เราจำกางเกงยีนส์ตัวแรกของเราไม่ได้ แต่จำกางเกงยีนส์ตัวล่าสุดได้ดี กางเกงยีนส์มือสองที่เรารับมาดูแลต่อจากงานการกุศลเพื่อระดมทุนอาหารกลางวันและทุนการศึกษาเด็ก ไม่ได้เป็นทรงยอดนิยม และไม่ได้มีสีสันที่สวยงาม แต่กลับถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนกับที่ใครบอกไว้ว่า เราไม่เลือกเสื้อผ้าหรอก เสื้อผ้าต่างหากที่เป็นคนเลือกเรา

แม้จะเผื่อเวลาล่วงหน้าประมาณหนึ่ง แต่การเดินทางที่คาดเดาไม่ได้ทำให้เราไปถึงที่นัดหมายทันเวลาพอดีแบบฉิวเฉียด แผนการที่จะขอลองกางเกงยีนส์สีสดก่อนเริ่มต้นสนทนาจึงต้องพับเก็บไป

เรามีนัดกับ ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ เจ้าของแบรนด์และนักออกแบบของ Indigo Skin ในวันที่แบรนด์กางเกงยีนส์สัญชาติไทยแบรนด์นี้ มีอายุครบรอบ 9 ปีพอดิบพอดี

 ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

จากโจทย์ตั้งต้นที่อยากทำกางเกงยีนส์คุณภาพเยี่ยมผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย Indigo Skin พาตัวเองไปไกลกว่านั้น

กางเกงยีนส์ที่เลือกใช้ผ้าคุณภาพดี สั่งทอจากเครื่องจักรโบราณสมัยสงครามโลกของญี่ปุ่น และด้วยความมุ่งมั่นทำให้เป็นแบรนด์ไทยที่ตีตรา Made in Japan ผลิตตรงจากญี่ปุ่น สร้างปรากฏการณ์ มีคนมากางเต็นท์นอนรอเข้าแถวเพื่อเป็นเจ้าของกางเกงยีนส์รุ่นพิเศษที่ Indigo Skin ทำร่วมกับ Momotaro Jeans แบรนด์เก่าแก่จากญี่ปุ่น ซึ่งหมดภายใน 3 ชั่วโมง เป็นแบรนด์ไทยที่เริ่มรู้จักในวงการสตรีทที่ญี่ปุ่น และแม้แต่คนญี่ปุ่นก็หลงรัก

ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น คนชาติอื่นๆ ก็รัก Indigo Skin สังเกตจากลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติที่แวะเวียนมาที่ร้านอย่างไม่ขาดสายตลอดบทสนทนา

ก่อนจะพาคุณไปฟังความรักที่มีต่อกางเกงยีนส์ของ ก้อ ธัชวีร์ เราอยากชวนคุณมาเดินชมผลจากความรักของเขากันก่อน

กางเกงยีนส์

กางเกงยีนส์ตัวนั้น ฉันเห็นมันสนุกสนานเหลือทน

“ตอนเริ่มต้นทำแบรนด์ผมเกือบจะตั้งชื่อว่า ‘กนกยีนส์’ แล้ว”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราแสดงสีหน้าโล่งอกโจ่งแจ้งมากเกินไปหรือเปล่า ก้อจึงรีบชี้แจงที่มาของชื่อ Indigo Skin ให้เราฟัง

“แต่พอคิดไปคิดมา ชื่อ กนกยีนส์ อาจจะสร้างกรอบให้ตัวเองมากไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบชื่อไทยนะ เพียงแต่เรากลับมาคิดถึงเหตุผลที่เริ่มต้นแบรนด์ขึ้นมา เรารักกางเกงยีนส์ เราเป็นคนใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน เหมือนเป็นผิวหนังที่สองของเรา ผิวหนังสีคราม”

ก้อเล่าว่า ความเป็นไทย หรือหัวใจสำคัญที่ Indigo Skin สื่อสารตั้งแต่ต้น อย่าง Quality of Siam ไม่ได้หมายความถึงลายกนก หรือการอนุรักษ์นิยมผ้าไทยในทุกรายละเอียดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงกางเกงยีนส์ที่เกิดจากมันสมองและจริตแบบคนไทย

“เราคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้กางเกงยีนส์และความเป็นไทยอยู่ด้วยกันแล้วสวย ทำยังไงให้ออกมาแล้วเราอยากใส่ ผมอยากลบคำครหาว่าลายไทยมันเชย ผมจะทำให้ดู ทำให้รู้ว่าศิลปะไทย ผ้าไทย รายละเอียดต่างๆ แบบไทยๆ นั้นมีเสน่ห์มากแค่ไหน”

เริ่มต้นจาก ลายกนกที่ปักอยู่กระเป๋าหลังด้านซ้าย อันเป็นลายเซ็นของแบรนด์ ซึ่งหากเป็นรุ่นพิเศษจะมีลายกนกเล็กๆ ปักอยู่ที่ประเป๋าหลังด้านขวา โดยลายกนกเป็นดีไซน์ที่ลดทอนจากยอดลายกนกไฟบนธงของนักรบสมัยก่อน

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

สีเหลืองของด้ายที่ปักลาย เป็นสีเหลืองย้อมเองที่มีเฉพาะแบรนด์ Indigo Skin

กระดุมที่ลงรักปิดทองด้านใน กระดุมสามกษัตริย์สีทอง นาก เงิน ที่ออกแบบให้เป็นลายกนก รวมไปถึงเย็บขอบเอวด้านหลังแบบ triple ด้วยด้ายสีทอง นาก และเงิน หรือทำริมผ้ายีนส์เป็นสีสามกษัตริย์นี้ หาไม่ได้จากแบรนด์ไหนในโลกแน่นอน

และยังมีรายละเอียดลูกเล่นต่างๆ ในกางเกงยีนส์มากมายที่มองด้วยตาไม่เห็น เช่น tag คำว่า Indigo Skin ที่ซ่อนคำว่า ‘ยีนส์สยาม’ เพราะอยากให้มีภาษาไทยบนกางเกงยีนส์ทุกตัว เลขเก้าปักสีทองที่ซ่อนในกระเป๋าหลังด้านขวาของกางเกงยีนส์รุ่น Lot 9 หรืออย่างผ้าชั้นในกระเป๋ากางเกง ที่มีทั้งผ้าพิมพ์ลายไทยของโรงงานโขมพัสตร์ ในแบบที่เป็นแพตเทิร์นและสีเฉพาะของแบรนด์ หรือผ้าลินินของ Jim Thompson

กางเกงยีนส์

และทันทีที่เราเห็นผ้ารุ่นพิเศษที่แบรนด์พัฒนาร่วมกับช่างทอผ้าในจังหวัดสกลนครและเชียงใหม่ ซ่อนในกระเป๋ากางเกง เราก็เข้าใจความกรี๊ดของผู้ชายแล้ว

“ใช่ครับ ผมบ้ารายละเอียด” ก้อบอกพร้อมชี้ลายผ้าปะที่รองรอยขาดของกางเกง ก่อนจะเล่าว่าเหล่านี้เป็นความสนุกของการทำแบรนด์ Indigo Skin ที่เขาก็อยากให้ลูกค้าที่ซื้อไปสนุกกับการจับพลิกตะเข็บหาลูกเล่นที่ซ่อนอยู่

Win Detail

“แล้วรายละเอียดเหล่านี้มีที่มาจากไหน” เราถาม

“ช่วง ม.5 เรามีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เนเธอร์แลนด์ อยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ที่ชอบแต่งตัวและบ้าแฟชั่นมาก เราก็เห็นเขาเป็นไอดอล อยากใส่กางเกงยีนส์สวยๆ บ้าง กางเกงยีนส์แฟชั่นตัวแรกที่เราเก็บเงินซื้อคือ Levi’s Engineered Jeans ไอเทมสุดฮิตของยุคนั้น เป็นกางเกงยีนส์ Levi’s ที่ทำเป็นขาบิด นั่นคือแทนที่ตะเข็บจะอยู่ด้านข้างมันจะบิดไปข้างหน้า” ก้อเล่าย้อนไปถึงวันที่เขาเริ่มทำความรู้จักและหลงใหลกางเกงยีนส์ ผ่านการสัมผัสแบรนด์ต่างๆ เรื่อยมา เช่น แบรนด์ G-Star ที่ดังมากในเนเธอร์แลนด์

จนเมื่อกลับมาเมืองไทย ก้อเริ่มหาทุนสนับสนุนกางเกงยีนส์ตัวใหม่ด้วยการเปลี่ยนมือกางเกงยีนส์ที่มี เริ่มใส่แบรนด์ Diesel ของอิตาลี ก่อนจะขยับความสนใจไปที่กางเกงยีนส์ผ้าดิบ (raw denim) หรือกางเกงยีนส์ผ้าสีเข้มที่ไม่ผ่านการฟอก raw denim ตัวแรกของก้อคือ Denime ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสนใจผ้ายีนส์ญี่ปุ่น ก่อนตามมาด้วยแบรนด์ Nudie ของสวีเดน Samurai Jeans และ Momotaro Jeans

เมื่อซื้อแบรนด์ญี่ปุ่นมากๆ เข้า เขาก็เริ่มพบเสน่ห์ของกางเกงยีนส์จากญี่ปุ่นเหล่านี้ เพราะดูข้างนอกอาจจะเรียบเท่ไม่ต่างจากกางเกงยีนส์ของชาติต้นแบบอย่างอเมริกา แต่มีรายละเอียดอย่างเอกลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานอยู่ในกางเกงยีนส์ เช่น ผ้าพิมพ์ลายกิโมโน กระดุมลายก้านบอนไซ หรือลายดอกซากุระ

“วันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมไม่มีแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยที่เอาเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม มาผสมผสานในกางเกงยีนส์บ้าง”

ผ้าไทยมันเชย? ผ้าไทยสำหรับคนแก่?

“เราคิดว่า ไม่นะ เราคิดว่าเราทำมันได้”

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

ตื่นกนก

“เราชอบซื้อเสื้อลายกนกที่ขายตามจตุจักรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

แล้วอะไรทำให้เข้ามั่นใจว่าคนอื่นๆ จะชอบลายกนกไทยๆ เหมือนกัน

“มีช่วงหนึ่งเรากลับไปที่เนเธอร์แลนด์ เราก็ใส่เสื้อลายทะเลที่มีปลาไทย มีลายกนก ไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ฝรั่งเศส เชื่อไหมว่าวันนั้นมีฝรั่งเดินมาถามเราทั้งวันว่าซื้อเสื้อตัวนี้มาจากที่ไหน จนมีคนหนึ่งเดินมาบอกว่าขอซื้อเสื้อตัวนี้ได้ไหม เดี๋ยวซื้อตัวอื่นมาเปลี่ยนให้”

เป็นจุดที่ทำให้ก้อเริ่มต้นสเกตช์แบบกางเกงยีนส์ที่มีลายไทยคร่าวๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานการออกแบบเสื้อผ้ามาก่อน ก่อนจะหยิบแบบร่างกลับมาทำกางเกงยีนส์ตัวแรกในเวลาต่อมา

ยีนส์

ความรัก ความรู้ และคุณ-นะ-ทำ

“ข้อแรก เรารู้สึกว่ายีนส์เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ง่าย ใส่กับเสื้อยืดดูสบาย ทางการขึ้นได้ด้วยเสื้อเชิ้ต ใส่กับรองเท้าหนังก็ดูสุภาพ เปลี่ยนเป็นสนีกเกอร์ก็ดูลุยๆ จะเห็นว่าแต่งตัวไม่ยากเลย ข้อสอง มีเสื้อผ้าไม่กี่อย่างบนโลกที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งเกิดรอยยับ รอยเฟด รอยขาดตามกาลเวลา เรารู้สึกว่านี่เป็นเสน่ห์ เป็นเสื้อผ้าที่มหัศจรรย์ เราแทบจะใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน”

ในแง่ของการสะสมกางเกงยีนส์นั้น ถ้าไม่นับแบรนด์ของตัวเอง เขามีกางเกงยีนส์ทั้งหมด 60 – 70 ตัว ซึ่งมีมูลค่ารวมเท่ากับรถยนต์หรู 1 คัน โดยนอกจากเหตุผลทางการศึกษาเนื้อผ้าและแนวทางการตัดเย็บที่มีคุณภาพแล้ว เขายังคงสนุกกับการแต่งตัว

“เรายังซื้อกางเกงยีนส์แบรนด์อื่นๆ เรายังเป็นคนรักกางเกงยีนส์อย่างที่เคยเป็นมา ยังทำตัวเป็นผู้บริโภค รับรู้ความต้องการที่เปลี่ยนไป มองหาอะไรใหม่ๆ เป็นแรงผลักให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ติดอยู่ใน comfort zone ไม่รู้สึกว่าตัวเราเจ๋งที่สุด”

ก้อเล่าย้อนไปถึงช่วงที่สะสมความรู้เกี่ยวกับกางเกงยีนส์ให้ฟังว่า กว่า 90% ของความรู้ที่เขาเริ่มต้นนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต

“พอเราเริ่มรู้ตัวว่าหลงเสน่ห์กางเกงยีนส์เข้าให้แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาข้อมูลจากใคร

เราจึงตั้งต้นด้วยโจทย์ว่า กางเกงยีนส์ตัวละ 700 – 800 กับ 7,000 – 8,000 แตกต่างกันอย่างไร กางเกงยีนส์ตัวนี้ใช้ผ้าที่ไหน ผ้าที่นี่ดีอย่างไร ผ้าวินเทจคืออะไร ผ้าริมแตกต่างจากผ้าไทยอย่างไร จนเมื่อเริ่มต้นทำแบรนด์ ก็มีโอกาสพบเจอและเรียนรู้โดยตรงจากช่างทำกางเกงยีนส์ ช่างทอผ้ายีนส์ ผมชอบเข้าไปที่โรงงาน ไปนั่งคุยกับคนเย็บ เข้าไปดูและอธิบายรายละเอียดกับคนทำด้วยตัวผมเอง เข้าไปจับผ้าและลงมือทำแบบขึ้นมาด้วยกัน ไม่ใช่แค่การร่างบนกระดาษและส่งอีเมลไปที่โรงงาน”

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คงแทบไม่มีใครยอมจ่ายเงินหลายพันบาทเพื่อซื้อกางเกงยีนส์สักตัว

กางเกงยีนส์

ซึ่งหากมองย้อนตามประวัติศาสตร์แฟชั่นประเทศเราแล้วนั้น กางเกงยีนส์ไม่ใช่ของที่ทุกคนจะยินยอมพร้อม (จะเข้า) ใจว่าทำไมเราต้องการกางเกงยีนส์ที่ดี เราถามเขาว่าอะไรทำให้เขายืนยันที่จะทำกางเกงยีนส์ต่อไป

“เราแค่อยากทำความฝันให้เป็นจริง นั่นคือทำกางเกงยีนส์คุณภาพดีที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย และเมื่อเห็นว่าพอมีความเป็นไปได้ เราก็มีความฝันต่อไปคืออยากพา Indigo Skin ออกไปสู่ระดับโลก”

Indigo Skin เป็นแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยแบรนด์แรกที่กล้าขายในราคาตัวละ 6,900 บาท

หลังจากลงมือร่างแบบและเปิดรับ pre-order ที่เว็บไซต์ Soul4Street.com ในช่วงปลายปี 2008 Indigo Skin มียอดรายการสั่งซื้อจำนวน 60 ตัว ภายใน 2 สัปดาห์แรก

อะไรทำให้ 60 คนแรกที่ไม่ได้รู้จักก้อเป็นการส่วนตัว ไม่เคยเห็นและสัมผัสกางเกงยีนส์มาก่อน เชื่อใจและยอมจ่ายเงินสั่งจองในราคาที่สูงพอๆ กับกางเกงยีนส์แบรนด์ดังจากต่างประเทศ

“หลายคนบอกว่าเขามั่นใจในเราจากการที่เห็นเราตอบคำถามเรื่องกางเกงยีนส์ตามกระทู้ต่างๆ และหลายคนก็บอกว่า ชอบตั้งแต่ที่เห็นในร่างตัวอย่าง เพราะถูกใจลายกนกที่ไม่หาไม่ได้จากที่ไหน ในเมื่อเขาเชื่อใจเรา เราก็ต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง

“ยังจำได้ดี ถึงวันแรก ที่โต๊ะหัวมุมในร้านสตาร์บัคส์ชั้น 3 สยามพารากอน ลูกค้าทยอยมารายงานตัวและรับกางเกงยีนส์นั้นไปทีละคน ก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนใส่เดี๋ยวนั้น ปลื้มมากนะ ความกังวล ความเหนื่อย ที่เคยมี มันหายไปหมดเลย” ก้อเล่าย้อนกลับไปถึงวันที่ 17 มกราคม 2009 งานวันแรกเกิดของ Indigo Skin

โชคดี ที่ปัจจุบันคนกล้าใช้เงินและสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น จึงถือสัญญาณที่ดีที่ทำให้แบรนด์ไทยกล้านำเสนอสินค้าคุณภาพดีที่เท่าเทียมแบรนด์ระดับโลก สร้างทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภค ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จของ Indigo Skin สร้างแรงบันดาลใจแก่แบรนด์กางเกงยีนส์ของคนรุ่นใหม่หลายแบรนด์ในประเทศอินโดนีเซียด้วย

Indigo Skin

ผจญภัยผ้ายีนส์กับเครื่องจักรโบราณ

นอกจากความแตกต่างของเส้นด้ายที่ทำให้ต้นทุนของผ้ายีนส์แตกต่างกันแล้ว วิธีการทอที่ต่างกันก็สร้างคุณค่าและมูลค่าแตกต่างไปด้วย

กางเกงยีนส์ผ้าริม หรือยีนส์ selvage คือผ้ายีนส์ที่ได้จากเครื่องจักรทอผ้าโบราณหน้าแคบ กว้างเพียง 31 นิ้ว ทำให้การตัดเย็บกางเกงยีนส์ 1 ตัวจะใช้ผ้า 2 – 3 หลา ขณะที่ผ้ายีนส์ที่ทอด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ทั่วไปอาจจะมีหน้ากว้าง 60 นิ้ว ทำให้ผ้าที่ใช้ตัดกางเกงยีนส์ต่อตัวนั้นน้อยกว่า

จังหวะการทอช้าๆ ของเครื่องจักรโบราณทำให้ผ้าที่ได้มีลักษณะเหมือนผ้าทอมือ ซึ่งอาจจะแยกไม่ออกในคราวแรกแต่เมื่อใช้ไปสักพักจะเห็นลวดลายที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวคนใส่ ที่มาของรอยย่นยับและการสะดุดของเส้นด้ายซึ่งสวยกว่าผ้าที่ทอเนี้ยบจากเครื่องจักรสมัยใหม่มากๆ

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

“แล้วทำไม Indigo Skin จึงเลือกใช้ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่น แทนชาติอื่น” เราถาม

“เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก” ก้อยิ้มก่อนจะเล่าให้เราฟัง

ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนขั้นต่ำในการสั่งผลิต (small quantity) ผู้ผลิตในญี่ปุ่นรับฟังและพร้อมที่จะพัฒนาผ้าตามความต้องการของลูกค้าได้ แต่นั่นก็มาพร้อมราคาต้นทุนที่สูงที่สุดในบรรดาแหล่งผลิตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นตำหรับอย่างสหรัฐอเมริกา และแหล่งผลิตคุณภาพในอิตาลี ตุรกีและจีน

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่เริ่มต้นทำแบรนด์ Indigo Skin ก้อไม่กล้าคิดจะใช้ผ้าญี่ปุ่นเพราะรู้สึกไกลตัวและเกินเอื้อมที่คนหนึ่งคนจะเดินเข้าไปในโรงงานและติดต่อขอซื้อผ้าญี่ปุ่น เขาจึงคิดจะใช้ผ้าไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นโรงงานในประเทศที่ปฏิเสธรายการขอซื้อผ้าสั่งผลิตผ้าริม หรือ selvage denim สไตล์วินเทจ เพื่อผลิตกางเกงยีนส์ 100 ตัวของเขา เพราะขัดกับจำนวนขั้นต่ำ 1 แสนหลา

หากกางเกงยีนส์ผ้าริม 1 ตัวใช้ผ้า 2 – 3 หลา

นั่นแปลว่าผ้า 1 แสนหลาจะผลิตกางเกงยีนส์ 30,000 ตัว

ก้อจึงกลับมาคิดหาวิธีการใหม่ พร้อมๆ กับค้นหาโรงงานคุณภาพดีในต่างประเทศ บริษัทแรกที่เขาติดต่อไปชื่อ Kaihara ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่ฮ่องกง ก้อเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บอกเล่าความปรารถนาของตัวเองอย่างครบถ้วน แต่ไม่มีเสียงตอบกลับจากฮ่องกง

“พ่อบอกให้ส่งไปอีก ส่งไปเรื่อยๆ อีก 10 ครั้ง 20 ครั้ง จนกว่าเขาจะตอบกลับมาว่า yes หรือ no” โชคดีที่ Kaihara ตอบกลับมาในครั้งที่ 4 เพราะเห็นความตั้งใจแน่วแน่ โดยหลังจากพูดคุยรายละเอียดและความต้องการผ้าซึ่งพอดีกับที่โรงงานมีและสามารถแบ่งขายได้ Indigo Skin จึงถือกำเนิดขึ้น

จนเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ก้อได้พบกับโรงงานที่ทอผ้าให้กับแบรนด์ Momotaro Jeans ที่ Okayama เขาจึงเริ่มส่งอีเมลไปติดต่อ พร้อมระบุในอีเมลที่เขียนหาเป็นครั้งที่ 2 ว่าหากไม่ได้รับคำตอบใดๆ จะบินไปหาถึงออฟฟิศที่โตเกียว

เสื้อยีนส์

“ตัดภาพมา ผมกำลังถือผ้าม้วนแรกที่ซื้อจากโรงงานนี้จำนวน 10 หลาขึ้นเครื่องบินกลับมากรุงเทพฯ” ก้อเล่า พร้อมสายตาที่บอกความอิ่มเอมใจ เพราะว่าแม้ตอนนั้นจะไม่แน่ใจในแง่ธุรกิจว่าจะไปได้สวยมั้ย เพราะราคาต้นทุนผ้าที่สูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ด้วยคุณภาพที่ดีมาก สามารถเลือกคุณสมบัติเนื้อผ้าและผิวสัมผัสอย่างที่ต้องการได้ เพียงเท่านี้ก็สานฝันคนรักกางเกงยีนส์อย่างเขามากที่สุดแล้ว

กางเกงยีนส์ 3 ตัวแรกจากผ้าม้วนนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนที่พบเห็น เพราะสีเข้มสวยเป็นพิเศษกว่าที่เห็นทั่วไป ก้อจึงตัดสินใจทำรุ่นพิเศษ 100 ตัวขึ้นมา ก่อนที่โรงงานแห่งนี้จะกลายมาเป็นโรงงานหลักที่ทอผ้าให้กับ Indigo Skin โดยเจ้าของโรงงานเป็นคนเดียวเจ้าของแบรนด์ Momotaro Jeans เป็นที่มาของโปรเจกต์พิเศษที่ทำร่วมกันในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันมีการ collaboration มาถึงครั้งที่ 4 แล้ว

Collaboration ในฝัน

หากคุณพอจะติดตามแฟชั่นญี่ปุ่นอยู่บ้าง ย่อมรู้ดีว่าการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากแค่ไหน

“มีช่วงหนึ่งที่ผมฝันว่าผมอยาก collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นที่เราติดตามในนิตยสารแฟชั่นญี่ปุ่น แต่เมื่อถึงวันที่เรามีโอกาสร่วมทำโปรเจกต์พิเศษกับแบรนด์นั้น ได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่อยู่ในนิตยสารเหล่านั้น เรากลับพบว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น เรายังไปได้ไกลกว่านี้อีก พัฒนาและพาแบรนด์ไปไกลได้มากกว่านี้อีก” ก้อเล่า ก่อนจะเสริมว่าเขามองว่านี่เป็นกระบวนเป็นการประชันไอเดีย ‘ผมเรียนรู้คุณ คุณเรียนรู้ผมนะ’  ซึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นจะทำ collaboration กับแบรนด์ที่เขา respect เท่านั้น โดยที่เรื่องการตลาดและยอดขายเป็นเรื่องรอง

ครั้งแรกที่ก้อชวนเพื่อนจากแบรนด์ Momotaro Jeans ทำ collaboration กัน หลังจากที่ Indigo Skin ติดต่อซื้อผ้าสนิทสนมกันกว่า 2 ปี เขาตอบกลับก้อมาว่า อย่าเพิ่งใจร้อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยาก แต่เขาอยากให้ก้อทำแบรนด์ Indigo Skin ให้เขาเห็นว่าขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน

“ฟังดูเป็นคำพูดที่แรงมากนะ แต่นั่นเป็นแรงผลักดันที่ดีมากๆ จากความคิดที่ว่าหากได้ร่วมงานกับ Momotaro Jeans คงจะช่วยทำให้โปรไฟล์เราดูดีระดับโลก เรากลับรู้สึกว่านี่เป็นคำเรียกสติให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปให้ได้”

หลังจากนั้น ก้อก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนอีกเลย จนผ่านไป 2 ปี ทาง Momotaro Jeans ก็เริ่มเอ่ยปากชวน ด้วยเพราะมั่นใจจากสิ่งที่เห็น ไอเดียแปลกๆ และพัฒนาการใหม่ๆ ในการผลิตผ้าทอ จนกระทั่ง Indigo Skin สามารถสั่งผลิต Made in Japan ด้วยเพราะต้องการเรียนรู้จากช่างฝีมือของญี่ปุ่น ว่าสามารถตัดเย็บหรือมีวิธีการตัดเย็บไปได้ถึงขั้นไหน และเพื่อแสดงให้เห็นว่า Indigo Skin สามารถผลิตกางเกงยีนส์ที่มีคุณภาพและใส่ไอเดียที่ดีและตัวตนของที่มีลงไปได้

หลังจากเปิดตัว collaboration แรกระหว่าง Momotaro Jeans x Indigo Skin ก็ขายหมดทั้ง 80 ตัวภายใน 3 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่ลูกค้ามากางเต็นท์นอนหน้าห้าง Terminal 21 เพื่อรอซื้อกางเกงยีนส์

 G-Shock  G-Shock

นอกจากนี้ยังมีการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นอื่นๆ รวมถึงแบรนด์ไทยเจ๋งๆ ด้วยมากมายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสิ่งที่ต่างไม่ถนัด เช่น การ collaboration กับนาฬิกากับ G-Shock ผลิตเพียง 300 เรือน แต่มีคนมาเข้าแถวจับสลากซื้อนาฬิกาถึง 800 คนที่ห้างเซนทรัลเวิลด์

“ผมมองว่าความสนุกของ collaboration คือไม่มีขอบเขตเลย ยอดขายและชื่อเสียงเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับความน่าสนใจของการร่วมงานกันครั้งนั้นมากกว่า”

Heart Sale

แฟนตัวจริงจะรู้ว่า Indigo Skin เป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนผ้ายีนส์ทุกปี ไม่มีแบรนด์ไหนในโลกทำขนาดนี้ ทุกแบรนด์จะมีเนื้อผ้าพื้นฐาน

“มันจำเป็นแค่ไหน ที่คุณต้องใส่รายละเอียดลงไปในกางเกงยีนส์มากมายขนาดนี้” เราถาม

“ผมคิดบนพื้นฐานที่ว่า สิ่งที่ผมทำออกมามันต้องทำให้ผมอยากจะซื้อใส่เองเสียก่อน ธุรกิจ เรื่องต้นทุนกำไรเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องคิดถึง แต่นั่นไม่ใช่ first priority ของการคิดงาน ผมไม่สามารถพูดสวยหรูว่า ‘ทำของให้เจ๋งเข้าไว้ ราคาเท่าไหร่คนก็ซื้อ’ การทำธุรกิจไม่ได้โรแมนติกขนาดนั้น อย่าเพ้อฝันว่าดีที่สุด แพงที่สุดจะตอบโจทย์ เราเพียงต้องสมดุล”

เพราะวิธีคิดงานสนุกๆ ที่มีพร้อมไอเดียและเทคนิคใหม่ๆ ของ Indigo Skin จึงไม่แปลกใจที่แฟนกางเกงยีนส์ในบ้านเราและอีกหลายประเทศทั่วภูมิภาคนี้จะรู้สึกเซอร์ไพรส์ในทุกครั้งที่ Indigo Skin ประกาศเปิดตัวสินค้าใหม่

“เราไม่ได้เรียนออกแบบมา เราไม่ใช่คนกำหนดเทรนด์ เราเรียนจบโฆษณา เป็นนักสร้างสรรค์ นักการตลาด แต่เราใช้ศาสตร์การตลาดที่เรียนมามาช่วยในการออกแบบ Indigo Skin เราถามลูกค้า ถามเพื่อนสนิท ถามนักสะสมกางเกงยีนส์ที่เรารู้จัก ถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่ารู้สึกกับกางเกงยีนส์ของเราอย่างไร”

ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความคิดสมัยที่เขาเป็นเพียงคนรักกางเกงยีนส์ที่ชอบคิดว่าถ้ากางเกงตัวนี้ไม่เป็นแบบนี้ แต่มีทรงแบบนี้ด้วยผ้านี่คงจะดีเนอะ หรือถ้าเพิ่มส่วนนี้เข้าไปน่าจะดีเนอะ ก้อบอกว่าเขายังคิดอยู่เลยว่าถ้านักออกแบบกางเกงยีนส์ตัวนั้นฟังสิ่งเหล่านี้และนำไปทำจริงๆ ลูกค้าก็จะรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการทำกางเกงยีนส์ตัวนั้นด้วย คงเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

กางเกงยีนส์

ก่อนจะขอตัวไปลองกางเกงยีนส์ Indigo Patchwork Vintage Chino ที่แขวนอยู้หน้าร้าน เราถามทิ้งท้ายถึงคำแนะนำของการทำสิ่งที่รักด้วยความตั้งใจ

“พ่อสอนผมตลอดเวลาถึงความกล้าทั้งหก กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะวางแผน กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะยอมรับผิด ผิดแล้วแก้ไข และจงระลึกเสมอว่าผลงานที่ดีที่สุดของคุณอยู่ที่งานครั้งหน้า คุณมีความสุขกับความสำเร็จครั้งนี้ได้ แต่อย่าจมอยู่กับมัน งานครั้งหน้าของคุณต้องดีกว่านี้เสมอ

“คนเราถ้าตั้งใจจะทำ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ 10 ปีที่แล้ว ถ้าผมบอกใครว่าจะทำกางเกงยีนส์ลายไทยขายตัวละเป็นหมื่น คนคงหัวเราะให้กับความฝันนี้ แต่ตอนนี้ผมพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมทำได้” ก้อตอบ ก่อนจะบอกเราว่าเขาไม่มีเทคนิคใดๆ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ ทำการบ้านให้หนัก ความตั้งใจทำและรู้จริงในสิ่งที่รักจะสะท้อนออกมาผ่านผลงาน น้ำเสียงและประกายตาระหว่างตอบคำถามข้อนี้ก็เช่นกัน

ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

www.indigoskinjeans.com
facebook: indigoskinjeans

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

“ดูก่อนได้นะคะ”

ประโยคคุ้นหูจากเหล่าพนักงานขายที่รอให้บริการ หลังเห็นลูกค้าคว้าจับเข้ากับเสื้อผ้าสักชิ้นในร้านแฟชั่นทั่วไป

แต่คำพูดนี้กลับไม่ปรากฏในร้าน FRANK! GARCON ไลฟ์สไตล์สโตร์แห่งใหม่กลางย่านสยามซอย 2 ที่อื้ออึงไปด้วยเสียงถามหาไซส์ขนาดเสื้อผ้าและสินค้าใหม่ที่เหล่าลูกค้าในร้านผลัดกันยิ่งคำถามใส่พนักงานจนแทบฟังไม่ทัน

อะไรที่ทำให้ร้านนี้ฮอตขนาดนั้นนะ

FRANK! GARCON

FRANK! GARCON

ผมถามตัวเองหลังจากถือถุงใบใหญ่ที่ข้างในมีหมวก 2 ใบออกมาจากร้าน

ผมกลับไปอีกครั้งเพื่อหาคำตอบนี้จากเหล่าสมาชิกเจ้าของร้านทั้งสี่คน ก่อนจะทราบว่าพวกเขาทุกคนมีร้านรองเท้าและร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

โอกิ-ทัดสุระ อิวาชิตะ และ พร-ทวีพร หล่อเลิศรัตน์ ทั้งคู่เป็นเจ้าของรองเท้าแบรนด์ระดับท็อปอย่าง London Brown ลูกศร-ศรุติ ตันติวิทยากุล เป็นดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงสุดน่ารักชื่อ Daddy And The Muscle Academy และคนสุดท้ายที่ถึงจะไม่ได้มีกิจการสายแฟชั่นเป็นของตัวเองอย่าง อั้ม-บุญญนัน เรืองวงศ์ แต่ด้วยอาชีพอาร์ตไดเรกเตอร์สายเอเจนซี่โฆษณา ก็ไม่แปลกที่เขาจะต้องรู้จักเรื่องแฟชั่นเหล่านี้เป็นอย่างดี

FRANK! GARCON

“เพราะเราเป็นคนที่อยู่ที่นี่มานาน เราเลยเห็นว่าลูกค้าเขากำลังมองหาอะไรกัน บวกกับพวกเราทั้งสี่คนก็อยากให้มีร้านแบบนี้ตั้งนานแล้ว” คุณพรพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อผมถามถึงที่มาในการร่วมกันเปิดร้านแห่งนี้ขึ้นมา

“ร้านแบบนี้คือร้านแบบไหนครับ” ผมถามต่อด้วยความสงสัยเผื่อจะได้ส่วนหนึ่งในคำตอบที่ตามหา

“เราอยากให้ร้านของเราเป็นที่แรกที่เหล่าเด็กๆ ที่เริ่มคิดจะแต่งตัว สามารถมาเลือกซื้อได้ในราคาสบายกระเป๋า และเปิดพื้นที่ให้กับแบรนด์ไทยที่เขามีสินค้าที่ดีได้นำเสนอด้วยค่ะ” รอบนี้เป็นลูกศรที่เฉลยคำตอบให้กับผม พร้อมด้วยการพยักหน้าเห็นด้วยจากเหล่าสมาชิกที่เหลือ

ผมฟังแล้วก็พยักหน้าตาม เพราะหากบทสัมภาษณ์นี้เป็นสินค้าสักชิ้น ผมก็อยากได้พื้นที่ในการขายที่ดีแบบนี้บ้าง เพื่อที่ผมจะได้ลองพูดประโยคนี้กับเขาสักครั้ง

“อ่านก่อนได้นะครับ”

FRANK! GARCON

สนใจในความสนใจ

“แต่ก่อนผมไม่เคยสนใจแฟชั่นเลยนะ” อั้ม อาร์ตไดฯ หนุ่มผมยาวพูดขึ้น และเขาคงสังเกตเห็นท่าทีไม่เชื่อถือของผม แน่ล่ะ ก็ถ้าดูจากชุดที่เขาใส่มาในวันนี้มันช่างดูดีจนผมต้องพิจารณารสนิยมแฟชั่นของตัวเองใหม่

“มันค่อยๆ มาเรื่อยๆ มากกว่า อย่างสมัยตอนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมก็ได้เห็นรุ่นพี่เขาแต่งตัวเท่ๆ ที่ไม่ได้มีแค่เสื้อกับกางเกงเท่านั้น เขายังมีหมวก ผ้าพันคอ รองเท้า อื่นๆ อีกมากมายที่มันทำให้เราดูดีได้ จากนั้นพอเข้ามาทำงานก็ด้วยหน้าที่ทำให้ได้รู้จักและสัมผัสแฟชั่นมากขึ้น เพราะเราต้องกำหนดคาแรกเตอร์ของตัวละครต่างๆ ในโฆษณา”

FRANK! GARCON FRANK! GARCON

“แต่ที่พีกที่สุดคงเป็นครั้งหนึ่งตอนที่ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นกับเพื่อน และได้เห็นกับพนักงานทำความสะอาดเขาแต่งตัวดีมากกว่าพวกผมที่เป็นนักท่องเที่ยวเสียอีก สิ่งนี้มันอธิบายได้หลายอย่างนะ นอกจากว่าเรามันแต่งตัวไม่ดีเอง มันก็บอกถึงคุณภาพชีวิตและความสนใจในเรื่องแฟชั่นของประชาชนในประเทศของเขาที่นู่น ผมก็เลยคิดว่าถ้าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับประเทศเราบ้างจะเป็นยังไงนะ” อั้มเล่าต่อถึงที่มาในความสนใจและมุมมองเรื่องแฟชั่นที่มากกว่าแฟชั่นของเขา

“ตอนที่พวกเราเริ่มต้นคิดโปรเจกต์ร้านนี้ขึ้นมา เราก็พบปัญหาหนึ่งว่าร้านเสื้อผ้าแฟชั่นของผู้ชายมีให้เลือกซื้อน้อยและส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก สมมติว่าคุณเริ่มทำงานประจำมีเงินเดือนประมาณหนึ่ง และเกิดอยากมีเสื้อแจ็กเก็ตสวยๆ สักตัวไว้ออกงานแต่ถ้าราคามันอยู่ที่ 6,000 บาท คุณก็คิดหนักแล้วใช่ไหม เราเลยอยากสร้างทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ค่ะ”

FRANK! GARCON

ก็จริงตามที่ลูกศรว่า เพราะตัวผมเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องเดินถอนหายใจออกจากร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังอยู่หลายครั้งหลังเห็นป้ายราคา

“และอย่างที่บอกไปว่าพวกเราแต่ละคนก็มีร้านของตัวเองอยู่ที่สยามมานานหลายปี ทำให้เรารับรู้ว่าพวกเขากำลังมองหาอะไรกันอยู่ ราคาแบบไหน ดีไซน์ประมาณไหน ที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเงินให้กับของเหล่านี้บ้าง” คุณโอกิขยายความต่อให้เราฟัง

“และนั่นก็เลยเป็นความโชคดีที่เราได้พื้นที่ตรงนี้พอดี ทำให้พวกเราเริ่มทำร้านนี้จริงจังเสียที ซึ่งถ้านับกันจริงๆ เราใช้เวลากันน้อยมากในการเริ่มโปรเจกต์นี้ ได้นอนกันน้อยมากๆ ด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ FRANK! GARCON เป็นร้านที่ตรงกับความต้องการที่พวกเราตั้งใจไว้ให้มากที่สุดค่ะ” สิ้นเสียงคุณพร ผมก็เห็นรอยยิ้มของทุกคนที่ผลัดกันพูดถึงช่วงเวลาที่หนักหน่วงตรงนั้น แต่เต็มไปด้วยความสนุกที่จะได้เห็นร้านนี้เกิดขึ้นมา

FRANK! GARCON

ใส่ใจในความตั้งใจ

“ทำไมจึงตั้งชื่อร้านว่า FRANK! GARCON เหรอครับ” ผมถามถึงที่มาของชื่อร้าน

“Frank มาจากคำว่าตรงไปตรงมา จริงใจ คือเราสื่อถึงว่าของในร้านที่คุณเห็นว่ามันสวยมีดีไซน์ดีๆ แต่ก็มีราคามีทันสมเหตุสมผลนะ ส่วน Garcon เป็นภาษาฝรั่งเศสที่มีความหมายว่าเด็กผู้ชาย แต่เราแทนมันเป็นคาแรกเตอร์ความซนสนุกของเด็กผู้ชาย โดยสินค้าในร้านก็จะเป็นแบบ Unisex ที่ผู้หญิงก็สามารถแต่งตัวแบบผู้ชายก็ได้” สมาชิกทั้งสี่คนผลัดกันเล่าถึงที่มาของชื่อนี้อย่างออกรสออกชาติ

FRANK! GARCON FRANK! GARCON

“คอนเซปต์ของ FRANK! GARCON คือไลฟ์สไตล์สโตร์ในรูปแบบ Art Meets Fashion อย่างที่เราจะเห็นว่าในร้านจะไม่ได้มีแค่เสื้อผ้าอย่างเดียว เรายังมีของอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ ทั้งชาม แจกันเซรามิก ไฟแช็ก ที่คั่นหนังสือ เทียนหอม และของดีไซน์สวยๆ ที่ใช้งานจริง

“นอกจากนี้ เรายังเปิดโอกาสให้ศิลปินนำงานมาจัดแสดงและวางขายในแต่ละเดือน เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักและเข้าถึงคนมากขึ้นด้วย”

พอฟังที่คุณโอกิและคุณพรพูดแบบนี้ ผมก็หันไปมองผลงานของศิลปินที่กำลังส่งความสดใสตามมุมต่างๆ ในร้าน

FRANK! GARCON

ร้านที่คัดสรรสินค้าด้วยระบบไอดอล

ผมเลยเกิดคำถามต่อว่าแล้วใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลือกรับแบรนด์ต่างๆ

“เราจะดูจากความน่าสนใจของแบรนด์เขาก่อน เพราะเราอยากให้ร้านของเรามีขอที่สดใหม่และดูมีอะไรใหม่อยู่เสมอ จากนั้นก็เป็นการนัดคุยว่าความเห็นตรงกันกับเราหรือเปล่าก่อนจะเริ่มทำงานกันจริง เพราะพวกเราทุกคนมองว่าเขาคือพาร์ตเนอร์ของเรา” อั้มบอกถึงหลักในการเลือกพร้อมย้ำว่าพวกเขาทุกคนเอาใจใส่และคอยมองหาแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในร้านอยู่เสมอ

“เราอยากให้ที่นี่เป็นเวทีคัดเลือกแบบระบบไอดอลน่ะค่ะ” ลูกสรพูดขึ้นพร้อมเรียงเสียงหัวเราะจากทั้งวงสนทนา

FRANK! GARCON FRANK! GARCON FRANK! GARCON

“คือไม่ใช่ว่าคุณเอาของเขามาวางขายในร้านเราได้แล้วคือจบนะ คุณต้องหมั่นพัฒนาและรักษาระดับคุณภาพของสินค้าอยู่เสมอด้วย รวมไปถึงการทำงานคุณต้องมีความเป็นมืออาชีพ เพราะเราก็อยากทำงานแบบมืออาชีพด้วย บกพร่องเมื่อไหร่ก็เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาแทนที่ได้ทันที

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะให้ความสำคัญแต่เรื่องยอดขาย ความจริงแล้วเราจะคอยเช็กความนิยมของสินค้าของเขาและคอยให้คำแนะนำกลับไปด้วย เช่น สินค้าแบบนี้ไม่ลองทำให้ขนาดเล็กลงกว่านี้ดูล่ะ มีลูกค้าถามถึงสีแบบนี้อยู่เรื่อยๆ นะสนใจอยากทำบ้างไหม รวมไปถึงแนวทางในการโปรโมตต่างๆ เราก็พร้อมจะสนับสนุน

“เพราะอีกหนึ่งความตั้งใจจริงๆ ของเราอยากผลักดันให้แบรนด์ไทยได้พัฒนาขึ้นไปด้วย ถ้าเราช่วยเขาได้เราก็อยากช่วย” ทั้งสี่คนได้อธิบายถึงความตั้งใจและเหตุผลในการคัดเลือกแบรนด์ต่างๆ

FRANK! GARCON

FRANK! GARCON

จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 2 เดือนนิดๆ ที่ FRANK! GARCON เปิดให้บริการกับลูกค้าผู้สนใจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ มีเหล่าแฟนคลับตัวยงผู้คอยติดตามโซเชียลมีเดียของทางร้านถึงขนาดว่ารู้วันที่สินค้าใหม่จะมาวางขายด้วย

ทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจของสมาชิกเจ้าของร้านทั้งสี่คนที่เขาเล่าว่ารู้สึกประทับใจเสมอเวลาที่เห็นลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน

“บางทีพวกเราก็ชอบมานั่งเดากันนะครับว่าคนที่เดินผ่านไปมาคนไหนจะหันเข้ามาในร้านเราบ้าง มีหลายครั้งเลยที่เราเห็นเขาแต่ไกลๆ ก็รู้เลยว่าต้องแวะร้านเราแน่นอน” อั้มพูดด้วยเสียงภูมิใจกับการทายผลของเขา

“มันดีใจมากเลยนะครับ เวลาที่เราคิดกันไว้ว่าลูกค้าของเราต้องลุคประมาณนี้แหละ และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มันเหมือนเป็นรางวัลของการทำงานหนัก เพราะของที่เราวางขายอยู่ในร้านก็รอให้คนเหล่านี้มาเลือกซื้อกลับไป ดังนั้น มันเลยเป็นความรู้สึกพิเศษ” คุณโอกิพูดเสริม

FRANK! GARCON

“ยังมีโอกาสอะไรอีกไหมที่ทางแบรนด์ไทยและคนไทยควรเข้าใจกันให้มากขึ้นกว่านี้” ผมเอ่ยถามขึ้น

“เราว่าแบรนด์ไทยอาจจะต้องเพิ่มความกล้าเข้าไปมากกว่านี้ กล้าคิดใหญ่ให้มากขึ้น ลองพาตัวเองไปสู่จุดที่ได้โชว์ศักยภาพ และสิ่งเหล่านั้นจะกลับมาพัฒนาตัวพวกเขาเอง เราเชื่อว่าคนไทยเก่งและมีความสามารถมากๆ หลายครั้งเลยที่เราไปต่างประเทศและไปเจอร้านมัลติแบรนด์หรือร้านดีไซน์สวยๆ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าทำไมที่บ้านเราไม่มีอะไรแบบนี้บ้าง ทั้งที่จริงๆ คนไทยเก่งมาก บางครั้งการโทษว่าคุณไม่ได้รับการสนับสนุนอะไรแบบนั้นเราว่ามันไม่ได้แล้ว เราต้องออกมาทำอะไรด้วยตัวเอง และสิ่งนั้นมันก็จะตอบแทนเราเองในที่สุด” ลูกศรพูดด้วยเสียงสดใสแต่แฝงด้วยความตั้งใจ (ผมถึงกับต้องพับแขนเสื้อขึ้นด้วยความฮึกเหิม)

FRANK! GARCON

“สำหรับฝั่งคนไทยเองก็ต้องรู้ก่อนว่าสรีระของเราเป็นแบบไหน สภาพอากาศบ้านเราเป็นยังไง และเราจะใส่ชุดแบบนี้ไปในวาระอะไร ทั้งหมดนี้เกิดจากความเข้าใจที่เราเองต้องรู้ตัวเองก่อน จากนั้นก็ค่อยไปหาสิ่งที่เหมาะกับเงื่อนไขเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง” คุณพรกล่าวเสริมบ้างในส่วนของฝั่งผู้ซื้อ

“อย่างที่เราบอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าเราอยากให้ร้านนี้เป็นพื้นที่ของแบรนด์ไทย ศิลปินไทย และเด็กไทยที่เริ่มอยากแต่งตัว ในร้านของเราคุณสามารถซื้อได้ตั้งแต่หมวกจนถึงรองเท้าในราคาที่ไม่แพงมาก” อั้มย้ำถึงความตั้งใจในการทำร้านอีกครั้ง

หลังจบการสัมภาษณ์ก็เป็นเวลาเปิดร้านพอดี ลูกค้ากลุ่มแรกของวันนี้คือวัยรุ่นชาย 5 คน พวกเขาเดินตรงไปที่โซนหมวกก่อนหยิบขึ้นสวมลองที่หน้ากระจก ผมหันไปเห็นสีหน้าของสมาชิกเจ้าของร้านที่ตอนนี้ผันตัวเป็นพนักงานขายไปเรียบร้อย แต่ไม่ทันที่จะได้เอ่ยประโยคคุ้นหู ก็ได้ยินเสียงดังจากเด็กคนนึงในกลุ่มนั้นขึ้นมา

“คิดเงินตรงไหนครับ”

FRANK! GARCON

Writer

ทศพล เหลืองศุภภรณ์

นักทดลองตัวหนังสือและภาพถ่ายสมัครเล่น พบผลการทดลองของเขาทุกเดือนได้ที่ tossapol.com

Photographer

ช่อไพลิน โคบายาชิ

ช่างภาพและแม่บ้านญี่ปุ่นฝึกหัด Facebook : สะใภ้โคบายาชิ Instagram : Chopailin

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load