือวิถีแบบไหน คนทำเองก็เช่นกัน เมื่อได้รู้ว่ามีคนสนับสนุนและชอบสิ่งที่เขาตั้งใจทำก็ดีใจเหมือนกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรเกิดขึ้น มันทำให้เราเชื่อมหากันจนเป็นห่วงโซ่อาหารที่ดี แข็งแรง ยั่งยืน และเราก็จะมีความมั่นคงทางอาหารที่เป็นอาหารที่ดี หล่อเลี้ยงตัวเราให้มีสุขภาพดี คนที่ทำงานให้เกิดวัตถุดิบที่ดีต่างๆ ใส่ในอาหารจานนั้นก็มีความเป็นอยู่ที่ดีด้วยเช่นกัน 

“ถ้าเรากินดี เราก็อยู่ดีนะ” รอยยิ้มของแอนกำลัง ‘เปลี่ยนโลก’ ใบนี้ให้ดียิ่งขึ้นด้วยการ ‘กิน’

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

สำหรับผู้ที่สนใจมากินอาหารที่ร้าน Studio Horjhama เมนูของที่นี่จะเวียนเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่มี เมนูมีทั้งของคาว ของหวาน ไอศกรีมจากวัตถุดิบท้องถิ่น เครื่องดื่มผลไม้ต่างๆ ที่เธอคิดค้นสูตรการหมักให้เกิดรสชาติที่ดี 

มีขนมปังแบบต่างๆ ที่เธอกับน้องชายช่วยกันทำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงยีสต์จนถึงอบเสร็จพร้อมกิน และทุกเมนูของที่นี่ใช้วัตถุดิบในแต่ละท้องถิ่นที่ปลอดสารพิษ และสนับสนุนแต่เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ นอกจากเรื่องกิน ที่นี่มีจัดเวิร์กช็อปอยู่เรื่อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจประกอบอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น ถ้าอยากทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ ที่ใช้วัตถุดิบภายในร้าน เธอก็เปิดโอกาสให้เข้ามาใช้พื้นที่ด้วยความยินดี เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวดีๆ เกิดขึ้น

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

*เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ทาง Studio Horjhama สะดวกให้บริการแบบ Drive Thru ขับมารับที่หน้าร้าน และเพื่อเป็นการลดขยะ ทางร้านสนับสนุนให้ลูกค้านำภาชนะมาเอง ถ้าไม่สะดวกทางร้านก็มีบริการห่อด้วยใบตองตึง 

อีกทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทาง ทางร้านมีบริการเดลิเวอรี่คิดค่าส่งตามระยะทาง การสั่งอาหารทั้งหมดต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน โดยดูเมนูจากโพสต์บน Facebook ติดต่อสั่งได้ทางเพจและโทรศัพท์ 08 9950 3223 (มิ้ม)

Studio Horjhama

ที่ตั้ง : เลขที่ 329 หมู่ 2 ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 (แผนที่)

เปิดบริกาารทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 10.30 – 16.30 น.

Facebook : รถชำเปลี่ยนโลก / Rotshum4change

โทรศัพท์ : 08 9951 7882

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographers

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

จะดีแค่ไหนถ้าอาหารหนึ่งมื้อทำให้เราอิ่มกายและอิ่มใจ แถมอิ่มหน่ำสำราญด้วยรสชาติอร่อย ๆ

Free Bird Cafe’ ซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ ย่านนิมมานเหมินทร์ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ตอบโจทย์ถูกทุกข้อตามลิสต์ข้างต้น เพราะที่นี่นิยามตัวเองว่าเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านคาเฟ่ที่เสิร์ฟอาหารวีแกนและแพลนต์เบส รวมทั้งมีร้านขายของมือสองและสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยกำไรทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์เข้าสู่มูลนิธิ Thai Freedom House ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวพม่าและชาน รวมทั้งคนกลุ่มน้อยและผู้ด้อยโอกาสทางสังคมในหลายมิติ

ลิซ่า เนสเซอร์ (Lisa Nesser) สาวอเมริกันจากเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี คือเจ้าของคาเฟ่และผู้ก่อตั้งมูลนิธิแห่งนี้ด้วยสองมือของเธอ พร้อมความตั้งใจและใฝ่ฝันอยากช่วยให้ผู้ลี้ภัยหรือคนกลุ่มน้อยมีโอกาสและชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเธอได้รับแรงบันดาลใจจากคุณลุง ผู้สร้างโรงอาหารให้ผู้ลี้ภัยในเมืองที่เธออาศัยอยู่เมื่อสมัยเด็ก ๆ

“ตอนมาประเทศไทยช่วงแรก ๆ เราเคยทำงานอาสาสมัครช่วยผู้ลี้ภัยพม่าและคนฉานตามชายแดน ทำให้รับรู้ถึงความยากลำบากของพวกเขา หลายคนอาจมองว่าทำไมไม่ช่วยคนไทย เรามองว่าคนไทยยังมีโอกาสเข้าถึงความ ต้องการขั้นพื้นฐานหลายอย่างได้มากกว่าผู้ลี้ภัย เช่น การศึกษา แต่คนกลุ่มน้อยเหล่านี้ไม่มีโอกาสอะไรเลย”

ลิซ่าใช้ชีวิต ทำงาน และทำความรู้จักคุ้นเคยกับคนพม่าและคนฉานมานานกว่า 20 ปี เธอเรียนรู้วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาหารการกิน ลิซ่าบอกว่าอาหารพม่าและอาหารฉาน

Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย

“It’s so good!!! 

“เราใช้ชีวิตกับคนพม่าและชานมานาน ทำให้รู้ว่าอาหารที่พวกเขากินที่บ้านเกิดส่วนใหญ่เป็นวีแกนและอร่อยมาก ๆ น่าเสียดายที่อาหารเหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เราอยากมีสถานที่ที่โชว์อาหารพม่าและชาน

“เพื่อให้พวกเขาภูมิใจเมื่อเห็นคนไทยหรือคนต่างชาติลิ้มลองอาหารของพวกเขา เพราะหลายคนอาจยังสงสัย มีอคติ หรือไม่คุ้นเคยกับอาหารของชนกลุ่มน้อย 2 กลุ่มนี้ เรายังอยากสนับสนุนให้ผู้คนทำความรู้จักและเข้าใจความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของคนพม่าและคนชานมากขึ้นด้วย ผ่านอาหารท้องถิ่นของพวกเขา” ลิซ่าเล่าความตั้งใจ

Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย

Free Bird Cafe เป็นที่รู้จักของคนทานวีแกนจากหลายมุมโลก

หากย้อนไปหลายสิบปีก่อน อาหารวีแกนหากินไม่ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ 

“Free Bird Cafe ถือเป็นร้านอาหารวีแกนแรก ๆ ในเชียงใหม่ เปิดมานานตั้งแต่ปี 2009 ช่วงนั้นร้านวีแกนหากินยาก ไม่เหมือนตอนนี้ที่เชียงใหม่กลายเป็นสวรรค์ของคนรักวีแกน เปรียบเสมือนเมืองหลวงแห่งวีแกนเลยก็ว่าได้”

ถึงแม้ว่าช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา คนไม่นิยมกินอาหารวีแกน แต่ลิซ่าก็ยังยืนยันและยืนหยัดในการเสิร์ฟอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะนอกจากจะเป็นไลฟ์สไตล์ของเธอ ซึ่งรักการกินคลีนฟู้ดและตัดสินใจเลิกกินเนื้อสัตว์ตั้งแต่อายุ 12 ปี เธอยังตั้งใจหาเงินทุนช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการทำสิ่งดี ๆ ไม่ใช่การทำร้ายสัตว์หรือสิ่งแวดล้อม 

Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย

“ตอนเด็ก ๆ เราไปงานอีเวนต์หนึ่งแล้วเห็นคลิปในโรงฆ่าสัตว์หรือการทดลองที่ใช้สัตว์ ตั้งแต่วันนั้นทำให้เราไม่อยากกินเนื้อสัตว์อีกเลย ตอนนั้นเราอายุแค่ 12 ก็ไปบอกพ่อแม่ว่า เราจะเป็นวีแกน พวกเขาก็โอเค 

“แต่ยูต้องทำอาหารกินเองนะ เพราะทุกคนที่บ้านไม่กินวีแกน” เธอหัวเราะ ก่อนจะเล่าต่อ “เราก็ต้องเรียนรู้การทำอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก ๆ โดยอ่านจากพวกตำราอาหารในห้องสมุด”

ลิซ่าเรียนรู้และศึกษาเรื่องอาหารวีแกนมายาวนานจนถึงทุกวันนี้ เธอดูสดใส อารมณ์ดี หัวเราะเก่ง ที่สำคัญหน้าใสกว่าวัยมาก เธอไม่มีเคล็ดลับอะไรแบ่งปัน นอกจากแอบกระซิบว่า น่าจะเป็นผลจากการกินอาหารคลีนนี่แหละ 

“ตอนนี้คนกินวีแกนหลายคนในโลกก็อยากกินอาหารแบบคนทั่วไปนะ พวกของทอด มักกะโรนีชีส แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด แต่เป็นเวอร์ชันวีแกน Free Bird Cafe เลยมีเมนูทอดที่เฮลท์ตี้ด้วย เช่น ซาโมซ่า ของทอดของเราไม่ใช้วิธีการปรุงแบบที่ใช้น้ำมันท่วม ๆ (Deep Frying) แต่ทอดแบบใช้กระทะก้นตื้น ๆ ใช้น้ำมันน้อยและปรุงแบบเฮลท์ตี้ที่สุด เรายังเสิร์ฟเมนูอาหารไทยพื้นเมืองชื่อดังที่คนรักวีแกนอยากกิน แต่หากินที่อื่นได้ยาก เช่น ผัดไทย ข้าวซอย 

Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย

“จริง ๆ คนฉานกินผักสดกันเยอะและใช้น้ำมันน้อย ส่วนคนพม่าชอบกินแกง เราปรับรสชาติจากสูตรดั้งเดิมและปรุงแบบเฮลท์ตี้มากที่สุด ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่เครื่องปรุงรสต่าง ๆ เช่น น้ำตาล น้ำมัน น้ำปลา เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง และเก็บรสชาติแท้ ๆ ของแต่ละเมนูไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่จาน เราก็ใช้จานที่คนพม่าใช้จริงในบ้าน”

Free Bird Cafe ไม่เพียงให้ความสำคัญกับสังคมและสุขภาพ แต่ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเน้นความยั่งยืน 

“เราพยายามจัดการครัวให้มีขยะเหลือทิ้งน้อยที่สุด เรามีขยะจากครัวที่ต้องทิ้งน้อยกว่า 1 ถุงต่อวัน เครื่องปรุงหรือส่วนผสมต่าง ๆ ที่ใช้ ก็พยายามใส่บรรจุภัณฑ์ Zero Waste หรือส่งกล่องแพ็กเกจคืนร้านค้า เพื่อให้เขานำไปใช้ซ้ำ เช่นเดียวกับ โต๊ะ เก้าอี้ ของตกแต่งร้าน เป็นของมือสองและรีไซเคิล เราพยายามใช้สิ่งที่มีอยู่มากกว่าซื้อใหม่” 

หลังมื้ออาหารสุขภาพดี ใครอยากเติมความเฮลท์ตี้ให้หัวใจ ก็เดินเข้าไปอุดหนุนของมือสองในโซนร้านค้าที่มีทั้งโปรดักต์เพื่อสุขภาพแบรนด์เล็ก ๆ ที่สร้างสรรค์โดยคนท้องถิ่น รวมทั้งเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ หนังสือ ของแต่งบ้าน ของใช้ที่คัดแยกจากการของบริจาค แน่นอนว่ารายได้ทั้งหมดนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชานเช่นกัน 

Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย

“มีคนมาบริจาคของที่ Free Bird Cafe ทุกวัน เราจะส่งต่อให้คนด้อยโอกาสแถบชายแดน ค่ายผู้ลี้ภัย แคมป์คนงาน ซึ่งเราทำการคัดเลือกเสื้อผ้าหรือแยกสิ่งของที่จำเป็นสำหรับพวกเขาก่อนทุกครั้ง และแพ็กส่งไปให้อย่างดี เพราะหลายครั้งของบริจาคไม่ใช่ของที่พวกเขาต้องการในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้าเซ็กซี่หรือรองเท้าส้นสูง”

ลิซ่าเชื่อว่าการส่งต่อสิ่งของให้ผู้ลี้ภัยควรเป็นของที่พวกเขาต้องการในชีวิตและอยู่ในสภาพดี มีคุณภาพ ไม่ใช่ของที่คนอื่นอยากกำจัดทิ้งหลังจากทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่หรือของที่ไม่มีประโยชน์ หลายครั้งที่ของบริจาคที่ถูกส่งไปยังแคมป์ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ของที่พวกเขาต้องการ สุดท้ายก็กลายเป็นขยะหรือภาระให้ผู้ลี้ภัยต้องจัดการ

Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย

“พวกเขาจะรู้สึกดีกว่า เมื่อเปิดกล่องออกมาแล้วได้เลือกของที่อยากได้หรือต้องการ” เธอเปรย

“นั่นทำให้พวกเขารู้สึกมีเกียรติ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากการเปิดกล่องออกมาแล้วมีแต่ของที่พวกเขาไม่ต้องการ หรือยัดเยียดของที่พวกเขาไม่อยากได้ ส่วนข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับบริจาคมาและไม่จำเป็นสำหรับผู้ลี้ภัย เราจะนำมาขายที่ Free Bird Cafe แล้วนำกำไรทั้งหมดไปซื้อของจำเป็นส่งให้พวกเขาแทน เช่น ข้าวสาร อาหาร ยารักษาโรค ส่วนตอนนี้ของจำเป็นที่เราอยากได้แต่ไม่ค่อยมีคนบริจาค คือเสื้อผ้าและของใช้สำหรับเด็ก ๆ” 

Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย
Free Bird Cafe คาเฟ่ย่านนิมมานฯ ที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชานผ่านอาหารวีแกนแสนอร่อย

วันนี้ Free Bird Cafe เดินทางมายาวนานกว่า 10 ปี

และยังคงเดินหน้าด้วยความตั้งใจอยากช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้ด้อยโอกาสไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งเป็นเสมือนวันสต็อปเซอร์วิสให้คนรักวีแกน รักโลก รักสุขภาพ รักสังคม ได้มาแฮงก์เอาต์กันในพื้นที่เดียว

“แค่เราได้เห็นผู้ลี้ภัยมีชีวิตที่ดีขึ้นและได้รับโอกาสมากขึ้นในสังคมไทยก็เป็นพลังให้เราแล้ว” 

 คาเฟ่เล็ก ๆ ย่านนิมมานฯ เชียงใหม่ แต่หัวใจไม่เล็กที่ชวนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผู้ลี้ภัยพม่าและชาวชาน ผ่านอาหารวีแกนหลากหลายสัญชาติ

Free Bird Cafe

ที่ตั้ง : ซอยศิริมังคลาจารย์ 9 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันอังคารและวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. และ วันพุธ-เสาร์ เวลา 09.00 – 22.00 น. (ปิดวันจันทร์)

โทรศัพท์ : 09 9351 4404

Facebook : Free Bird Cafe

Writer

นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์

นักเขียนฟรีแลนซ์ที่ชอบทดลองทำหลายอาชีพ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load