ถ้าคุณเป็นคนที่อ่านหนังสือมากกว่า 7 บรรทัด ผมคงไม่จำเป็นต้องบรรยายสรรพคุณของ อุทิศ เหมะมูล ให้เสียเวลาอะไรอีก นวนิยาย ลับแล แก่งคอย ของเขาได้รางวัลซีไรต์เมื่อปี 2552 แต่นั่นแหละ ถ้ามีรางวัลซีไรต์เป็นของตัวเอง ผมจะมอบให้ จุติ อีกเล่มนึง  


19 กันยายน 2559 (บังเอิญเป็นวันครบรอบ 10 ปีรัฐประหาร) ผมทักไปใน inbox ของ อุทิศ เหมะมูล บอกไปว่า “อยากแสดงงานภาพวาดของเขา” ซึ่งเขาชอบโพสต์อวดเอาไว้ในเฟซบุ๊ก แต่ละภาพช่างขัดกับศีลธรรมอันดีเสียจริง ซึ่งคนดีมีศีลธรรมแบบผมชอบแอบดูมากที่สุด  

อุทิศ เหมะมูล



ในตอนนั้น ผมเพิ่งตกลงใจเช่าพื้นที่โกดังในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 22 เปิดแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะในกรุงเทพฯ ห้องแกลเลอรี่ยังอยู่ระหว่างการต่อเติมผนังและแผงไฟ ไม่รู้เอาความมั่นใจมาจากไหน แต่ผมทนเห็นภาพวาดของอุทิศลอยนวลต่อไปอีกไม่ได้ อยากเอามาโชว์ อยากอวดเพื่อน งานของเขาดี มันเย้ายวน เลยส่ง inbox ชวนไป เป็นโชคดีของผม ที่อุทิศเองก็อยากแสดงผลงานชุดนี้ด้วยเช่นกัน

ภาพที่เห็นช่วงแรกๆ เขาวาดลายเส้นดินสอหยาบๆ บนกระดาษขาว ภาพร่างผอมเกร็ง ข้อต่อกระดูกปูดโปนเหมือนคนแก่เป็นเก๊าท์ โก่งคอก้มลงไปดูดกินน้ำรักของตัวเอง ภาพร่างสองร่างสามร่างเหยียดเกร็ง รูดเปิด เคล้าคลึง เปียกร้อน พัลวัน ชโลมแท่ง ขยี้เศษขี้ จะบ้าตาย!

ผมทราบมาก่อนแล้วว่าอุทิศจบศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปะอันดับหนึ่งของประเทศซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังด้านฝึกทักษะฝีมือ เขาถูกเคี่ยวกรำจนงวด ถึงแม้จะห่างหายไปจากกลิ่นสีและกาวแป้ง มาตั้งแต่เรียนจบ แต่ฝีมือวาดภาพเหมือนทักษะการว่ายน้ำ ลองว่ายเป็นแล้ว พลิกแพลงท่าไหนก็เอาอยู่

ในตอนนั้น ผมได้แต่เดาว่างานภาพวาดเหล่านี้จะถูกใช้เป็นภาพประกอบนวนิยายเล่มใหม่ เรื่อง ร่างของปรารถนา เป็นเรื่องธรรมดา หากนักเขียนคนไหนพอจะวาดรูปได้ ก็มักอยากวาดภาพประกอบงานเขียนของตัวเองกันทั้งนั้น

จนกระทั่งวันที่เรานัดพบกันที่แกลเลอรี่

อุทิศ เหมะมูล

อุทิศ เหมะมูล

ผมโคตรแข็งตื่นตัวเมื่ออุทิศเล่าให้ฟังว่า ‘เข้าสิง’ ตัวละครเอกในนวนิยายเรื่องใหม่ เป็นศิลปินเรียนจบจากศิลปากร และกำลังจะจัดนิทรรศการศิลปะครั้งแรกที่แกลเลอรี่ของผม แล้วมันจะดีแค่ไหนที่คนอ่านนวนิยายเรื่องนี้ได้รับบัตรเชิญให้มาดูงานจริงๆ ของตัวละครในเรื่อง

จินตนาการในนิยายถูกขยับขยายออกมาจากหน้ากระดาษให้จับจ้องสะกดใจ ภาพวาดของ ‘เข้าสิง’ ไม่ได้เป็นเพียงภาพประกอบนวนิยาย แต่เป็นกิ่งก้านที่แตกออกมาจากก้อนตะกอนความทรงจำและประสบการณ์เดียวกับงานเขียน เป็นกิ่งก้านที่พร้อมจะแตกหน่อใหม่ได้ตลอดเวลา


เข้าสิงใน ร่างของปรารถนา ค่อยๆ ปรากฏตัวพร้อมกับภาพร่างที่ถูกลงสีแดงคล้ำโมโนโครม เงาตะคุ่มในบรรยากาศสลัว รื้ออารมณ์ร่านร่วมเกาะกลุ่มเลียก้อนขยุ้มขโยก อุทิศทยอยส่งภาพที่ ‘เข้าสิง’ วาดให้ผมดูระหว่างรออ่านนวนิยายประกอบภาพชุดนี้แทบไม่ไหว หลายภาพต้องกัดริมฝีปากล่างแล้วร้องว้าย! (เบาๆ) เอามือปิดตาแล้วค่อยแอบมองผ่านง่ามนิ้วกลาง

อุทิศ เหมะมูล อุทิศ เหมะมูล

“นี่มันจะมีธรรมาภิบาลหรือไม่?” ผมตั้งคำถาม และ “หากไม่มีจะทำอย่างไร?” ผมยังพล่ามไม่หยุด อยากโยนคำถามซัก 3 – 4 ข้อไปถามคนไทยทุกคืนวันศุกร์ “ความเป็นไทยมีหรือไม่?” แล้ว “ลูกหลานจะอยู่ได้อย่างไร?”

งานชุดนี้ไม่มีอะไรใหม่ในโลกศิลปะ เรือนร่างมนุษย์ถูกชำแหละโดยศิลปินมานับร่างไม่ถ้วน เรือนร่างคือความปรารถนาที่ปรากฏเป็นรูป สัมผัสอุ่นนิ่มนุ่มตึงเต่ง ดึงดูดให้ดูดดึงและคลึงเคล้า ผมคิดถึงงานวาดลายเส้นของ Egon Schiele (อีกอน ชีเลอ) ศิลปินชาวออสเตรีย ภาพสีน้ำของ Marlene Dumas (มาร์ลีน ดูมัส) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ หรืองานประติมากรรมของ Kiki Smith (กีกี้ สมิธ) ศิลปินชาวอเมริกัน แม้กระทั่งภาพถ่ายท้าทาย Taboo ของช่างภาพชาวจีน Ren Hang (เริน หาง) คนที่เพิ่งทำอัตนิวิบาตกรรมไปเมื่อต้นปี ตราบใดที่เหล่ามนุษย์ศิลปินขี้ปี้ยังมีความร่าน จงร่างมันออกมาเป็นรูป 



นอกจากจะเขียนนิยายประกอบภาพวาด อุทิศยังแสดงความ ‘ร่าน’ ออกมาด้วยการลงมือออกแบบตัวสัดส่วนโค้งเว้าอักษรที่ชื่อว่า ‘ปรารถนา’ ซึ่งร่างแบบขึ้นมาจากลีลาการร่วมเพศและเรือนร่างของมนุษย์ ชุดตัวอักษรพิเศษจะแทรกสอดอยู่ในเส้นเรื่อง เหมือนการถูกผีเข้าสิง ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ เราต่างถูกยัดเยียดความปรารถนามาพร้อมกับการเกิดเป็นมนุษย์ ผีปรารถนาสิงร่างของเราตั้งแต่ริมฝีปากได้สัมผัสความอ่อนนุ่มจากเนินอก ได้กัดงับดูดกินหัวนมของแม่เพื่อจะมีชีวิตรอดตั้งแต่วันแรกที่เบียดตัวแทรกมุดออกมาจากช่องคลอด วันแรกที่ตายังพร่าเกินจะมองดูโลก

อุทิศ เหมะมูล อุทิศ เหมะมูล

ผมเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้อ่านต้นฉบับ ร่างของปรารถนา ก่อนใครเพื่อน ความยากลำบากทั้งหมดคือ ต้องอุบเรื่องที่อยากจะเล่าเอาไว้ อยากสปอยล์ใจจะขาด เอาเป็นว่าถ้ามีรางวัลโนเบลขวัญใจศิลปิน (สาขาวรรณกรรม) เป็นของตัวเองสักรางวัล ผมจะมอบให้ ร่างของปรารถนา ด้วยอีกเล่มนึง

อย่างไรก็ดี ผมไม่เคยแปลกใจในคุณภาพของผลงานที่อุดมบริบูรณ์ของอุทิศ เขาทุ่มเทให้กับการอ่านและงานเขียนในแบบที่ยากจะเลียนแบบได้ และเขาเริ่มจะสนุกจริงจังกับการเล่นงานทัศนศิลป์ เขาร่วมออกแบบ Typography นอกเหนือจากนี้ อุทิศยังไปร่วมหัวจมท้ายกับ (Toshiki Okada โทชิกิ โอคาดะ) นักเขียน / ผู้กำกับละครเวทีชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะเปลี่ยน ร่างของปรารถนา จากนวนิยายให้กลายเป็นละครเวที และมีแผนจะนำไปจัดแสดงตามที่ต่างๆ ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่

ดูเหมือนว่า ร่างของปรารถนา จะแตกกิ่งก้านเป็นไม้ใหญ่ สร้างพื้นที่ชุ่มชื้นขึ้นในบรรยากาศคืนความสุขที่แห้งผากของประเทศกะลาแลนด์ ความร่านของอุทิศยังคงออกรากงอกและไม่สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้

อุทิศ เหมะมูล

ขอขอบคุณ: Bordin Saengnark และ อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

Writer

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

ศิลปิน และคิวเรเตอร์ ผู้รักการแวะไปคุยกับศิลปินตามสตูดิโอ พอๆ กับรักการวิ่ง เขาก่อตั้งอังกฤษแกลลอรี่ที่เมืองเชียงราย และเพิ่งขยายมาเปิด Artist+Run Gallery ที่กรุงเทพฯ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ยากจังเลย ผมค่อนข้างต่อต้านคำว่า ‘ศิลปิน’ นะ เพราะสำหรับผม คำนี้หมายถึงผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่ทำให้คนมีจิตใจสว่างไสว นำไปสู่การตื่นรู้อะไรบางอย่าง แต่ผมไม่ใช่เลยสักนิด”

โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล คู่สนทนาของเราคราวนี้รีบตอบทันควัน เมื่อเราชวนเขาย้อนมองถึงนิยามของตัวเอง

เขาคือคนทำงานศิลปะร่วมสมัย ผู้หยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ผู้นำหนอนแมลงวันมาทำงานจนถูกแบนจากแกลเลอรี่ไปพักใหญ่ๆ และผู้มีผลงานชื่อดังไปอวดโฉมชาวโลกถึงประเทศเบลเยียม

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

“แนวทางของผมเป็นการควานหาสิ่งซึ่งถูกซ่อนไว้ใต้พรมให้เจอ แล้วนำมาเปิดเผย เพื่อชี้ให้เห็นปัญหามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“คนเอเชียมักซ่อนภาพไม่เหมาะสมเอาไว้ แต่การทำความเข้าใจปัญหา ต้องอาศัยการซื่อสัตย์ต่อความจริง ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติ หากพรีเซนต์แต่ภาพสวยงาม แล้วซ่อนความเลวร้ายไว้ตลอดเวลา สังคมจะเดินต่อไปอย่างไร เราต้องรู้ต้นตอของปัญหา ตระหนักว่าถนนของเรามีอุปสรรคขวากหนามอยู่ ไม่ใช่มองขึ้นฟ้า เห็นว่าสวยดี แล้วเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าข้างหน้าคือเหว”

ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้า ดื่มด่ำความงามของผืนนภาสีครามสด เราขอชวนคุณผู้อ่านก้มหน้าสู่ดิน ค้อมหลังฟังเสียงสารพันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรืองศักดิ์นำมาสร้างสรรค์งานศิลปะ

ตั้งแต่สิงสาราสัตว์ที่เกือบสิ้นวงศ์พงศาเพราะน้ำมือมนุษย์ ความรุนแรงอันแสนอยุติธรรมต่อสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ใครก็เอาไม่อยู่ มหาธุลีพิบัติภัย PM 2.5 ซึ่งแวะเวียนเยี่ยมเยียนเราทุกฤดูหนาว ไปจนถึง Reincarnation III – Ecologies of Life นิทรรศการเสียงกระซิบจากสัตว์สูญพันธุ์ ที่เพิ่งจัดแสดงไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

01 “ผมเคยเชื่อในระบบ”

หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของศิลปินนักอนุรักษ์ ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งนับวันยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เราเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นทางการด้วยการถามทวนต่อจากบทสนทนาตอนต้น

คุณมองตัวเองคือผู้เปิดเผยขยะใต้พรม ?

“พยายามเป็น ก่อนหน้านี้ผมเคยเชื่อในระบบเหมือนกัน คือเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างไหลลื่นตามระบบที่วางไว้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบจัดการสารพิษ ขยะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่หลุดรอดไปสู่ที่ต่างๆ สัตว์เลี้ยงของมนุษย์ไม่ได้ถูกขโมยมาจากธรรมชาติ 

“แต่เราต่างรับรู้กันดีว่าอุตสาหกรรมทิ้งสารพิษออกมาเยอะแยะ ขยะหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อมมากมาย สัตว์ในจตุจักรไม่น้อยถูกลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมาย เรากลับเลือกจะไม่มอง แต่ซ่อนไว้เพราะเหนียมอายต่อความจริง”

“ผมจึงเลิกเชื่อในระบบ” น้ำเสียงหนักแน่นแต่เรียบนิ่ง

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

ก่อนเล่าเหตุผลตอกย้ำความไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของระบบ ที่มาจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟตกรางในสเปน เพราะระบบเศรษฐกิจตกต่ำในช่วง Hamburger Crisis ทำให้ต้องลดการดูแลรักษาลง รถไฟซึ่งควรจะเลี้ยวโค้งไปดีๆ จึงตกราง และเหตุการณ์สะพานขนาดใหญ่ในอิตาลีพังถล่มลงมา เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษามากว่า 20 ปี

“ผมตั้งคำถามว่า เราจะเชื่อในระบบต่างๆ อย่างหมดสิ้นหมดใจไปถึงร้อยปีพันปีได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันหมดสภาพไปแล้ว หากรัฐยิ่งซุกซ่อนอะไรไว้ ก็จะยิ่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นอีก”

หลังจาก ‘เลิกเชื่อในระบบ’ โจ้จึงเริ่มภารกิจแสวงหาทุกปัญหาที่มนุษย์กระทำต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหาญกล้า แต่กลับซุกซ่อนไว้เพราะขวยเขินหน้าบาง และนำมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ

“การเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้ผมออกมาทำงานขุดคุ้ยเผยแผ่ แล้วผมเชื่อในงานศิลปะยุคใหม่ ซึ่งแม้มีความขัดแย้งในตัวมันสูง แต่ยังประนีประนอม เปิดโอกาสให้คนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคิดหาแง่มุมใหม่จากมันซ้ำไปซ้ำมาได้เสมอ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

02 “ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่”

เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล เรียนจบด้านศิลปะโดยตรงจากรั้วเพาะช่าง ทักษะการสร้างสรรค์จึงไม่ใช่ข้อกังขาเคลือบแคลง แต่ความน่าสนใจคือรูปแบบการทำงานซึ่งก้าวออกนอกขนบ ผิดแผกไปจากเพื่อนศิลปินรุ่นเดียวกัน

เช่นคราวหนึ่งเมื่อครั้งเป็นนักเรียน เขานำเวชภัณฑ์และเศษอาหารเหลือใช้มาบรรจุลงในหลอดแก้ว สร้างเป็นงานศิลปะจัดวาง ปรากฏว่าผลงานชิ้นนั้นเป็นแกะดำของงาน เพราะบรรดามิตรสหายต่างขุดกลเม็ดเด็ดพรายขึ้นมาทำจิตรกรรมประกวดประขันกัน เขาจึงเจียมตัวเองดีว่าแนวทางของตนเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของวงการ

“ผมเคยตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่’

“คำตอบคลิเช่มาก โลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมาย ภาพถ่ายก็เคลื่อนไหวเป็นวิดีโอได้แล้ว ในเมื่อมันมีของจริงแบบสามมิติ แสดงร่อยรอยเรื่องราวทุกอย่างซึ่งแปดเปื้อนไว้ได้ด้วยตัวเองอยู่ ทำไมไม่เอามาใช้เลยล่ะ จะเพนต์เพื่อชักจูงให้คนเชื่อว่าสิ่งตรงหน้าสร้างความรู้สึกนึกคิดได้จริงทำไม

“ตอนแรกๆ ก็ยังไม่เคลียร์ว่าจะเป็นงานศิลปะได้อย่างไร แต่พอเห็นศิลปินชาวฝรั่งเศสตระเวนเก็บขยะตลอดสองปีเพื่อทำงานศิลปะ แล้วมันก็เป็นศิลปะได้จริง จึงรู้ว่าเป็นไปได้ นั่นคือเมื่อสามสิบปีก่อน สมัยที่เพื่อนผมยังเพนต์กันอยู่เลย”

โจ้สะสมความสนใจข้อนี้ไว้เป็นเหมือนปุ๋ยยา เสริมความเชื่อของตนให้อุดมสมบูรณ์ จนผลิดอกออกผลมาเป็นนิทรรศการ Metamorphosis ศิลปะจัดวางของเขาครั้งแรกที่ Siam Art Museum เมื่อ ค.ศ. 2001

“ผมเล่นเรื่องกระบวนการแปรสัณฐาน เปรียบเทียบระหว่างหนอนผีเสื้อซึ่งดูเป็นกระบวนการเติบโตอันงดงาม กับหนอนแมลงวันซึ่งดูน่ารังเกียจ เอาของจริงมาวางในแท่นคู่กัน เพื่อให้ผู้ชมสำรวจดูความรู้สึกของตัวเองต่อสัตว์ทั้งสองชนิด

“แต่ก็ต้องปิดตัวลงก่อนโปรเจกต์นั้นจบ เพราะเจ้าของรู้สึกว่ากลิ่นของหนอนแมลงวันกินเนื้อเน่ารบกวนผู้ชมมากจนคนไม่มา เลยมีช่วงสั้นๆ ที่ผมเหมือนถูกแบนจากบรรดาแกลเลอรี่ ว่าอย่าไปชวนไอ้นี่มาโชว์นะ เดี๋ยวแกลเลอรี่เสียชื่อ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

เขาเล่าความหลังพลางหัวเราะ ใช้ความตลกขบขันกำบังบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญบนถนนสายศิลปิน ก่อนขยายความถึงกลวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะสุดเจ๋งจากเพื่อนร่วมวงการต่างชาติที่เจ้าตัวประทับใจ

“อย่างศิลปินชาวดัตช์ชื่อ Startel เขาทำห้องมืด ขนาดประมาณสี่สิบตารางเมตร ที่มีแต่หนอนแมลงวันคลานยั้วเยี้ยเป็นล้านตัว ใช้ไมโครโฟนจับเสียงการเคลื่อนไหวเบาๆ แล้วขยายเสียงผ่านลำโพง ซึ่งส่องแสงอัลตราไวโอเลตจากข้างบนลงมา รับกับสเต็ปทางเดิน เข้ามาตอนแรกจะมองไม่เห็นว่าพื้นเป็นอะไร แต่พอตาเริ่มชินกับห้องมืด จะเห็นว่าพื้นห้องทั้งหมดเต็มไปด้วยหนอนแมลงวันที่ยังมีชีวิต นั่นคือความสุดของศิลปิน

“คิวเรเตอร์งานนั้นหมกมุ่นกับเรื่องสภาวะการมีชีวิตของสิ่งที่ตายไปแล้วมากๆ ครั้งหนึ่งเขาหยิบเอาปรากฏการณ์ Electrochemical Cell คือชิ้นส่วนที่ตายไปแล้ว แต่ยังมีปฏิกิริยาเคมีและไฟฟ้าอยู่เล็กน้อยมาเป็นมุกในงาน พอดีเพื่อนเขานิ้วขาด จึงเอามาแช่ในฟอร์มาลีน แล้วใช้แอมป์มิเตอร์เสียบเข้าไป ใช้คอมพิวเตอร์แปลงกระแสไฟฟ้า ซึ่งยังหลงเหลืออยู่เป็นคลื่นเสียงหอนออกมาจากลำโพง ราวกับว่านิ้วนั้นยังมีชีวิตอยู่

“หรือมีศิลปินอีกคนหนึ่ง เอาเศษกระดูกวัวเป็นตันๆ จากโรงเชือดมากองพะเนิน แล้วปล่อยให้มันเน่า แต่ดินที่เบลเยียมมีแบคทีเรีย ซึ่งเปลี่ยนไขมันในกระดูกเป็นสีม่วง ฉะนั้น งานจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเลือดเป็นสีม่วง ดูสวยและน่ากลัวในคราวเดียวกัน”

ประสบการณ์ล้ำค่าจากการได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับแวดวงศิลปะต่างประเทศ ตีเปิดเพดานความคิดให้กว้างขวางออกอย่างไปไม่จำกัด วิสัยทัศน์ของเรืองศักดิ์แผ่ขยายไพศาล จนพบว่าผลงานตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวกระผีกริ้นแห่งความเป็นไปได้ทั้งหมด ตราบเท่าที่ ‘ศิลปะ’ อนุญาต

03 “ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ”

“ประเด็นคือ ผมมองว่าทำไมจะ ‘ไม่’ ล่ะ” โจ้อธิบายถึงสาเหตุที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์มาทำงานศิลปะ

“ในเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่จุดที่เริ่มพูดถึงความจริงมากขึ้น และความจริงนั้นไม่ใช่ด้านแห้งแล้ง เราเจอวิทยาศาสตร์แห้งแล้งกันมาตลอด คือไม่มีความเป็นมนุษย์ วิชาการจ๋า

“เช่น พอบอกว่ายุงชนิดนี้อยู่ตามแหล่งน้ำ ก็จะเจอแต่จำนวนของยุง สารเคมีในน้ำ เป็นข้อมูลซึ่งคนทั่วไปบอกว่า ‘ตายดีกว่า’ ถ้าเชื่อมโยงให้เห็นความซับซ้อนของระบบนิเวศ ยุงชนิดนี้คืออาหารของปลาชนิดนั้น ปลาชนิดนั้นก่อให้เกิดอย่างนี้ๆ คนจะรู้สึกว่ามันมีพลวัตร แล้วจะไม่เห็นวิทยาศาสตร์ด้านเดียวอีกต่อไป แต่จะเห็นวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และสำหรับผม ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ

“ผมแค่จับบางแง่มุมขึ้นมาสื่อสารเพื่อให้เชื่อมโยงกับคนเท่านั้น” 

เรืองศักดิ์ส่งแววตามุ่งมั่นผ่านกล้องอย่างแจ่มชัดตลอดการตอบคำถาม จนเราสนิทใจในแนวทางของเขา

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

04 ประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็น

เรื่องวิทยาศาสตร์มีเหลี่ยมมุมนับแสนล้านให้เลือกเล่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พร้อมได้รับการเปิดเผยก็มีอีกนับโกฏิพัน กฎเกณฑ์ในใจของเรืองศักดิ์ในการเลือกประเด็นมาทำงานคือ “ต้องเป็นประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นก่อน”

“บางทีเห็นว่าเป็นข่าวใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง แต่ดันอยู่ไกลมาก เช่น การฆ่าวาฬในฟินแลนด์หรือเดนมาร์ก การฆ่าหมีขั้วโลก หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล พวกนี้เป็นประเด็นนะ แต่ผมยังไปไม่ได้ไง แต่อย่างตอนน้ำท่วม พ.ศ. 2554 บ้ามผมอยู่รังสิต ได้รับผลกระทบเต็มๆ หลังจากอพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น เลยคิดทำโปรเจกต์ขึ้นด้วยไอเดียคือการเก็บตัวอย่างน้ำให้ได้มากที่สุด นี่ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นและใกล้ตัว”

เรืองศักด์ยกตัวอย่างขยายความ ก่อนเล่าถึงโปรเจกต์นั้นต่อว่า การเข้าไปเก็บข้อมูลครั้งนั้น สะท้อนมุมมองทางการเมืองบางอย่าง

“การเข้าไปในพื้นที่ยากมาก นั่งแท็กซี่ไปก็ได้แค่ดรอปไว้ตรงโทลเวย์ ต้องเดินเท้าเข้าไปเอง บางพื้นที่ก็ต้องให้ทหารที่เข้าไปได้ช่วยเก็บมาให้ บางครั้งก็วานเพื่อนจากเขตต่างๆ ช่วยเก็บ จนได้ภาพเปรียบเทียบชัดเจนว่า รอบๆ กรุงเทพฯ นี่น้ำท่วมเละเลย แต่ใจกลางเมืองท่วมแค่สิบห้าเซนติเมตรเอง”

การนำ ‘ของจริง’ มาใช้ทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะ ‘จริงมาก’ -หยิบมาใช้โต้งๆ ปราศจากการแปลงโฉม หรือ ‘จริงน้อย’ -พลิกแพลงเปลี่ยนฟอร์มให้ซับซ่อนขึ้นหน่อย ก็ล้วนเป็นเอกลักษณ์ข้อหนึ่งที่ประกอบในผลงานของเขาทุกชิ้น

“ผมมองว่าวัตถุจริงในพื้นที่นั้นๆ พูดแต่ละประเด็นด้วยตัวมันเองได้อย่างครบถ้วน อย่างกรณีน้ำท่วม ผมอาจเก็บเสาไฟที่มีคราบน้ำท่วมก็ได้ ซึ่งชัดเจนกว่าตัวอย่างน้ำในหลอดแก้วด้วยซ้ำ แต่ผมไม่มีอำนาจขนาดนั้นไง

“ผมนิยามมันว่าเป็นการเก็บหลักฐาน ไม่ใช่ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นรูปแบบของงานศิลปะ เพราะฉะนั้น มันจึงเปลี่ยนแปลงประเด็นในการสื่อสารไปได้อย่างไหลลื่น ขึ้นอยู่กับว่ามีปัจจัยหรือประเด็นอะไรในช่วงนั้นๆ”

แต่การเอาของจริงมาใช้ ทำให้งานของคุณดูจะเป็นปัญหาทุกครั้งที่ไปจัดแสดง-เราว่า

“ใช่” เขาลากเสียงพยางค์ขานรับยาวขึ้นนิด พร้อมพยักหน้าเห็นด้วยสองสามครั้ง

“เพราะว่ามันจริงเกินไป แต่นี่คือวิทยาศาสตร์ของชิ้นงานที่ไม่มีข้อต่อรอง บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเชิงกายภาพไม่ได้ ผมอยากแสดงความประทับใจเชิงอารมณ์ สะเทือนอารมณ์ของผู้ชมให้ตระหนักถึงปัญหา”

05 แจ้งเกิด

หมุดหมายแรกที่แจ้งเกิดให้เรืองศักดิ์เป็นที่รู้จักในวงการศิลปะระดับนานาชาติ คือผลงานศิลปะจัดวางชุด ‘Revenge’ เมื่อ ค.ศ. 2006 เขาหอบเอาเศษกระดูกสุนัข 5 ตัว ซึ่งตายอย่างอยุติธรรม ไร้ความปรานีจากเจ้านาย ไปแสดงที่เบลเยียม จัดแจงให้อยู่ในท่วงท่าเกรี้ยวกราดดุร้าย แสดงอากัปกิริยาไม่เป็นมิตร เพื่อแก้แค้นต่อความโหดเหี้ยมที่พวกมันถูกกระทำ

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

สุนัขแช่แข็งในโรงพยาบาลสัตว์ที่เขาขอมาใช้ทำงานศิลปะชิ้นนี้ ต่างมีเบื้องหลังแสนอดสู บางตัวถูกเจ้าของวางยาเบื่อเพราะจะย้ายไปอเมริกา และพามาทิ้งไว้อย่างไร้วี่แวว บางตัวตัวโดนรถชน มีพลเมืองดีเก็บมาส่งโรงพยาบาล แต่พอรู้ว่าตายก็ทิ้งไว้อย่างนั้น

“จะเห็นว่าในงานเดียว เราเจอสองประเด็นซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน เห็นความอำมหิตของเจ้าของสัตว์ และความใจดีมีเมตตาแต่ไม่สุดของมนุษย์อยู่”

ผลงานอันแยบคายชุดนี้เปิดประตูแห่งโอกาสให้กว้างออก อ้ารับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

“ปีต่อมาผมได้รับการติดต่อให้ไปร่วมแสดงในนิทรรศการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่ในเบลเยียม จึงเริ่มคิดทำ Ash Heart Project ขึ้น รับกับคอนเซ็ปต์งานที่เกี่ยวข้องกับด้านชีววิทยา”

เขาเริ่มเล่าที่มาที่ไปของโปรเจกต์อันน่าทึ่ง เป็นการหล่อประติมากรรมหัวใจขึ้นจากเศษขี้เถ้า ซึ่งได้จากการเผาพืชและสัตว์หลายร้อยสปีชีส์ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์ ประสานพลังจัดเรียงไว้ด้วยกันเพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายและความสำคัญของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

“ตั้งแต่ต้นไม้ถูกโค่น ปลาตายจากสารปนเปื้อน นกฮูกโดนรถขยี้ตายบนถนน กะโหลกหมี ขาหน้าช้าง สัตว์ป่าหายากซึ่งถูกใช้เป็นยา อาจารย์สัตวแพทย์ส่งงูเหลือมพม่าที่ชาวบ้านตีตายในนครสวรรค์มาให้ เพื่อนซึ่งกำลังทำวิจัยด้านยุงส่งยุงลายมาให้หมื่นตัว ตอนนั้นตู้เย็นเหม็นเน่ามาก ผมเผาพืชและสัตว์กว่า 271 ชนิด ทุกวันตลอดสี่เดือน เป็นคนก่อ PM 2.5 มากที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเลย” ศิลปินเผยเบื้องหลังแสนทรหดผ่านน้ำเสียงจริงจังปนหัวเราะ

Ash Heart Project บินลัดฟ้าจากเบลเยียม แวะจัดแสดงต่อที่สิงคโปร์ช่วงสั้นๆ กับตรงดิ่งกลับมาตุภูมิ การเดินทางนี้เป็นเสมือนเส้นทางการเติบโตของผลงาน ที่เมื่อผลัดเปลี่ยนที่ตั้งและกลุ่มผู้ชม ก็สำแดงแง่มุมใหม่ๆ ออกมาให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์และคิวเรเตอร์ได้ว้าวอยู่เสมอ

“พอไปแสดงที่สิงคโปร์ มันมีประเด็นอย่างหนึ่งผุดออกมา คือ Taboo (สิ่งต้องห้าม) ของคนเอเชีย พอเขารู้ว่าทำขึ้นจากขี้เถ้าจากการเผาสัตว์จริงก็จะถอยหลังหนีทันที เพราะช่วงนั้นตรุษจีน เขาถือว่าเป็นโชคร้าย ไม่ควรเข้าใกล้หรือแตะต้อง ถึงขนาดมีผู้ชมคนหนึ่งบอกว่า ‘It curses me.’ ด้วยซ้ำ”

06 “แล้วคุณเป็นใคร”

เรืองศักดิ์ไม่ได้หยิบแง่มุมทางวิทยาศาสตร์มาเล่าผ่านศิลปะโดยปราศจากหลักการเหตุผลรองรับ เพราะเขาใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร​์เป็นหลักยึดในการทำงานทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มเสาะหาปัญหา รวมรวมหลักฐาน ทดลอง และสรุปความออกมาเป็นผลงานชวนขบคิด นั่นทำให้หลีกเลี่ยงที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมไม่ได้

“แต่พอบอกว่าทำงานศิลปะแล้วต้องการค้นหาข้อมูลเชิงลึกปุ๊บ อันดับแรกมักเจอคำถามว่า ‘แล้วคุณเป็นใคร’

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“คือคำถามนี้ก็สำคัญในตัวมันเองนะ เพราะทุกวงการก็เป็นแบบนี้ เช่น ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาถามว่า อยากเจอหนอนผีเสื้อชนิดนี้จังเลย ผมก็จะตอบว่าต้องศึกษาว่ามันกินอะไร แต่ถ้ารำคาญก็บอกว่าไปหาก่อนสิ ไปอ่านก่อนสิ มันคือคำตอบเดียวกัน ประเด็นคือการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คุณต้องมีข้อมูลในหัวก่อน และทำให้เขาเชื่อถือว่าคนที่กำลังคุยอยู่ด้วยนั้นสำคัญมากพอที่จะคุยด้วย

“บางครั้งผมเองก็ยังไม่ได้ความร่วมมือเลย” สิ้นเสียงพวกเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลังจากนั้นเขาจึงเสริมเรื่องด้วยความประทับจากงาน Ash Heart Project อันเลืองชื่อ

“ตอนนั้นได้เพื่อนนักมานุษยวิทยาช่วยติดต่อไปยังสวนพฤกษศาสตร์ชื่อ Meise ปรากฏว่าได้เข้าพบผู้อำนวยการเลย ตอนแรกก็คิดว่าจะเข้าไปพูดคุยเฉยๆ แต่ปรากฏว่าเขาบริจาค Mandrake พืชตระกูลมันฝรั่งที่มีพิษร้ายแรงต่อระบบประสาท มีชื่ออยู่ในปกรณัมต่างๆ รวมทั้งใน Harry Potter ด้วย ไอ้ต้นที่ดึงขึ้นมาจากดินแล้วกรีดร้องน่ะ ทั้งที่เขาเองก็มีแค่ห้าหัว นั่นคือสิ่งที่ผมประทับใจสุดๆ เวลาคุณติดต่อประสานงานอะไรแล้วได้สิ่งเหนือความคาดหมายกลับมา

“ต่อมาใน ค.ศ. 2015 ผมทำเรื่องขอกระดูก Brabant ม้าเบลเยียมตัวใหญ่โตและขนยาวๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ทำหน้าที่ลากปืนใหญ่มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอหมดยุคสงครามก็หมดหน้าที่ ยิ่งเจอ Hamburger Crisis ก็ถูกเชือดทิ้งไปมากเพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง รอนานถึงสามปี จนได้มาจริงๆ แม้เป็นแค่กระดูกกรามเพียงชิ้นเดียว ไม่ได้ทั้งกะโหลก ก็มหึมาพอให้มีสารที่จะสื่อออกมาเยอะมาก

“ทั้งหมดนี้มันดีลได้เพราะมีคนเห็นคุณค่าของการทำงานศิลปะ ผมยังหวังว่าการประสานงานจะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น คงไม่ถึงกับไหลลื่นร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เพราะแต่ละประเด็นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนไม่เท่ากัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ แต่อย่าเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย”

07 “ผมเป็นนักสะสมหายนะ”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนว่า ผมเป็นนักสะสมหายนะ” 

ศิลปินตรงข้ามหัวร่ออย่างออกรส พลางตอบคำถามแรกที่เราดึงกลับมาใช้อีกคราวในช่วงท้ายของการสนทนา

และนั่นคือการยืนยันครั้งที่สองว่าเขาไม่ใช่ศิลปินอย่างที่ใครๆ เข้าใจ

“งานของผมนำเสนอปัญหาที่เราไม่อยากเห็น ผมจึงไม่เรียกงานของผมว่าเป็นศิลปะ มันคาบเกี่ยวกันระหว่างภาพตัดแปะบนหน้าข่าว ชิ้นส่วนหลักฐาน ประจักษ์พยาน เสียงพูดคุยของคน ซึ่งผมไม่ได้มีส่วนในสมการนี้เลย แค่ไปเลือกมาโชว์เท่านั้น

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเชื่อลึกๆ ว่าในแต่ละประเด็นควรต้องมีคนทำอะไรแบบนี้อยู่ และในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอาจไม่ใช่คนถูกที่สุดด้วยซ้ำ เพราะมันมีอีกหลากหลายวิถีทาง แม้กระทั่งงานเพนต์ที่ผมไม่เชื่อ ก็อาจมีศิลปินสร้างงานออกมาแล้วเปลี่ยนใจคนมากกว่าผมก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมยังอยากทำงานศิลปะ เพื่อนำเสนอความจริงซึ่งปฏิเสธไม่ได้อยู่” 

ผู้ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นศิลปิน แสดงปณิธานที่เขาสมาทานมาตลอดหลายสิบปี พร้อมกระซิบบอกเป็นนัยว่า งานศิลปะควรมีอีกฟังก์ชันต่อมนุษย์ นอกเหนือจากการอำนวยสุนทรียภาพขั้นพื้นฐานเพียงเท่านั้นเสมอ

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องหลักเลยแหละ

“ในภาพวาดสวยงาม มีต้นไม้เป็นพื้นหลัง เราเคยจำได้ไหมว่าต้นไม้นั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สปีชีส์ไหน เราไม่เคยจำได้เพราะเราเลือกมองแต่จุดที่พึงพอใจมากกว่า จะให้ความสำคัญก็ต่อเมื่อถูกไฮไลต์ขึ้นมา แต่ในยุคนี้เราค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น ภาพวาดจึงไม่ใช่แค่ภาพวาดอีกต่อไป งานศิลปะจึงไม่ใช่แค่งานศิลปะอีกต่อไป นอกจากความงามพื้นฐาน งานศิลปะทุกชิ้นมี ‘อีก’ หนึ่งบทบาทประกอบกันอยู่แล้ว”

หนึ่งใน ‘อีก’ บทบาทเหล่านั้นคือการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เรืองศักดิ์กำลังทุ่มกายและใจขมักเขม้นลงแรง

“แต่ตอนนี้ยังส่งเสียงได้เบาบางอยู่นะ” เขาว่า

“เพราะถ้าพูดได้เสียงดังมาก ก็จะโผล่มาแค่ประเด็นเดียว โดยหลักการ มนุษย์จะย่อยข้อมูลข่าวสารให้ง่ายและสั้นลงเสมอ ซึ่งผมต่อต้านวิธีนี้มากที่สุด เราตัดประเด็นซับซ้อนที่คิดว่าไม่สำคัญออกไปไม่ได้ ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันเป็นพลวัตร นั่นคือคุณกำลังสร้างภาพนิ่งให้ธรรมชาติ

“ผมเชื่อว่ามันเป็นการส่งต่อ ผมจึงพยายามขยายผลกระทบให้สืบเนื่องกับหลายๆ เรื่อง หลายคนช่วยกันพูดน่ะดีแล้ว ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไม่น้อยตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน ถ้าพูดคนเดียวก็จะกลายเป็นไอดอลทันที แล้วถ้าไอดอลคนนั้นเทไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว แล้วประเด็นอื่นที่ถูกทิ้งไปจะเป็นอย่างไร”

โจ้จึงมีสถานะเป็นศิลปินเดี่ยวผู้พร้อมร่วมงานกับผู้รู้จริงแบบทีมอยู่เสมอ เพราะนอกจากตระหนักอยู่ในใจดีว่า ผลงานของตัวเองที่ผ่านมาเป็นเพียงหนึ่งแง่มุมจากทัศนคติส่วนตัว ยังเห็นว่าหลายหัวย่อมดีเบตประเด็นกันได้คมคายและลึกซึ้งกว่าหัวเดียว ทั้งยังพาเมสเซจที่งานมุ่งสื่อสารไปได้ไกลอย่างมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้นแน่นอน

บทสนทนาแสนอร่อยซึ่งดำเนินมาร่วม 2 ชั่วโมง ทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ในหัวเราว่า ในบรรดาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราต่างประสบพบเจอทุกวันนี้ คุณเป็นห่วงปัญหาไหนมากที่สุด

“ใกล้ตัวที่สุดตอนนี้คือเรื่องหายนะต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เพราะผมไม่เห็นว่าจะมีอำนาจไหนเข้าไปช่วยเหลือได้เลย

“ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ คือเราจะอนุรักษ์สัตว์ที่สวยงามเท่านั้น คุณจะอนุรักษ์หนอนหรือไส้เดือนดินหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าสปีชีส์นี้กำลังหมดไป แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคนเริ่มตระหนักและเห็นค่าของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างเท่าเทียม”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load