เราจำกางเกงยีนส์ตัวแรกของเราไม่ได้ แต่จำกางเกงยีนส์ตัวล่าสุดได้ดี กางเกงยีนส์มือสองที่เรารับมาดูแลต่อจากงานการกุศลเพื่อระดมทุนอาหารกลางวันและทุนการศึกษาเด็ก ไม่ได้เป็นทรงยอดนิยม และไม่ได้มีสีสันที่สวยงาม แต่กลับถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนกับที่ใครบอกไว้ว่า เราไม่เลือกเสื้อผ้าหรอก เสื้อผ้าต่างหากที่เป็นคนเลือกเรา

แม้จะเผื่อเวลาล่วงหน้าประมาณหนึ่ง แต่การเดินทางที่คาดเดาไม่ได้ทำให้เราไปถึงที่นัดหมายทันเวลาพอดีแบบฉิวเฉียด แผนการที่จะขอลองกางเกงยีนส์สีสดก่อนเริ่มต้นสนทนาจึงต้องพับเก็บไป

เรามีนัดกับ ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ เจ้าของแบรนด์และนักออกแบบของ Indigo Skin ในวันที่แบรนด์กางเกงยีนส์สัญชาติไทยแบรนด์นี้ มีอายุครบรอบ 9 ปีพอดิบพอดี

 ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

จากโจทย์ตั้งต้นที่อยากทำกางเกงยีนส์คุณภาพเยี่ยมผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย Indigo Skin พาตัวเองไปไกลกว่านั้น

กางเกงยีนส์ที่เลือกใช้ผ้าคุณภาพดี สั่งทอจากเครื่องจักรโบราณสมัยสงครามโลกของญี่ปุ่น และด้วยความมุ่งมั่นทำให้เป็นแบรนด์ไทยที่ตีตรา Made in Japan ผลิตตรงจากญี่ปุ่น สร้างปรากฏการณ์ มีคนมากางเต็นท์นอนรอเข้าแถวเพื่อเป็นเจ้าของกางเกงยีนส์รุ่นพิเศษที่ Indigo Skin ทำร่วมกับ Momotaro Jeans แบรนด์เก่าแก่จากญี่ปุ่น ซึ่งหมดภายใน 3 ชั่วโมง เป็นแบรนด์ไทยที่เริ่มรู้จักในวงการสตรีทที่ญี่ปุ่น และแม้แต่คนญี่ปุ่นก็หลงรัก

ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น คนชาติอื่นๆ ก็รัก Indigo Skin สังเกตจากลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติที่แวะเวียนมาที่ร้านอย่างไม่ขาดสายตลอดบทสนทนา

ก่อนจะพาคุณไปฟังความรักที่มีต่อกางเกงยีนส์ของ ก้อ ธัชวีร์ เราอยากชวนคุณมาเดินชมผลจากความรักของเขากันก่อน

กางเกงยีนส์

กางเกงยีนส์ตัวนั้น ฉันเห็นมันสนุกสนานเหลือทน

“ตอนเริ่มต้นทำแบรนด์ผมเกือบจะตั้งชื่อว่า ‘กนกยีนส์’ แล้ว”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราแสดงสีหน้าโล่งอกโจ่งแจ้งมากเกินไปหรือเปล่า ก้อจึงรีบชี้แจงที่มาของชื่อ Indigo Skin ให้เราฟัง

“แต่พอคิดไปคิดมา ชื่อ กนกยีนส์ อาจจะสร้างกรอบให้ตัวเองมากไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบชื่อไทยนะ เพียงแต่เรากลับมาคิดถึงเหตุผลที่เริ่มต้นแบรนด์ขึ้นมา เรารักกางเกงยีนส์ เราเป็นคนใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน เหมือนเป็นผิวหนังที่สองของเรา ผิวหนังสีคราม”

ก้อเล่าว่า ความเป็นไทย หรือหัวใจสำคัญที่ Indigo Skin สื่อสารตั้งแต่ต้น อย่าง Quality of Siam ไม่ได้หมายความถึงลายกนก หรือการอนุรักษ์นิยมผ้าไทยในทุกรายละเอียดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงกางเกงยีนส์ที่เกิดจากมันสมองและจริตแบบคนไทย

“เราคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้กางเกงยีนส์และความเป็นไทยอยู่ด้วยกันแล้วสวย ทำยังไงให้ออกมาแล้วเราอยากใส่ ผมอยากลบคำครหาว่าลายไทยมันเชย ผมจะทำให้ดู ทำให้รู้ว่าศิลปะไทย ผ้าไทย รายละเอียดต่างๆ แบบไทยๆ นั้นมีเสน่ห์มากแค่ไหน”

เริ่มต้นจาก ลายกนกที่ปักอยู่กระเป๋าหลังด้านซ้าย อันเป็นลายเซ็นของแบรนด์ ซึ่งหากเป็นรุ่นพิเศษจะมีลายกนกเล็กๆ ปักอยู่ที่ประเป๋าหลังด้านขวา โดยลายกนกเป็นดีไซน์ที่ลดทอนจากยอดลายกนกไฟบนธงของนักรบสมัยก่อน

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

สีเหลืองของด้ายที่ปักลาย เป็นสีเหลืองย้อมเองที่มีเฉพาะแบรนด์ Indigo Skin

กระดุมที่ลงรักปิดทองด้านใน กระดุมสามกษัตริย์สีทอง นาก เงิน ที่ออกแบบให้เป็นลายกนก รวมไปถึงเย็บขอบเอวด้านหลังแบบ triple ด้วยด้ายสีทอง นาก และเงิน หรือทำริมผ้ายีนส์เป็นสีสามกษัตริย์นี้ หาไม่ได้จากแบรนด์ไหนในโลกแน่นอน

และยังมีรายละเอียดลูกเล่นต่างๆ ในกางเกงยีนส์มากมายที่มองด้วยตาไม่เห็น เช่น tag คำว่า Indigo Skin ที่ซ่อนคำว่า ‘ยีนส์สยาม’ เพราะอยากให้มีภาษาไทยบนกางเกงยีนส์ทุกตัว เลขเก้าปักสีทองที่ซ่อนในกระเป๋าหลังด้านขวาของกางเกงยีนส์รุ่น Lot 9 หรืออย่างผ้าชั้นในกระเป๋ากางเกง ที่มีทั้งผ้าพิมพ์ลายไทยของโรงงานโขมพัสตร์ ในแบบที่เป็นแพตเทิร์นและสีเฉพาะของแบรนด์ หรือผ้าลินินของ Jim Thompson

กางเกงยีนส์

และทันทีที่เราเห็นผ้ารุ่นพิเศษที่แบรนด์พัฒนาร่วมกับช่างทอผ้าในจังหวัดสกลนครและเชียงใหม่ ซ่อนในกระเป๋ากางเกง เราก็เข้าใจความกรี๊ดของผู้ชายแล้ว

“ใช่ครับ ผมบ้ารายละเอียด” ก้อบอกพร้อมชี้ลายผ้าปะที่รองรอยขาดของกางเกง ก่อนจะเล่าว่าเหล่านี้เป็นความสนุกของการทำแบรนด์ Indigo Skin ที่เขาก็อยากให้ลูกค้าที่ซื้อไปสนุกกับการจับพลิกตะเข็บหาลูกเล่นที่ซ่อนอยู่

Win Detail

“แล้วรายละเอียดเหล่านี้มีที่มาจากไหน” เราถาม

“ช่วง ม.5 เรามีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เนเธอร์แลนด์ อยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ที่ชอบแต่งตัวและบ้าแฟชั่นมาก เราก็เห็นเขาเป็นไอดอล อยากใส่กางเกงยีนส์สวยๆ บ้าง กางเกงยีนส์แฟชั่นตัวแรกที่เราเก็บเงินซื้อคือ Levi’s Engineered Jeans ไอเทมสุดฮิตของยุคนั้น เป็นกางเกงยีนส์ Levi’s ที่ทำเป็นขาบิด นั่นคือแทนที่ตะเข็บจะอยู่ด้านข้างมันจะบิดไปข้างหน้า” ก้อเล่าย้อนไปถึงวันที่เขาเริ่มทำความรู้จักและหลงใหลกางเกงยีนส์ ผ่านการสัมผัสแบรนด์ต่างๆ เรื่อยมา เช่น แบรนด์ G-Star ที่ดังมากในเนเธอร์แลนด์

จนเมื่อกลับมาเมืองไทย ก้อเริ่มหาทุนสนับสนุนกางเกงยีนส์ตัวใหม่ด้วยการเปลี่ยนมือกางเกงยีนส์ที่มี เริ่มใส่แบรนด์ Diesel ของอิตาลี ก่อนจะขยับความสนใจไปที่กางเกงยีนส์ผ้าดิบ (raw denim) หรือกางเกงยีนส์ผ้าสีเข้มที่ไม่ผ่านการฟอก raw denim ตัวแรกของก้อคือ Denime ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสนใจผ้ายีนส์ญี่ปุ่น ก่อนตามมาด้วยแบรนด์ Nudie ของสวีเดน Samurai Jeans และ Momotaro Jeans

เมื่อซื้อแบรนด์ญี่ปุ่นมากๆ เข้า เขาก็เริ่มพบเสน่ห์ของกางเกงยีนส์จากญี่ปุ่นเหล่านี้ เพราะดูข้างนอกอาจจะเรียบเท่ไม่ต่างจากกางเกงยีนส์ของชาติต้นแบบอย่างอเมริกา แต่มีรายละเอียดอย่างเอกลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานอยู่ในกางเกงยีนส์ เช่น ผ้าพิมพ์ลายกิโมโน กระดุมลายก้านบอนไซ หรือลายดอกซากุระ

“วันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมไม่มีแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยที่เอาเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม มาผสมผสานในกางเกงยีนส์บ้าง”

ผ้าไทยมันเชย? ผ้าไทยสำหรับคนแก่?

“เราคิดว่า ไม่นะ เราคิดว่าเราทำมันได้”

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

ตื่นกนก

“เราชอบซื้อเสื้อลายกนกที่ขายตามจตุจักรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

แล้วอะไรทำให้เข้ามั่นใจว่าคนอื่นๆ จะชอบลายกนกไทยๆ เหมือนกัน

“มีช่วงหนึ่งเรากลับไปที่เนเธอร์แลนด์ เราก็ใส่เสื้อลายทะเลที่มีปลาไทย มีลายกนก ไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ฝรั่งเศส เชื่อไหมว่าวันนั้นมีฝรั่งเดินมาถามเราทั้งวันว่าซื้อเสื้อตัวนี้มาจากที่ไหน จนมีคนหนึ่งเดินมาบอกว่าขอซื้อเสื้อตัวนี้ได้ไหม เดี๋ยวซื้อตัวอื่นมาเปลี่ยนให้”

เป็นจุดที่ทำให้ก้อเริ่มต้นสเกตช์แบบกางเกงยีนส์ที่มีลายไทยคร่าวๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานการออกแบบเสื้อผ้ามาก่อน ก่อนจะหยิบแบบร่างกลับมาทำกางเกงยีนส์ตัวแรกในเวลาต่อมา

ยีนส์

ความรัก ความรู้ และคุณ-นะ-ทำ

“ข้อแรก เรารู้สึกว่ายีนส์เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ง่าย ใส่กับเสื้อยืดดูสบาย ทางการขึ้นได้ด้วยเสื้อเชิ้ต ใส่กับรองเท้าหนังก็ดูสุภาพ เปลี่ยนเป็นสนีกเกอร์ก็ดูลุยๆ จะเห็นว่าแต่งตัวไม่ยากเลย ข้อสอง มีเสื้อผ้าไม่กี่อย่างบนโลกที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งเกิดรอยยับ รอยเฟด รอยขาดตามกาลเวลา เรารู้สึกว่านี่เป็นเสน่ห์ เป็นเสื้อผ้าที่มหัศจรรย์ เราแทบจะใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน”

ในแง่ของการสะสมกางเกงยีนส์นั้น ถ้าไม่นับแบรนด์ของตัวเอง เขามีกางเกงยีนส์ทั้งหมด 60 – 70 ตัว ซึ่งมีมูลค่ารวมเท่ากับรถยนต์หรู 1 คัน โดยนอกจากเหตุผลทางการศึกษาเนื้อผ้าและแนวทางการตัดเย็บที่มีคุณภาพแล้ว เขายังคงสนุกกับการแต่งตัว

“เรายังซื้อกางเกงยีนส์แบรนด์อื่นๆ เรายังเป็นคนรักกางเกงยีนส์อย่างที่เคยเป็นมา ยังทำตัวเป็นผู้บริโภค รับรู้ความต้องการที่เปลี่ยนไป มองหาอะไรใหม่ๆ เป็นแรงผลักให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ติดอยู่ใน comfort zone ไม่รู้สึกว่าตัวเราเจ๋งที่สุด”

ก้อเล่าย้อนไปถึงช่วงที่สะสมความรู้เกี่ยวกับกางเกงยีนส์ให้ฟังว่า กว่า 90% ของความรู้ที่เขาเริ่มต้นนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต

“พอเราเริ่มรู้ตัวว่าหลงเสน่ห์กางเกงยีนส์เข้าให้แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาข้อมูลจากใคร

เราจึงตั้งต้นด้วยโจทย์ว่า กางเกงยีนส์ตัวละ 700 – 800 กับ 7,000 – 8,000 แตกต่างกันอย่างไร กางเกงยีนส์ตัวนี้ใช้ผ้าที่ไหน ผ้าที่นี่ดีอย่างไร ผ้าวินเทจคืออะไร ผ้าริมแตกต่างจากผ้าไทยอย่างไร จนเมื่อเริ่มต้นทำแบรนด์ ก็มีโอกาสพบเจอและเรียนรู้โดยตรงจากช่างทำกางเกงยีนส์ ช่างทอผ้ายีนส์ ผมชอบเข้าไปที่โรงงาน ไปนั่งคุยกับคนเย็บ เข้าไปดูและอธิบายรายละเอียดกับคนทำด้วยตัวผมเอง เข้าไปจับผ้าและลงมือทำแบบขึ้นมาด้วยกัน ไม่ใช่แค่การร่างบนกระดาษและส่งอีเมลไปที่โรงงาน”

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คงแทบไม่มีใครยอมจ่ายเงินหลายพันบาทเพื่อซื้อกางเกงยีนส์สักตัว

กางเกงยีนส์

ซึ่งหากมองย้อนตามประวัติศาสตร์แฟชั่นประเทศเราแล้วนั้น กางเกงยีนส์ไม่ใช่ของที่ทุกคนจะยินยอมพร้อม (จะเข้า) ใจว่าทำไมเราต้องการกางเกงยีนส์ที่ดี เราถามเขาว่าอะไรทำให้เขายืนยันที่จะทำกางเกงยีนส์ต่อไป

“เราแค่อยากทำความฝันให้เป็นจริง นั่นคือทำกางเกงยีนส์คุณภาพดีที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย และเมื่อเห็นว่าพอมีความเป็นไปได้ เราก็มีความฝันต่อไปคืออยากพา Indigo Skin ออกไปสู่ระดับโลก”

Indigo Skin เป็นแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยแบรนด์แรกที่กล้าขายในราคาตัวละ 6,900 บาท

หลังจากลงมือร่างแบบและเปิดรับ pre-order ที่เว็บไซต์ Soul4Street.com ในช่วงปลายปี 2008 Indigo Skin มียอดรายการสั่งซื้อจำนวน 60 ตัว ภายใน 2 สัปดาห์แรก

อะไรทำให้ 60 คนแรกที่ไม่ได้รู้จักก้อเป็นการส่วนตัว ไม่เคยเห็นและสัมผัสกางเกงยีนส์มาก่อน เชื่อใจและยอมจ่ายเงินสั่งจองในราคาที่สูงพอๆ กับกางเกงยีนส์แบรนด์ดังจากต่างประเทศ

“หลายคนบอกว่าเขามั่นใจในเราจากการที่เห็นเราตอบคำถามเรื่องกางเกงยีนส์ตามกระทู้ต่างๆ และหลายคนก็บอกว่า ชอบตั้งแต่ที่เห็นในร่างตัวอย่าง เพราะถูกใจลายกนกที่ไม่หาไม่ได้จากที่ไหน ในเมื่อเขาเชื่อใจเรา เราก็ต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง

“ยังจำได้ดี ถึงวันแรก ที่โต๊ะหัวมุมในร้านสตาร์บัคส์ชั้น 3 สยามพารากอน ลูกค้าทยอยมารายงานตัวและรับกางเกงยีนส์นั้นไปทีละคน ก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนใส่เดี๋ยวนั้น ปลื้มมากนะ ความกังวล ความเหนื่อย ที่เคยมี มันหายไปหมดเลย” ก้อเล่าย้อนกลับไปถึงวันที่ 17 มกราคม 2009 งานวันแรกเกิดของ Indigo Skin

โชคดี ที่ปัจจุบันคนกล้าใช้เงินและสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น จึงถือสัญญาณที่ดีที่ทำให้แบรนด์ไทยกล้านำเสนอสินค้าคุณภาพดีที่เท่าเทียมแบรนด์ระดับโลก สร้างทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภค ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จของ Indigo Skin สร้างแรงบันดาลใจแก่แบรนด์กางเกงยีนส์ของคนรุ่นใหม่หลายแบรนด์ในประเทศอินโดนีเซียด้วย

Indigo Skin

ผจญภัยผ้ายีนส์กับเครื่องจักรโบราณ

นอกจากความแตกต่างของเส้นด้ายที่ทำให้ต้นทุนของผ้ายีนส์แตกต่างกันแล้ว วิธีการทอที่ต่างกันก็สร้างคุณค่าและมูลค่าแตกต่างไปด้วย

กางเกงยีนส์ผ้าริม หรือยีนส์ selvage คือผ้ายีนส์ที่ได้จากเครื่องจักรทอผ้าโบราณหน้าแคบ กว้างเพียง 31 นิ้ว ทำให้การตัดเย็บกางเกงยีนส์ 1 ตัวจะใช้ผ้า 2 – 3 หลา ขณะที่ผ้ายีนส์ที่ทอด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ทั่วไปอาจจะมีหน้ากว้าง 60 นิ้ว ทำให้ผ้าที่ใช้ตัดกางเกงยีนส์ต่อตัวนั้นน้อยกว่า

จังหวะการทอช้าๆ ของเครื่องจักรโบราณทำให้ผ้าที่ได้มีลักษณะเหมือนผ้าทอมือ ซึ่งอาจจะแยกไม่ออกในคราวแรกแต่เมื่อใช้ไปสักพักจะเห็นลวดลายที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวคนใส่ ที่มาของรอยย่นยับและการสะดุดของเส้นด้ายซึ่งสวยกว่าผ้าที่ทอเนี้ยบจากเครื่องจักรสมัยใหม่มากๆ

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

“แล้วทำไม Indigo Skin จึงเลือกใช้ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่น แทนชาติอื่น” เราถาม

“เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก” ก้อยิ้มก่อนจะเล่าให้เราฟัง

ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนขั้นต่ำในการสั่งผลิต (small quantity) ผู้ผลิตในญี่ปุ่นรับฟังและพร้อมที่จะพัฒนาผ้าตามความต้องการของลูกค้าได้ แต่นั่นก็มาพร้อมราคาต้นทุนที่สูงที่สุดในบรรดาแหล่งผลิตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นตำหรับอย่างสหรัฐอเมริกา และแหล่งผลิตคุณภาพในอิตาลี ตุรกีและจีน

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่เริ่มต้นทำแบรนด์ Indigo Skin ก้อไม่กล้าคิดจะใช้ผ้าญี่ปุ่นเพราะรู้สึกไกลตัวและเกินเอื้อมที่คนหนึ่งคนจะเดินเข้าไปในโรงงานและติดต่อขอซื้อผ้าญี่ปุ่น เขาจึงคิดจะใช้ผ้าไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นโรงงานในประเทศที่ปฏิเสธรายการขอซื้อผ้าสั่งผลิตผ้าริม หรือ selvage denim สไตล์วินเทจ เพื่อผลิตกางเกงยีนส์ 100 ตัวของเขา เพราะขัดกับจำนวนขั้นต่ำ 1 แสนหลา

หากกางเกงยีนส์ผ้าริม 1 ตัวใช้ผ้า 2 – 3 หลา

นั่นแปลว่าผ้า 1 แสนหลาจะผลิตกางเกงยีนส์ 30,000 ตัว

ก้อจึงกลับมาคิดหาวิธีการใหม่ พร้อมๆ กับค้นหาโรงงานคุณภาพดีในต่างประเทศ บริษัทแรกที่เขาติดต่อไปชื่อ Kaihara ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่ฮ่องกง ก้อเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บอกเล่าความปรารถนาของตัวเองอย่างครบถ้วน แต่ไม่มีเสียงตอบกลับจากฮ่องกง

“พ่อบอกให้ส่งไปอีก ส่งไปเรื่อยๆ อีก 10 ครั้ง 20 ครั้ง จนกว่าเขาจะตอบกลับมาว่า yes หรือ no” โชคดีที่ Kaihara ตอบกลับมาในครั้งที่ 4 เพราะเห็นความตั้งใจแน่วแน่ โดยหลังจากพูดคุยรายละเอียดและความต้องการผ้าซึ่งพอดีกับที่โรงงานมีและสามารถแบ่งขายได้ Indigo Skin จึงถือกำเนิดขึ้น

จนเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ก้อได้พบกับโรงงานที่ทอผ้าให้กับแบรนด์ Momotaro Jeans ที่ Okayama เขาจึงเริ่มส่งอีเมลไปติดต่อ พร้อมระบุในอีเมลที่เขียนหาเป็นครั้งที่ 2 ว่าหากไม่ได้รับคำตอบใดๆ จะบินไปหาถึงออฟฟิศที่โตเกียว

เสื้อยีนส์

“ตัดภาพมา ผมกำลังถือผ้าม้วนแรกที่ซื้อจากโรงงานนี้จำนวน 10 หลาขึ้นเครื่องบินกลับมากรุงเทพฯ” ก้อเล่า พร้อมสายตาที่บอกความอิ่มเอมใจ เพราะว่าแม้ตอนนั้นจะไม่แน่ใจในแง่ธุรกิจว่าจะไปได้สวยมั้ย เพราะราคาต้นทุนผ้าที่สูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ด้วยคุณภาพที่ดีมาก สามารถเลือกคุณสมบัติเนื้อผ้าและผิวสัมผัสอย่างที่ต้องการได้ เพียงเท่านี้ก็สานฝันคนรักกางเกงยีนส์อย่างเขามากที่สุดแล้ว

กางเกงยีนส์ 3 ตัวแรกจากผ้าม้วนนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนที่พบเห็น เพราะสีเข้มสวยเป็นพิเศษกว่าที่เห็นทั่วไป ก้อจึงตัดสินใจทำรุ่นพิเศษ 100 ตัวขึ้นมา ก่อนที่โรงงานแห่งนี้จะกลายมาเป็นโรงงานหลักที่ทอผ้าให้กับ Indigo Skin โดยเจ้าของโรงงานเป็นคนเดียวเจ้าของแบรนด์ Momotaro Jeans เป็นที่มาของโปรเจกต์พิเศษที่ทำร่วมกันในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันมีการ collaboration มาถึงครั้งที่ 4 แล้ว

Collaboration ในฝัน

หากคุณพอจะติดตามแฟชั่นญี่ปุ่นอยู่บ้าง ย่อมรู้ดีว่าการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากแค่ไหน

“มีช่วงหนึ่งที่ผมฝันว่าผมอยาก collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นที่เราติดตามในนิตยสารแฟชั่นญี่ปุ่น แต่เมื่อถึงวันที่เรามีโอกาสร่วมทำโปรเจกต์พิเศษกับแบรนด์นั้น ได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่อยู่ในนิตยสารเหล่านั้น เรากลับพบว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น เรายังไปได้ไกลกว่านี้อีก พัฒนาและพาแบรนด์ไปไกลได้มากกว่านี้อีก” ก้อเล่า ก่อนจะเสริมว่าเขามองว่านี่เป็นกระบวนเป็นการประชันไอเดีย ‘ผมเรียนรู้คุณ คุณเรียนรู้ผมนะ’  ซึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นจะทำ collaboration กับแบรนด์ที่เขา respect เท่านั้น โดยที่เรื่องการตลาดและยอดขายเป็นเรื่องรอง

ครั้งแรกที่ก้อชวนเพื่อนจากแบรนด์ Momotaro Jeans ทำ collaboration กัน หลังจากที่ Indigo Skin ติดต่อซื้อผ้าสนิทสนมกันกว่า 2 ปี เขาตอบกลับก้อมาว่า อย่าเพิ่งใจร้อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยาก แต่เขาอยากให้ก้อทำแบรนด์ Indigo Skin ให้เขาเห็นว่าขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน

“ฟังดูเป็นคำพูดที่แรงมากนะ แต่นั่นเป็นแรงผลักดันที่ดีมากๆ จากความคิดที่ว่าหากได้ร่วมงานกับ Momotaro Jeans คงจะช่วยทำให้โปรไฟล์เราดูดีระดับโลก เรากลับรู้สึกว่านี่เป็นคำเรียกสติให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปให้ได้”

หลังจากนั้น ก้อก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนอีกเลย จนผ่านไป 2 ปี ทาง Momotaro Jeans ก็เริ่มเอ่ยปากชวน ด้วยเพราะมั่นใจจากสิ่งที่เห็น ไอเดียแปลกๆ และพัฒนาการใหม่ๆ ในการผลิตผ้าทอ จนกระทั่ง Indigo Skin สามารถสั่งผลิต Made in Japan ด้วยเพราะต้องการเรียนรู้จากช่างฝีมือของญี่ปุ่น ว่าสามารถตัดเย็บหรือมีวิธีการตัดเย็บไปได้ถึงขั้นไหน และเพื่อแสดงให้เห็นว่า Indigo Skin สามารถผลิตกางเกงยีนส์ที่มีคุณภาพและใส่ไอเดียที่ดีและตัวตนของที่มีลงไปได้

หลังจากเปิดตัว collaboration แรกระหว่าง Momotaro Jeans x Indigo Skin ก็ขายหมดทั้ง 80 ตัวภายใน 3 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่ลูกค้ามากางเต็นท์นอนหน้าห้าง Terminal 21 เพื่อรอซื้อกางเกงยีนส์

 G-Shock  G-Shock

นอกจากนี้ยังมีการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นอื่นๆ รวมถึงแบรนด์ไทยเจ๋งๆ ด้วยมากมายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสิ่งที่ต่างไม่ถนัด เช่น การ collaboration กับนาฬิกากับ G-Shock ผลิตเพียง 300 เรือน แต่มีคนมาเข้าแถวจับสลากซื้อนาฬิกาถึง 800 คนที่ห้างเซนทรัลเวิลด์

“ผมมองว่าความสนุกของ collaboration คือไม่มีขอบเขตเลย ยอดขายและชื่อเสียงเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับความน่าสนใจของการร่วมงานกันครั้งนั้นมากกว่า”

Heart Sale

แฟนตัวจริงจะรู้ว่า Indigo Skin เป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนผ้ายีนส์ทุกปี ไม่มีแบรนด์ไหนในโลกทำขนาดนี้ ทุกแบรนด์จะมีเนื้อผ้าพื้นฐาน

“มันจำเป็นแค่ไหน ที่คุณต้องใส่รายละเอียดลงไปในกางเกงยีนส์มากมายขนาดนี้” เราถาม

“ผมคิดบนพื้นฐานที่ว่า สิ่งที่ผมทำออกมามันต้องทำให้ผมอยากจะซื้อใส่เองเสียก่อน ธุรกิจ เรื่องต้นทุนกำไรเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องคิดถึง แต่นั่นไม่ใช่ first priority ของการคิดงาน ผมไม่สามารถพูดสวยหรูว่า ‘ทำของให้เจ๋งเข้าไว้ ราคาเท่าไหร่คนก็ซื้อ’ การทำธุรกิจไม่ได้โรแมนติกขนาดนั้น อย่าเพ้อฝันว่าดีที่สุด แพงที่สุดจะตอบโจทย์ เราเพียงต้องสมดุล”

เพราะวิธีคิดงานสนุกๆ ที่มีพร้อมไอเดียและเทคนิคใหม่ๆ ของ Indigo Skin จึงไม่แปลกใจที่แฟนกางเกงยีนส์ในบ้านเราและอีกหลายประเทศทั่วภูมิภาคนี้จะรู้สึกเซอร์ไพรส์ในทุกครั้งที่ Indigo Skin ประกาศเปิดตัวสินค้าใหม่

“เราไม่ได้เรียนออกแบบมา เราไม่ใช่คนกำหนดเทรนด์ เราเรียนจบโฆษณา เป็นนักสร้างสรรค์ นักการตลาด แต่เราใช้ศาสตร์การตลาดที่เรียนมามาช่วยในการออกแบบ Indigo Skin เราถามลูกค้า ถามเพื่อนสนิท ถามนักสะสมกางเกงยีนส์ที่เรารู้จัก ถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่ารู้สึกกับกางเกงยีนส์ของเราอย่างไร”

ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความคิดสมัยที่เขาเป็นเพียงคนรักกางเกงยีนส์ที่ชอบคิดว่าถ้ากางเกงตัวนี้ไม่เป็นแบบนี้ แต่มีทรงแบบนี้ด้วยผ้านี่คงจะดีเนอะ หรือถ้าเพิ่มส่วนนี้เข้าไปน่าจะดีเนอะ ก้อบอกว่าเขายังคิดอยู่เลยว่าถ้านักออกแบบกางเกงยีนส์ตัวนั้นฟังสิ่งเหล่านี้และนำไปทำจริงๆ ลูกค้าก็จะรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการทำกางเกงยีนส์ตัวนั้นด้วย คงเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

กางเกงยีนส์

ก่อนจะขอตัวไปลองกางเกงยีนส์ Indigo Patchwork Vintage Chino ที่แขวนอยู้หน้าร้าน เราถามทิ้งท้ายถึงคำแนะนำของการทำสิ่งที่รักด้วยความตั้งใจ

“พ่อสอนผมตลอดเวลาถึงความกล้าทั้งหก กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะวางแผน กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะยอมรับผิด ผิดแล้วแก้ไข และจงระลึกเสมอว่าผลงานที่ดีที่สุดของคุณอยู่ที่งานครั้งหน้า คุณมีความสุขกับความสำเร็จครั้งนี้ได้ แต่อย่าจมอยู่กับมัน งานครั้งหน้าของคุณต้องดีกว่านี้เสมอ

“คนเราถ้าตั้งใจจะทำ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ 10 ปีที่แล้ว ถ้าผมบอกใครว่าจะทำกางเกงยีนส์ลายไทยขายตัวละเป็นหมื่น คนคงหัวเราะให้กับความฝันนี้ แต่ตอนนี้ผมพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมทำได้” ก้อตอบ ก่อนจะบอกเราว่าเขาไม่มีเทคนิคใดๆ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ ทำการบ้านให้หนัก ความตั้งใจทำและรู้จริงในสิ่งที่รักจะสะท้อนออกมาผ่านผลงาน น้ำเสียงและประกายตาระหว่างตอบคำถามข้อนี้ก็เช่นกัน

ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

www.indigoskinjeans.com
facebook: indigoskinjeans

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

ถ้าย้อนหลังกลับไป 11 ปีก่อน ตอนที่วง Slur ออกอัลบั้มแรก แล้วมีใครสักคนมาบอกผมว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งสนทนากับ มือเบสอย่าง บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ ถึงเรื่องการสร้างแบรนด์ ที่บทสนทนามีศัพท์แสงอย่าง 4P หรือ Market Share ผมคงคิดว่าคนที่พูดนั้นเพี้ยนไปแล้ว

แต่นั่นแหละ วันนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว เรานัดกันคุยสารพัดเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ Rompboy ของเขาที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

พูดถึงแบรนด์สตรีทแวร์ในไทยตอนนี้ Rompboy คือชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อคิดถึงรองเท้าผ้าใบทำมือเมดอินไทยแลนด์

วันนี้แบรนด์ที่ชายหนุ่มปลูกปั้นเริ่มแข็งแรงดีแล้ว สังเกตได้จากผลิตภัณฑ์ของเขาเริ่มขายหมดในหลักนาที หลายคนอาจไม่รู้ว่ารองเท้ารุ่นพิเศษของเขาที่ทำร่วมกับศิลปินอย่าง ตั้ม-วิสุทธ์ิ พรนิมิตร ถึงกับมีแฟนๆ ไปเข้าแคมป์ นอนหน้าร้านขายรองเท้าเพื่อรอซื้อในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งปกติปรากฏการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเฉพาะกับรองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

คำถามที่น่าสนใจคืออะไรทำให้แบรนด์แบรนด์หนึ่งซึ่งผู้ก่อตั้งไม่ได้เรียนแฟชั่นหรือการตลาดใดๆ มาก่อน ออกสินค้าอะไรมาก็ขายหมด-ขายดี-ขายดีมาก

ล่าสุดเขาเพิ่งผลิตรองเท้าหนังรุ่นแรกของแบรนด์ในชื่อ Rompboy Skin ที่ผลิตจำนวน 250 คู่ และแน่นอน หมดเกลี้ยง ไม่มีโอกาสแก้ตัวสำหรับผู้มาช้า

ในยุคสมัยที่แค่เดินเท้าไปโรงงานหรือร้านตัดเสื้อของป้าแถวบ้านก็สร้างแบรนด์ตัวเองได้ง่ายๆ อะไรทำให้แบรนด์สัญชาติไทยแบรนด์นี้โดดเด่นจากแบรนด์อื่น และเป็นแบรนด์ที่ผู้คนเฝ้ารอวินาทีแรกที่สินค้าวางจำหน่าย

นั่นไง เขามาแล้ว ถามเขาด้วยตัวเองเลยดีกว่า

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

คุณดูเป็นคนหัวการค้ามาก ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าตัวเองได้สิ่งนี้มาจากไหน

ถ้าเอาที่มาจริงๆ ผมว่ามันเริ่มจากการที่ผมเป็นคนที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง แล้วที่บ้านไม่ค่อยตามใจ ถ้าไล่กลับไปตอนเด็กๆ ผมมีพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เวลาเขาอยากได้อะไรเขาจะได้ แต่ผมไม่มีเงิน เวลาอยากได้ของเล่นอะไรเราจะไม่ได้เลย เรารู้สึกว่าเรามีปม เราโตมากับการอยากได้ของ อยากได้นั่นได้นี่ ตอนแรกเข้าใจว่าการเล่นดนตรีคือทางออกที่ดี ถ้าวันนึงซิงเกิลเราดัง เราจะได้ทุกอย่าง แต่ดนตรีมันดีเป็นพักๆ ดีตอนที่เราออกซิงเกิลมา เราก็มีกิน แต่แค่มีกินนะ แต่เราก็ยังไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ เรารู้สึกว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่เราจะสามารถซื้อสิ่งที่เราอยากจะได้ สิ่งที่เรารู้สึกว่าเราฝังใจแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกว่า ทำธุรกิจดีกว่า

ถ้าถามว่าเรื่องหัวการค้าเราได้มาจากไหน เราแค่มีความอยากอย่างเดียว ซึ่งเวลาเราอยาก สิ่งพวกนี้มันจะกระเด็นมาหาเราเอง เราก็ไปเปิดดูคลิปสัมภาษณ์ของคนนั้นคนนี้ย้อนหลัง ผมชอบอ่านบทความของพวกนักธุรกิจ มันซึมมาโดยที่เราไม่รู้ตัว เราชอบหาลูกครีเอทีฟของนักธุรกิจมาอ่าน แต่นักธุรกิจที่คุยเรื่องศัพท์เฉพาะมากผมจะไม่เอา เราชอบอ่านบทความของคนที่เริ่มจากศูนย์ เพราะบ้านเราไม่รวยเหมือนกัน เราต้องทำทุกอย่างเอง แต่ถามว่าเรามีหลักสูตรมั้ย ไม่เคยเรียนเลย

แต่คุณดูแม่นยำมากเลยนะ

ไม่เลยครับ (หัวเราะ) ผมแค่คิดว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือสัญชาตญาณ อะไรที่เรารู้สึกว่ามันกรี๊ดสำหรับเราแล้ว นั่นแหละ ใช่ ทุกครั้งที่ผมไปดูแบบรองเท้าหรือแบบเสื้อผ้าใหม่ๆ ถ้าดูปุ๊บแล้วไม่เกิดอาการกรี๊ด ผมล้มแบบเลย สมมติว่าทำมาประมาณสามสี่แบบ แบบที่ไม่โดนก็ทิ้งไปเลย บางอันขึ้นแบบเสร็จแล้วด้วยนะ ก็ทิ้ง

ไม่คิดว่าจะมีคนอื่นชอบเหรอ

คิดว่าถ้าเราไม่กรี๊ดก็ไม่ขาย เอาง่ายๆ นะ เหมือนคุณรู้ว่าเฟรนช์ฟรายส์คุณไม่อร่อย หรือคุณทำข้าวขาหมูมาแล้วหนังไม่นุ่ม แล้วเวลาคุณขาย พลังตรงนั้นมันก็จะหายไป ดูเหมือนว่าคนขายมันไม่อยากขายเลย แล้วคนกินมันจะไปอินอะไรกับเราวะ คือมันเคยมีบางล็อตที่เรารู้สึกว่ามันไม่ว้าว แล้วคิดว่ามันอาจจะว้าวสำหรับคนอื่นก็ได้ แล้วพอปล่อยออกไปมันก็ไม่ว้าวจริงๆ เพราะฉะนั้นทุกแบบเราต้องทำให้เราอยากก่อน เราเชื่อว่าถ้าเราอยากได้สิ่งนี้มากๆ มันจะพาให้เราอยากขายมากๆ

อีกอย่างหนึ่งคือเวลาทำเสร็จแล้วผมจะต้องทดลองใส่เอง ผมชอบใส่ของตัวเอง บางไอเทมเราใส่วันนึง พออีกวันเรารู้สึกไม่อยากใส่แล้ว แต่กับบางอันเรารู้สึกอยากใส่เรื่อยๆ หรือบางอันใส่จนมันเปื่อย มันขาด มันเฟด เราก็ยังใส่ออกไป แสดงว่าอันนี้มันเวิร์กมาก ลูกค้าต้องใส่แล้วต้องรู้สึกแบบเดียวกับเราแน่เลย แล้วลูกค้าก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ย้อนกลับไปมองในแง่คนทำธุรกิจ Rompboy เกิดด้วยความรอบคอบมั้ย

ไม่เลย ผมว่ามันเกิดขึ้นตามธรรมชาติมากกว่า มันเริ่มมาจากเราตั้งคำถามเยอะ ว่าไอ้กางเกงอย่างนี้ทำไมไม่มีคนใส่ ไม่มีคนทำขาย มีแต่กางเกงที่เหมือนๆ กันหมด เราตั้งคำถามเต็มไปหมดเลย เสื้ออย่างนี้ทำไมไม่มีใครทำ หมวกอย่างนี้ทำไมไม่มีใครทำ เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ทำให้ตัวเองใส่ดีกว่า พอทำให้ตัวเองใส่ปุ๊บ เรารู้สึกว่ามันมีคนอยากได้เหมือนเรา ตอนแรกก็ทำเกินมานิดนึง ให้คนอื่นได้ใส่ แรกๆ เราคิดว่าเราทำเสิร์ฟกลุ่มที่คล้ายๆ กับเรา คือเป็นคนตัวเล็ก ใส่รองเท้าเบอร์ 41 – 42 กางเกงเอว 30 เสื้อไซส์ M ตัดผมสั้นตลอดเวลา เพราะไว้ผมยาวแล้วดูเตี้ย คือเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ เราไม่คิดหรอกว่าทุกวันนี้เราจะทำเยอะขนาดนี้ เราไม่เคยคิดมาก่อน

ธุรกิจเราเหมือนร้านข้าวมันไก่ในซอย ที่เราขายแค่มีคนกินในหมู่บ้านก็โอเคแล้ว แค่นี้พอแล้ว เราไม่คิดว่าจะทำมากขนาดนี้ ไม่คิดว่าซอยอื่นจะมากิน จนมีเสื้อผ้าล็อตนึงที่ทำขายแล้วมันตอบเราว่าเราทำธุรกิจได้แล้ว คือมันเริ่มขายหมดในหลักนาที เรารู้สึกว่าวันนั้นรายได้เราเยอะมาก ผมนั่งคิดเครื่องคิดเลขกับแฟนผมแล้วคุยกันว่า ถ้าเราขายได้แบบนี้ตลอดทั้งเดือน เราได้เดือนนึงเป็นล้านเลยนะ จำได้ว่าวันนั้นขายหมดปุ๊บขับรถไปหาซื้อผ้าสต็อกเก่าเต็มรถเลย ซื้อมาแล้วบอกแฟนว่า เธอ เงินล้านอยู่บนรถเราแล้ว เดี๋ยวฉันจะทำให้ได้

ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะทำรองเท้าเลยนะ เราคิดแค่ว่าเราเริ่มมองเป็นธุรกิจแล้ว แล้วก็ต่อยอดมาเรื่อย ออกมากี่ทีก็ขายหมด หมด หมด ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเรามีทุนพอที่จะทำไอเทมที่เราชอบแล้ว สมมติเราขายข้าวมันไก่ ที่ผ่านมาเราขายไก่ธรรมดา ตอนนี้เราจะนำเข้าไก่ที่เป็นไก่พรีเมียมแล้ว เงินเราพอแล้ว เราเลยเริ่มทำรองเท้า

การทำรองเท้าเป็นความฝันของคุณ

โอ๊ย ความฝันเลย มันคืออะไรที่เรารู้สึกว่าเราบ้า เราคลั่งมันที่สุด มันมีเสน่ห์ที่สุด มันเป็นไอเทมสามมิติ เรารู้สึกว่าเสื้อผ้าทุกอย่าง เวลาวางกับพื้นมันแบน แต่รองเท้าวางแล้วมันเป็นสามมิติ มันมีเคิร์ฟ มีเลเยอร์ เราเลยชอบ เราเลยหลงใหล เราเสียตังค์กับมันเยอะด้วย เราเลยจะเอาคืน

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ที่คุณเคยสงสัยว่าทำไมไม่มีคนทำสินค้าแบบที่คุณชอบขาย วันนี้คุณได้คำตอบหรือยังว่าทำไมไม่มีใครทำขาย

นั่นน่ะสิ ทำไมวะ (หัวเราะ) คือผมไม่เข้าใจเลย สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้เลยจากการทำธุรกิจก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจเขาจะไปปิ๊งไอเดียจากธุรกิจนึง แล้วเขาก็พยายามจะทำให้เหมือนธุรกิจนั้น แต่เขาไม่ได้เริ่มคิดอะไรใหม่ๆ

มันคงขึ้นอยู่กับคาแรกเตอร์ของคนด้วย ผมรู้สึกว่าแนวคิดของผมในการทำเสื้อผ้าคือประมาณนี้ ทำอะไรอย่างที่บ้านเรายังไม่มี ตอนนี้รองเท้าผ้าใบมันเยอะมากเลยนะ มีคนทำแล้วก็ยังมีแนวคิดคล้ายๆ กันอยู่ มันเลยไม่มีอะไรใหม่ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกตลอดเวลาคือเราทำงานโดยขาดแรงบันดาลใจไม่ได้ เราต้องมีอะไรใหม่ตลอดเวลาให้กับไอเทมของเรา ถ้าวันนึงเราไม่มีไอเดียใหม่ๆ ในงานของเรา เราจะตาย เราจะไม่ไปไหน เราเชื่ออย่างนั้น เราเชื่อว่าครีเอทีฟและแรงบันดาลใจใหม่ๆ สำคัญมากสำหรับผลิตภัณฑ์ ถ้าวันนึงรองเท้าผมยังผลิตอะไรแบบเก่า ผมอาจจะขายได้ ผมมีเงินแน่ๆ แต่ว่าสิ่งที่กำลังจะตายคือแบรนด์ของผม มันจะตายไปเรื่อยๆ

วิธีคิดคุณดูสวนทางจากพ่อค้าทั่วๆ ไปที่อยากขายให้ได้มากที่สุด

ทุกวันนี้แม่ผมก็ถามทุกวันเลยนะ บอกว่า ลูก ไม่ผลิตสีมัสตาร์ดมาขายเพิ่มล่ะ คนถามหาเยอะ ผมก็บอกแม่ว่า แม่อยากได้เงินหรือแม่อยากได้อนาคต ผมคิดว่าทำออกมามันขายได้อยู่แล้วล่ะ แต่ผมกำลังสร้างอนาคต ผมไม่อยากสร้างแค่เงิน ยอมกินน้อยหน่อยแต่เรารู้สึกว่ามีคนรักแบรนด์เราขึ้นเรื่อยๆ ดีกว่า ลูกค้าเก่าเรารักเราดีกว่า ทุกวันนี้คือรู้สึกเวลาออกใหม่ อย่างรุ่น Skin ลูกค้าเก่าก็น่าจะซื้อเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือลูกค้าใหม่

เชื่อมั้ย ถ้าตอนนี้ผมยังผลิตรองเท้าแบบแรกอยู่ไปเรื่อยๆ ผมก็จะเจอคนที่ทำได้ดีกว่าผม หรือว่าคนที่ทำแล้วขายถูกกว่าผม แต่ว่าผมทำใหม่ๆ ตลอดเวลาดีกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกวันนี้ลูกค้าถามเราถึงรุ่นเก่าๆ เยอะมาก แต่เราต้องบอกว่า ไม่ผลิตแล้วครับ สมมติว่ามีแบรนด์คู่แข่งทำเหมือนผม เขาก็ได้กลุ่มตรงนั้นไป ถามว่าเสียดายมั้ย เสียดาย แต่มันคือสิ่งที่เราบอกไว้แล้วว่าจะไม่ทำ ไม่ว่าจะจุดติดมาแล้ว แล้วมันเป็นพอร์ตของเรา เราก็จะไม่กลับไปทำอีกแล้ว เสียดายเหมือนกัน

อย่างสีมัสตาร์ดก็เป็นอีกรุ่นที่ทำออกมาแล้วขายดีมาก คนมาถามทุกวัน แต่เราก็คิดว่าไม่ได้ เราต้องรักษาสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ เราห่วงลูกค้าเก่า เราห่วงลูกค้าในหมู่บ้านเราอย่างที่บอก กลับไปที่จุดเริ่มต้นว่าเรามาจากอะไร เรามาจากกลุ่มลูกค้ากลุ่มนั้น เราจะไม่ทิ้งเขา เราบอกเขาแล้วว่าไม่ผลิตเพิ่มก็คือไม่ผลิตเพิ่ม เราต้องซื่อสัตย์ ผมห่วงลูกค้ากลุ่มนั้นที่สุด ผมเซอร์วิสเขาตลอด ผมว่าการเซอร์วิสของผมแฟร์ที่สุดเลย ไม่พอใจคืนเงินได้เลยครับ เราโอนเงินเต็มจำนวน หรือต้องการอะไรบอกได้ อันไหนขาดหายไปผมส่งให้ รองเท้าเสียเอามาซ่อม พวกนี้เป็นเซอร์วิสหลังบ้านที่ไม่เคยบอกใครเลย เราแคร์กลุ่มนี้ เรารู้สึกว่าเรามีอยู่มีกินได้เพราะกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้ เราว่าเรามองเรื่องของคุณค่ามากกว่าราคาที่เราจะต้องได้จากลูกค้า

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

คุณเชื่ออะไรที่สุดในการสร้างแบรนด์

ผมบอกกับแฟนผม กับคนที่อยู่รอบๆ ตัวผมตลอดว่า โปรดักต์สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม สุดท้ายแล้วต่อให้เราโปรโมตดี ของขายได้ คุณได้เงินมา แต่อนาคตคุณจะอยู่ต่อได้หรือเปล่าถ้าโปรดักต์คุณไม่ดีจริง ผมรู้สึกว่าผมเป็นพ่อค้าที่บ้าซื้อมาก จนผมรู้ว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ควรใช้ เป็นดีเทลที่เราจะพลาดไม่ได้

กว่ารองเท้าแบบหนึ่งของผมจะเสร็จผมแก้ยับ แล้วช่างก็ปวดหัวมาก บางทีเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังจะแก้ ผมรู้สึกว่าถ้ามันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็จะไม่ขาย เราจะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งเวลาเราเจอของของเราแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เราต้องการ ซึ่งผมคิดว่าลูกค้า ตีสัก 0.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาเจอ เขาก็จะรู้สึกว่า นี่แหละ คือดีเทลที่เขาอยากได้ มันมีอยู่ ผมเชื่อว่ามีคนบ้าแบบผม

เหมือนคุณเชื่อในประโยคที่ว่า God is in the detail.

ผมเชื่อในรายละเอียด ผมบอกแล้วว่าโปรดักต์สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่าที่ Rompboy ยังขายได้อยู่ทุกวันนี้ ที่มันยังขายดีอยู่ สุดท้ายมันเป็นเพราะโปรดักต์ เราคิดว่ามันสวยจริงๆ เราคิดว่ามันคือโปรดักต์ที่คนทำรองเท้าจริงๆ ทำ ไม่ใช่คนที่อยากขายรองเท้ามาทำ แตกต่างกันนะครับ คนอยากขายรองเท้ากับคนทำรองเท้าจริงๆ

ทำไมคุณถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าการทำรองเท้าขายเป็นเรื่องยากมาก

ผมว่ามันแล้วแต่คนด้วย สำหรับผมรองเท้าเป็นเรื่องยาก ผมรู้สึกว่าถ้าคุณจะทำรองเท้า แล้วคุณวาดแบบส่งให้โรงงาน แล้วคุณบอกโอเค จบ อย่างนั้นน่ะง่าย แต่สำหรับผมรองเท้ามันยาก ยิ่งเราทำรองเท้าให้เรียบเท่าไหร่ ตัดดีเทลออกให้หมดเลยนะ แล้วเน้นแค่ทรง วัตถุดิบ แล้วก็รายละเอียดพวกความสูงของขอบยาง การใช้ไส้ตะเกียง ตาไก่ การที่จะให้ทุกอย่างมันเพอร์เฟกต์น่ะ โคตรยาก

เรื่องทรง ผมขึ้นหุ่นรองเท้าใหม่ใช้เงินประมาณ 5 แสนบาทในการขึ้นหุ่นบ้าๆ บอๆ ของผม อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวรองเท้าเลยนะ นี่เป็นแค่ตัวหุ่นเหล็กที่จะทำให้ทรงมันเพอร์เฟกต์ที่สุด ซึ่งเรื่องนี้คนอื่นไม่รู้หรอก ทุกคนคิดว่ารองเท้าผมแพง คุณไม่รู้หรอกว่าต้นทุนมันคืออะไรบ้าง กว่าหุ่นจะเสร็จผมแก้ระเบิด เคิร์ฟได้หรือยัง เรียวหรือยัง ตรงนี้นิดนึง ไซส์ไม่ได้ว่ะ ไม่มีอะไรง่ายหรอก สำหรับงานดีไซน์ ยิ่งเราบ้าดีเทลเท่าไหร่ มันยิ่งยากเท่านั้น

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

เห็นว่าตอนขึ้นแบบรองเท้าครั้งแรกมันไม่ได้ดั่งใจสักทีจนเกือบจะล้มเลิกไม่ทำแล้ว

ใช่ ผมก็เลยบอกไงว่ามันยาก บางทีผมก็คิดนะว่า เอ๊ะ หรือว่าจริงๆ มันแค่นั้นก็พอแล้ววะ ไม่ต้องแก้แบบอะไรเลย สั่งช่างปุ๊บก็เสร็จ แล้วก็ลดราคาไปเลย ไม่ต้องขึ้นหุ่นใหม่ ไม่ต้องจ่ายเป็นแสน ใช้หุ่นสำเร็จไปเลยจบๆ แล้วก็ขายราคาให้ซื้อง่ายๆ จะไปคิดอะไรมาก แต่สุดท้ายถามว่าเราจะนอนหลับหรือเปล่า ถ้าเราขายอย่างนั้นไปเราจะนอนหลับได้จริงๆ เหรอ มันหลับไม่ลงหรอก เพราะว่าอะไรรู้เปล่า เพราะมันไม่ใช่รองเท้าที่เราอยากจะใส่ มันไม่ใช่รองเท้าที่คนบ้ารองเท้าทำ เราไม่อยากเป็นพ่อค้า เราอยากเป็นคนทำรองเท้า

ก็เลยเหนื่อยยากกว่าชาวบ้านเขา

ก็เลยซับซ้อนกว่าชาวบ้านเขา โคตรเสียเวลาเลย ผมว่าป่านนี้แบรนด์อื่นรวยไปหมดแล้ว มีผมนี่แหละไม่รวย (หัวเราะ)

ความจริงรองเท้าผมไม่ค่อยมีโรงงานอยากทำหรอก โรงงานก็จะคิดว่า ผลิตให้เจ้าใหญ่หมื่นคู่ โอเค จบ ไอ้เราไปขอผลิต 300 คู่ 500 คู่ เขาไม่อยากทำหรอก เงินก็ได้น้อย ปัญหาเยอะปวดหัวอีก ผมเคยไปคุยกับโรงงานนึง ตาผมเป็นประกาย แต่เขาไม่มองหน้าผมเลย แล้วก็บอกว่า มีอย่างนี้เอามั้ย เหมือนเขาไม่อยากคุย แบบมึงเป็นเจ้าเล็ก แล้วโปรเจกต์แบบนี้ตอนนั้นยังไม่มีในประเทศไทย เหมือนเราเป็นผู้กำกับหน้าใหม่เอาหนังไปขายให้พวกนายทุน คือเขาไม่อยากทำ เขาอยากรับงานแมสมากกว่า เราไปคุยกับหลายเจ้าอยู่เหมือนกัน แต่ก็โดนปฏิเสธ ก็ปกติ เราเริ่มต้นอย่างนี้

ทำรองเท้าผ้าใบมาตลอด ทำไมล่าสุดหันมาทำรองเท้าหนัง

ส่วนตัวเราเป็นคนชอบใส่รองเท้าหนังมาก ชอบแบรนด์รองเท้าหนัง เรารู้สึกว่ารองเท้าหนังเป็นวัตถุดิบที่ใส่แล้วดูสำอางขึ้นมานิดนึง ซึ่งเราจะโดนแฟนทักมาตลอดว่าแต่งตัวโทรม แต่เราชอบใส่รองเท้าหนังเบรกให้มันดูสำอางขึ้น ซึ่งช่วยได้หรือเปล่าไม่รู้นะ (หัวเราะ) แต่ชอบ จะสังเกตได้เลยว่าปกติผมใส่รองเท้าหนังมากกว่าสนีกเกอร์ที่เป็นแคนวาส ส่วนตัวชอบ ก็เลยคิดว่าทำมันเป็นโปรเจกต์ทดลอง

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ทำไมคุณทำแค่ 250 คู่ ทั้งที่รู้ว่าทำมากกว่านี้ก็ขายหมด

ตอนแรกหนักกว่านี้อีก จะทำแค่ 99 คู่ คือผมรู้สึกว่าผมไม่อยากเดินทางซ้ำรอยเดิม ปีที่แล้วเป็นบทเรียนเลย ผมว่าผมทำรองเท้าเยอะเกินไป เชื่อลูกค้ามากเกินไป เชื่อคนรอบตัวมากเกินไป ที่เขาบอกว่าทำน้อยเกินไป เราเลยเพิ่มก็ได้วะ กลายเป็นว่ามันจบด้วยยอดที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราลืมคอนเซปต์เดิมว่าเราทำข้าวมันไก่ให้เฉพาะคนในซอยกิน เรามาห่างไกลเกินไปแล้ว ผมเลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ดึงตัวเองกลับมาที่เดิม เราคือลิมิเต็ด แล้วก็อย่างที่บอก มันคือโปรเจกต์ทดลอง แต่ช่วงที่เทสต์ของ ใส่ไปไหนมาไหนมีแต่เพื่อนทัก ก็เลยขยับมาที่ 250 คู่ อีกอย่างเราคิดว่าคนไทยไม่ค่อยใส่รองเท้าหนังด้วย คนไทยชอบใส่รองเท้าผ้าใบกัน ก็เลยคิดว่าทำแค่นี้

คุณคิดว่าการที่สินค้าแบรนด์ Rompboy ขายหมดภายในไม่กี่นาทีมันสะท้อนอะไร

สะท้อนความกดดันน่ะสิ จริงๆ มันกดดันนะ แฟนผมบอกผมตลอดว่า ล็อตใหม่กลัวไม่ปัง ตอนนี้คู่แข่งเยอะด้วย แบ่งมาร์เก็ตแชร์ไปเยอะ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น คือจริงๆ ผมแอบกลัวนะ แต่ผมรู้สึกว่า อย่าลืมสิว่าประเด็นเรา สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ขายเร็ว เราไม่ได้ต้องการเงิน เราบอกตัวเองตลอดว่า ถ้าโปรดักต์มีคุณค่า มันต้องไปถึงมือคนที่เห็นคุณค่าของมัน อันนั้นคือจบแล้ว พอแล้ว

ผมบอกแฟนตลอดว่า ไม่เป็นไร ถ้าเราทำงานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าแล้วมันจะขายไม่ได้เราจะไม่เสียใจแล้ว ถ้าเราทำงานไม่ดี แล้วมันยังขายไม่ได้อีก เออ อันนั้นสิ ที่ผมรู้สึกว่าผมคงนอนไม่หลับจริงๆ แต่อันนี้ผมนอนหลับแล้ว

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load