สตูดิโอห่อจย่ามา (Studio Horjhama) คือร้านอาหารและร้านของชำที่อยู่ร่วมกันภายในบ้านดินหลังเล็กๆ บนอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดย แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ นักละครกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ (Gabfai) ที่ทำงานพัฒนาเด็กและชุมชนมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ในประเด็นสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก และสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการทำละคร

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ นักละครกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ (Gabfai)

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว แอนมีโอกาสตอบรับคำชวนจาก มูลนิธิชีววิถี (BioThai) ซึ่งอยากให้เธอช่วยทำงานสื่อสารกับเด็กและชุมชนในแคมเปญ ‘กินเปลี่ยนโลก’ เพื่อต้องการให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงที่มาของอาหารแต่ละอย่างในจานว่ามีที่มาอย่างไร และส่งผลอย่างไรต่อทั้งสุขภาพของตนเอง ความเป็นอยู่ของผู้ผลิต สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร

ตลอด 7 ปี เธอมีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารของท้องถิ่นต่างๆ ในเครือข่ายความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำความรู้เหล่านั้นมาย่อยให้เข้าใจง่าย เพื่อสื่อสารผ่านกระบวนการทำละครร่วมกับเด็กๆ ในแต่ละชุมชน

จากนั้นเธอได้นำความรู้ที่ได้จากการทำงานในแคมเปญของมูลนิธิชีววิถีมาพัฒนาต่อเป็นรายการ ‘เชฟน้อยกินเปลี่ยนโลก’ ฉายทางช่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) ชวนคนดูทำความรู้จักกับเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารผ่านตัวเด็ก โดยให้เด็กแต่ละคนในแต่ละท้องถิ่นที่ได้ซึมซับภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวิถีดั้งเดิมของชุมชน มาเล่าเรื่องราวของพวกเขาผ่านเมนูอาหารท้องถิ่นที่พวกเขาทำ โดยแอนเป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับ น้องบาหลี-บาหลี นามเสนา 

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

ประสบการณ์การเดินทางทำงานทั่วประเทศทำให้เธอรู้จักกับเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่ังยืนเจ้าของผลิตภัณฑ์ดีประจำชุมชนจำนวนมาก แอนมองว่าของดีๆ เหล่านี้ยังมีหลายคนที่ไม่รู้จัก และคงไม่มีโอกาสได้ซื้อหาหากไม่เดินทาง เธอจึงเกิดไอเดียรวบรวมของดีจากเครือข่ายเกษตร์อินทรีย์ทั่วประเทศมาไว้ที่เดียว และเดินทางไปหาผู้คนถึงหน้าบ้าน นั่นจึงเกิดโปรเจกต์ ‘รถชำเปลี่ยนโลก’ สื่อสารเรื่องความสำคัญของการเลือกกินที่เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้
Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

ปัจจุบันแอนขยายการทำงานเรื่องอาหาร โดยใช้พื้นที่บ้านของเธอปรับเป็นร้านขายของชำที่คัดสรรเฉพาะของดีจากเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ เกษตรกรรายย่อยที่ทำเกษตรแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และเกษตรกรนิเวศน์ แถมยังเป็นร้านอาหารที่ชวนให้คุณได้รู้จักวัตถุดิบท้องถิ่นมากขึ้น ในทุกคำที่กินเข้าไป ผ่านเมนูที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบที่ขายภายในร้าน และจะเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัตถุดิบในฤดูกาล

การเลือกกินเมนูที่มีชื่อวัตถุดิบไม่คุ้นหูเหล่านี้จะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร

คำตอบนั้นอยู่ในเมนูที่แอนกำลังตั้งใจทำให้เราลองชิมอยู่ภายในครัวแล้ว

“เดี๋ยวนี้การเป็นคนเลือกกินกลายเป็นเรื่องที่ดีแล้วนะ การที่เรากินแต่ของดี ทำให้ความเป็นอยู่ของเรา คนรอบข้างของเรา และสิ่งแวดล้อมของเราดีขึ้นได้” แอนเริ่มต้นอธิบายให้เราฟังขณะปรุงอาหารไปด้วยอย่างอารมณ์ดี

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

“เจ็ดปีที่แล้วมูลนิธิชีววิถีจัดแคมเปญชื่อ ‘กินเปลี่ยนโลก’ เขาอยากให้ผู้บริโภคเข้มแข็ง มีศักยภาพ และมีทางเลือกในการกินมากขึ้น ศักยภาพที่ว่าก็คือ ผู้บริโภคต่อรองกับผู้ผลิตได้ว่า ผลิตอาหารแบบไหนจึงจะปลอดภัยกับคนกิน อาหารในห่วงโซ่แบบไหนที่จะเป็นธรรมกับผู้บริโภค สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้ปลูก ซึ่งปัจจุบันคนจำนวนมากคุ้นชินกับอาหารที่ผลิตจากระบบอุตสาหกรรม เพราะผลิตปริมาณมากได้ แต่ก็ทิ้งอะไรไว้เยอะแยะเต็มไปหมดเช่นกัน

“สิ่งที่ตามมามีทั้งสารเคมีตกค้าง ซึ่งเราไม่รู้ว่าโรงงานผลิตทิ้งสารพวกนี้ที่ไหน พนักงานในโรงงานมีความเป็นอยู่ยังไง แต่ถ้าเรารู้ว่าอาหารที่เราซื้อมา มีที่มาดีๆ เราก็จะรู้ว่าเงินที่เราจ่ายไปมันช่วยให้แม่ได้อยู่กับลูก ช่วยให้เขาได้ทำงานด้วยกันที่บ้านมากขึ้น แบบนี้มันดีและยั่งยืนกว่าใช่มั้ย แต่อย่างที่รู้กันว่าโลกทุกวันนี้กำลังขับเคลื่อนด้วยอาหารแบบไหน 

“สิ่งที่เราพยายามทำคือ ให้คนได้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่เขากำลังบริโภค มันมากกว่าเรื่องรสชาติ มากกว่าความอิ่ม แต่หมายถึงเงินที่เขาจ่ายมันคุ้มค่ากับผลที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมมั้ย ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลกระทบมาถึงตัวเขาด้วย ห่วงโซ่ของวัตถุดิบในอาหารจานหนึ่งสร้างผลกระทบได้ขนาดนั้น ถ้าเราเลือกกินห่วงโซ่ของอาหารที่ดี มีที่มาดี ที่ไปมันก็ดี นั่นจึงสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ได้ เราอินกับประเด็นนี้มากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราทำประเด็นนี้ตั้งแต่น้ำหนักหกสิบหกกิโลกรัม ใส่เสื้อไซส์ S ตอนนี้น้ำหนักเพิ่มมาสิบกว่ากิโลกรัม เพราะเราแดกทุกที่ที่มีโอกาสได้ไปทำงานเลยค่ะ” เธอหัวเราะร่วน

Studio Horjhama : ร้านอาหารและร้านชำเล็กๆ ที่เชื่อว่า การกินดีเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

“แม้เรามีโอกาสกินอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขาทำอย่างยั่งยืน และเราเชื่อว่ามีหลายคนที่อยากอุดหนุนสินค้าดีๆ แบบนี้ แต่เขาไม่มีโอกาสได้เดินทางมาซื้อด้วยตัวเอง เราเลยเริ่มต้นทำ ‘รถชำเปลี่ยนโลก’ โดยรวบรวมของดีๆ ที่เราไปเจอมานี่แหละ มาเร่ขายตามชุมชนต่างๆ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการกินเปลี่ยนโลกให้กับผู้ที่สนใจด้วย”

ช่วงแรกๆ ที่แอนทำรถชำเปลี่ยนโลก นอกจากตลาดและชุมชนต่างๆ เธอยังนำรถชำไปจอดขายหน้าร้านสะดวกซื้อและห้างใหญ่ๆ นอกจากเป็นร้านขายของชำ รถของเธอยังถูกออกแบบให้เป็นห้องครัวเคลื่อนที่ด้วย 

ทุกครั้งที่รถชำเปลี่ยนโลกเคลื่อนที่ไปเปิดที่ไหน ก็จะมีอีเวนต์ของร้านตามมา

“ทุกครั้งที่รถชำไปที่ไหน เราจะตั้งโต๊ะให้คนมาชิมวัตถุดิบของเรา ปกติเขาชิมไวน์ ชิมกาแฟ แต่ร้านเราให้ลองชิมน้ำปลา ชิมเกลือ เก๋ขนาาาาด” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสนุก ก่อนอธิบายต่อ “เราจะมีกิจกรรมพ่วงไปด้วยทุกครั้ง อย่างครั้งแรกเราเลือกเล่าเรื่องราวของเครื่องลาบ เพราะวัตถุดิบในเครื่องลาบทางภาคเหนือ อย่างมะแขว่น มะแหลบ หาได้จากป่าที่สมบูรณ์เท่านั้นนะ เราเล่าให้คนฟังว่าเครื่องลาบแต่ละอย่างมาจากไหน ทำไมคนเหนือถึงกินลาบแบบนี้ และวัตถุดิบเหล่านี้ยังบ่งบอกไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ด้วย ตอนนั้นเราได้ เชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ จาก Blackitch Artisan Kitchen มาช่วยทำลาบ ตอนทำเรื่องเครื่องเทศชนเผ่าเราได้ พี่กฤช เหลือละมัย มาช่วย”

ขณะสนทนากัน แอนกำลังปั้นเกี๊ยวให้เราทาน 

เธอหันมาบอกกับเราว่า ไส้ของเกี๊ยวที่เธอกำลังทำมีส่วนผสมจากหญ้า 

เธอกำลังจะให้เรากินหญ้า 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

ไอเดียของเมนูเกี๊ยวไส้หญ้า มาจากช่วงที่ผ่านมาแอนและเพื่อนกำลังนำเสนอเรื่องราวของวัชพืชกินได้ ซึ่งวัชพืชที่เธอผสมลงไปในไส้เกี๊ยว คือต้นปืนนกไส้ วัชพืชชนิดหนึ่งที่มองเผินๆ ไม่ต่างอะไรกับหญ้า แต่กินได้ มีสรรพคุณเป็นยา ปลูกขึ้นง่าย ซึ่งเธอเดินไปเด็ดสวนผักข้างสตูดิโอมาปรุงให้เรากิน และเกี๊ยวที่เธอทำก็มีรสชาติอร่อยสุดๆ ด้วย

“หลายคนแยกวัชพืชไม่ออกก็เหมารวมว่าเป็นหญ้า แล้วก็ฉีดยากำจัด เราเอาวัชพืชมาทำ เพราะอยากให้คนเห็นคุณค่าของวัชพืช ลดการใช้ยาฆ่าหญ้า แล้วหันมาสังเกตวัชพืชในพื้นที่บ้านว่าเป็นแหล่งอาหารให้เราได้”

ถ้าคุณคิดว่าเกี๊ยววัชพืชแปลกแล้ว ที่สตูดิโอห่อจย่ามา ยังมีสารพัดวัตถุดิบและเมนูชื่อไม่คุ้นหู้อีกมากที่รอให้คุณได้ลิ้มและทำความรู้จัก เช่น ข้าวปั้นไส้เห็ดหอมปลาเค็มลิบง มะโจ๊กผสมโซดา ข้าวปั้นไส้ลาหู่ ฯลฯ 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

หลังจากนั้นแอนก็หันมาทำข้าวปั้นไส้ ‘ไกน้ำโขง’ เธอใช้ข้าวดอยบือเนอมูผสมกับข้าวหอมเกยไชย สอดไส้ด้วยไก ซึ่งไกเป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่เติบโตในน้ำจืด บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำได้ เป็นวัตถุดิบเลิศรสในบ้านเราที่อร่อยไม่แพ้สาหร่ายญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่สร้างขึ้นจำนวนมากทางต้นน้ำ ทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำโขงผิดเพี้ยน ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ น้ำโขงใสขึ้นจากที่ควรขุ่นเป็นตะกอน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ก็ส่งผลกระทบต่อไกในแม่น้ำโขงโดยตรง ทำให้ไกลดจำนวนลงจากเดิมอย่างมาก ชาวบ้านริมน้ำที่เคยประกอบอาชีพเก็บไกมาขายก็ค่อยๆ หายไป เช่นเดียวกับชื่อของวัตถุดิบชนิดนี้ที่เริ่มไม่เป็นที่รู้จักอีกต่อไป 

แต่การกลับมาทำความรู้จักไก ซึ่งถูกสอดไส้ในข้าวปั้นและห่อข้าวปั้นไว้อีกที ผ่านพอการกินและฟังเรื่องราว ทำให้เราเห็นว่าห่วงโซ่ของวัตถุดิบนั้นเกี่ยวพันถึงสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คนในสิ่งแวดล้อมนั้นได้อย่างไร 

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่
แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

“เดี๋ยวนี้คนรู้จักวัตถุดิบที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น เราอยากทำให้เห็นว่านอกจากของในซูเปอร์มาร์เก็ตยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนอีกเยอะเลยนะ ซึ่งอาหารที่เราทำภายในร้านก็เป็นเหมือนค็อปเตอร์ไม้ไผ่ ช่วยพาเครื่องปรุงเหล่านั้นมาใกล้คนมากขึ้น พอคนมาที่ร้านเรา เราไม่ได้เล่าให้เขาฟังแค่อย่างเดียว แต่เขายังได้กิน ได้ดม ได้เห็นด้วย มันน่าสนุกในทุกคำที่เขาได้กินเลยนะ เราอยากให้เขาได้รู้จักความหวาน ความเปรี้ยว ความเค็ม ความเผ็ด ที่เขาอาจจะเคยกินมาแล้ว แต่ในยุคนี้เขาอาจจะหามันไม่ได้แล้ว บางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วว่าแต่ก่อนลอดช่องมันเคยมีกลิ่นหอมแบบไหน

“สมัยเด็กเราเคยรู้สึกโกรธมากๆ ตอนที่ลูกค้ามาซื้อผ้าที่แม่เราเป็นคนทำ แล้วเขาต่อราคา กว่าแม่เราจะทำเสื้อตัวนั้นจนเสร็จ เขาต้องใช้ความพยายาม ต้องลำบากขนาดไหน มันเลยส่งผลมาสู่ตอนนี้ เราอยากให้คนทำเขาภูมิใจ อยากให้คุณป้า คุณตา ที่ยังคงทำน้ำตาลตาลโตนดแบบดั้งเดิม ซึ่งมันใช้เวลาและลำบากมากๆ เราอยากให้คนที่ยังทำสิ่งเหล่านี้เพราะเขาเชื่อว่ามันดี ได้ภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ มันอร่อยมากนะ ไม่เหมือนน้ำตาลไหนๆ ในระบบโรงงานเลย”

หลังจากพูดเสร็จ เธอยื่นตาลและลูกชกลอยแก้วมาให้เราลองชิม มันช่างหอมหวลและชื่นหัวใจอย่างที่เราไม่เคยกินมาก่อนจริงๆ จนเราอยากให้คุณป้าและคุณตาที่ทำน้ำตาลโตนดได้มาเห็นสีหน้าของเราตอนนี้

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

แอนว่าประสบการณ์ที่เรากำลังได้รับ ทั้งความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและได้ลองกินวัตถุดิบนั้นในเมนูพร้อมกับฟังเธอเล่าไปด้วย คือความเพลิดเพลินและความสนุกที่แอนอยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เข้ามาที่สตูดิโอห่อจย่ามา

“ตอนทำรถชำเปลี่ยนโลก เวลาคนมาซื้อวัตถุดิบที่เราขาย มักจะมีคำถามว่าวัตถุดิบนี้ทำยังไง อันนี้กินยังไง เอาไปทำอะไรได้บ้าง เราเกิดความคิดขึ้นมาว่า ควรทำเป็นร้านอาหารดีมั้ย ประกอบกับเป็นช่วงว่างจากโปรเจกต์ที่เพิ่งจบไป และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายกิจกรรมต้องหยุดลง เราเลยลองขยับที่ภายในบ้าน จากเดิมบ้านดินหลังนี้ใช้เป็นออฟฟิศของเรากับทีม และเก็บสินค้าที่ขายในรถชำเปลี่ยนโลก เราก็ค่อยๆ ปรับให้มันเป็นร้านอาหารและร้านชำ”

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่
แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

“ไอเดียเรื่องการเป็นทั้งร้านอาหารและร้านชำ เราได้มาจากภาพจำตอนเด็กๆ ของร้านชำ ในอดีตเราไม่มีร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ให้ไปซื้อกินได้จำนวนมากเหมือนตอนนี้ สมัยก่อนร้านชำแถวบ้าน ตอนเย็นๆ เขาจะผัดเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ขายเหลือในแต่ละวันให้เด็กๆ มาซื้อกินถูกๆ ในร้านชำก็เลยมีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ด้วย 

“บางครั้งก็แคบหมู ลาบ ย่างเนื้อก็มี พอถึงฤดูมะม่วง เด็กที่ไปซื้อขนมหรือถูกแม่ใช้ให้ไปซื้อของ ก็มักจะถูกชวนให้แวะมาตำส้มตำ ทำกล้วยบวช ห่อขนมต้ม ขนมจ๊อก กับป้าๆ ยายๆ เราเลยเรียนรู้สูตรอาหารแปลกๆ จากวัตถุดิบที่เหลือจากการขายจากร้านชำเยอะมาก เราชอบความสัมพันธ์และบรรยากาศแบบนั้น เลยเกิดไอเดียทำให้ที่นี่เป็นทั้งร้านชำและร้านอาหารที่กินแล้วเปลี่ยนโลก และเราตั้งชื่อว่า สตูดิโอห่อจย่ามา เป็นภาษาอาข่า แปลว่า มากินข้าวกัน

“การกลายเป็นคนเลือกกินแต่สิ่งที่ดี ดีในที่นี้ก็คือ ดีที่เราได้กินอาหารที่อร่อย ได้รับรู้ที่มาของวัตถุดิบต่างๆ ในอาหารจานนั้น ได้รู้ว่าเงินที่เราจ่ายไปกำลังสนับสนุนชีวิตหรือวิถีแบบไหน คนทำเองก็เช่นกัน เมื่อได้รู้ว่ามีคนสนับสนุนและชอบสิ่งที่เขาตั้งใจทำก็ดีใจเหมือนกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรเกิดขึ้น มันทำให้เราเชื่อมหากันจนเป็นห่วงโซ่อาหารที่ดี แข็งแรง ยั่งยืน และเราก็จะมีความมั่นคงทางอาหารที่เป็นอาหารที่ดี หล่อเลี้ยงตัวเราให้มีสุขภาพดี คนที่ทำงานให้เกิดวัตถุดิบที่ดีต่างๆ ใส่ในอาหารจานนั้นก็มีความเป็นอยู่ที่ดีด้วยเช่นกัน 

“ถ้าเรากินดี เราก็อยู่ดีนะ” รอยยิ้มของแอนกำลัง ‘เปลี่ยนโลก’ ใบนี้ให้ดียิ่งขึ้นด้วยการ ‘กิน’

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

สำหรับผู้ที่สนใจมากินอาหารที่ร้าน Studio Horjhama เมนูของที่นี่จะเวียนเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่มี เมนูมีทั้งของคาว ของหวาน ไอศกรีมจากวัตถุดิบท้องถิ่น เครื่องดื่มผลไม้ต่างๆ ที่เธอคิดค้นสูตรการหมักให้เกิดรสชาติที่ดี 

มีขนมปังแบบต่างๆ ที่เธอกับน้องชายช่วยกันทำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงยีสต์จนถึงอบเสร็จพร้อมกิน และทุกเมนูของที่นี่ใช้วัตถุดิบในแต่ละท้องถิ่นที่ปลอดสารพิษ และสนับสนุนแต่เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ นอกจากเรื่องกิน ที่นี่มีจัดเวิร์กช็อปอยู่เรื่อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจประกอบอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น ถ้าอยากทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ ที่ใช้วัตถุดิบภายในร้าน เธอก็เปิดโอกาสให้เข้ามาใช้พื้นที่ด้วยความยินดี เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวดีๆ เกิดขึ้น

แอน-ศศิธร คำฤทธิ์ สตูดิโอห่อจย่ามา ร้านอาหารและร้านชำที่นำวัตถุดิบปลอดภัยทั่วไทยมาไว้ที่บ้านดินเชียงใหม่

*เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ทาง Studio Horjhama สะดวกให้บริการแบบ Drive Thru ขับมารับที่หน้าร้าน และเพื่อเป็นการลดขยะ ทางร้านสนับสนุนให้ลูกค้านำภาชนะมาเอง ถ้าไม่สะดวกทางร้านก็มีบริการห่อด้วยใบตองตึง 

อีกทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทาง ทางร้านมีบริการเดลิเวอรี่คิดค่าส่งตามระยะทาง การสั่งอาหารทั้งหมดต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน โดยดูเมนูจากโพสต์บน Facebook ติดต่อสั่งได้ทางเพจและโทรศัพท์ 08 9950 3223 (มิ้ม)

Studio Horjhama

ที่ตั้ง : เลขที่ 329 หมู่ 2 ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 (แผนที่)

เปิดบริกาารทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 10.30 – 16.30 น.

Facebook : รถชำเปลี่ยนโลก / Rotshum4change

โทรศัพท์ : 08 9951 7882

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographers

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

Neilson Hays Library คือห้องสมุดที่มีความพิเศษหลายประการ

ที่นี่เปิดทำการมาแล้วเกือบร้อยปี หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนมากมายที่จัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบในห้องสมุดแห่งนี้ มีอายุหลายเดือนไปจนถึงหลายสิบปี แถมบางเล่มมีอายุเฉียดร้อยปีเสียด้วยซ้ำ

ความพิเศษประการสำคัญคือ สถาปนิกผู้ออกแบบห้องสมุดแห่งนี้เป็นผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมและอาคารแบบฝรั่งอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ

เมื่อแรกสร้าง สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างอย่างประณีตหลังนี้คงโดดเด่นเตะตาน่าดู เพราะถนนสุรวงศ์เมื่อร้อยปีก่อนนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยรถรา ตึกสูงเสียดฟ้า และผู้คนที่พากันเดินขวักไขว่อย่างรีบร้อนจนลืมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวเช่นทุกวันนี้

แม้พื้นที่รอบข้างจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ถูกเก็บรักษาและได้รับการดูแลอย่างดีเสมอมา จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2525 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ห้องสมุดแห่งนี้ตัดสินใจปิดปรับปรุงอาคารและพื้นที่รอบรั้วทั้งหมด ถือเป็นการบูรณะใหญ่ครั้งแรกนับจากการบูรณะครั้งล่าสุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือทุกเล่มต้องถูกขนย้ายออก เพื่อให้ขั้นตอนการบูรณะ ตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงฝ้าหลังคาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ตอนนี้ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส โฉมใหม่หลังการปรับปรุง กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

เราจึงอยากชวนคุณมานั่งฟังเรื่องราวตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ก้าวต่อไป และแผนในการปรับตัวของห้องสมุดแห่งนี้ในวันที่คนไม่นิยมอ่านหนังสือกันอีกต่อไป ภายใต้ความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ในรั้วที่เป็นเสมือนโอเอซิสผืนน้อยของย่านสีลม-สุรวงศ์ด้วยกัน

1

แรกรัก

เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2412 สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ (The Bangkok Ladies’ Library Association) ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสุภาพสตรีชาวอังกฤษและอเมริกันจำนวน 13 คน เพื่อให้บริการหนังสือและเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ในสังคมของเหล่าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

ในช่วงแรกเริ่ม สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ ไม่มีสถานที่ตั้งแน่นอน หนังสือคอลเลกชันแรกๆ จึงถูกเก็บหมุนเวียนไปตามบ้านคน ใครอยากมาอ่านหรือหยิบยืมหนังสือ ก็ต้องมาที่บ้านหลังนั้นๆ โดยเปิดให้บริการเพียง 1 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น

จากสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ เปลี่ยนชื่อมาเป็นสมาคมห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ได้อย่างไร สุภาพสตรีที่กำลังจะกล่าวถึงคือที่มาของชื่อดังกล่าว

เจนนี่ เนลสัน (Jennie Neilson) เป็นชาวเดนมาร์ก ครอบครัวของเธออพยพไปอยู่อเมริกา และต่อมาได้เดินทางเข้ามาเป็นมิชชันนารีในประเทศไทยใน พ.ศ. 2427 เธอพบรักและแต่งงานกับนายแพทย์โทมัส เฮย์วอร์ด เฮย์ส (Thomas Heyward Hays) ใน พ.ศ. 2430

คนกรุงเทพฯ เรียกสามีของเธอว่า ‘หมอเฮย์’ เขาเดินทางมาเข้ารับราชการและได้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพฯ รวมถึงเป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลศิริราช

เจนนี่เข้ามาทำงานให้กับสมาคมห้องสมุดตั้งแต่ พ.ศ. 2438 เธออุทิศตัวและเวลาอย่างแข็งขันในการทำกิจกรรมมากมายเพื่อให้ห้องสมุดสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เธอทำงานให้กับห้องสมุดเป็นเวลาถึง 25 ปี ก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคอหิวาตกโรคในเดือนเมษายน พ.ศ. 2463

หมอเฮย์เห็นถึงความรักที่ภรรยาผู้จากไปมีต่องานห้องสมุดและหนังสือที่เธออุทิศตัวมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และมีความประสงค์ที่จะสานต่อเจตนารมย์ของภรรยา เขาจึงตัดสินใจซื้อที่ดินริมถนนสุรวงศ์เพื่อยกให้เป็นสมบัติของห้องสมุด จากนั้นจึงว่าจ้าง มารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกคนสำคัญของกรุงเทพฯ ในยุคนั้น มาออกแบบอาคารถาวรสำหรับใช้เก็บรักษาหนังสือและเป็นที่ทำการห้องสมุด

อาคารหลังใหม่เอี่ยมเลขที่ 193-195 ถนนสุรวงศ์ สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2465 มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับชื่อที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของเจนนี่ เนลสัน ผู้ล่วงลับและ เฮย์วอร์ด เฮย์ส ว่า Neilson Heys

เมื่อหมอเฮย์สิ้นชีวิต เขาทำพินัยกรรมส่งมอบสิทธิ์ในคอลเลกชันหนังสืออ่านเล่นส่วนตัวทั้งหมดให้กับห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส และบริจาคตำราการแพทย์ให้ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2

แรกสร้าง

ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนมารีโอ ตามัญโญ

มารีโอเกิดที่ตูริน ประเทศอิตาลี ภายหลังจบการศึกษาทางสถาปัตยกรรมจากสถาบันประณีตศิลป์อัลแบร์ติน่าแห่งตูริน เขามีโอกาสเดินทางเข้ามารับราชการกับกระทรวงโยธาธิการของสยามที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2443 และทำสัญญาระยะเวลา 25 ปีกับรัฐบาลไทย

เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชนิยมในศิลปะอิตาเลียน ผู้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงานของมารีโอในกระทรวงโยธาธิการจึงเป็นชาวอิตาเลียนเกือบทั้งหมด

ในการรับราชการในราชสำนักสยาม ฝีมือและผลงานของเขาเป็นที่ยกย่อง ผลงานการออกแบบของเขามีมากมาย เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอภิเษกดุสิตในพระราชวังดุสิต วังบางขุนพรหม ตำหนักปารุสกวัน ตำหนักจิตรลดา สะพานผ่านฟ้าลีลาศ พระที่นั่งราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชวังพญาไท

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นอาคารชั้นเดียวแบบนีโอคลาสสิก ผังอาคารสมมาตรความยาว ความกว้าง เท่ากันทุกด้าน

ทางเข้าเป็นโถงรูปกลมหลังคาโดมสไตล์อิตาเลียนแสนสวย ห้องอ่านหนังสือวางผังเป็นรูปตัว H โดดเด่นที่หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว และความวิจิตรของหัวเสาที่สลักลวยลายทุกต้น ผนังโดยรอบเป็นหน้าต่างบานเกล็ดในซุ้มโค้งคั่นด้วยเสาอิง  

เนื่องจากเป็นห้องสมุด มารีโอจึงออกแบบฐานรากโดยใช้ระบบคอนกรีตประเภทแผ่ฐานรับน้ำหนัก เพื่อการระบายลมและป้องกันความชื้น ห้องอ่านหนังสือสร้างด้วยระบบผนัง 2 ชั้น เพราะบรรจุหนังสือจำนวนนับพันเล่นเอาไว้ จึงต้องมั่นใจว่าภายในห้องแห้ง ระบายความชื้นได้ดี อากาศถ่ายเท เพื่อป้องกันแมลงเข้ามากัดกินหนังสือ และเพื่อป้องกันการเกิดสนิมในภายหลัง มารีโอเลือกใช้ตะปูทองเหลืองสำหรับยึดชั้นหนังสือ 

อาคารนี้มีสัดส่วนที่ลงตัว สง่างาม ด้วยทักษะฝีมือช่างระดับเดียวกับที่ใช้ในการก่อสร้างวัง ตำหนัก และสถานที่สำคัญของประเทศ และมีสภาพสมบูรณ์จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2525 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

มารีโอเคยกล่าวไว้ว่า ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นผลงานการออกแบบที่เขารักที่สุด

3

แรกพบ

เรานัดพบกับ นลิน วนาสิน ประธานคณะกรรมการบริหารห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส และ ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกจากบริษัท Shma ผู้ดูแลการปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านนอกอาคารห้องสมุด เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนยุ่งยากมากมายในการบูรณะอาคารโบราณสถานหลังนี้

นลินเล่าว่า ที่ผ่านมามีการซ่อมแซมและปรับปรุงส่วนต่างๆ ของอาคารอยู่ตลอด เนื่องจากอาคารมีอายุเกือบร้อยปี ทำให้หลายองค์ประกอบผุพังและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังไม่เคยบูรณะครั้งใหญ่ เน้นซ่อมจุกๆ จิกๆ แค่ตามความจำเป็นมากกว่า

การบูรณะใหญ่ครั้งแรกและครั้งเดียวของห้องสมุดแห่งนี้คือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2488

จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พื้นไม้สักของห้องสมุดเกิดทรุดยวบลงไป นลินปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลป์และสถาปนิกหลายคนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้ จนได้พบกับ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการบูรณะตึกเก่า และ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์สถาปัตยกรรม สองผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองเปิดพื้นเพื่อดูโครงสร้างข้างใต้ดู

ที่ต้องเปิดพื้นเพราะผังต่างๆ ของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส หายสาบสูญไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไม่มีข้อมูลว่าโครงสร้างของอาคารหลังนี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง

เมื่อลองเปิดพื้นดูก็พบว่าใต้พื้นด้านล่างมีถังเก็บน้ำล้อมรอบตัวอาคาร ซึ่งปรากฏว่าระดับน้ำนั้นสูงเกิดกว่าที่ควรจะเป็นไปมาก เกิดน้ำสะสมในดินเป็นพื้นที่น้ำขังและเกิดความชื้นปริมาณมหาศาลที่ไม่มีทางไปไหนต่อ จึงระเหยขึ้นด้านบนมาแตะกับตัวโครงสร้างพื้น ทำให้โครงสร้างอาคารมีความชื้นสะสมตั้งแต่ที่พื้นลามไปจนถึงผนัง

เมื่อรู้ต้นตอของปัญหา นลินจึงไม่แปลกใจว่าทำไมผนังและพื้นของห้องสมุดจึงผุพังตลอดเวลา

การซ่อมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆ ที่ซ่อมแค่ตามอาการ ผุก็ฉาบ พังก็ก่อ ใช้ปูนยุคปัจจุบันแทนการใช้ปูนขาวโบราณ โปะเข้าไปที่ผนังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เก็บอัดความชื้นชั้นแล้วชั้นเล่าไว้ตลอดหลายสิบปี การซ่อมครั้งนี้จึงถือเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ เพราะต้องลงไปแก้ไขตั้งแต่ที่รากของปัญหา

ขั้นตอนแรกกินระยะเวลา 6 เดือน ในการสำรวจเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดและเขียนแบบ จากนั้นจึงเข้าสู่การบูรณะอาคารอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งใช้เวลาถึง 18 เดือน โดยมี วทัญญู เทพหัตถี และ ดร.ยุวรัต์ เหมะศิลปิน เป็นผู้ควบคุมดูแลอย่างละเอียด ช่วง 6 เดือนสุดท้าย ประพันธ์จึงเข้ามารับไม้ผลัดสุดท้ายในการดูแลปรับปรุงภูมิทัศน์ภายนอกที่จะช่วยส่งเสริมให้โบราณสถานแห่งนี้ทรงคุณค่าและงดงามยิ่งขึ้น

4

แรกบูรณะ

นลินเล่าว่า งบประมาณการบูรณะอยู่ที่ 12 ล้านบาท มาจากการระดมทุนจากองค์กร หน่วยงาน บริษัทเอกชน และบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการทำ Crowd Funding ทางเว็บไซต์ Asiola เพราะนลินอยากให้คนทั่วไป คนตัวเล็กที่ปรารถนาดี ที่ไม่ต้องมีเงินเป็นแสนเป็นล้าน สามารถมีส่วนร่วมกับการซ่อมแซมใหญ่ของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ครั้งนี้ได้ด้วย ซึ่งก็สามารถระดมได้ถึง 8 แสนบาท มีคนบริจาคตั้งแต่หลักร้อยบาทจนถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว

เมื่อเริ่มงานบูรณะ มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ค้นพบหน้างาน ทั้งปัญหาและข้อมูลน่าสนใจของอาคารเก่างามหลังนี้ที่ไม่เคยได้รับการบันทึกมาก่อน

อย่างสีผนังดั้งเดิมที่เพิ่งมาค้นพบเมื่อมีการลอกสีผนังออกมาเป็นชั้นๆ ว่าเป็นสีชมพูและฟ้า ตอนนี้บริเวณด้านหลังสุดของห้องสมุดจึงถูกทาด้วยสีดั้งเดิม เพื่อส่งต่อชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์นี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ภายในห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เคยมีซุ้มประตูชัยที่ถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเพิ่งค้นเมื่อศึกษาจากภาพถ่ายเก่า การบูรณะครั้งนี้จึงมีการนำประตูชัยตามรูปแบบเดิมกลับมาไว้ในห้องสมุดด้วย

ประพันธ์อธิบายว่า ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ แนวคิดแรกสุดคือ ทำอย่างไรให้อาคารแสนสวยหลังนี้โดดเด่นขึ้น แต่ก่อน เวลาเข้ามาที่เนียลสัน เฮย์ส ต้นไม้และรูปแบบการใช้งานบริเวณลานด้านหน้า บดบังความสง่างามและการเข้าถึงตัวอาคาร สิ่งที่ต้องทำคือปรับแต่งให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและ Functional มากขึ้น

บริเวณทางเข้าอาคาร จากลานด้านหน้า แต่ก่อนเข้าถึงลำบากอาคารลำบาก ทีมภูมิสถาปนิกจึงออกแบบ Deck ไม้เชื่อมต่อพื้นที่ทั้งสองส่วนเสียเลย ส่วนพื้นด้านนอกทั้งหมดก็ปรับระดับเสียใหม่ เพราะพื้นเดิมไม่เรียบเสมอกัน เนื่องจากทรุดโทรมไปตามสภาพและอายุการใช้งาน ตอนนี้ทุกพื้นที่ของห้องสมุดเชื่อมต่อถึงกัน และเป็น Handicap Accessibility หรือพื้นที่ๆ ได้รับการออกแบบให้ผู้พิการหรือผู้ใช้รถเข็นสามารถเข้าถึงได้ด้วย

หากเทียบกับถนนด้านนอกจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระดับถนนสูงกว่าระดับอาคารไปแล้ว เพราะถนนถูกถมให้สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่อาคารตั้งอยู่ตรงนี้มาเกือบร้อยปีแล้ว เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระดับอาคารได้ ดังนั้น การป้องกันน้ำท่วมขังจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า Deck ไม้และระดับพื้นที่ทำใหม่นั้นสูงกว่าระดับพื้นดินเดิมอยู่ราว 30 ซม. เพื่อเป็นทางระบายน้ำ เพราะอาคารเก่าส่วนใหญ่จะมีตัวระบายน้ำอยู่โดยรอบอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงไปสู่ถังเก็บน้ำใต้พื้นอาคาร และทำให้พื้นที่รอบอาคารแห้งอยู่ตลอดเวลา

ต้นกระทิง สารภีทะเล หางนกยูงฝรั่ง คือต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาห้องสมุดแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี แทบจะต้องแหงนหน้าจนสุดจึงจะสามารถมองเห็นเรือนยอดของต้นไม้เก่าแก่เหล่านี้ได้ ไม้ประดับที่ใช้ให้อารมณ์เขตร้อนแบบ Tropical ซึ่งเข้ากับรูปแบบอาคารเป็นอย่างดี

ความน่าสนใจในการจัดการสเปซด้านนอก คือการทำให้ความเขียวชอุ่ม และความเป็นโอเอซิสที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้กลางย่านสีลมของเนียลสัน เฮย์ส ยังคงอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่พอสำหรับจัดอีเวนต์ต่างๆ ที่ปกติห้องสมุดรับจัดเพื่อหาเงินเข้ามาจุนเจือทางสมาคม

5

แรกเริ่ม (ใหม่)

สมาคมห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ในการหาทุนเพื่อนำมาใช้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ ของห้องสมุด จึงมาจากการรับสมัครสมาชิก การระดมทุน การรับบริจาค และการจัดกิจกรรมต่างๆ

นลินอธิบายว่า นอกจากให้เช่าพื้นที่จัดอีเวนต์แล้ว สมัยก่อนที่นี่เปิดให้เช่าเป็นพื้นที่ถ่ายละครและภาพยนตร์ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องยกเลิกไป เนื่องจากอุปกรณ์ในกองถ่ายละครมีน้ำหนักมาก ทำให้พื้นไม้ได้รับความเสียหาย แต่ถ้าเป็นการถ่ายทำภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวขนาดเล็ก ก็ยังคงเปิดให้เช่าพื้นที่อยู่

ความท้าทายในอนาคตของเนียลสัน เฮย์ส อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันแวดวงคนรักการอ่านหนังสือนั้นย่อเล็กลงอย่างรวดเร็ว ห้องสมุดจึงไม่สามารถจะดำรงความเป็นห้องสมุดเพียงอย่างเดียวได้

ต้องเป็นมากกว่าห้องสมุด… 

เนียลสัน เฮย์ส วางหมุดหมายไว้ว่า อยากเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนย่านบางรัก และเป็นพื้นที่ให้คนไทยได้เข้ามาเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้มากขึ้นผ่านคลังหนังสือภาษาอังกฤษนับหมื่นเล่มและกิจกรรมมากมายที่จะจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี  

ปัญหาที่นลินตระหนักคือ สมัยก่อนกิจกรรมแทบทุกอย่างของเนียลสัน เฮย์ส เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ของกลุ่มชาวต่างชาติที่ย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯ เลยอาจทำให้คนไทยที่ภาษาอังกฤษไม่คล่องแคล่วนักกริ่งเกรงที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับทางห้องสมุด

แผนในอนาคตของเนียลสัน เฮย์ส คือ การปรับกิจกรรมและการสื่อสารเป็นระบบ 2 ภาษา คืออังกฤษและไทย เพื่อเปิดกว้างให้คนไทยกล้าเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยกันมากขึ้น และถือเป็นการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว

‘การอ่าน การเขียน การเรียนภาษาอังกฤษ’ คือแกนหลักที่จะถูกแตกออกไปเป็นกิจกรรมต่างๆ ของเนียลสัน เฮย์ส  เช่น กิจกรรมบรรยายประวัติศาสตร์ที่เน้นแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น กิจกรรมอ่านนิทานภาษาอังกฤษให้เด็กเล็กที่ห้องสมุดทำติดต่อกันมานานแล้ว

ในปีนี้จะมีกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีก เช่น เวิร์กช็อปสอนทักษะการเขียนบทความภาษาอังกฤษ รวมถึงสนับสนุนและเปิดพื้นที่ให้อย่างเต็มที่สำหรับผู้ที่อยากโชว์ผลงานด้านศิลปะทุกแขนง เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน

…ให้ห้องสมุดไม่เป็นเพียงแค่ห้องสมุดอีกต่อไป

Neilson Hays Library

ที่อยู่ : 195 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

เวลาเปิดทำการ : วันอังคาร-วันอาทิตย์ 09.30 – 17.00 น ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

รายละเอียดการเข้าใช้ : สามารถเข้าชมบริเวณโดยรอบห้องสมุดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากต้องการเข้าชมภายในห้องสมุด จะมีค่าบำรุงห้องสมุด 100 บาทต่อท่านในกรณีที่ไม่ใช่สมาชิก หรือจะเข้าไปนั่งคาเฟ่ที่เสิร์ฟกาแฟและขนมอร่อยๆ จาก British Club ด้วยก็ได้

Website : neilsonhayslibrary.org

Facebook : Neilson Hays Library

 

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load