หนึ่งในข่าวคราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการสนีกเกอร์เมืองไทยในช่วงต้นปีนี้ คือการที่ CARNIVAL ได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ adidas ให้เป็นหนึ่งในร้านระดับสูงสุดหรือที่เขาเรียกว่า ‘adidas Consortium’

‘The most influential retailers around the world’ คือประโยคที่ทาง adidas ใช้นิยามร้านที่ได้รับคัดเลือก

ท่ามกลางร้านรองเท้าหลักพันหลักหมื่นร้านทั่วโลก มีร้านรองเท้าไม่ถึงหลักร้อยที่ได้รับเกียรตินี้ หรือหากเฉพาะเจาะจงลงไปที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงวันนี้ก็มีเพียง 3 ร้านเท่านั้น

Carnival

สำหรับคนที่สนใจวงการสตรีทแฟชั่นย่อมเห็นตรงกันว่านี่คือหมุดหมายสำคัญของวงการสนีกเกอร์บ้านเรา

จากร้านรองเท้าเล็กๆ ย่านสยามที่ขายเพียงแบรนด์เดียว จากวันแรกที่มีลูกค้าเข้าร้านเพียงคนสองคน อะไรกันที่พาให้ CARNIVAL เดินทางมาไกลขนาดนี้ วันที่กลายเป็นร้านรองเท้า Multibrand ที่ดีที่สุดในประเทศ วันที่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์ระดับโลก วันที่มีคนมาต่อคิวซื้อรองเท้าเกินครึ่งพัน

บางทีคำตอบนั้นอาจอยู่ในบทสนทนาของเรา

1.

บางอย่างคุณทำให้ตายแค่ไหน ถ้าไม่มีเรื่องของจังหวะเวลาที่ดีมันก็ไม่สำเร็จ”

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของร้าน CARNIVAL ในวันนี้ ส่วนสำคัญนั้นมากจากมุมมองของชายผู้ก่อตั้งโดยตรง แต่เมื่อผมชวนคุยถึงปัจจัยความสำเร็จ เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธและยกเครดิตให้กับเรื่องของจังหวะและโอกาส

หรือที่ใครบางคนเรียกมันว่า โชคชะตา

อนุพงศ์ คุตติกุล อนุพงศ์ คุตติกุล

“ผมจะไม่พูดว่าผมทำขึ้นมาได้ทุกวันเพราะความเก่งของผมอย่างเดียว เราต้องยอมรับก่อนว่ามันไม่ใช่ เพราะบางอย่างคุณทำให้ตายแค่ไหน ถ้าไม่มีเรื่องของจังหวะและเวลาที่ดีมันก็ไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งที่เราขึ้นมาได้ถึงทุกวันนี้ มันมีทั้งสิ่งที่เราพยายามทำ เป็นแพสชันของเรา ความพยายามของเรา ความตั้งใจของเรา แต่จังหวะเวลาในการทำก็สำคัญ”

ชายหนุ่มย้อนเล่าว่าในวันที่เริ่มต้นร้านเมื่อกว่า 7 ปีก่อนตลาดสนีกเกอร์บ้านเรายังเล็ก ผู้เล่นในตลาดยังน้อย ทำให้เป็นโอกาสที่ดีที่จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวตนขึ้นมาจนวันที่สปอตไลท์สาดส่อง

“ณ วันที่เราทำยังไม่มีคนทำ ตลาดยังไม่ใหญ่อย่างทุกวันนี้ ถ้าคุณมาเริ่มธุรกิจ ณ เวลานี้มันก็ยากแล้ว เพราะมีผู้เล่นเข้ามามากมาย การดีลกับแบรนด์หรือการสร้างสิ่งต่างๆ มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสมมติ 5 ปีที่แล้วมีแบรนด์เสื้อผ้าไทยอยู่ 10 แบรนด์ แต่ ณ ตอนนี้มีอยู่ 50 แบรนด์ คุณจะทำยังไงให้คุณต่างจาก 50 แบรนด์นั้น และยิ่งนานไปยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้บริโภคมีความรู้ขึ้นเรื่อยๆ เลือกมากขึ้นเรื่อยๆ คุณจะทำยังไงให้คุณสามารถเข้าไปถึงใจผู้บริโภคได้

“ทุกวันนี้ถามว่าคุณจะเริ่มทำแบรนด์ของตัวเองทำได้มั้ย ทำได้นะ แต่คุณต้องมีความพยายามมากและคุณต้องมีความชัดเจนกับสิ่งที่คุณทำ คุณต้องรู้จริง คุณต้องแตกต่าง”

2.

เราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง

“เราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำ เป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง” ชายตรงหน้าบอกความฝันในวันที่ร้านเปิด ความฝันที่ฟังดูสั้นกระชับแต่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ง่าย

“เริ่มด้วยฝันอยากเป็นร้านชั้นนำ แล้ววันแรกร้านขายถล่มทลายเลยไหม” ผมสงสัย

“วันนั้นขายลูกค้าแค่คนสองคน” ปิ๊นตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะย้อนเล่าความยากลำบากในจุดเริ่มต้น “ตอนนั้นก็รอลุ้นอยู่ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง เราแค่คาดหวังให้มันดี แต่พอเปิดแล้วมันยังไม่ดีเราก็พยายามหาทางว่าทำยังไงให้ไปถึงจุดที่มันสามารถอยู่ได้”

ช่วงแรกนอกจากคนเข้าร้านน้อย อีกสิ่งที่เขาต้องเผชิญคือคำสบประมาทจากคนรอบข้าง ทั้งคนใกล้ตัวและไกลตัว

Carnival Carnival

“ทั้งญาติและพ่อแม่เขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราจะทำมันจะไปได้ พ่อแม่ลุงป้าน้าอาบอกไปไม่รอดหรอก อย่าเปิดเลย เปิดทำไม ถ้าเปิดไม่รอดแล้วเดี๋ยวจะทำยังไง แต่คือเราเป็นคนที่ค่อนข้างพร้อมเสี่ยง เราไม่กลัวความเสี่ยง เราชอบที่จะตัดสินใจ ตัดสินใจเร็ว โดยที่ไม่ค่อยพะวงหลังเท่าไหร่ แต่ในขณะเดียวกัน ความกล้าเสี่ยงของเราเราไม่ได้ทำแบบซี้ซั้ว ผมศึกษาและทำเองทุกอย่างตั้งแต่วันแรกที่ร้านเปิด ตอนนั้นเราทำงานประจำอยู่ ตอนเย็นก็มาถ่ายรูปสินค้าลงเฟซบุ๊ก รีวิว ตอบคอมเมนต์ลูกค้า รับโทรศัพท์ ขายของ เพราะฉะนั้น หน้าที่ทุกหน้าที่ในร้านผมทำมาหมดแล้ว แม้กระทั่งพ่นสีเพื่อตกแต่งร้าน

“ตั้งแต่เราเปิดร้านมาเรายึดมาตลอดว่าเราจะทำอะไรต้องทำให้สุด ทำอะไรแล้วเราต้องตั้งใจทำ แล้วผลลัพธ์ออกมายังไงเราไม่เสียใจเพราะว่าเราตั้งใจแล้ว แต่เราจะรู้สึกเฟลถ้าเกิดมันล้มเหลวแล้วพอมองกลับไปเราเห็นตัวเองว่ากูยังไม่เต็มที่ ฉะนั้น จึงเป็นที่มาว่าทุกวันนี้เราทำอะไรเราทำสุดจริงๆ สุดจนกระทั่งถ้ามันเฟลเราก็ยอมรับได้ เราไม่เสียใจ เราทำสุดแล้ว”

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นและทำให้เกิดจุดเปลี่ยนคือเขาพร้อมปรับตัวเสมอ-หากการปรับและเปลี่ยนพาร้านให้ก้าวไปข้างหน้า

จากวันแรกที่ตั้งใจขายรองเท้าเพียงแบรนด์เดียวคือ Converse ประเทศไทย อันเป็นที่มาของชื่อร้าน ‘Converse Carnival’ เขาเปลี่ยนเกมมานำเข้า Converse จากต่างประเทศเพื่อสร้างความน่าสนใจและความแตกต่าง ก่อนจะขยับขยายกลายเป็นร้าน Multibrand อย่างทุกวันนี้

“ตอนแรกเราเปิดร้านเพื่อขายคอนเวิร์สไทย แต่พอเปิดไป 6 เดือนเราเริ่มเข้าใจว่ามันไม่ใช่ทางที่เราจะไป เราก็เขยิบไปขายคอนเวิร์สต่างประเทศที่นำเข้ามา จนกระทั่งพอผ่านไปปีหนึ่งคอนเวิร์สไทยเราไม่ขายแล้ว แต่มันก็นำพาเราไปสู่จุดอื่นที่มันไกลกว่านั้น

ปิ๊น Carnival

ในการทำธุรกิจมันมีโอกาสที่แบรนด์คุณจะเติบโต หรือความคิดคุณมันเปลี่ยนระหว่างทางได้ หรือมันมีก้าวที่พัฒนาไปในจุดที่มันดีกว่าก็ได้ ก็เหมือนร้าน CARNIVAL อย่างที่บอกว่าหลักยึดมั่นของเราตั้งแต่วันแรกคือเราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง เราต้องเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำ ซึ่งการเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำเราจะขายแค่แบรนด์เดียวไม่ได้ มันก็เลยทำให้จุดมุ่งหมายการเดินทางของเรามันนำไปสู่เป้าหมายที่ว่า ซึ่งเป้าหมายตรงนั้นก็ยังคงอยู่ทุกวันนี้ ทุกอย่างที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การถ่ายภาพสินค้า การสื่อสารกับลูกค้า ทุกอย่างมุ่งไปที่เป้าหมายนั้นหมดเลย”

จากวันแรกที่มีลูกค้าเข้าร้าน ‘คนสองคน’ อย่างที่เขาว่า ทุกวันนี้ร้านเขามีลูกค้าแวะเวียนเข้าร้านตลอดทั้งวันและกลายเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึง

“ตั้งแต่เปิดร้านมาวันที่ลูกค้าเยอะที่สุดก็น่าจะเป็นวันนี้มีการเข้าคิวซื้อรองเท้านี่แหละ น่าจะมีห้าหกร้อยคนภายในวันเดียว วันนั้นขายรองเท้าไป 1,500 คู่”

3.

ผมเป็นคนที่คิดเรื่องเงินน้อยมาก”

ไม่แปลกถ้าสื่อต่างๆ จะพยายามถอดบทเรียนทางธุรกิจจากชายผู้นี้ แต่จากบทสนทนาที่เราคุยกัน ผมกลับรู้สึกว่าเขาไม่ใช่นักธุรกิจในนิยามของนักธุรกิจที่เราเข้าใจ

เขาไม่มีเทคนิควิธีการทำการตลาดแสนซับซ้อนมาแชร์ หากมีเพียงแต่การตลาดแสนจริงใจมาแบ่งปัน

เมื่อก่อนตอนเป็นผู้ซื้อโหยหาอะไร อยากได้อยากเห็นอะไร-ก็ทำอย่างนั้น

“ผมเรียนรู้จากการที่เราเป็นคนที่บ้าคลั่งในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราบ้าในการซื้อสินค้า ตั้งแต่เด็กเราเล่นเกม เราสะสมของเล่น เราซื้อของ เรารู้ว่าผู้บริโภคเวลาซื้อของเขาอยากได้กล่องสวยนะ เขาอยากได้ของลิมิเต็ดนะ เขาอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่ดูมีคุณค่านะ เพราะฉะนั้นมันคือประสบการณ์เราตั้งแต่เด็ก จากการเป็นผู้บริโภคนี่แหละ แล้วเราใช้ประสบการณ์จากการเป็นผู้บริโภคมาทำแบรนด์ของเราเอง

ผมมองว่าร้านหรือแบรนด์มันคือคน แบรนด์ CARNIVAL คือผม คือตัวตนของผมที่จะสื่อออกไป เราเป็นคนสนุกสนาน ชอบช้อปปิ้ง ชอบรองเท้า รักแฟชั่น นี่คือตัวตนที่สื่อความเป็น CARNIVAL เพราะฉะนั้นสินค้าที่มาวางขายที่นี่จะได้รับความเป็นตัวตนของเราไป ด้วยวิธีการนำเสนอ วิธีการพูด วิธีการถ่าย Lookbook วิธีการทำวิดีโอ วิธีการวางสินค้า

อย่างที่เขาว่า, ความแตกต่างของ CARNIVAL กับร้านรองเท้าอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดคือการสื่อสารถึงสินค้าในร้านอย่างผู้รู้และดูออกว่ามีแพสชันกับสิ่งที่กำลังขาย หาใช่พ่อค้าที่รับมาขายไปเพื่อหวังกำไรเพียงอย่างเดียว

ปิ๊น Carnival Carnival

“ผมเป็นคนที่คิดเรื่องเงินน้อยมาก” ปิ๊นบอกผมอย่างนั้นระหว่างผมชวนคุยเรื่องวิถีการสร้างแบรนด์

ซึ่งคำว่า ‘คิดเรื่องเงินน้อยมาก’ ในความหมายของเขาเป็นคนละความหมายกับการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่คิดหน้าคิดหลัง หากแต่มันหมายถึงการไม่ให้ตัวเลขกำไรมาเบียดเบียนลดทอนคุณภาพของงานที่ตัวเองอยากเห็น อยากพาไปให้ถึง

“มันอาจจะดูว่าพูดสวยหรูนะ แต่ว่าตั้งแต่เปิดร้านวันแรกมาถึงวันนี้ เรื่องเงินเป็นส่วนที่ผมคิดน้อยมากเลย ยกตัวอย่างผมเสียค่าถ่าย Lookbook กับการถ่ายวิดีโอคอลเลกชันที่คอลแลบกับ Star Wars ไป 3 แสน ผมตกลงที่จะถ่ายก่อนที่ผมจะคำนวณด้วยซ้ำว่าคอลเลกชันนี้ผมจะกำไรเท่าไหร่ ผมไม่เคยมานั่งคิดว่าจ่ายเป็นแสนแล้วพอหักจากกำไรค่าขายเสื้อผ้าแล้วผมจะเหลือกำไรเท่าไหร่ บริษัทอื่นเขาอาจต้องคิด เขาอาจต้องวางแผนก่อนว่าคุณโปรโมตหรือจะทำสิ่งเหล่านี้แล้วสุดท้ายคุ้มเงินมั้ย”

Carnival

“แล้วถ้าให้ย้อนมอง สิ่งที่คุณเลือกทำมันคุ้มมั้ย” ผมชวนเขาทบทวน

“สำหรับเรา ผมมองมันเป็นการสร้างแบรนด์ แล้วผมว่ามันคุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไป เพราะทุกวันนี้คนก็มองภาพแบรนด์ CARNIVAL จากสิ่งที่เราทำนั่นแหละ เราลงทุนไปถ่าย Lookbook เรานำเสนอแบรนด์ เราทำ collaboration กับต่างประเทศ ทุกๆ อย่างมันนำไปสู่คำตอบแรกที่เราบอกว่าเราอยากให้คนมองว่าร้านเราเจ๋ง มันอาจเป็นส่วนที่ทำให้เรากำไรน้อยลง แต่มันส่งเสริมให้แบรนดิ้งของเราดีขึ้น เมื่อแบรนดิ้งดีขึ้น ภาพลักษณ์ดีขึ้น สินค้าอื่นๆ ของเราก็ขายได้

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมเคยเล่าคือช่วงแรกที่เปิดร้าน เราวางขายคอนเวิร์สรุ่น Mamafaka ร้านเราได้มา 100 คู่ แต่ ณ ตอนนั้นมีคนมาต่อคิวที่หน้าร้านประมาณ 150 คนแล้ว หรือถึง 200 คนด้วยซ้ำ ถือเป็นรุ่นแรกที่มีคนมาต่อคิวที่ร้านเรา ตอนนั้นเราอยากให้คนได้ของจากร้านเราเยอะที่สุด แต่เราก็ไม่รู้จะทำยังไง

“ตอนนั้นผมรู้ว่ารองเท้ารุ่นนี้มันมีขายที่ร้านอื่นด้วยแต่คนไม่รู้ เช่นที่ร้านคอนเวิร์สสาขาที่อยู่ในสยามหรือโตคิว เพราะเมื่อก่อนคอนเวิร์สเขาไม่ทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก สิ่งที่ผมตัดสินใจทำก็คือ ผมเดินไปเพื่อไปซื้อราคาเต็มที่โตคิว แล้วเอามาใส่เป็นสต็อกร้านเราเพื่อขายให้ลูกค้าในราคาเท่าเดิม เราไม่ได้กำไรเลย แต่สิ่งที่เราได้คือลูกค้ารู้ว่าที่นี่มีของเยอะ เราคิดแค่นั้น

“เราไม่จำเป็นต้องกำไรเป็นเงิน เรากำไรจากการที่คนคิดว่าร้านเราเจ๋ง ร้านเราดี แค่นั้นเลย”

4.

สิ่งที่เราทำมันเป็นบันไดให้เราขึ้นมาถึงได้ทุกวันนี้”

ในแต่ละวงการย่อมมีหมุดหมายสูงสุดที่ตัวละครต่างๆ ในวงการนั้นอยากพาตัวเองไปให้ถึงฝั่งฝัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าเป็นนักฟุตบอล อาจขอให้ได้ไปสัมผัสการแข่งขันฟุตบอลโลกสักครั้ง หรือถ้าเป็นเชฟ อาจขอให้ได้รับเลือกเป็นเชฟมิชลิน 3 ดาว

ในวงการร้านสนีกเกอร์ทั่วโลกก็มีหมุดหมายที่เป็นคล้ายความฝันของผู้ก่อตั้งร้านทุกคน คือการได้รับการคัดเลือกเป็นร้านระดับสูงสุดของทั้งฝั่ง adidas และ Nike สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลก

ซึ่งท่ามกลางร้านรองเท้าหลักพันหลักหมื่นร้านทั่งโลก มีร้านไม่ถึงหลักร้อย ที่สามารถไปถึงฝั่งฝันนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นร้านที่อยู่ในประเทศซึ่งวงการสตรีทแฟชั่นแข็งแรง อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป

KITH, Undefeated, Patta, Footpatrol, Mita Sneakers, Solebox, JUICE ฯลฯ คือตัวอย่างรายชื่อร้านสนีกเกอร์ระดับโลกที่สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ว่า โดยร้านที่ได้รับคัดเลือกนี้จะได้รับสิทธิ์ในการวางขายผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญ

และหนึ่งในข่าวใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการสนีกเกอร์เมืองไทยในช่วงต้นปีนี้ คือการที่ CARNIVAL ได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ adidas ให้เป็นหนึ่งในร้านระดับสูงสุดหรือที่เขาเรียกว่า ‘adidas Consortium’ เคียงข้างร้านดังระดับโลก

Carnival Carnival

“ยากเหมือนทีมชาติไทยได้ไปบอลโลก”

ผู้ก่อตั้งร้าน CARNIVAL บอกอย่างนั้นเมื่อผมชวนคุยถึงความสำเร็จล่าสุดของร้าน “ณ ตอนที่เราเริ่มต้นทำร้านเราคิดอยู่แล้วแหละว่าเราอยากได้ แต่แบรนด์เขาเคยบอกผมเหมือนกันว่าขนาดที่ญี่ปุ่นมี 8 ร้านยังโดนลดเหลือ 5 ร้านเลย คือขนาดญี่ปุ่นที่ประเทศเขาแข็งแรงกว่าเราในเรื่องนี้คูณไป 20 เท่ายังโดนลดจำนวนเลย ผมเลยมองว่าโอกาสที่เราจะได้มันยากมาก

“ผมเองมองว่าโอกาสที่จะได้มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แล้วผมเชื่อว่าถ้าคุณสร้างแบรนด์ใหม่ ณ ตอนนี้ ผมว่าอีก 5 ปี 10 ปีก็ยากมากที่จะได้ เพราะมันอยู่ที่จังหวะเวลาและนโยบายของทางแบรนด์ด้วย อย่างปีนี้ที่เราได้ ทั้งโลกมีที่ว่างเพียงตำแหน่งเดียว adidas เขาจะรับแค่ร้านเดียวในปีนี้ ซึ่งคุณต้องแข่งกับตัวเลือกประเทศอื่นอีกไม่รู้กี่ร้อยประเทศ แล้วมันไม่ใช่การส่งรายชื่อไปด้วยนะ คือเขาไม่ได้มีการประกาศรับสมัคร มันมาจากการที่แบรนด์เขามองเห็นเราเอง แล้วประเทศไทยคือประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในแผนที่โลก มองง่ายๆ ร้านในยุโรปอีกกี่ประเทศ แต่เขาเลือกเรา”

“คิดว่าอะไรทำให้เขาเลือกร้านในประเทศเล็กๆ อย่างที่คุณว่า” ผมถาม

“ผมคิดว่าเขาดูแบรนด์ดิ้ง เขาดูการนำเสนอของร้าน ว่าถ้าเขาเอาสินค้ามาวางขายที่ร้านคุณ ภาพลักษณ์ของแบรนด์เขาจะเป็นยังไง เหมาะสมมั้ยกับการที่ร้านคุณจะได้รับประกาศว่าเป็น Consortium คล้ายการได้รับประกาศเป็นเชฟมิชลินเหมือนกัน ถ้าสมมติมิชลินซี้ซั้วให้ 3 ดาวกับใครไม่รู้ ถ้าคนไปกินแล้วห่วย สุดท้ายมันก็เสียภาพลักษณ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องมองว่าภาพลักษณ์ของเราเป็นยังไง Position ของเราอยู่ตรงไหน ณ ตอนนี้

คือสินค้าลิมิเต็ดต่างๆ คุณไปตั้งขายที่ข้างถนนก็ขายได้ ขายตรงไหนก็ขายได้ เพราะตัวสินค้ามันขายได้อยู่แล้ว แต่การที่คุณผลิตสินค้าอย่างหนึ่งขึ้นมา คุณจะไปวางขายที่ไหนก็สำคัญ เพราะมันส่งผลถึงภาพลักษณ์ของสินค้าของคุณ ซึ่งถ้าเป็นคุณ คุณก็ต้องเลือกที่ที่ดีที่สุดถูกไหม ซึ่งแบรนด์เขามองว่าสถานที่ดีที่สุดในการขายคือ CARNIVAL เขาถึงเลือกเรา

อนุพงศ์ คุตติกุล

“เพราะฉะนั้น มันเป็นความภูมิใจของเราที่สิ่งที่เราทำทุกอย่างมา ที่ผมถ่าย Lookbook ไปเป็นแสน ที่ผมทำ Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก เช่น Bearbrick หรือ G-Shock มันคือบันไดที่ต่อยอดไปสู่สิ่งที่เราไม่มีวันรู้เลยว่าวันนึงมันจะกลายเป็นอะไร แต่ทุกอย่างมันเป็นบันได้ให้เราก้าวขึ้นมาถึงทุกวันนี้ได้”

แล้วการที่ร้าน CARNIVAL ได้รับขยับเป็นร้านระดับสูงสุดครั้งนี้จะเปลี่ยนวงการสนีกเกอร์เมืองไทยไปอย่างไรบ้างไหม-ผมถามคำถามท้ายๆ ก่อนเราแยกย้ายจากกัน

“หลังจากนี้คนไทยจะมีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่เจ๋งขึ้น ไม่ต้องหิ้วจากต่างประเทศอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องซื้อรีเซลล์อีกต่อไปแล้ว บางคนที่เขารอคอยมาเป็นสิบปีว่าอยากให้เมืองไทยมีซีรีส์เหล่านี้ขาย มีคอลเลกชันเหล่านี้ขาย เรามีขายแล้ว มันเหมือนเราได้เติมเต็มความฝันของเขา

“อีกอย่างคือเป็นความภูมิใจหรือเป็นมิชชันที่เราพยายามจะทำมาตลอด ตั้งแต่วันแรกเราพยายามพูดกับแบรนด์มาตลอดว่าประเทศไทยเจ๋งนะ ประเทศไทยเวลาบ้าอะไรเราบ้าสุดนะ เพราะฉะนั้นเวลาผมไปต่างประเทศ หรือไปพูดกับแบรนด์ ผมจะพยายามบอกตลอดว่า Culture ของสนีกเกอร์ในไทยมันไปไกลกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคแล้วนะ ผมพยายามพรีเซนต์ประเทศตัวเอง แล้วในขณะเดียวกัน คนในวงการก็พยายามช่วยกันสื่อสารเหมือนกันว่าคุณต้องมองประเทศไทยแล้วนะ พอเราได้รับตำแหน่งนี้ก็เหมือนเราเป็นทีมชาติไทย เราสามารถพรีเซนต์ประเทศไทยให้เขาเห็น และวันนี้เขายอมรับแล้ว”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ผมไม่แน่ใจว่าจะนิยามสิ่งที่ชายคนนี้ทำด้วยคำใดดี ระหว่างหาญกล้า หรือบ้าบิ่น

กับการที่ใครสักคนในวัย 33 มีหน้าที่การงานมั่นคง มีตัวตนในวงการที่ตัวเองอยู่อาศัย ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่ว่ามาเพื่อบินไปทำตามความฝันความเชื่อ หรือเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็ได้ว่า เขาบอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวก

ชายผู้นี้มีหมวกมากกว่า 1 ใบในชีวิต ผมหมายถึงทั้งหมวกในความหมายของเครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่ง และหมวกในความหมายของบทบาทที่รับผิดชอบ

ผมรู้จักชายหนุ่มผู้นี้ครั้งแรกในฐานะดีเจที่ใช้นามแฝงว่า ‘DJ Supersonic’ พบเห็นเขาตามงานปาร์ตี้สุดเก๋ยามราตรีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยทักทายเป็นการส่วนตัว ถึงอย่างนั้นผมก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งบนหัวของเขาจะมีหมวกสวมอยู่ อาจจะเปลี่ยนรูปทรงไปบ้างตามแต่วาระและโอกาส แต่หัวของเขาไม่เคยเว้นว่างแม้แต่วันเดียว

อาจกล่าวว่าผมไม่เคยเห็นทรงผมที่แท้จริงของเขาก็ไม่ผิดนัก

ความคลั่งไคล้หมวกของชายผู้นี้พัดพาให้ผมมาพบเขาอีกรอบในโลกออนไลน์ เมื่อเจอเพจที่ชื่อ Cult & Cut ซึ่งเป็นเพจที่เขาสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องหมวกล้วนๆ แบบลึกๆ และจากการนัดพบเจอกันทำให้ผมรู้ว่าอีกไม่กี่วันเขาจะไปอยู่นิวยอร์กปีครึ่งเพื่อเรียนทำหมวก ซึ่งกว่าที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะเผยแพร่ เขาคงอยู่ที่ใดสักแห่งในนิวยอร์ก

การพบกันของเราครั้งนี้ที่คอนโดมิเนียมย่านทองหล่อของเขาค่อนข้างแปลก เมื่อมันไม่ใช่ยามค่ำคืนและไม่มีเสียงดนตรีที่เขาเปิดคลอเคล้าบรรยากาศอย่างที่คุ้นเคย แต่ที่เหมือนเดิมเช่นทุกครั้งคุณเองก็คงพอเดาได้

ใช่, เขาสวมหมวกเดินลงมารับ

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 1 : คนชอบหมวก

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือหมวกหลักสิบใบที่กองอยู่บนโซฟากลางห้อง นี่เป็นหมวกเพียงส่วนหนึ่งที่เจ้าบ้านคัดมาให้ผู้มาเยือนอย่างผมได้เห็นเป็นบุญตา

“บางคนอาจจะมองว่ามันต้องมีหมวกเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งอันนี้ก็ตอบยากเหมือนกัน” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อผมถามว่าหมวกเยอะขนาดนี้เคยมีคนทักท้วงไหมว่าจะมีไปทำไมเยอะแยะ หัวก็มีหัวเดียว

“ผมว่าสำหรับคนสะสมของ ง่ายที่สุดเลยมันคือความสุข บางคนอาจจะมองว่ากิเลสเยอะหรือเปล่า ก็จริงครับ เถียงไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้ผมรู้สึกมีความสุขในการทำงาน คนส่วนใหญ่อาจจะแฮปปี้ที่ทำงานได้เงิน แต่สำหรับผม บางงานจ้างผมไปเล่นแค่ให้หมวกผมสวยๆ สักใบผมก็โอเคแล้วนะ”

ชายหนุ่มหัวเราะสดชื่นเมื่อจบประโยค ในขณะที่ผมไล่สายตาดูหมวกที่บางใบก็รูปทรงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ในขณะที่บางใบก็รูปทรงแปลกตาชนิดนึกภาพตัวเองสวมใส่ไม่ออก

“หมวกสำหรับคุณสำคัญยังไง ทำไมทุกครั้งที่พบกันเราจะเห็นมันอยู่บนหัว” ผมถามในสิ่งที่ค้างคามาตั้งแต่ก่อนพบเจอ

“มันยังไม่เชิงว่าเป็นอวัยวะ แต่มันเหมือนทรงผม สมมติให้ผมไปตัดผมทรงโมฮอว์ก หรือตัดทรงอะไรประหลาดๆ ผมก็คงเขินตอนเดินออกจากบ้าน ซึ่งผมเป็นคนซีเรียสเรื่องหมวกอย่างนั้นเลย ผมรู้สึกว่ามันเหมือนทรงผมของเรา มันเป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่เราต้องใส่ออกมาทุกวัน มันก็เป็นเหมือนเสื้อผ้า เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัว แต่ด้วยความที่ผมใส่มาเป็นสิบปี พอวันไหนไม่ใส่ก็จะรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ใส่กางเกงในหรือเปล่าวะเนี่ย คือมันจะรู้สึกแปลกๆ เขินๆ ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผมไปแล้ว

“หมวกมันเป็นเครื่องหัวอย่างหนึ่งที่บอกคาแรกเตอร์ มันสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง ในนิทานพระราชายังต้องมีมงกุฎเลย นักกีฬาก็มีหมวก เราเห็นแล้วรู้คาแรกเตอร์ชัดว่าใครเป็นยังไง ถ้าพูดในแง่แฟชั่น มันเป็นชิ้นส่วนที่ปะทะตาอันดับแรกเลยก่อนทั้งตัวเลย เพราะเรามองหน้าปุ๊บก็จะเห็นทันที”

จริงอย่างที่เขาว่า หมวกของเขาปะทะสายตาทันทีที่เราพบกัน แม้ยามสนทนากันก็เป็นเช่นนั้น ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเคยรู้สึกว่าหมวกจะมีความพิเศษใดๆ จนกระทั่งได้ฟังเขานั่งเล่าและเห็นแววตาของเขาขณะเล่า

บางสิ่งมันคงพิเศษเฉพาะเมื่ออยู่ในการครอบครองของคนที่มีสายตาพิเศษสำหรับมองเห็นความพิเศษนั้น-เท่านั้น

“เมื่อไหร่กันที่คุณเริ่มรู้สึกว่าหมวกเป็นสิ่งพิเศษจนคิดเก็บสะสม” ผมถามท่ามกลางหมวกที่รายล้อม ซึ่งผมเดาว่าหากพวกมันมีชีวิตคงอยากรู้คำตอบเช่นเดียวกัน

“เมื่อก่อนผมจะซื้อเฉพาะหมวกที่เราจะใส่ จนมีช่วงหนึ่งที่ไปญี่ปุ่นบ่อย แล้วไปเจอหมวกที่สวยมากแต่มันไม่เข้ากับหัวเราเลย ผมก็คิดว่าเสียดายเงินถ้าซื้อมาแล้วไม่ใส่ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า แล้วมีอยู่วันนึง แต่ผมจำไม่ได้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ แต่จำความรู้สึกนั้นได้ ตอนนั้นผมอยู่ในแกลเลอรี่ แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าของทุกชิ้นมันก็เหมือนงานศิลปะนะ เหมือนเวลาเราซื้อรูปเพนติ้งกลับมา นั่นคือการที่เราชื่นชอบศิลปิน เราก็เลยซื้องานเขามาเก็บไว้ ซึ่งเราก็เอามาใส่ไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นมันก็คงไม่แย่มั้งถ้าเราจะซื้อหมวกมาแล้วใส่ไม่ได้ มันก็คงเหมือนงานศิลปะ ก็เลยรู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นว่าเริ่มเก็บดีกว่า”

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 2 : คนทำเพจหมวก

…ตลอดระยะเวลาที่ผมซื้อหมวกและใส่หมวกมาเป็นสิบๆ ปี ผมไม่เคยมานั่งนับเลยว่าตอนนี้มีกี่ใบ หมดกับมันไปเท่าไหร่ แต่กลับกัน มันเหมือนบันทึกความทรงจำที่บอกว่าแต่ล่ะใบที่ได้มานั้น ตอนนั้นอยู่ที่ไหน ทำอะไร ได้มาได้อย่างไร…

ในบทความชิ้นแรกของเพจที่อธิบายที่มาที่ไป ชายหนุ่มผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและแอดมินเพจเขียนไว้อย่างนั้น

อย่างที่เขาว่า หมวกทุกใบสำหรับเขามีเรื่องราว

หมายถึงทั้งเรื่องราวเบื้องหลังการได้มาและเรื่องราวในเชิงประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องราวในเชิงแฟชั่นและฟังก์ชัน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นคือที่มาของเพจ Cult & Cut ที่เขาตั้งใจใช้เป็นพื้นที่ในการแชร์เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหมวก

“ผมเป็นแค่คนชอบ เราไม่ใช่เซียน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพจนี้จะเป็นเพจที่เราจะเรียนรู้ไปพร้อมคนอ่าน คือผมไม่ได้บอกว่าจะเอาองค์ความรู้ทุกอย่างของผมมาเล่าให้ฟัง แต่ว่าผมจะเอาบางเรื่องที่ผมเพิ่งไปเจอมามาเล่า ตอนนี้ก็มีมิชชันแล้ว แทนที่เวลาสงสัยเราจะคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปหาข้อมูลตอนนี้เรารู้สึกว่าเรามีเรื่องต้องแชร์ให้คนอ่านแล้ว เราจะได้ทำการบ้านไปในตัว ซึ่งน่าจะสนุกสำหรับผมด้วย

“เรื่องหมวกมันกว้างมาก เราหยิบยกเรื่องมาพูดได้เยอะมาก มันไม่จำเป็นต้องเป็นหมวกแฟชั่น มันอาจจะเป็นหมวกกันน็อกก็ได้ อย่างที่ผมเขียนไว้ในเพจ มันเป็นวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวตั้งแต่ในสงครามยันรันเวย์ หมวกอยู่กับคนมานานมาก มักจะมีคนบอกผมว่า หมวกไม่ใช่วัฒนธรรมคนไทย ซึ่งก็จริง หมวกเป็นวัฒนธรรมฝรั่งสมัยก่อน แต่ลองมองดูรอบๆ ตัวดีๆ ผมว่าคนใส่หมวกเยอะมากนะทุกวันนี้ คนขายหมูปิ้งก็ใส่หมวก คนงานก่อสร้างก็ใส่หมวก ทุกคนใส่หมวกหมด แต่แค่เราอาจจะไม่ได้สนใจ”

เล่าถึงตรงนี้เขาก็แอบเล่าถึงเรื่องๆ หนึ่งที่กำลังจะเขียน ว่าด้วยเรื่องงอบของชาวนา ซึี่งจากการรีเสิร์ชทำให้เขาค้นพบข้อมูลสนุกสนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของคำที่ใช้เรียกในแต่ละพื้นที่ หรือสถานะของหมวกชนิดนี้ในนานาประเทศ แค่ฟังทีเซอร์ผมก็อยากอ่านเต็มทีแล้ว

ว่าแต่ทำไมเราต้องรู้เรื่องหมวก ทำไมคนทั่วไปต้องสนใจมัน-ผมสงสัย

“จริงๆ มันไม่ใช่แค่หมวก หลายอย่างในชีวิตประจำวันมันมีเรื่องราว แต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจ อย่างหมวกนี่อยู่เหนือคิ้วขึ้นไปนิดเดียวเองนะ เราใส่กันตั้งแต่เด็ก ถ้าถามถึงหมวกใบแรกบางคนอาจจะจำไม่ได้ว่าพ่อแม่เคยซื้อให้ เราอยู่กับมันมาโดยไม่รู้ตัว ผมมองว่ามันใกล้ชิดกับเรามาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ไอเทมที่จะอยู่กับเราทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากจะแชร์แพสชันตรงนี้ด้วย

“บางทีมันน่าจะเป็นประตูทำให้ผมไปเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน และทำให้คนที่ชอบอะไรเหมือนกันได้เจอกัน นี่คือสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับผม”

ซึ่งแน่นอนว่า แม้ผมจะไม่ได้ชอบหมวกเช่นเขา แต่มันก็ทำให้เราโคจรมาเจอกัน

เป็นการเจอกันก่อนที่ไม่กี่วันเขาจะก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 3 : คนทำหมวก

ตอนนี้เขาอายุ 33 ปี

เราคาดหวังสิ่งใดจากคนในวัยนี้ มีหน้าที่การงานมั่นคง ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว มีเงินเก็บจำนวนหนึ่งพอที่จะไว้ใช้รักษาเนื้อรักษาตัวในวันข้างหน้า

ชายผู้นี้ทำตรงกันข้ามแทบทั้งหมด

เมื่อความบ้าหมวกเข้าเส้น ปีที่ผ่านมาเขาตัดสินใจใช้เงินเก็บที่มีหมดไปกับการบินไปอยู่ที่นิวยอร์ก 6 เดือนเพื่อหาความเป็นไปได้ในการสร้างแบรนด์หมวกของตัวเอง และการไปอยู่ในบ้านเมืองที่วัฒนธรรมหมวกแข็งแรงทำให้ภาพเลือนรางในหัวของเขาเริ่มชัดเจน เขาใช้เวลาในแต่ละวันเข้าออกร้านหมวกในมหานครแห่งแฟชั่น

“ตอนไปนิวยอร์กรอบแรก ผมอยากไปดูว่ามีตลาดหรือเปล่า แล้วเราจะอยู่ได้มั้ย เรื่องตลาดผมไปดูแล้วเห็นคนใส่หมวกโคตรเยอะเลย ผมไปร้านหมวกทุกร้านในนิวยอร์ก ถือเป็นภารกิจประจำวันของผม ไปดูหมวก ไปคุยกับเจ้าของร้าน ลามถึงขั้นไปดูโรงงานที่ทำ มีอยู่ร้านนึงผมเดินเข้าไปคุยกับเขา แล้วผมแอบมองทะลุม่านไปเห็นเขาผลิตกันในนั้น ก็เลยถามเขาว่าที่นี่เป็นโรงงานหมวกเหรอ เขาบอกว่าใช่ เป็นโรงงานที่อายุเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เราก็ตาโต บอกเขาว่าเราชอบหมวกมากเลย มาจากเมืองไทย เขาก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่าอยากเข้าไปดูมั้ย แล้วเขาก็พาเข้าไป

“พอเข้าไปดูข้างใน บรรยากาศมันขลังมาก คือหมวกพวกนี้ฝรั่งเขามีวัฒนธรรมกันมาก่อน โรงงานในนิวยอร์กจึงมีแค่ 2 ประเภท คือโรงงานเก่าที่ยังอยู่ได้ กับเป็นโรงงานที่คนรุ่นใหม่อย่างผมไปเทกโอเวอร์โรงงานเก่ามา เพราะฉะนั้น อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เขาใช้ในโรงงานอายุเป็นร้อยปีเกือบหมด ไม่ว่าจะโมที่ใช้ซึ่งเป็นไม้แกะสลักที่เขาตกทอดกันมา บ้านเรามันไม่มีโรงงานอย่างนั้น ถ้าเราอยู่เมืองไทยเราไม่รู้จะไปหาความรู้แบบนี้จากไหน หมวกผ้าเราอาจจะหาโรงงานเย็บได้ หาครูให้เราได้ แต่ครูที่จะสอนการทำหมวกแบบนี้ต้องเป็นที่นิวยอร์กจริงๆ”

และนั่นทำให้ชายวัย 33 ตัดสินใจออกผจญภัยบนเส้นทางที่เขาเองก็ไม่รู้ไม่เห็นปลายทาง

แม้จะดูเข้าใจยากเพียงใด แต่เขาก็มีคำตอบให้ตัวเองชัดเจนว่าไปทำไม แต่ที่ยากคือคำตอบที่ต้องอธิบายกับคนรอบข้างซึ่งมองด้วยสายตาที่มีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ

“ผู้ใหญ่บางคนเขาก็ถามผมว่า อะไรนะ ไปเรียนทำหมวก แล้วกลับมาจะทำอะไร คือมันเสี่ยงมาก แล้วผมไม่เคยเรียนตัดเย็บมาก่อน ผมแค่ชอบแฟชั่น แต่นี่ผมกำลังจะเข้าไปสู่อุตสาหกรรมที่จริงจังแล้ว เรากำลังจะเข้าไปอยู่ในหมวดที่ลงแล้วถอยไม่ได้แล้ว เราเอาเงิน เอาทุกอย่าง ลงทุนเวลา อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว เพื่อที่จะไปเรียนทำหมวก ซึ่งเอาจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ผมกลัวมากตอนนี้ด้วยซ้ำ เป็นความกลัวที่น่าจะใหญ่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเราต้องถอย ผมแค่คิดว่าเราต้องทำให้สุด มนุษย์ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน แต่ความบ้าไม่เท่ากัน ความรักไม่เท่ากัน แพสชันไม่เท่ากัน ผมว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่นับเรื่องเงินทอง มันคือเรื่องของใจ อันนี้เป็นสิ่งที่เรารักมาก เลยคิดว่าน่าจะลองกับมันสักทีนึง”

“แล้วอธิบายกับคนรอบข้างยังไงเวลาเขาถาม” ผมย้อนถาม

“ผมมี 2 คำตอบ คำตอบแรกคือยิ้ม เพราะว่ามันอธิบายยาก ถ้าเขาไม่เข้าใจแพสชัน เขาก็จะมองแล้วว่าบ้าหรือเปล่า ลาออกจากงาน ทิ้งทุกอย่างไปเรียนทำหมวก แล้วทำไปขายใคร ใครใส่ คือผมก็เข้าใจนะว่ามันยังไม่มีใครใส่ เราก็ยังอยากนำเสนอสิ่งนี้ วัฒนธรรมมันมีวันแรกของมันในการกำเนิด ถ้ามองย้อนกลับไปทุกเรื่องราวมีวันแรก ใช่ วันนี้บ้านเราอาจจะยังไม่มีวัฒนธรรมการใส่หมวก แต่เราสตาร์ทวัฒนธรรมได้ ในความคิดผมอีก 20 ปีให้หลัง มันอาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมของเราแล้วก็ได้

“ส่วนอีกคำตอบนึง คือผมบอกไปเลยว่าผมอยากทำสิ่งที่ผมรัก ย้อนกลับไปตอนผมเรียนศิลปะเพื่อจะเอนทรานซ์เข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ พี่ติวเขาเคยถามผมว่า มึงแน่ใจใช่มั้ยว่าจะเรียน เพราะคนที่ชอบกับคนที่ทำไม่เหมือนกันนะ คนที่ชอบแต่งตัวไม่ใช่ว่าจะดีไซน์เสื้อผ้าได้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะข้ามเส้นนั้นไปได้ ข้ามเส้นจากคนชอบไปสู่คนทำ คำถามนี้แหละอยู่ในหัวผมมาตลอด ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า ผมบ้าพอที่จะพัฒนาเป็นคนทำหรือเปล่า หรือที่จริงผมแค่ชอบซื้อ ซึ่งวันที่ผมไปอยู่ที่นั่น ผมรู้ตัวแล้วว่าระดับความอินมันเลยคนซื้อไปแล้ว เราอยากไปสู่กระบวนการผลิต การขาย การสร้างแบรนด์แล้ว ก็เลยคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียน

“ซึ่งน่าจะเป็นโค้งท้ายๆ ของผมแล้วที่จะไปเรียนได้ ตอนแรกผมเกือบไม่ไปแล้วเหมือนกัน จนได้คุยกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า จำได้เลยวันนั้นนั่งกินเบียร์กัน พี่ตุลย์บอกว่า ‘มึงไป เชื่อกู คนเราแต่ละช่วงอายุไม่เหมือนกันนะ มึงไปตอนอายุ 20 ก็เป็นแบบนึง มึงไปตอนนี้ก็เป็นแบบนึง ถ้ามึงแต่งงานแล้วมีเมียมีลูก หรือวันที่มึงรวยแล้วมึงไป ก็จะไม่ใช่แบบนี้นะ ไทม์มิ่งตอนนี้คือไทม์มิ่งท้ายๆ แล้วของความเป็นวัยรุ่น ถ้าไปก็ต้องตัดสินใจไปเลย’ เราก็คิดว่าจริง บางคนเขาบอกว่า เดี๋ยวรอมีเงินก่อนค่อยไป ถึงเวลานั้นผมว่ามุมมองชีวิตผมก็อาจจะเป็นอีกแบบแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้าจะไปต้องไปแล้ว”

และอย่างที่ว่าไว้, ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ตอนนี้ผมกำลังเฝ้ารอ 2 อย่าง

หนึ่ง-เฝ้ารออ่านคอนเทนต์เกี่ยวกับหมวกในเพจ Cult & Cut

สอง-เฝ้ารอชมหมวกแบรนด์ Attack and Release ของเขา

“แบรนด์หมวกของคุณจะต่างจากแบรนด์อื่นๆ ยังไงคิดไว้หรือยัง” วันนั้นผมถามทิ้งท้ายก่อนจากเขามาโดยไม่ได้ไปส่งที่สนามบิน

“เรื่องทรงคงฉีกกันยาก เพราะว่าหมวกก็ถูกพัฒนาจากทรงไม่กี่ทรง แต่สิ่งที่ต่างน่าจะเป็นเรื่องรายละเอียด เพราะว่าเราเป็นคนบ้าดีเทล เพราะฉะนั้นหมวกผมทุกใบจะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันแม้จะเป็นหมวกทรงเดียวกัน

“บางคนเคยถามผมว่า มันจะมีคนเห็นเหรอ พวกรายละเอียด ซึ่งผมชอบบทสัมภาษณ์นึงของ Daft Punk มาก ตอนนั้นที่ทำอัลบั้มใหม่เขาใช้ไมโครโฟน 2 ตัว ไมโครโฟนตัวนึงทำในยุค 80 ไมโครโฟนอีกตัวนึงทำในยุค 70 เพลงที่ดนตรีไดเรกชันไปทางดิสโก้เซเวนตี้เขาจะใช้ตัวที่ทำในยุค 70 อัด ส่วนเพลงที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกเขาจะใช้ไมค์อีกตัวอัด ซึ่งจำได้เลย ตอนนั้นพิธีกรถามว่า ‘ใครฟังออก’ ผมเองก็ฟังไม่ออก มันต่างกันยังไงวะ ไมโครโฟน 2 ตัว

“ซึ่งเขาตอบสั้นๆ เลยว่า ‘เขาฟังออก’ มันจบเลย จริง  ถึงจะไม่มีใครเห็นเลยก็ตาม แต่ผมเห็น”

ใช่, แม้บางสิ่งคนอื่นจะยังมองไม่เห็น แต่เขาเห็น

ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความถึงเฉพาะรายละเอียดของหมวก แต่กินความไปไกลถึงอนาคตของชีวิต

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

Facebook : Cult & Cut

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load