เราจำกางเกงยีนส์ตัวแรกของเราไม่ได้ แต่จำกางเกงยีนส์ตัวล่าสุดได้ดี กางเกงยีนส์มือสองที่เรารับมาดูแลต่อจากงานการกุศลเพื่อระดมทุนอาหารกลางวันและทุนการศึกษาเด็ก ไม่ได้เป็นทรงยอดนิยม และไม่ได้มีสีสันที่สวยงาม แต่กลับถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนกับที่ใครบอกไว้ว่า เราไม่เลือกเสื้อผ้าหรอก เสื้อผ้าต่างหากที่เป็นคนเลือกเรา

แม้จะเผื่อเวลาล่วงหน้าประมาณหนึ่ง แต่การเดินทางที่คาดเดาไม่ได้ทำให้เราไปถึงที่นัดหมายทันเวลาพอดีแบบฉิวเฉียด แผนการที่จะขอลองกางเกงยีนส์สีสดก่อนเริ่มต้นสนทนาจึงต้องพับเก็บไป

เรามีนัดกับ ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ เจ้าของแบรนด์และนักออกแบบของ Indigo Skin ในวันที่แบรนด์กางเกงยีนส์สัญชาติไทยแบรนด์นี้ มีอายุครบรอบ 9 ปีพอดิบพอดี

 ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

จากโจทย์ตั้งต้นที่อยากทำกางเกงยีนส์คุณภาพเยี่ยมผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย Indigo Skin พาตัวเองไปไกลกว่านั้น

กางเกงยีนส์ที่เลือกใช้ผ้าคุณภาพดี สั่งทอจากเครื่องจักรโบราณสมัยสงครามโลกของญี่ปุ่น และด้วยความมุ่งมั่นทำให้เป็นแบรนด์ไทยที่ตีตรา Made in Japan ผลิตตรงจากญี่ปุ่น สร้างปรากฏการณ์ มีคนมากางเต็นท์นอนรอเข้าแถวเพื่อเป็นเจ้าของกางเกงยีนส์รุ่นพิเศษที่ Indigo Skin ทำร่วมกับ Momotaro Jeans แบรนด์เก่าแก่จากญี่ปุ่น ซึ่งหมดภายใน 3 ชั่วโมง เป็นแบรนด์ไทยที่เริ่มรู้จักในวงการสตรีทที่ญี่ปุ่น และแม้แต่คนญี่ปุ่นก็หลงรัก

ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น คนชาติอื่นๆ ก็รัก Indigo Skin สังเกตจากลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติที่แวะเวียนมาที่ร้านอย่างไม่ขาดสายตลอดบทสนทนา

ก่อนจะพาคุณไปฟังความรักที่มีต่อกางเกงยีนส์ของ ก้อ ธัชวีร์ เราอยากชวนคุณมาเดินชมผลจากความรักของเขากันก่อน

กางเกงยีนส์

กางเกงยีนส์ตัวนั้น ฉันเห็นมันสนุกสนานเหลือทน

“ตอนเริ่มต้นทำแบรนด์ผมเกือบจะตั้งชื่อว่า ‘กนกยีนส์’ แล้ว”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราแสดงสีหน้าโล่งอกโจ่งแจ้งมากเกินไปหรือเปล่า ก้อจึงรีบชี้แจงที่มาของชื่อ Indigo Skin ให้เราฟัง

“แต่พอคิดไปคิดมา ชื่อ กนกยีนส์ อาจจะสร้างกรอบให้ตัวเองมากไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบชื่อไทยนะ เพียงแต่เรากลับมาคิดถึงเหตุผลที่เริ่มต้นแบรนด์ขึ้นมา เรารักกางเกงยีนส์ เราเป็นคนใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน เหมือนเป็นผิวหนังที่สองของเรา ผิวหนังสีคราม”

ก้อเล่าว่า ความเป็นไทย หรือหัวใจสำคัญที่ Indigo Skin สื่อสารตั้งแต่ต้น อย่าง Quality of Siam ไม่ได้หมายความถึงลายกนก หรือการอนุรักษ์นิยมผ้าไทยในทุกรายละเอียดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงกางเกงยีนส์ที่เกิดจากมันสมองและจริตแบบคนไทย

“เราคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้กางเกงยีนส์และความเป็นไทยอยู่ด้วยกันแล้วสวย ทำยังไงให้ออกมาแล้วเราอยากใส่ ผมอยากลบคำครหาว่าลายไทยมันเชย ผมจะทำให้ดู ทำให้รู้ว่าศิลปะไทย ผ้าไทย รายละเอียดต่างๆ แบบไทยๆ นั้นมีเสน่ห์มากแค่ไหน”

เริ่มต้นจาก ลายกนกที่ปักอยู่กระเป๋าหลังด้านซ้าย อันเป็นลายเซ็นของแบรนด์ ซึ่งหากเป็นรุ่นพิเศษจะมีลายกนกเล็กๆ ปักอยู่ที่ประเป๋าหลังด้านขวา โดยลายกนกเป็นดีไซน์ที่ลดทอนจากยอดลายกนกไฟบนธงของนักรบสมัยก่อน

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

สีเหลืองของด้ายที่ปักลาย เป็นสีเหลืองย้อมเองที่มีเฉพาะแบรนด์ Indigo Skin

กระดุมที่ลงรักปิดทองด้านใน กระดุมสามกษัตริย์สีทอง นาก เงิน ที่ออกแบบให้เป็นลายกนก รวมไปถึงเย็บขอบเอวด้านหลังแบบ triple ด้วยด้ายสีทอง นาก และเงิน หรือทำริมผ้ายีนส์เป็นสีสามกษัตริย์นี้ หาไม่ได้จากแบรนด์ไหนในโลกแน่นอน

และยังมีรายละเอียดลูกเล่นต่างๆ ในกางเกงยีนส์มากมายที่มองด้วยตาไม่เห็น เช่น tag คำว่า Indigo Skin ที่ซ่อนคำว่า ‘ยีนส์สยาม’ เพราะอยากให้มีภาษาไทยบนกางเกงยีนส์ทุกตัว เลขเก้าปักสีทองที่ซ่อนในกระเป๋าหลังด้านขวาของกางเกงยีนส์รุ่น Lot 9 หรืออย่างผ้าชั้นในกระเป๋ากางเกง ที่มีทั้งผ้าพิมพ์ลายไทยของโรงงานโขมพัสตร์ ในแบบที่เป็นแพตเทิร์นและสีเฉพาะของแบรนด์ หรือผ้าลินินของ Jim Thompson

กางเกงยีนส์

และทันทีที่เราเห็นผ้ารุ่นพิเศษที่แบรนด์พัฒนาร่วมกับช่างทอผ้าในจังหวัดสกลนครและเชียงใหม่ ซ่อนในกระเป๋ากางเกง เราก็เข้าใจความกรี๊ดของผู้ชายแล้ว

“ใช่ครับ ผมบ้ารายละเอียด” ก้อบอกพร้อมชี้ลายผ้าปะที่รองรอยขาดของกางเกง ก่อนจะเล่าว่าเหล่านี้เป็นความสนุกของการทำแบรนด์ Indigo Skin ที่เขาก็อยากให้ลูกค้าที่ซื้อไปสนุกกับการจับพลิกตะเข็บหาลูกเล่นที่ซ่อนอยู่

Win Detail

“แล้วรายละเอียดเหล่านี้มีที่มาจากไหน” เราถาม

“ช่วง ม.5 เรามีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เนเธอร์แลนด์ อยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ที่ชอบแต่งตัวและบ้าแฟชั่นมาก เราก็เห็นเขาเป็นไอดอล อยากใส่กางเกงยีนส์สวยๆ บ้าง กางเกงยีนส์แฟชั่นตัวแรกที่เราเก็บเงินซื้อคือ Levi’s Engineered Jeans ไอเทมสุดฮิตของยุคนั้น เป็นกางเกงยีนส์ Levi’s ที่ทำเป็นขาบิด นั่นคือแทนที่ตะเข็บจะอยู่ด้านข้างมันจะบิดไปข้างหน้า” ก้อเล่าย้อนไปถึงวันที่เขาเริ่มทำความรู้จักและหลงใหลกางเกงยีนส์ ผ่านการสัมผัสแบรนด์ต่างๆ เรื่อยมา เช่น แบรนด์ G-Star ที่ดังมากในเนเธอร์แลนด์

จนเมื่อกลับมาเมืองไทย ก้อเริ่มหาทุนสนับสนุนกางเกงยีนส์ตัวใหม่ด้วยการเปลี่ยนมือกางเกงยีนส์ที่มี เริ่มใส่แบรนด์ Diesel ของอิตาลี ก่อนจะขยับความสนใจไปที่กางเกงยีนส์ผ้าดิบ (raw denim) หรือกางเกงยีนส์ผ้าสีเข้มที่ไม่ผ่านการฟอก raw denim ตัวแรกของก้อคือ Denime ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสนใจผ้ายีนส์ญี่ปุ่น ก่อนตามมาด้วยแบรนด์ Nudie ของสวีเดน Samurai Jeans และ Momotaro Jeans

เมื่อซื้อแบรนด์ญี่ปุ่นมากๆ เข้า เขาก็เริ่มพบเสน่ห์ของกางเกงยีนส์จากญี่ปุ่นเหล่านี้ เพราะดูข้างนอกอาจจะเรียบเท่ไม่ต่างจากกางเกงยีนส์ของชาติต้นแบบอย่างอเมริกา แต่มีรายละเอียดอย่างเอกลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานอยู่ในกางเกงยีนส์ เช่น ผ้าพิมพ์ลายกิโมโน กระดุมลายก้านบอนไซ หรือลายดอกซากุระ

“วันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมไม่มีแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยที่เอาเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม มาผสมผสานในกางเกงยีนส์บ้าง”

ผ้าไทยมันเชย? ผ้าไทยสำหรับคนแก่?

“เราคิดว่า ไม่นะ เราคิดว่าเราทำมันได้”

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

ตื่นกนก

“เราชอบซื้อเสื้อลายกนกที่ขายตามจตุจักรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

แล้วอะไรทำให้เข้ามั่นใจว่าคนอื่นๆ จะชอบลายกนกไทยๆ เหมือนกัน

“มีช่วงหนึ่งเรากลับไปที่เนเธอร์แลนด์ เราก็ใส่เสื้อลายทะเลที่มีปลาไทย มีลายกนก ไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ฝรั่งเศส เชื่อไหมว่าวันนั้นมีฝรั่งเดินมาถามเราทั้งวันว่าซื้อเสื้อตัวนี้มาจากที่ไหน จนมีคนหนึ่งเดินมาบอกว่าขอซื้อเสื้อตัวนี้ได้ไหม เดี๋ยวซื้อตัวอื่นมาเปลี่ยนให้”

เป็นจุดที่ทำให้ก้อเริ่มต้นสเกตช์แบบกางเกงยีนส์ที่มีลายไทยคร่าวๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานการออกแบบเสื้อผ้ามาก่อน ก่อนจะหยิบแบบร่างกลับมาทำกางเกงยีนส์ตัวแรกในเวลาต่อมา

ยีนส์

ความรัก ความรู้ และคุณ-นะ-ทำ

“ข้อแรก เรารู้สึกว่ายีนส์เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ง่าย ใส่กับเสื้อยืดดูสบาย ทางการขึ้นได้ด้วยเสื้อเชิ้ต ใส่กับรองเท้าหนังก็ดูสุภาพ เปลี่ยนเป็นสนีกเกอร์ก็ดูลุยๆ จะเห็นว่าแต่งตัวไม่ยากเลย ข้อสอง มีเสื้อผ้าไม่กี่อย่างบนโลกที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งเกิดรอยยับ รอยเฟด รอยขาดตามกาลเวลา เรารู้สึกว่านี่เป็นเสน่ห์ เป็นเสื้อผ้าที่มหัศจรรย์ เราแทบจะใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน”

ในแง่ของการสะสมกางเกงยีนส์นั้น ถ้าไม่นับแบรนด์ของตัวเอง เขามีกางเกงยีนส์ทั้งหมด 60 – 70 ตัว ซึ่งมีมูลค่ารวมเท่ากับรถยนต์หรู 1 คัน โดยนอกจากเหตุผลทางการศึกษาเนื้อผ้าและแนวทางการตัดเย็บที่มีคุณภาพแล้ว เขายังคงสนุกกับการแต่งตัว

“เรายังซื้อกางเกงยีนส์แบรนด์อื่นๆ เรายังเป็นคนรักกางเกงยีนส์อย่างที่เคยเป็นมา ยังทำตัวเป็นผู้บริโภค รับรู้ความต้องการที่เปลี่ยนไป มองหาอะไรใหม่ๆ เป็นแรงผลักให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ติดอยู่ใน comfort zone ไม่รู้สึกว่าตัวเราเจ๋งที่สุด”

ก้อเล่าย้อนไปถึงช่วงที่สะสมความรู้เกี่ยวกับกางเกงยีนส์ให้ฟังว่า กว่า 90% ของความรู้ที่เขาเริ่มต้นนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต

“พอเราเริ่มรู้ตัวว่าหลงเสน่ห์กางเกงยีนส์เข้าให้แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาข้อมูลจากใคร

เราจึงตั้งต้นด้วยโจทย์ว่า กางเกงยีนส์ตัวละ 700 – 800 กับ 7,000 – 8,000 แตกต่างกันอย่างไร กางเกงยีนส์ตัวนี้ใช้ผ้าที่ไหน ผ้าที่นี่ดีอย่างไร ผ้าวินเทจคืออะไร ผ้าริมแตกต่างจากผ้าไทยอย่างไร จนเมื่อเริ่มต้นทำแบรนด์ ก็มีโอกาสพบเจอและเรียนรู้โดยตรงจากช่างทำกางเกงยีนส์ ช่างทอผ้ายีนส์ ผมชอบเข้าไปที่โรงงาน ไปนั่งคุยกับคนเย็บ เข้าไปดูและอธิบายรายละเอียดกับคนทำด้วยตัวผมเอง เข้าไปจับผ้าและลงมือทำแบบขึ้นมาด้วยกัน ไม่ใช่แค่การร่างบนกระดาษและส่งอีเมลไปที่โรงงาน”

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คงแทบไม่มีใครยอมจ่ายเงินหลายพันบาทเพื่อซื้อกางเกงยีนส์สักตัว

กางเกงยีนส์

ซึ่งหากมองย้อนตามประวัติศาสตร์แฟชั่นประเทศเราแล้วนั้น กางเกงยีนส์ไม่ใช่ของที่ทุกคนจะยินยอมพร้อม (จะเข้า) ใจว่าทำไมเราต้องการกางเกงยีนส์ที่ดี เราถามเขาว่าอะไรทำให้เขายืนยันที่จะทำกางเกงยีนส์ต่อไป

“เราแค่อยากทำความฝันให้เป็นจริง นั่นคือทำกางเกงยีนส์คุณภาพดีที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย และเมื่อเห็นว่าพอมีความเป็นไปได้ เราก็มีความฝันต่อไปคืออยากพา Indigo Skin ออกไปสู่ระดับโลก”

Indigo Skin เป็นแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยแบรนด์แรกที่กล้าขายในราคาตัวละ 6,900 บาท

หลังจากลงมือร่างแบบและเปิดรับ pre-order ที่เว็บไซต์ Soul4Street.com ในช่วงปลายปี 2008 Indigo Skin มียอดรายการสั่งซื้อจำนวน 60 ตัว ภายใน 2 สัปดาห์แรก

อะไรทำให้ 60 คนแรกที่ไม่ได้รู้จักก้อเป็นการส่วนตัว ไม่เคยเห็นและสัมผัสกางเกงยีนส์มาก่อน เชื่อใจและยอมจ่ายเงินสั่งจองในราคาที่สูงพอๆ กับกางเกงยีนส์แบรนด์ดังจากต่างประเทศ

“หลายคนบอกว่าเขามั่นใจในเราจากการที่เห็นเราตอบคำถามเรื่องกางเกงยีนส์ตามกระทู้ต่างๆ และหลายคนก็บอกว่า ชอบตั้งแต่ที่เห็นในร่างตัวอย่าง เพราะถูกใจลายกนกที่ไม่หาไม่ได้จากที่ไหน ในเมื่อเขาเชื่อใจเรา เราก็ต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง

“ยังจำได้ดี ถึงวันแรก ที่โต๊ะหัวมุมในร้านสตาร์บัคส์ชั้น 3 สยามพารากอน ลูกค้าทยอยมารายงานตัวและรับกางเกงยีนส์นั้นไปทีละคน ก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนใส่เดี๋ยวนั้น ปลื้มมากนะ ความกังวล ความเหนื่อย ที่เคยมี มันหายไปหมดเลย” ก้อเล่าย้อนกลับไปถึงวันที่ 17 มกราคม 2009 งานวันแรกเกิดของ Indigo Skin

โชคดี ที่ปัจจุบันคนกล้าใช้เงินและสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น จึงถือสัญญาณที่ดีที่ทำให้แบรนด์ไทยกล้านำเสนอสินค้าคุณภาพดีที่เท่าเทียมแบรนด์ระดับโลก สร้างทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภค ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จของ Indigo Skin สร้างแรงบันดาลใจแก่แบรนด์กางเกงยีนส์ของคนรุ่นใหม่หลายแบรนด์ในประเทศอินโดนีเซียด้วย

Indigo Skin

ผจญภัยผ้ายีนส์กับเครื่องจักรโบราณ

นอกจากความแตกต่างของเส้นด้ายที่ทำให้ต้นทุนของผ้ายีนส์แตกต่างกันแล้ว วิธีการทอที่ต่างกันก็สร้างคุณค่าและมูลค่าแตกต่างไปด้วย

กางเกงยีนส์ผ้าริม หรือยีนส์ selvage คือผ้ายีนส์ที่ได้จากเครื่องจักรทอผ้าโบราณหน้าแคบ กว้างเพียง 31 นิ้ว ทำให้การตัดเย็บกางเกงยีนส์ 1 ตัวจะใช้ผ้า 2 – 3 หลา ขณะที่ผ้ายีนส์ที่ทอด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ทั่วไปอาจจะมีหน้ากว้าง 60 นิ้ว ทำให้ผ้าที่ใช้ตัดกางเกงยีนส์ต่อตัวนั้นน้อยกว่า

จังหวะการทอช้าๆ ของเครื่องจักรโบราณทำให้ผ้าที่ได้มีลักษณะเหมือนผ้าทอมือ ซึ่งอาจจะแยกไม่ออกในคราวแรกแต่เมื่อใช้ไปสักพักจะเห็นลวดลายที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวคนใส่ ที่มาของรอยย่นยับและการสะดุดของเส้นด้ายซึ่งสวยกว่าผ้าที่ทอเนี้ยบจากเครื่องจักรสมัยใหม่มากๆ

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

“แล้วทำไม Indigo Skin จึงเลือกใช้ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่น แทนชาติอื่น” เราถาม

“เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก” ก้อยิ้มก่อนจะเล่าให้เราฟัง

ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนขั้นต่ำในการสั่งผลิต (small quantity) ผู้ผลิตในญี่ปุ่นรับฟังและพร้อมที่จะพัฒนาผ้าตามความต้องการของลูกค้าได้ แต่นั่นก็มาพร้อมราคาต้นทุนที่สูงที่สุดในบรรดาแหล่งผลิตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นตำหรับอย่างสหรัฐอเมริกา และแหล่งผลิตคุณภาพในอิตาลี ตุรกีและจีน

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่เริ่มต้นทำแบรนด์ Indigo Skin ก้อไม่กล้าคิดจะใช้ผ้าญี่ปุ่นเพราะรู้สึกไกลตัวและเกินเอื้อมที่คนหนึ่งคนจะเดินเข้าไปในโรงงานและติดต่อขอซื้อผ้าญี่ปุ่น เขาจึงคิดจะใช้ผ้าไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นโรงงานในประเทศที่ปฏิเสธรายการขอซื้อผ้าสั่งผลิตผ้าริม หรือ selvage denim สไตล์วินเทจ เพื่อผลิตกางเกงยีนส์ 100 ตัวของเขา เพราะขัดกับจำนวนขั้นต่ำ 1 แสนหลา

หากกางเกงยีนส์ผ้าริม 1 ตัวใช้ผ้า 2 – 3 หลา

นั่นแปลว่าผ้า 1 แสนหลาจะผลิตกางเกงยีนส์ 30,000 ตัว

ก้อจึงกลับมาคิดหาวิธีการใหม่ พร้อมๆ กับค้นหาโรงงานคุณภาพดีในต่างประเทศ บริษัทแรกที่เขาติดต่อไปชื่อ Kaihara ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่ฮ่องกง ก้อเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บอกเล่าความปรารถนาของตัวเองอย่างครบถ้วน แต่ไม่มีเสียงตอบกลับจากฮ่องกง

“พ่อบอกให้ส่งไปอีก ส่งไปเรื่อยๆ อีก 10 ครั้ง 20 ครั้ง จนกว่าเขาจะตอบกลับมาว่า yes หรือ no” โชคดีที่ Kaihara ตอบกลับมาในครั้งที่ 4 เพราะเห็นความตั้งใจแน่วแน่ โดยหลังจากพูดคุยรายละเอียดและความต้องการผ้าซึ่งพอดีกับที่โรงงานมีและสามารถแบ่งขายได้ Indigo Skin จึงถือกำเนิดขึ้น

จนเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ก้อได้พบกับโรงงานที่ทอผ้าให้กับแบรนด์ Momotaro Jeans ที่ Okayama เขาจึงเริ่มส่งอีเมลไปติดต่อ พร้อมระบุในอีเมลที่เขียนหาเป็นครั้งที่ 2 ว่าหากไม่ได้รับคำตอบใดๆ จะบินไปหาถึงออฟฟิศที่โตเกียว

เสื้อยีนส์

“ตัดภาพมา ผมกำลังถือผ้าม้วนแรกที่ซื้อจากโรงงานนี้จำนวน 10 หลาขึ้นเครื่องบินกลับมากรุงเทพฯ” ก้อเล่า พร้อมสายตาที่บอกความอิ่มเอมใจ เพราะว่าแม้ตอนนั้นจะไม่แน่ใจในแง่ธุรกิจว่าจะไปได้สวยมั้ย เพราะราคาต้นทุนผ้าที่สูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ด้วยคุณภาพที่ดีมาก สามารถเลือกคุณสมบัติเนื้อผ้าและผิวสัมผัสอย่างที่ต้องการได้ เพียงเท่านี้ก็สานฝันคนรักกางเกงยีนส์อย่างเขามากที่สุดแล้ว

กางเกงยีนส์ 3 ตัวแรกจากผ้าม้วนนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนที่พบเห็น เพราะสีเข้มสวยเป็นพิเศษกว่าที่เห็นทั่วไป ก้อจึงตัดสินใจทำรุ่นพิเศษ 100 ตัวขึ้นมา ก่อนที่โรงงานแห่งนี้จะกลายมาเป็นโรงงานหลักที่ทอผ้าให้กับ Indigo Skin โดยเจ้าของโรงงานเป็นคนเดียวเจ้าของแบรนด์ Momotaro Jeans เป็นที่มาของโปรเจกต์พิเศษที่ทำร่วมกันในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันมีการ collaboration มาถึงครั้งที่ 4 แล้ว

Collaboration ในฝัน

หากคุณพอจะติดตามแฟชั่นญี่ปุ่นอยู่บ้าง ย่อมรู้ดีว่าการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากแค่ไหน

“มีช่วงหนึ่งที่ผมฝันว่าผมอยาก collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นที่เราติดตามในนิตยสารแฟชั่นญี่ปุ่น แต่เมื่อถึงวันที่เรามีโอกาสร่วมทำโปรเจกต์พิเศษกับแบรนด์นั้น ได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่อยู่ในนิตยสารเหล่านั้น เรากลับพบว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น เรายังไปได้ไกลกว่านี้อีก พัฒนาและพาแบรนด์ไปไกลได้มากกว่านี้อีก” ก้อเล่า ก่อนจะเสริมว่าเขามองว่านี่เป็นกระบวนเป็นการประชันไอเดีย ‘ผมเรียนรู้คุณ คุณเรียนรู้ผมนะ’  ซึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นจะทำ collaboration กับแบรนด์ที่เขา respect เท่านั้น โดยที่เรื่องการตลาดและยอดขายเป็นเรื่องรอง

ครั้งแรกที่ก้อชวนเพื่อนจากแบรนด์ Momotaro Jeans ทำ collaboration กัน หลังจากที่ Indigo Skin ติดต่อซื้อผ้าสนิทสนมกันกว่า 2 ปี เขาตอบกลับก้อมาว่า อย่าเพิ่งใจร้อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยาก แต่เขาอยากให้ก้อทำแบรนด์ Indigo Skin ให้เขาเห็นว่าขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน

“ฟังดูเป็นคำพูดที่แรงมากนะ แต่นั่นเป็นแรงผลักดันที่ดีมากๆ จากความคิดที่ว่าหากได้ร่วมงานกับ Momotaro Jeans คงจะช่วยทำให้โปรไฟล์เราดูดีระดับโลก เรากลับรู้สึกว่านี่เป็นคำเรียกสติให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปให้ได้”

หลังจากนั้น ก้อก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนอีกเลย จนผ่านไป 2 ปี ทาง Momotaro Jeans ก็เริ่มเอ่ยปากชวน ด้วยเพราะมั่นใจจากสิ่งที่เห็น ไอเดียแปลกๆ และพัฒนาการใหม่ๆ ในการผลิตผ้าทอ จนกระทั่ง Indigo Skin สามารถสั่งผลิต Made in Japan ด้วยเพราะต้องการเรียนรู้จากช่างฝีมือของญี่ปุ่น ว่าสามารถตัดเย็บหรือมีวิธีการตัดเย็บไปได้ถึงขั้นไหน และเพื่อแสดงให้เห็นว่า Indigo Skin สามารถผลิตกางเกงยีนส์ที่มีคุณภาพและใส่ไอเดียที่ดีและตัวตนของที่มีลงไปได้

หลังจากเปิดตัว collaboration แรกระหว่าง Momotaro Jeans x Indigo Skin ก็ขายหมดทั้ง 80 ตัวภายใน 3 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่ลูกค้ามากางเต็นท์นอนหน้าห้าง Terminal 21 เพื่อรอซื้อกางเกงยีนส์

 G-Shock  G-Shock

นอกจากนี้ยังมีการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นอื่นๆ รวมถึงแบรนด์ไทยเจ๋งๆ ด้วยมากมายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสิ่งที่ต่างไม่ถนัด เช่น การ collaboration กับนาฬิกากับ G-Shock ผลิตเพียง 300 เรือน แต่มีคนมาเข้าแถวจับสลากซื้อนาฬิกาถึง 800 คนที่ห้างเซนทรัลเวิลด์

“ผมมองว่าความสนุกของ collaboration คือไม่มีขอบเขตเลย ยอดขายและชื่อเสียงเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับความน่าสนใจของการร่วมงานกันครั้งนั้นมากกว่า”

Heart Sale

แฟนตัวจริงจะรู้ว่า Indigo Skin เป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนผ้ายีนส์ทุกปี ไม่มีแบรนด์ไหนในโลกทำขนาดนี้ ทุกแบรนด์จะมีเนื้อผ้าพื้นฐาน

“มันจำเป็นแค่ไหน ที่คุณต้องใส่รายละเอียดลงไปในกางเกงยีนส์มากมายขนาดนี้” เราถาม

“ผมคิดบนพื้นฐานที่ว่า สิ่งที่ผมทำออกมามันต้องทำให้ผมอยากจะซื้อใส่เองเสียก่อน ธุรกิจ เรื่องต้นทุนกำไรเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องคิดถึง แต่นั่นไม่ใช่ first priority ของการคิดงาน ผมไม่สามารถพูดสวยหรูว่า ‘ทำของให้เจ๋งเข้าไว้ ราคาเท่าไหร่คนก็ซื้อ’ การทำธุรกิจไม่ได้โรแมนติกขนาดนั้น อย่าเพ้อฝันว่าดีที่สุด แพงที่สุดจะตอบโจทย์ เราเพียงต้องสมดุล”

เพราะวิธีคิดงานสนุกๆ ที่มีพร้อมไอเดียและเทคนิคใหม่ๆ ของ Indigo Skin จึงไม่แปลกใจที่แฟนกางเกงยีนส์ในบ้านเราและอีกหลายประเทศทั่วภูมิภาคนี้จะรู้สึกเซอร์ไพรส์ในทุกครั้งที่ Indigo Skin ประกาศเปิดตัวสินค้าใหม่

“เราไม่ได้เรียนออกแบบมา เราไม่ใช่คนกำหนดเทรนด์ เราเรียนจบโฆษณา เป็นนักสร้างสรรค์ นักการตลาด แต่เราใช้ศาสตร์การตลาดที่เรียนมามาช่วยในการออกแบบ Indigo Skin เราถามลูกค้า ถามเพื่อนสนิท ถามนักสะสมกางเกงยีนส์ที่เรารู้จัก ถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่ารู้สึกกับกางเกงยีนส์ของเราอย่างไร”

ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความคิดสมัยที่เขาเป็นเพียงคนรักกางเกงยีนส์ที่ชอบคิดว่าถ้ากางเกงตัวนี้ไม่เป็นแบบนี้ แต่มีทรงแบบนี้ด้วยผ้านี่คงจะดีเนอะ หรือถ้าเพิ่มส่วนนี้เข้าไปน่าจะดีเนอะ ก้อบอกว่าเขายังคิดอยู่เลยว่าถ้านักออกแบบกางเกงยีนส์ตัวนั้นฟังสิ่งเหล่านี้และนำไปทำจริงๆ ลูกค้าก็จะรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการทำกางเกงยีนส์ตัวนั้นด้วย คงเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

กางเกงยีนส์

ก่อนจะขอตัวไปลองกางเกงยีนส์ Indigo Patchwork Vintage Chino ที่แขวนอยู้หน้าร้าน เราถามทิ้งท้ายถึงคำแนะนำของการทำสิ่งที่รักด้วยความตั้งใจ

“พ่อสอนผมตลอดเวลาถึงความกล้าทั้งหก กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะวางแผน กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะยอมรับผิด ผิดแล้วแก้ไข และจงระลึกเสมอว่าผลงานที่ดีที่สุดของคุณอยู่ที่งานครั้งหน้า คุณมีความสุขกับความสำเร็จครั้งนี้ได้ แต่อย่าจมอยู่กับมัน งานครั้งหน้าของคุณต้องดีกว่านี้เสมอ

“คนเราถ้าตั้งใจจะทำ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ 10 ปีที่แล้ว ถ้าผมบอกใครว่าจะทำกางเกงยีนส์ลายไทยขายตัวละเป็นหมื่น คนคงหัวเราะให้กับความฝันนี้ แต่ตอนนี้ผมพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมทำได้” ก้อตอบ ก่อนจะบอกเราว่าเขาไม่มีเทคนิคใดๆ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ ทำการบ้านให้หนัก ความตั้งใจทำและรู้จริงในสิ่งที่รักจะสะท้อนออกมาผ่านผลงาน น้ำเสียงและประกายตาระหว่างตอบคำถามข้อนี้ก็เช่นกัน

ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

www.indigoskinjeans.com
facebook: indigoskinjeans

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ผมไม่แน่ใจว่าจะนิยามสิ่งที่ชายคนนี้ทำด้วยคำใดดี ระหว่างหาญกล้า หรือบ้าบิ่น

กับการที่ใครสักคนในวัย 33 มีหน้าที่การงานมั่นคง มีตัวตนในวงการที่ตัวเองอยู่อาศัย ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่ว่ามาเพื่อบินไปทำตามความฝันความเชื่อ หรือเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็ได้ว่า เขาบอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวก

ชายผู้นี้มีหมวกมากกว่า 1 ใบในชีวิต ผมหมายถึงทั้งหมวกในความหมายของเครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่ง และหมวกในความหมายของบทบาทที่รับผิดชอบ

ผมรู้จักชายหนุ่มผู้นี้ครั้งแรกในฐานะดีเจที่ใช้นามแฝงว่า ‘DJ Supersonic’ พบเห็นเขาตามงานปาร์ตี้สุดเก๋ยามราตรีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยทักทายเป็นการส่วนตัว ถึงอย่างนั้นผมก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งบนหัวของเขาจะมีหมวกสวมอยู่ อาจจะเปลี่ยนรูปทรงไปบ้างตามแต่วาระและโอกาส แต่หัวของเขาไม่เคยเว้นว่างแม้แต่วันเดียว

อาจกล่าวว่าผมไม่เคยเห็นทรงผมที่แท้จริงของเขาก็ไม่ผิดนัก

ความคลั่งไคล้หมวกของชายผู้นี้พัดพาให้ผมมาพบเขาอีกรอบในโลกออนไลน์ เมื่อเจอเพจที่ชื่อ Cult & Cut ซึ่งเป็นเพจที่เขาสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องหมวกล้วนๆ แบบลึกๆ และจากการนัดพบเจอกันทำให้ผมรู้ว่าอีกไม่กี่วันเขาจะไปอยู่นิวยอร์กปีครึ่งเพื่อเรียนทำหมวก ซึ่งกว่าที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะเผยแพร่ เขาคงอยู่ที่ใดสักแห่งในนิวยอร์ก

การพบกันของเราครั้งนี้ที่คอนโดมิเนียมย่านทองหล่อของเขาค่อนข้างแปลก เมื่อมันไม่ใช่ยามค่ำคืนและไม่มีเสียงดนตรีที่เขาเปิดคลอเคล้าบรรยากาศอย่างที่คุ้นเคย แต่ที่เหมือนเดิมเช่นทุกครั้งคุณเองก็คงพอเดาได้

ใช่, เขาสวมหมวกเดินลงมารับ

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 1 : คนชอบหมวก

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือหมวกหลักสิบใบที่กองอยู่บนโซฟากลางห้อง นี่เป็นหมวกเพียงส่วนหนึ่งที่เจ้าบ้านคัดมาให้ผู้มาเยือนอย่างผมได้เห็นเป็นบุญตา

“บางคนอาจจะมองว่ามันต้องมีหมวกเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งอันนี้ก็ตอบยากเหมือนกัน” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อผมถามว่าหมวกเยอะขนาดนี้เคยมีคนทักท้วงไหมว่าจะมีไปทำไมเยอะแยะ หัวก็มีหัวเดียว

“ผมว่าสำหรับคนสะสมของ ง่ายที่สุดเลยมันคือความสุข บางคนอาจจะมองว่ากิเลสเยอะหรือเปล่า ก็จริงครับ เถียงไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้ผมรู้สึกมีความสุขในการทำงาน คนส่วนใหญ่อาจจะแฮปปี้ที่ทำงานได้เงิน แต่สำหรับผม บางงานจ้างผมไปเล่นแค่ให้หมวกผมสวยๆ สักใบผมก็โอเคแล้วนะ”

ชายหนุ่มหัวเราะสดชื่นเมื่อจบประโยค ในขณะที่ผมไล่สายตาดูหมวกที่บางใบก็รูปทรงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ในขณะที่บางใบก็รูปทรงแปลกตาชนิดนึกภาพตัวเองสวมใส่ไม่ออก

“หมวกสำหรับคุณสำคัญยังไง ทำไมทุกครั้งที่พบกันเราจะเห็นมันอยู่บนหัว” ผมถามในสิ่งที่ค้างคามาตั้งแต่ก่อนพบเจอ

“มันยังไม่เชิงว่าเป็นอวัยวะ แต่มันเหมือนทรงผม สมมติให้ผมไปตัดผมทรงโมฮอว์ก หรือตัดทรงอะไรประหลาดๆ ผมก็คงเขินตอนเดินออกจากบ้าน ซึ่งผมเป็นคนซีเรียสเรื่องหมวกอย่างนั้นเลย ผมรู้สึกว่ามันเหมือนทรงผมของเรา มันเป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่เราต้องใส่ออกมาทุกวัน มันก็เป็นเหมือนเสื้อผ้า เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัว แต่ด้วยความที่ผมใส่มาเป็นสิบปี พอวันไหนไม่ใส่ก็จะรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ใส่กางเกงในหรือเปล่าวะเนี่ย คือมันจะรู้สึกแปลกๆ เขินๆ ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผมไปแล้ว

“หมวกมันเป็นเครื่องหัวอย่างหนึ่งที่บอกคาแรกเตอร์ มันสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง ในนิทานพระราชายังต้องมีมงกุฎเลย นักกีฬาก็มีหมวก เราเห็นแล้วรู้คาแรกเตอร์ชัดว่าใครเป็นยังไง ถ้าพูดในแง่แฟชั่น มันเป็นชิ้นส่วนที่ปะทะตาอันดับแรกเลยก่อนทั้งตัวเลย เพราะเรามองหน้าปุ๊บก็จะเห็นทันที”

จริงอย่างที่เขาว่า หมวกของเขาปะทะสายตาทันทีที่เราพบกัน แม้ยามสนทนากันก็เป็นเช่นนั้น ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเคยรู้สึกว่าหมวกจะมีความพิเศษใดๆ จนกระทั่งได้ฟังเขานั่งเล่าและเห็นแววตาของเขาขณะเล่า

บางสิ่งมันคงพิเศษเฉพาะเมื่ออยู่ในการครอบครองของคนที่มีสายตาพิเศษสำหรับมองเห็นความพิเศษนั้น-เท่านั้น

“เมื่อไหร่กันที่คุณเริ่มรู้สึกว่าหมวกเป็นสิ่งพิเศษจนคิดเก็บสะสม” ผมถามท่ามกลางหมวกที่รายล้อม ซึ่งผมเดาว่าหากพวกมันมีชีวิตคงอยากรู้คำตอบเช่นเดียวกัน

“เมื่อก่อนผมจะซื้อเฉพาะหมวกที่เราจะใส่ จนมีช่วงหนึ่งที่ไปญี่ปุ่นบ่อย แล้วไปเจอหมวกที่สวยมากแต่มันไม่เข้ากับหัวเราเลย ผมก็คิดว่าเสียดายเงินถ้าซื้อมาแล้วไม่ใส่ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า แล้วมีอยู่วันนึง แต่ผมจำไม่ได้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ แต่จำความรู้สึกนั้นได้ ตอนนั้นผมอยู่ในแกลเลอรี่ แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าของทุกชิ้นมันก็เหมือนงานศิลปะนะ เหมือนเวลาเราซื้อรูปเพนติ้งกลับมา นั่นคือการที่เราชื่นชอบศิลปิน เราก็เลยซื้องานเขามาเก็บไว้ ซึ่งเราก็เอามาใส่ไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นมันก็คงไม่แย่มั้งถ้าเราจะซื้อหมวกมาแล้วใส่ไม่ได้ มันก็คงเหมือนงานศิลปะ ก็เลยรู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นว่าเริ่มเก็บดีกว่า”

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 2 : คนทำเพจหมวก

…ตลอดระยะเวลาที่ผมซื้อหมวกและใส่หมวกมาเป็นสิบๆ ปี ผมไม่เคยมานั่งนับเลยว่าตอนนี้มีกี่ใบ หมดกับมันไปเท่าไหร่ แต่กลับกัน มันเหมือนบันทึกความทรงจำที่บอกว่าแต่ล่ะใบที่ได้มานั้น ตอนนั้นอยู่ที่ไหน ทำอะไร ได้มาได้อย่างไร…

ในบทความชิ้นแรกของเพจที่อธิบายที่มาที่ไป ชายหนุ่มผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและแอดมินเพจเขียนไว้อย่างนั้น

อย่างที่เขาว่า หมวกทุกใบสำหรับเขามีเรื่องราว

หมายถึงทั้งเรื่องราวเบื้องหลังการได้มาและเรื่องราวในเชิงประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องราวในเชิงแฟชั่นและฟังก์ชัน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นคือที่มาของเพจ Cult & Cut ที่เขาตั้งใจใช้เป็นพื้นที่ในการแชร์เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหมวก

“ผมเป็นแค่คนชอบ เราไม่ใช่เซียน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพจนี้จะเป็นเพจที่เราจะเรียนรู้ไปพร้อมคนอ่าน คือผมไม่ได้บอกว่าจะเอาองค์ความรู้ทุกอย่างของผมมาเล่าให้ฟัง แต่ว่าผมจะเอาบางเรื่องที่ผมเพิ่งไปเจอมามาเล่า ตอนนี้ก็มีมิชชันแล้ว แทนที่เวลาสงสัยเราจะคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปหาข้อมูลตอนนี้เรารู้สึกว่าเรามีเรื่องต้องแชร์ให้คนอ่านแล้ว เราจะได้ทำการบ้านไปในตัว ซึ่งน่าจะสนุกสำหรับผมด้วย

“เรื่องหมวกมันกว้างมาก เราหยิบยกเรื่องมาพูดได้เยอะมาก มันไม่จำเป็นต้องเป็นหมวกแฟชั่น มันอาจจะเป็นหมวกกันน็อกก็ได้ อย่างที่ผมเขียนไว้ในเพจ มันเป็นวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวตั้งแต่ในสงครามยันรันเวย์ หมวกอยู่กับคนมานานมาก มักจะมีคนบอกผมว่า หมวกไม่ใช่วัฒนธรรมคนไทย ซึ่งก็จริง หมวกเป็นวัฒนธรรมฝรั่งสมัยก่อน แต่ลองมองดูรอบๆ ตัวดีๆ ผมว่าคนใส่หมวกเยอะมากนะทุกวันนี้ คนขายหมูปิ้งก็ใส่หมวก คนงานก่อสร้างก็ใส่หมวก ทุกคนใส่หมวกหมด แต่แค่เราอาจจะไม่ได้สนใจ”

เล่าถึงตรงนี้เขาก็แอบเล่าถึงเรื่องๆ หนึ่งที่กำลังจะเขียน ว่าด้วยเรื่องงอบของชาวนา ซึี่งจากการรีเสิร์ชทำให้เขาค้นพบข้อมูลสนุกสนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของคำที่ใช้เรียกในแต่ละพื้นที่ หรือสถานะของหมวกชนิดนี้ในนานาประเทศ แค่ฟังทีเซอร์ผมก็อยากอ่านเต็มทีแล้ว

ว่าแต่ทำไมเราต้องรู้เรื่องหมวก ทำไมคนทั่วไปต้องสนใจมัน-ผมสงสัย

“จริงๆ มันไม่ใช่แค่หมวก หลายอย่างในชีวิตประจำวันมันมีเรื่องราว แต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจ อย่างหมวกนี่อยู่เหนือคิ้วขึ้นไปนิดเดียวเองนะ เราใส่กันตั้งแต่เด็ก ถ้าถามถึงหมวกใบแรกบางคนอาจจะจำไม่ได้ว่าพ่อแม่เคยซื้อให้ เราอยู่กับมันมาโดยไม่รู้ตัว ผมมองว่ามันใกล้ชิดกับเรามาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ไอเทมที่จะอยู่กับเราทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากจะแชร์แพสชันตรงนี้ด้วย

“บางทีมันน่าจะเป็นประตูทำให้ผมไปเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน และทำให้คนที่ชอบอะไรเหมือนกันได้เจอกัน นี่คือสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับผม”

ซึ่งแน่นอนว่า แม้ผมจะไม่ได้ชอบหมวกเช่นเขา แต่มันก็ทำให้เราโคจรมาเจอกัน

เป็นการเจอกันก่อนที่ไม่กี่วันเขาจะก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 3 : คนทำหมวก

ตอนนี้เขาอายุ 33 ปี

เราคาดหวังสิ่งใดจากคนในวัยนี้ มีหน้าที่การงานมั่นคง ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว มีเงินเก็บจำนวนหนึ่งพอที่จะไว้ใช้รักษาเนื้อรักษาตัวในวันข้างหน้า

ชายผู้นี้ทำตรงกันข้ามแทบทั้งหมด

เมื่อความบ้าหมวกเข้าเส้น ปีที่ผ่านมาเขาตัดสินใจใช้เงินเก็บที่มีหมดไปกับการบินไปอยู่ที่นิวยอร์ก 6 เดือนเพื่อหาความเป็นไปได้ในการสร้างแบรนด์หมวกของตัวเอง และการไปอยู่ในบ้านเมืองที่วัฒนธรรมหมวกแข็งแรงทำให้ภาพเลือนรางในหัวของเขาเริ่มชัดเจน เขาใช้เวลาในแต่ละวันเข้าออกร้านหมวกในมหานครแห่งแฟชั่น

“ตอนไปนิวยอร์กรอบแรก ผมอยากไปดูว่ามีตลาดหรือเปล่า แล้วเราจะอยู่ได้มั้ย เรื่องตลาดผมไปดูแล้วเห็นคนใส่หมวกโคตรเยอะเลย ผมไปร้านหมวกทุกร้านในนิวยอร์ก ถือเป็นภารกิจประจำวันของผม ไปดูหมวก ไปคุยกับเจ้าของร้าน ลามถึงขั้นไปดูโรงงานที่ทำ มีอยู่ร้านนึงผมเดินเข้าไปคุยกับเขา แล้วผมแอบมองทะลุม่านไปเห็นเขาผลิตกันในนั้น ก็เลยถามเขาว่าที่นี่เป็นโรงงานหมวกเหรอ เขาบอกว่าใช่ เป็นโรงงานที่อายุเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เราก็ตาโต บอกเขาว่าเราชอบหมวกมากเลย มาจากเมืองไทย เขาก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่าอยากเข้าไปดูมั้ย แล้วเขาก็พาเข้าไป

“พอเข้าไปดูข้างใน บรรยากาศมันขลังมาก คือหมวกพวกนี้ฝรั่งเขามีวัฒนธรรมกันมาก่อน โรงงานในนิวยอร์กจึงมีแค่ 2 ประเภท คือโรงงานเก่าที่ยังอยู่ได้ กับเป็นโรงงานที่คนรุ่นใหม่อย่างผมไปเทกโอเวอร์โรงงานเก่ามา เพราะฉะนั้น อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เขาใช้ในโรงงานอายุเป็นร้อยปีเกือบหมด ไม่ว่าจะโมที่ใช้ซึ่งเป็นไม้แกะสลักที่เขาตกทอดกันมา บ้านเรามันไม่มีโรงงานอย่างนั้น ถ้าเราอยู่เมืองไทยเราไม่รู้จะไปหาความรู้แบบนี้จากไหน หมวกผ้าเราอาจจะหาโรงงานเย็บได้ หาครูให้เราได้ แต่ครูที่จะสอนการทำหมวกแบบนี้ต้องเป็นที่นิวยอร์กจริงๆ”

และนั่นทำให้ชายวัย 33 ตัดสินใจออกผจญภัยบนเส้นทางที่เขาเองก็ไม่รู้ไม่เห็นปลายทาง

แม้จะดูเข้าใจยากเพียงใด แต่เขาก็มีคำตอบให้ตัวเองชัดเจนว่าไปทำไม แต่ที่ยากคือคำตอบที่ต้องอธิบายกับคนรอบข้างซึ่งมองด้วยสายตาที่มีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ

“ผู้ใหญ่บางคนเขาก็ถามผมว่า อะไรนะ ไปเรียนทำหมวก แล้วกลับมาจะทำอะไร คือมันเสี่ยงมาก แล้วผมไม่เคยเรียนตัดเย็บมาก่อน ผมแค่ชอบแฟชั่น แต่นี่ผมกำลังจะเข้าไปสู่อุตสาหกรรมที่จริงจังแล้ว เรากำลังจะเข้าไปอยู่ในหมวดที่ลงแล้วถอยไม่ได้แล้ว เราเอาเงิน เอาทุกอย่าง ลงทุนเวลา อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว เพื่อที่จะไปเรียนทำหมวก ซึ่งเอาจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ผมกลัวมากตอนนี้ด้วยซ้ำ เป็นความกลัวที่น่าจะใหญ่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเราต้องถอย ผมแค่คิดว่าเราต้องทำให้สุด มนุษย์ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน แต่ความบ้าไม่เท่ากัน ความรักไม่เท่ากัน แพสชันไม่เท่ากัน ผมว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่นับเรื่องเงินทอง มันคือเรื่องของใจ อันนี้เป็นสิ่งที่เรารักมาก เลยคิดว่าน่าจะลองกับมันสักทีนึง”

“แล้วอธิบายกับคนรอบข้างยังไงเวลาเขาถาม” ผมย้อนถาม

“ผมมี 2 คำตอบ คำตอบแรกคือยิ้ม เพราะว่ามันอธิบายยาก ถ้าเขาไม่เข้าใจแพสชัน เขาก็จะมองแล้วว่าบ้าหรือเปล่า ลาออกจากงาน ทิ้งทุกอย่างไปเรียนทำหมวก แล้วทำไปขายใคร ใครใส่ คือผมก็เข้าใจนะว่ามันยังไม่มีใครใส่ เราก็ยังอยากนำเสนอสิ่งนี้ วัฒนธรรมมันมีวันแรกของมันในการกำเนิด ถ้ามองย้อนกลับไปทุกเรื่องราวมีวันแรก ใช่ วันนี้บ้านเราอาจจะยังไม่มีวัฒนธรรมการใส่หมวก แต่เราสตาร์ทวัฒนธรรมได้ ในความคิดผมอีก 20 ปีให้หลัง มันอาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมของเราแล้วก็ได้

“ส่วนอีกคำตอบนึง คือผมบอกไปเลยว่าผมอยากทำสิ่งที่ผมรัก ย้อนกลับไปตอนผมเรียนศิลปะเพื่อจะเอนทรานซ์เข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ พี่ติวเขาเคยถามผมว่า มึงแน่ใจใช่มั้ยว่าจะเรียน เพราะคนที่ชอบกับคนที่ทำไม่เหมือนกันนะ คนที่ชอบแต่งตัวไม่ใช่ว่าจะดีไซน์เสื้อผ้าได้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะข้ามเส้นนั้นไปได้ ข้ามเส้นจากคนชอบไปสู่คนทำ คำถามนี้แหละอยู่ในหัวผมมาตลอด ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า ผมบ้าพอที่จะพัฒนาเป็นคนทำหรือเปล่า หรือที่จริงผมแค่ชอบซื้อ ซึ่งวันที่ผมไปอยู่ที่นั่น ผมรู้ตัวแล้วว่าระดับความอินมันเลยคนซื้อไปแล้ว เราอยากไปสู่กระบวนการผลิต การขาย การสร้างแบรนด์แล้ว ก็เลยคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียน

“ซึ่งน่าจะเป็นโค้งท้ายๆ ของผมแล้วที่จะไปเรียนได้ ตอนแรกผมเกือบไม่ไปแล้วเหมือนกัน จนได้คุยกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า จำได้เลยวันนั้นนั่งกินเบียร์กัน พี่ตุลย์บอกว่า ‘มึงไป เชื่อกู คนเราแต่ละช่วงอายุไม่เหมือนกันนะ มึงไปตอนอายุ 20 ก็เป็นแบบนึง มึงไปตอนนี้ก็เป็นแบบนึง ถ้ามึงแต่งงานแล้วมีเมียมีลูก หรือวันที่มึงรวยแล้วมึงไป ก็จะไม่ใช่แบบนี้นะ ไทม์มิ่งตอนนี้คือไทม์มิ่งท้ายๆ แล้วของความเป็นวัยรุ่น ถ้าไปก็ต้องตัดสินใจไปเลย’ เราก็คิดว่าจริง บางคนเขาบอกว่า เดี๋ยวรอมีเงินก่อนค่อยไป ถึงเวลานั้นผมว่ามุมมองชีวิตผมก็อาจจะเป็นอีกแบบแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้าจะไปต้องไปแล้ว”

และอย่างที่ว่าไว้, ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ตอนนี้ผมกำลังเฝ้ารอ 2 อย่าง

หนึ่ง-เฝ้ารออ่านคอนเทนต์เกี่ยวกับหมวกในเพจ Cult & Cut

สอง-เฝ้ารอชมหมวกแบรนด์ Attack and Release ของเขา

“แบรนด์หมวกของคุณจะต่างจากแบรนด์อื่นๆ ยังไงคิดไว้หรือยัง” วันนั้นผมถามทิ้งท้ายก่อนจากเขามาโดยไม่ได้ไปส่งที่สนามบิน

“เรื่องทรงคงฉีกกันยาก เพราะว่าหมวกก็ถูกพัฒนาจากทรงไม่กี่ทรง แต่สิ่งที่ต่างน่าจะเป็นเรื่องรายละเอียด เพราะว่าเราเป็นคนบ้าดีเทล เพราะฉะนั้นหมวกผมทุกใบจะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันแม้จะเป็นหมวกทรงเดียวกัน

“บางคนเคยถามผมว่า มันจะมีคนเห็นเหรอ พวกรายละเอียด ซึ่งผมชอบบทสัมภาษณ์นึงของ Daft Punk มาก ตอนนั้นที่ทำอัลบั้มใหม่เขาใช้ไมโครโฟน 2 ตัว ไมโครโฟนตัวนึงทำในยุค 80 ไมโครโฟนอีกตัวนึงทำในยุค 70 เพลงที่ดนตรีไดเรกชันไปทางดิสโก้เซเวนตี้เขาจะใช้ตัวที่ทำในยุค 70 อัด ส่วนเพลงที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกเขาจะใช้ไมค์อีกตัวอัด ซึ่งจำได้เลย ตอนนั้นพิธีกรถามว่า ‘ใครฟังออก’ ผมเองก็ฟังไม่ออก มันต่างกันยังไงวะ ไมโครโฟน 2 ตัว

“ซึ่งเขาตอบสั้นๆ เลยว่า ‘เขาฟังออก’ มันจบเลย จริง  ถึงจะไม่มีใครเห็นเลยก็ตาม แต่ผมเห็น”

ใช่, แม้บางสิ่งคนอื่นจะยังมองไม่เห็น แต่เขาเห็น

ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความถึงเฉพาะรายละเอียดของหมวก แต่กินความไปไกลถึงอนาคตของชีวิต

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

Facebook : Cult & Cut

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load