ถ้าย้อนหลังกลับไป 11 ปีก่อน ตอนที่วง Slur ออกอัลบั้มแรก แล้วมีใครสักคนมาบอกผมว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งสนทนากับ มือเบสอย่าง บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ ถึงเรื่องการสร้างแบรนด์ ที่บทสนทนามีศัพท์แสงอย่าง 4P หรือ Market Share ผมคงคิดว่าคนที่พูดนั้นเพี้ยนไปแล้ว

แต่นั่นแหละ วันนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว เรานัดกันคุยสารพัดเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ Rompboy ของเขาที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

พูดถึงแบรนด์สตรีทแวร์ในไทยตอนนี้ Rompboy คือชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อคิดถึงรองเท้าผ้าใบทำมือเมดอินไทยแลนด์

วันนี้แบรนด์ที่ชายหนุ่มปลูกปั้นเริ่มแข็งแรงดีแล้ว สังเกตได้จากผลิตภัณฑ์ของเขาเริ่มขายหมดในหลักนาที หลายคนอาจไม่รู้ว่ารองเท้ารุ่นพิเศษของเขาที่ทำร่วมกับศิลปินอย่าง ตั้ม-วิสุทธ์ิ พรนิมิตร ถึงกับมีแฟนๆ ไปเข้าแคมป์ นอนหน้าร้านขายรองเท้าเพื่อรอซื้อในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งปกติปรากฏการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเฉพาะกับรองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

คำถามที่น่าสนใจคืออะไรทำให้แบรนด์แบรนด์หนึ่งซึ่งผู้ก่อตั้งไม่ได้เรียนแฟชั่นหรือการตลาดใดๆ มาก่อน ออกสินค้าอะไรมาก็ขายหมด-ขายดี-ขายดีมาก

ล่าสุดเขาเพิ่งผลิตรองเท้าหนังรุ่นแรกของแบรนด์ในชื่อ Rompboy Skin ที่ผลิตจำนวน 250 คู่ และแน่นอน หมดเกลี้ยง ไม่มีโอกาสแก้ตัวสำหรับผู้มาช้า

ในยุคสมัยที่แค่เดินเท้าไปโรงงานหรือร้านตัดเสื้อของป้าแถวบ้านก็สร้างแบรนด์ตัวเองได้ง่ายๆ อะไรทำให้แบรนด์สัญชาติไทยแบรนด์นี้โดดเด่นจากแบรนด์อื่น และเป็นแบรนด์ที่ผู้คนเฝ้ารอวินาทีแรกที่สินค้าวางจำหน่าย

นั่นไง เขามาแล้ว ถามเขาด้วยตัวเองเลยดีกว่า

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

คุณดูเป็นคนหัวการค้ามาก ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าตัวเองได้สิ่งนี้มาจากไหน

ถ้าเอาที่มาจริงๆ ผมว่ามันเริ่มจากการที่ผมเป็นคนที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง แล้วที่บ้านไม่ค่อยตามใจ ถ้าไล่กลับไปตอนเด็กๆ ผมมีพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เวลาเขาอยากได้อะไรเขาจะได้ แต่ผมไม่มีเงิน เวลาอยากได้ของเล่นอะไรเราจะไม่ได้เลย เรารู้สึกว่าเรามีปม เราโตมากับการอยากได้ของ อยากได้นั่นได้นี่ ตอนแรกเข้าใจว่าการเล่นดนตรีคือทางออกที่ดี ถ้าวันนึงซิงเกิลเราดัง เราจะได้ทุกอย่าง แต่ดนตรีมันดีเป็นพักๆ ดีตอนที่เราออกซิงเกิลมา เราก็มีกิน แต่แค่มีกินนะ แต่เราก็ยังไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ เรารู้สึกว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่เราจะสามารถซื้อสิ่งที่เราอยากจะได้ สิ่งที่เรารู้สึกว่าเราฝังใจแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกว่า ทำธุรกิจดีกว่า

ถ้าถามว่าเรื่องหัวการค้าเราได้มาจากไหน เราแค่มีความอยากอย่างเดียว ซึ่งเวลาเราอยาก สิ่งพวกนี้มันจะกระเด็นมาหาเราเอง เราก็ไปเปิดดูคลิปสัมภาษณ์ของคนนั้นคนนี้ย้อนหลัง ผมชอบอ่านบทความของพวกนักธุรกิจ มันซึมมาโดยที่เราไม่รู้ตัว เราชอบหาลูกครีเอทีฟของนักธุรกิจมาอ่าน แต่นักธุรกิจที่คุยเรื่องศัพท์เฉพาะมากผมจะไม่เอา เราชอบอ่านบทความของคนที่เริ่มจากศูนย์ เพราะบ้านเราไม่รวยเหมือนกัน เราต้องทำทุกอย่างเอง แต่ถามว่าเรามีหลักสูตรมั้ย ไม่เคยเรียนเลย

แต่คุณดูแม่นยำมากเลยนะ

ไม่เลยครับ (หัวเราะ) ผมแค่คิดว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือสัญชาตญาณ อะไรที่เรารู้สึกว่ามันกรี๊ดสำหรับเราแล้ว นั่นแหละ ใช่ ทุกครั้งที่ผมไปดูแบบรองเท้าหรือแบบเสื้อผ้าใหม่ๆ ถ้าดูปุ๊บแล้วไม่เกิดอาการกรี๊ด ผมล้มแบบเลย สมมติว่าทำมาประมาณสามสี่แบบ แบบที่ไม่โดนก็ทิ้งไปเลย บางอันขึ้นแบบเสร็จแล้วด้วยนะ ก็ทิ้ง

ไม่คิดว่าจะมีคนอื่นชอบเหรอ

คิดว่าถ้าเราไม่กรี๊ดก็ไม่ขาย เอาง่ายๆ นะ เหมือนคุณรู้ว่าเฟรนช์ฟรายส์คุณไม่อร่อย หรือคุณทำข้าวขาหมูมาแล้วหนังไม่นุ่ม แล้วเวลาคุณขาย พลังตรงนั้นมันก็จะหายไป ดูเหมือนว่าคนขายมันไม่อยากขายเลย แล้วคนกินมันจะไปอินอะไรกับเราวะ คือมันเคยมีบางล็อตที่เรารู้สึกว่ามันไม่ว้าว แล้วคิดว่ามันอาจจะว้าวสำหรับคนอื่นก็ได้ แล้วพอปล่อยออกไปมันก็ไม่ว้าวจริงๆ เพราะฉะนั้นทุกแบบเราต้องทำให้เราอยากก่อน เราเชื่อว่าถ้าเราอยากได้สิ่งนี้มากๆ มันจะพาให้เราอยากขายมากๆ

อีกอย่างหนึ่งคือเวลาทำเสร็จแล้วผมจะต้องทดลองใส่เอง ผมชอบใส่ของตัวเอง บางไอเทมเราใส่วันนึง พออีกวันเรารู้สึกไม่อยากใส่แล้ว แต่กับบางอันเรารู้สึกอยากใส่เรื่อยๆ หรือบางอันใส่จนมันเปื่อย มันขาด มันเฟด เราก็ยังใส่ออกไป แสดงว่าอันนี้มันเวิร์กมาก ลูกค้าต้องใส่แล้วต้องรู้สึกแบบเดียวกับเราแน่เลย แล้วลูกค้าก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ย้อนกลับไปมองในแง่คนทำธุรกิจ Rompboy เกิดด้วยความรอบคอบมั้ย

ไม่เลย ผมว่ามันเกิดขึ้นตามธรรมชาติมากกว่า มันเริ่มมาจากเราตั้งคำถามเยอะ ว่าไอ้กางเกงอย่างนี้ทำไมไม่มีคนใส่ ไม่มีคนทำขาย มีแต่กางเกงที่เหมือนๆ กันหมด เราตั้งคำถามเต็มไปหมดเลย เสื้ออย่างนี้ทำไมไม่มีใครทำ หมวกอย่างนี้ทำไมไม่มีใครทำ เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ทำให้ตัวเองใส่ดีกว่า พอทำให้ตัวเองใส่ปุ๊บ เรารู้สึกว่ามันมีคนอยากได้เหมือนเรา ตอนแรกก็ทำเกินมานิดนึง ให้คนอื่นได้ใส่ แรกๆ เราคิดว่าเราทำเสิร์ฟกลุ่มที่คล้ายๆ กับเรา คือเป็นคนตัวเล็ก ใส่รองเท้าเบอร์ 41 – 42 กางเกงเอว 30 เสื้อไซส์ M ตัดผมสั้นตลอดเวลา เพราะไว้ผมยาวแล้วดูเตี้ย คือเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ เราไม่คิดหรอกว่าทุกวันนี้เราจะทำเยอะขนาดนี้ เราไม่เคยคิดมาก่อน

ธุรกิจเราเหมือนร้านข้าวมันไก่ในซอย ที่เราขายแค่มีคนกินในหมู่บ้านก็โอเคแล้ว แค่นี้พอแล้ว เราไม่คิดว่าจะทำมากขนาดนี้ ไม่คิดว่าซอยอื่นจะมากิน จนมีเสื้อผ้าล็อตนึงที่ทำขายแล้วมันตอบเราว่าเราทำธุรกิจได้แล้ว คือมันเริ่มขายหมดในหลักนาที เรารู้สึกว่าวันนั้นรายได้เราเยอะมาก ผมนั่งคิดเครื่องคิดเลขกับแฟนผมแล้วคุยกันว่า ถ้าเราขายได้แบบนี้ตลอดทั้งเดือน เราได้เดือนนึงเป็นล้านเลยนะ จำได้ว่าวันนั้นขายหมดปุ๊บขับรถไปหาซื้อผ้าสต็อกเก่าเต็มรถเลย ซื้อมาแล้วบอกแฟนว่า เธอ เงินล้านอยู่บนรถเราแล้ว เดี๋ยวฉันจะทำให้ได้

ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะทำรองเท้าเลยนะ เราคิดแค่ว่าเราเริ่มมองเป็นธุรกิจแล้ว แล้วก็ต่อยอดมาเรื่อย ออกมากี่ทีก็ขายหมด หมด หมด ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเรามีทุนพอที่จะทำไอเทมที่เราชอบแล้ว สมมติเราขายข้าวมันไก่ ที่ผ่านมาเราขายไก่ธรรมดา ตอนนี้เราจะนำเข้าไก่ที่เป็นไก่พรีเมียมแล้ว เงินเราพอแล้ว เราเลยเริ่มทำรองเท้า

การทำรองเท้าเป็นความฝันของคุณ

โอ๊ย ความฝันเลย มันคืออะไรที่เรารู้สึกว่าเราบ้า เราคลั่งมันที่สุด มันมีเสน่ห์ที่สุด มันเป็นไอเทมสามมิติ เรารู้สึกว่าเสื้อผ้าทุกอย่าง เวลาวางกับพื้นมันแบน แต่รองเท้าวางแล้วมันเป็นสามมิติ มันมีเคิร์ฟ มีเลเยอร์ เราเลยชอบ เราเลยหลงใหล เราเสียตังค์กับมันเยอะด้วย เราเลยจะเอาคืน

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ที่คุณเคยสงสัยว่าทำไมไม่มีคนทำสินค้าแบบที่คุณชอบขาย วันนี้คุณได้คำตอบหรือยังว่าทำไมไม่มีใครทำขาย

นั่นน่ะสิ ทำไมวะ (หัวเราะ) คือผมไม่เข้าใจเลย สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้เลยจากการทำธุรกิจก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจเขาจะไปปิ๊งไอเดียจากธุรกิจนึง แล้วเขาก็พยายามจะทำให้เหมือนธุรกิจนั้น แต่เขาไม่ได้เริ่มคิดอะไรใหม่ๆ

มันคงขึ้นอยู่กับคาแรกเตอร์ของคนด้วย ผมรู้สึกว่าแนวคิดของผมในการทำเสื้อผ้าคือประมาณนี้ ทำอะไรอย่างที่บ้านเรายังไม่มี ตอนนี้รองเท้าผ้าใบมันเยอะมากเลยนะ มีคนทำแล้วก็ยังมีแนวคิดคล้ายๆ กันอยู่ มันเลยไม่มีอะไรใหม่ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกตลอดเวลาคือเราทำงานโดยขาดแรงบันดาลใจไม่ได้ เราต้องมีอะไรใหม่ตลอดเวลาให้กับไอเทมของเรา ถ้าวันนึงเราไม่มีไอเดียใหม่ๆ ในงานของเรา เราจะตาย เราจะไม่ไปไหน เราเชื่ออย่างนั้น เราเชื่อว่าครีเอทีฟและแรงบันดาลใจใหม่ๆ สำคัญมากสำหรับผลิตภัณฑ์ ถ้าวันนึงรองเท้าผมยังผลิตอะไรแบบเก่า ผมอาจจะขายได้ ผมมีเงินแน่ๆ แต่ว่าสิ่งที่กำลังจะตายคือแบรนด์ของผม มันจะตายไปเรื่อยๆ

วิธีคิดคุณดูสวนทางจากพ่อค้าทั่วๆ ไปที่อยากขายให้ได้มากที่สุด

ทุกวันนี้แม่ผมก็ถามทุกวันเลยนะ บอกว่า ลูก ไม่ผลิตสีมัสตาร์ดมาขายเพิ่มล่ะ คนถามหาเยอะ ผมก็บอกแม่ว่า แม่อยากได้เงินหรือแม่อยากได้อนาคต ผมคิดว่าทำออกมามันขายได้อยู่แล้วล่ะ แต่ผมกำลังสร้างอนาคต ผมไม่อยากสร้างแค่เงิน ยอมกินน้อยหน่อยแต่เรารู้สึกว่ามีคนรักแบรนด์เราขึ้นเรื่อยๆ ดีกว่า ลูกค้าเก่าเรารักเราดีกว่า ทุกวันนี้คือรู้สึกเวลาออกใหม่ อย่างรุ่น Skin ลูกค้าเก่าก็น่าจะซื้อเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือลูกค้าใหม่

เชื่อมั้ย ถ้าตอนนี้ผมยังผลิตรองเท้าแบบแรกอยู่ไปเรื่อยๆ ผมก็จะเจอคนที่ทำได้ดีกว่าผม หรือว่าคนที่ทำแล้วขายถูกกว่าผม แต่ว่าผมทำใหม่ๆ ตลอดเวลาดีกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกวันนี้ลูกค้าถามเราถึงรุ่นเก่าๆ เยอะมาก แต่เราต้องบอกว่า ไม่ผลิตแล้วครับ สมมติว่ามีแบรนด์คู่แข่งทำเหมือนผม เขาก็ได้กลุ่มตรงนั้นไป ถามว่าเสียดายมั้ย เสียดาย แต่มันคือสิ่งที่เราบอกไว้แล้วว่าจะไม่ทำ ไม่ว่าจะจุดติดมาแล้ว แล้วมันเป็นพอร์ตของเรา เราก็จะไม่กลับไปทำอีกแล้ว เสียดายเหมือนกัน

อย่างสีมัสตาร์ดก็เป็นอีกรุ่นที่ทำออกมาแล้วขายดีมาก คนมาถามทุกวัน แต่เราก็คิดว่าไม่ได้ เราต้องรักษาสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ เราห่วงลูกค้าเก่า เราห่วงลูกค้าในหมู่บ้านเราอย่างที่บอก กลับไปที่จุดเริ่มต้นว่าเรามาจากอะไร เรามาจากกลุ่มลูกค้ากลุ่มนั้น เราจะไม่ทิ้งเขา เราบอกเขาแล้วว่าไม่ผลิตเพิ่มก็คือไม่ผลิตเพิ่ม เราต้องซื่อสัตย์ ผมห่วงลูกค้ากลุ่มนั้นที่สุด ผมเซอร์วิสเขาตลอด ผมว่าการเซอร์วิสของผมแฟร์ที่สุดเลย ไม่พอใจคืนเงินได้เลยครับ เราโอนเงินเต็มจำนวน หรือต้องการอะไรบอกได้ อันไหนขาดหายไปผมส่งให้ รองเท้าเสียเอามาซ่อม พวกนี้เป็นเซอร์วิสหลังบ้านที่ไม่เคยบอกใครเลย เราแคร์กลุ่มนี้ เรารู้สึกว่าเรามีอยู่มีกินได้เพราะกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้ เราว่าเรามองเรื่องของคุณค่ามากกว่าราคาที่เราจะต้องได้จากลูกค้า

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

คุณเชื่ออะไรที่สุดในการสร้างแบรนด์

ผมบอกกับแฟนผม กับคนที่อยู่รอบๆ ตัวผมตลอดว่า โปรดักต์สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม สุดท้ายแล้วต่อให้เราโปรโมตดี ของขายได้ คุณได้เงินมา แต่อนาคตคุณจะอยู่ต่อได้หรือเปล่าถ้าโปรดักต์คุณไม่ดีจริง ผมรู้สึกว่าผมเป็นพ่อค้าที่บ้าซื้อมาก จนผมรู้ว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ควรใช้ เป็นดีเทลที่เราจะพลาดไม่ได้

กว่ารองเท้าแบบหนึ่งของผมจะเสร็จผมแก้ยับ แล้วช่างก็ปวดหัวมาก บางทีเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังจะแก้ ผมรู้สึกว่าถ้ามันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็จะไม่ขาย เราจะรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งเวลาเราเจอของของเราแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เราต้องการ ซึ่งผมคิดว่าลูกค้า ตีสัก 0.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาเจอ เขาก็จะรู้สึกว่า นี่แหละ คือดีเทลที่เขาอยากได้ มันมีอยู่ ผมเชื่อว่ามีคนบ้าแบบผม

เหมือนคุณเชื่อในประโยคที่ว่า God is in the detail.

ผมเชื่อในรายละเอียด ผมบอกแล้วว่าโปรดักต์สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่าที่ Rompboy ยังขายได้อยู่ทุกวันนี้ ที่มันยังขายดีอยู่ สุดท้ายมันเป็นเพราะโปรดักต์ เราคิดว่ามันสวยจริงๆ เราคิดว่ามันคือโปรดักต์ที่คนทำรองเท้าจริงๆ ทำ ไม่ใช่คนที่อยากขายรองเท้ามาทำ แตกต่างกันนะครับ คนอยากขายรองเท้ากับคนทำรองเท้าจริงๆ

ทำไมคุณถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าการทำรองเท้าขายเป็นเรื่องยากมาก

ผมว่ามันแล้วแต่คนด้วย สำหรับผมรองเท้าเป็นเรื่องยาก ผมรู้สึกว่าถ้าคุณจะทำรองเท้า แล้วคุณวาดแบบส่งให้โรงงาน แล้วคุณบอกโอเค จบ อย่างนั้นน่ะง่าย แต่สำหรับผมรองเท้ามันยาก ยิ่งเราทำรองเท้าให้เรียบเท่าไหร่ ตัดดีเทลออกให้หมดเลยนะ แล้วเน้นแค่ทรง วัตถุดิบ แล้วก็รายละเอียดพวกความสูงของขอบยาง การใช้ไส้ตะเกียง ตาไก่ การที่จะให้ทุกอย่างมันเพอร์เฟกต์น่ะ โคตรยาก

เรื่องทรง ผมขึ้นหุ่นรองเท้าใหม่ใช้เงินประมาณ 5 แสนบาทในการขึ้นหุ่นบ้าๆ บอๆ ของผม อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวรองเท้าเลยนะ นี่เป็นแค่ตัวหุ่นเหล็กที่จะทำให้ทรงมันเพอร์เฟกต์ที่สุด ซึ่งเรื่องนี้คนอื่นไม่รู้หรอก ทุกคนคิดว่ารองเท้าผมแพง คุณไม่รู้หรอกว่าต้นทุนมันคืออะไรบ้าง กว่าหุ่นจะเสร็จผมแก้ระเบิด เคิร์ฟได้หรือยัง เรียวหรือยัง ตรงนี้นิดนึง ไซส์ไม่ได้ว่ะ ไม่มีอะไรง่ายหรอก สำหรับงานดีไซน์ ยิ่งเราบ้าดีเทลเท่าไหร่ มันยิ่งยากเท่านั้น

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

เห็นว่าตอนขึ้นแบบรองเท้าครั้งแรกมันไม่ได้ดั่งใจสักทีจนเกือบจะล้มเลิกไม่ทำแล้ว

ใช่ ผมก็เลยบอกไงว่ามันยาก บางทีผมก็คิดนะว่า เอ๊ะ หรือว่าจริงๆ มันแค่นั้นก็พอแล้ววะ ไม่ต้องแก้แบบอะไรเลย สั่งช่างปุ๊บก็เสร็จ แล้วก็ลดราคาไปเลย ไม่ต้องขึ้นหุ่นใหม่ ไม่ต้องจ่ายเป็นแสน ใช้หุ่นสำเร็จไปเลยจบๆ แล้วก็ขายราคาให้ซื้อง่ายๆ จะไปคิดอะไรมาก แต่สุดท้ายถามว่าเราจะนอนหลับหรือเปล่า ถ้าเราขายอย่างนั้นไปเราจะนอนหลับได้จริงๆ เหรอ มันหลับไม่ลงหรอก เพราะว่าอะไรรู้เปล่า เพราะมันไม่ใช่รองเท้าที่เราอยากจะใส่ มันไม่ใช่รองเท้าที่คนบ้ารองเท้าทำ เราไม่อยากเป็นพ่อค้า เราอยากเป็นคนทำรองเท้า

ก็เลยเหนื่อยยากกว่าชาวบ้านเขา

ก็เลยซับซ้อนกว่าชาวบ้านเขา โคตรเสียเวลาเลย ผมว่าป่านนี้แบรนด์อื่นรวยไปหมดแล้ว มีผมนี่แหละไม่รวย (หัวเราะ)

ความจริงรองเท้าผมไม่ค่อยมีโรงงานอยากทำหรอก โรงงานก็จะคิดว่า ผลิตให้เจ้าใหญ่หมื่นคู่ โอเค จบ ไอ้เราไปขอผลิต 300 คู่ 500 คู่ เขาไม่อยากทำหรอก เงินก็ได้น้อย ปัญหาเยอะปวดหัวอีก ผมเคยไปคุยกับโรงงานนึง ตาผมเป็นประกาย แต่เขาไม่มองหน้าผมเลย แล้วก็บอกว่า มีอย่างนี้เอามั้ย เหมือนเขาไม่อยากคุย แบบมึงเป็นเจ้าเล็ก แล้วโปรเจกต์แบบนี้ตอนนั้นยังไม่มีในประเทศไทย เหมือนเราเป็นผู้กำกับหน้าใหม่เอาหนังไปขายให้พวกนายทุน คือเขาไม่อยากทำ เขาอยากรับงานแมสมากกว่า เราไปคุยกับหลายเจ้าอยู่เหมือนกัน แต่ก็โดนปฏิเสธ ก็ปกติ เราเริ่มต้นอย่างนี้

ทำรองเท้าผ้าใบมาตลอด ทำไมล่าสุดหันมาทำรองเท้าหนัง

ส่วนตัวเราเป็นคนชอบใส่รองเท้าหนังมาก ชอบแบรนด์รองเท้าหนัง เรารู้สึกว่ารองเท้าหนังเป็นวัตถุดิบที่ใส่แล้วดูสำอางขึ้นมานิดนึง ซึ่งเราจะโดนแฟนทักมาตลอดว่าแต่งตัวโทรม แต่เราชอบใส่รองเท้าหนังเบรกให้มันดูสำอางขึ้น ซึ่งช่วยได้หรือเปล่าไม่รู้นะ (หัวเราะ) แต่ชอบ จะสังเกตได้เลยว่าปกติผมใส่รองเท้าหนังมากกว่าสนีกเกอร์ที่เป็นแคนวาส ส่วนตัวชอบ ก็เลยคิดว่าทำมันเป็นโปรเจกต์ทดลอง

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

ทำไมคุณทำแค่ 250 คู่ ทั้งที่รู้ว่าทำมากกว่านี้ก็ขายหมด

ตอนแรกหนักกว่านี้อีก จะทำแค่ 99 คู่ คือผมรู้สึกว่าผมไม่อยากเดินทางซ้ำรอยเดิม ปีที่แล้วเป็นบทเรียนเลย ผมว่าผมทำรองเท้าเยอะเกินไป เชื่อลูกค้ามากเกินไป เชื่อคนรอบตัวมากเกินไป ที่เขาบอกว่าทำน้อยเกินไป เราเลยเพิ่มก็ได้วะ กลายเป็นว่ามันจบด้วยยอดที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราลืมคอนเซปต์เดิมว่าเราทำข้าวมันไก่ให้เฉพาะคนในซอยกิน เรามาห่างไกลเกินไปแล้ว ผมเลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ดึงตัวเองกลับมาที่เดิม เราคือลิมิเต็ด แล้วก็อย่างที่บอก มันคือโปรเจกต์ทดลอง แต่ช่วงที่เทสต์ของ ใส่ไปไหนมาไหนมีแต่เพื่อนทัก ก็เลยขยับมาที่ 250 คู่ อีกอย่างเราคิดว่าคนไทยไม่ค่อยใส่รองเท้าหนังด้วย คนไทยชอบใส่รองเท้าผ้าใบกัน ก็เลยคิดว่าทำแค่นี้

คุณคิดว่าการที่สินค้าแบรนด์ Rompboy ขายหมดภายในไม่กี่นาทีมันสะท้อนอะไร

สะท้อนความกดดันน่ะสิ จริงๆ มันกดดันนะ แฟนผมบอกผมตลอดว่า ล็อตใหม่กลัวไม่ปัง ตอนนี้คู่แข่งเยอะด้วย แบ่งมาร์เก็ตแชร์ไปเยอะ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น คือจริงๆ ผมแอบกลัวนะ แต่ผมรู้สึกว่า อย่าลืมสิว่าประเด็นเรา สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ขายเร็ว เราไม่ได้ต้องการเงิน เราบอกตัวเองตลอดว่า ถ้าโปรดักต์มีคุณค่า มันต้องไปถึงมือคนที่เห็นคุณค่าของมัน อันนั้นคือจบแล้ว พอแล้ว

ผมบอกแฟนตลอดว่า ไม่เป็นไร ถ้าเราทำงานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าแล้วมันจะขายไม่ได้เราจะไม่เสียใจแล้ว ถ้าเราทำงานไม่ดี แล้วมันยังขายไม่ได้อีก เออ อันนั้นสิ ที่ผมรู้สึกว่าผมคงนอนไม่หลับจริงๆ แต่อันนี้ผมนอนหลับแล้ว

ROMPBOY แบรนด์ที่ใช้สัญชาตญาณนำการตลาดของ บู้ SLUR

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ผมไม่แน่ใจว่าจะนิยามสิ่งที่ชายคนนี้ทำด้วยคำใดดี ระหว่างหาญกล้า หรือบ้าบิ่น

กับการที่ใครสักคนในวัย 33 มีหน้าที่การงานมั่นคง มีตัวตนในวงการที่ตัวเองอยู่อาศัย ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่ว่ามาเพื่อบินไปทำตามความฝันความเชื่อ หรือเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็ได้ว่า เขาบอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวก

ชายผู้นี้มีหมวกมากกว่า 1 ใบในชีวิต ผมหมายถึงทั้งหมวกในความหมายของเครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่ง และหมวกในความหมายของบทบาทที่รับผิดชอบ

ผมรู้จักชายหนุ่มผู้นี้ครั้งแรกในฐานะดีเจที่ใช้นามแฝงว่า ‘DJ Supersonic’ พบเห็นเขาตามงานปาร์ตี้สุดเก๋ยามราตรีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยทักทายเป็นการส่วนตัว ถึงอย่างนั้นผมก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งบนหัวของเขาจะมีหมวกสวมอยู่ อาจจะเปลี่ยนรูปทรงไปบ้างตามแต่วาระและโอกาส แต่หัวของเขาไม่เคยเว้นว่างแม้แต่วันเดียว

อาจกล่าวว่าผมไม่เคยเห็นทรงผมที่แท้จริงของเขาก็ไม่ผิดนัก

ความคลั่งไคล้หมวกของชายผู้นี้พัดพาให้ผมมาพบเขาอีกรอบในโลกออนไลน์ เมื่อเจอเพจที่ชื่อ Cult & Cut ซึ่งเป็นเพจที่เขาสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องหมวกล้วนๆ แบบลึกๆ และจากการนัดพบเจอกันทำให้ผมรู้ว่าอีกไม่กี่วันเขาจะไปอยู่นิวยอร์กปีครึ่งเพื่อเรียนทำหมวก ซึ่งกว่าที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะเผยแพร่ เขาคงอยู่ที่ใดสักแห่งในนิวยอร์ก

การพบกันของเราครั้งนี้ที่คอนโดมิเนียมย่านทองหล่อของเขาค่อนข้างแปลก เมื่อมันไม่ใช่ยามค่ำคืนและไม่มีเสียงดนตรีที่เขาเปิดคลอเคล้าบรรยากาศอย่างที่คุ้นเคย แต่ที่เหมือนเดิมเช่นทุกครั้งคุณเองก็คงพอเดาได้

ใช่, เขาสวมหมวกเดินลงมารับ

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 1 : คนชอบหมวก

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือหมวกหลักสิบใบที่กองอยู่บนโซฟากลางห้อง นี่เป็นหมวกเพียงส่วนหนึ่งที่เจ้าบ้านคัดมาให้ผู้มาเยือนอย่างผมได้เห็นเป็นบุญตา

“บางคนอาจจะมองว่ามันต้องมีหมวกเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งอันนี้ก็ตอบยากเหมือนกัน” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อผมถามว่าหมวกเยอะขนาดนี้เคยมีคนทักท้วงไหมว่าจะมีไปทำไมเยอะแยะ หัวก็มีหัวเดียว

“ผมว่าสำหรับคนสะสมของ ง่ายที่สุดเลยมันคือความสุข บางคนอาจจะมองว่ากิเลสเยอะหรือเปล่า ก็จริงครับ เถียงไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้ผมรู้สึกมีความสุขในการทำงาน คนส่วนใหญ่อาจจะแฮปปี้ที่ทำงานได้เงิน แต่สำหรับผม บางงานจ้างผมไปเล่นแค่ให้หมวกผมสวยๆ สักใบผมก็โอเคแล้วนะ”

ชายหนุ่มหัวเราะสดชื่นเมื่อจบประโยค ในขณะที่ผมไล่สายตาดูหมวกที่บางใบก็รูปทรงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ในขณะที่บางใบก็รูปทรงแปลกตาชนิดนึกภาพตัวเองสวมใส่ไม่ออก

“หมวกสำหรับคุณสำคัญยังไง ทำไมทุกครั้งที่พบกันเราจะเห็นมันอยู่บนหัว” ผมถามในสิ่งที่ค้างคามาตั้งแต่ก่อนพบเจอ

“มันยังไม่เชิงว่าเป็นอวัยวะ แต่มันเหมือนทรงผม สมมติให้ผมไปตัดผมทรงโมฮอว์ก หรือตัดทรงอะไรประหลาดๆ ผมก็คงเขินตอนเดินออกจากบ้าน ซึ่งผมเป็นคนซีเรียสเรื่องหมวกอย่างนั้นเลย ผมรู้สึกว่ามันเหมือนทรงผมของเรา มันเป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่เราต้องใส่ออกมาทุกวัน มันก็เป็นเหมือนเสื้อผ้า เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัว แต่ด้วยความที่ผมใส่มาเป็นสิบปี พอวันไหนไม่ใส่ก็จะรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ใส่กางเกงในหรือเปล่าวะเนี่ย คือมันจะรู้สึกแปลกๆ เขินๆ ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผมไปแล้ว

“หมวกมันเป็นเครื่องหัวอย่างหนึ่งที่บอกคาแรกเตอร์ มันสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง ในนิทานพระราชายังต้องมีมงกุฎเลย นักกีฬาก็มีหมวก เราเห็นแล้วรู้คาแรกเตอร์ชัดว่าใครเป็นยังไง ถ้าพูดในแง่แฟชั่น มันเป็นชิ้นส่วนที่ปะทะตาอันดับแรกเลยก่อนทั้งตัวเลย เพราะเรามองหน้าปุ๊บก็จะเห็นทันที”

จริงอย่างที่เขาว่า หมวกของเขาปะทะสายตาทันทีที่เราพบกัน แม้ยามสนทนากันก็เป็นเช่นนั้น ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเคยรู้สึกว่าหมวกจะมีความพิเศษใดๆ จนกระทั่งได้ฟังเขานั่งเล่าและเห็นแววตาของเขาขณะเล่า

บางสิ่งมันคงพิเศษเฉพาะเมื่ออยู่ในการครอบครองของคนที่มีสายตาพิเศษสำหรับมองเห็นความพิเศษนั้น-เท่านั้น

“เมื่อไหร่กันที่คุณเริ่มรู้สึกว่าหมวกเป็นสิ่งพิเศษจนคิดเก็บสะสม” ผมถามท่ามกลางหมวกที่รายล้อม ซึ่งผมเดาว่าหากพวกมันมีชีวิตคงอยากรู้คำตอบเช่นเดียวกัน

“เมื่อก่อนผมจะซื้อเฉพาะหมวกที่เราจะใส่ จนมีช่วงหนึ่งที่ไปญี่ปุ่นบ่อย แล้วไปเจอหมวกที่สวยมากแต่มันไม่เข้ากับหัวเราเลย ผมก็คิดว่าเสียดายเงินถ้าซื้อมาแล้วไม่ใส่ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า แล้วมีอยู่วันนึง แต่ผมจำไม่ได้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ แต่จำความรู้สึกนั้นได้ ตอนนั้นผมอยู่ในแกลเลอรี่ แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าของทุกชิ้นมันก็เหมือนงานศิลปะนะ เหมือนเวลาเราซื้อรูปเพนติ้งกลับมา นั่นคือการที่เราชื่นชอบศิลปิน เราก็เลยซื้องานเขามาเก็บไว้ ซึ่งเราก็เอามาใส่ไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นมันก็คงไม่แย่มั้งถ้าเราจะซื้อหมวกมาแล้วใส่ไม่ได้ มันก็คงเหมือนงานศิลปะ ก็เลยรู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นว่าเริ่มเก็บดีกว่า”

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 2 : คนทำเพจหมวก

…ตลอดระยะเวลาที่ผมซื้อหมวกและใส่หมวกมาเป็นสิบๆ ปี ผมไม่เคยมานั่งนับเลยว่าตอนนี้มีกี่ใบ หมดกับมันไปเท่าไหร่ แต่กลับกัน มันเหมือนบันทึกความทรงจำที่บอกว่าแต่ล่ะใบที่ได้มานั้น ตอนนั้นอยู่ที่ไหน ทำอะไร ได้มาได้อย่างไร…

ในบทความชิ้นแรกของเพจที่อธิบายที่มาที่ไป ชายหนุ่มผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและแอดมินเพจเขียนไว้อย่างนั้น

อย่างที่เขาว่า หมวกทุกใบสำหรับเขามีเรื่องราว

หมายถึงทั้งเรื่องราวเบื้องหลังการได้มาและเรื่องราวในเชิงประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องราวในเชิงแฟชั่นและฟังก์ชัน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นคือที่มาของเพจ Cult & Cut ที่เขาตั้งใจใช้เป็นพื้นที่ในการแชร์เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหมวก

“ผมเป็นแค่คนชอบ เราไม่ใช่เซียน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพจนี้จะเป็นเพจที่เราจะเรียนรู้ไปพร้อมคนอ่าน คือผมไม่ได้บอกว่าจะเอาองค์ความรู้ทุกอย่างของผมมาเล่าให้ฟัง แต่ว่าผมจะเอาบางเรื่องที่ผมเพิ่งไปเจอมามาเล่า ตอนนี้ก็มีมิชชันแล้ว แทนที่เวลาสงสัยเราจะคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปหาข้อมูลตอนนี้เรารู้สึกว่าเรามีเรื่องต้องแชร์ให้คนอ่านแล้ว เราจะได้ทำการบ้านไปในตัว ซึ่งน่าจะสนุกสำหรับผมด้วย

“เรื่องหมวกมันกว้างมาก เราหยิบยกเรื่องมาพูดได้เยอะมาก มันไม่จำเป็นต้องเป็นหมวกแฟชั่น มันอาจจะเป็นหมวกกันน็อกก็ได้ อย่างที่ผมเขียนไว้ในเพจ มันเป็นวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวตั้งแต่ในสงครามยันรันเวย์ หมวกอยู่กับคนมานานมาก มักจะมีคนบอกผมว่า หมวกไม่ใช่วัฒนธรรมคนไทย ซึ่งก็จริง หมวกเป็นวัฒนธรรมฝรั่งสมัยก่อน แต่ลองมองดูรอบๆ ตัวดีๆ ผมว่าคนใส่หมวกเยอะมากนะทุกวันนี้ คนขายหมูปิ้งก็ใส่หมวก คนงานก่อสร้างก็ใส่หมวก ทุกคนใส่หมวกหมด แต่แค่เราอาจจะไม่ได้สนใจ”

เล่าถึงตรงนี้เขาก็แอบเล่าถึงเรื่องๆ หนึ่งที่กำลังจะเขียน ว่าด้วยเรื่องงอบของชาวนา ซึี่งจากการรีเสิร์ชทำให้เขาค้นพบข้อมูลสนุกสนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของคำที่ใช้เรียกในแต่ละพื้นที่ หรือสถานะของหมวกชนิดนี้ในนานาประเทศ แค่ฟังทีเซอร์ผมก็อยากอ่านเต็มทีแล้ว

ว่าแต่ทำไมเราต้องรู้เรื่องหมวก ทำไมคนทั่วไปต้องสนใจมัน-ผมสงสัย

“จริงๆ มันไม่ใช่แค่หมวก หลายอย่างในชีวิตประจำวันมันมีเรื่องราว แต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจ อย่างหมวกนี่อยู่เหนือคิ้วขึ้นไปนิดเดียวเองนะ เราใส่กันตั้งแต่เด็ก ถ้าถามถึงหมวกใบแรกบางคนอาจจะจำไม่ได้ว่าพ่อแม่เคยซื้อให้ เราอยู่กับมันมาโดยไม่รู้ตัว ผมมองว่ามันใกล้ชิดกับเรามาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ไอเทมที่จะอยู่กับเราทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากจะแชร์แพสชันตรงนี้ด้วย

“บางทีมันน่าจะเป็นประตูทำให้ผมไปเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน และทำให้คนที่ชอบอะไรเหมือนกันได้เจอกัน นี่คือสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับผม”

ซึ่งแน่นอนว่า แม้ผมจะไม่ได้ชอบหมวกเช่นเขา แต่มันก็ทำให้เราโคจรมาเจอกัน

เป็นการเจอกันก่อนที่ไม่กี่วันเขาจะก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 3 : คนทำหมวก

ตอนนี้เขาอายุ 33 ปี

เราคาดหวังสิ่งใดจากคนในวัยนี้ มีหน้าที่การงานมั่นคง ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว มีเงินเก็บจำนวนหนึ่งพอที่จะไว้ใช้รักษาเนื้อรักษาตัวในวันข้างหน้า

ชายผู้นี้ทำตรงกันข้ามแทบทั้งหมด

เมื่อความบ้าหมวกเข้าเส้น ปีที่ผ่านมาเขาตัดสินใจใช้เงินเก็บที่มีหมดไปกับการบินไปอยู่ที่นิวยอร์ก 6 เดือนเพื่อหาความเป็นไปได้ในการสร้างแบรนด์หมวกของตัวเอง และการไปอยู่ในบ้านเมืองที่วัฒนธรรมหมวกแข็งแรงทำให้ภาพเลือนรางในหัวของเขาเริ่มชัดเจน เขาใช้เวลาในแต่ละวันเข้าออกร้านหมวกในมหานครแห่งแฟชั่น

“ตอนไปนิวยอร์กรอบแรก ผมอยากไปดูว่ามีตลาดหรือเปล่า แล้วเราจะอยู่ได้มั้ย เรื่องตลาดผมไปดูแล้วเห็นคนใส่หมวกโคตรเยอะเลย ผมไปร้านหมวกทุกร้านในนิวยอร์ก ถือเป็นภารกิจประจำวันของผม ไปดูหมวก ไปคุยกับเจ้าของร้าน ลามถึงขั้นไปดูโรงงานที่ทำ มีอยู่ร้านนึงผมเดินเข้าไปคุยกับเขา แล้วผมแอบมองทะลุม่านไปเห็นเขาผลิตกันในนั้น ก็เลยถามเขาว่าที่นี่เป็นโรงงานหมวกเหรอ เขาบอกว่าใช่ เป็นโรงงานที่อายุเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เราก็ตาโต บอกเขาว่าเราชอบหมวกมากเลย มาจากเมืองไทย เขาก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่าอยากเข้าไปดูมั้ย แล้วเขาก็พาเข้าไป

“พอเข้าไปดูข้างใน บรรยากาศมันขลังมาก คือหมวกพวกนี้ฝรั่งเขามีวัฒนธรรมกันมาก่อน โรงงานในนิวยอร์กจึงมีแค่ 2 ประเภท คือโรงงานเก่าที่ยังอยู่ได้ กับเป็นโรงงานที่คนรุ่นใหม่อย่างผมไปเทกโอเวอร์โรงงานเก่ามา เพราะฉะนั้น อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เขาใช้ในโรงงานอายุเป็นร้อยปีเกือบหมด ไม่ว่าจะโมที่ใช้ซึ่งเป็นไม้แกะสลักที่เขาตกทอดกันมา บ้านเรามันไม่มีโรงงานอย่างนั้น ถ้าเราอยู่เมืองไทยเราไม่รู้จะไปหาความรู้แบบนี้จากไหน หมวกผ้าเราอาจจะหาโรงงานเย็บได้ หาครูให้เราได้ แต่ครูที่จะสอนการทำหมวกแบบนี้ต้องเป็นที่นิวยอร์กจริงๆ”

และนั่นทำให้ชายวัย 33 ตัดสินใจออกผจญภัยบนเส้นทางที่เขาเองก็ไม่รู้ไม่เห็นปลายทาง

แม้จะดูเข้าใจยากเพียงใด แต่เขาก็มีคำตอบให้ตัวเองชัดเจนว่าไปทำไม แต่ที่ยากคือคำตอบที่ต้องอธิบายกับคนรอบข้างซึ่งมองด้วยสายตาที่มีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ

“ผู้ใหญ่บางคนเขาก็ถามผมว่า อะไรนะ ไปเรียนทำหมวก แล้วกลับมาจะทำอะไร คือมันเสี่ยงมาก แล้วผมไม่เคยเรียนตัดเย็บมาก่อน ผมแค่ชอบแฟชั่น แต่นี่ผมกำลังจะเข้าไปสู่อุตสาหกรรมที่จริงจังแล้ว เรากำลังจะเข้าไปอยู่ในหมวดที่ลงแล้วถอยไม่ได้แล้ว เราเอาเงิน เอาทุกอย่าง ลงทุนเวลา อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว เพื่อที่จะไปเรียนทำหมวก ซึ่งเอาจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ผมกลัวมากตอนนี้ด้วยซ้ำ เป็นความกลัวที่น่าจะใหญ่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเราต้องถอย ผมแค่คิดว่าเราต้องทำให้สุด มนุษย์ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน แต่ความบ้าไม่เท่ากัน ความรักไม่เท่ากัน แพสชันไม่เท่ากัน ผมว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่นับเรื่องเงินทอง มันคือเรื่องของใจ อันนี้เป็นสิ่งที่เรารักมาก เลยคิดว่าน่าจะลองกับมันสักทีนึง”

“แล้วอธิบายกับคนรอบข้างยังไงเวลาเขาถาม” ผมย้อนถาม

“ผมมี 2 คำตอบ คำตอบแรกคือยิ้ม เพราะว่ามันอธิบายยาก ถ้าเขาไม่เข้าใจแพสชัน เขาก็จะมองแล้วว่าบ้าหรือเปล่า ลาออกจากงาน ทิ้งทุกอย่างไปเรียนทำหมวก แล้วทำไปขายใคร ใครใส่ คือผมก็เข้าใจนะว่ามันยังไม่มีใครใส่ เราก็ยังอยากนำเสนอสิ่งนี้ วัฒนธรรมมันมีวันแรกของมันในการกำเนิด ถ้ามองย้อนกลับไปทุกเรื่องราวมีวันแรก ใช่ วันนี้บ้านเราอาจจะยังไม่มีวัฒนธรรมการใส่หมวก แต่เราสตาร์ทวัฒนธรรมได้ ในความคิดผมอีก 20 ปีให้หลัง มันอาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมของเราแล้วก็ได้

“ส่วนอีกคำตอบนึง คือผมบอกไปเลยว่าผมอยากทำสิ่งที่ผมรัก ย้อนกลับไปตอนผมเรียนศิลปะเพื่อจะเอนทรานซ์เข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ พี่ติวเขาเคยถามผมว่า มึงแน่ใจใช่มั้ยว่าจะเรียน เพราะคนที่ชอบกับคนที่ทำไม่เหมือนกันนะ คนที่ชอบแต่งตัวไม่ใช่ว่าจะดีไซน์เสื้อผ้าได้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะข้ามเส้นนั้นไปได้ ข้ามเส้นจากคนชอบไปสู่คนทำ คำถามนี้แหละอยู่ในหัวผมมาตลอด ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า ผมบ้าพอที่จะพัฒนาเป็นคนทำหรือเปล่า หรือที่จริงผมแค่ชอบซื้อ ซึ่งวันที่ผมไปอยู่ที่นั่น ผมรู้ตัวแล้วว่าระดับความอินมันเลยคนซื้อไปแล้ว เราอยากไปสู่กระบวนการผลิต การขาย การสร้างแบรนด์แล้ว ก็เลยคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียน

“ซึ่งน่าจะเป็นโค้งท้ายๆ ของผมแล้วที่จะไปเรียนได้ ตอนแรกผมเกือบไม่ไปแล้วเหมือนกัน จนได้คุยกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า จำได้เลยวันนั้นนั่งกินเบียร์กัน พี่ตุลย์บอกว่า ‘มึงไป เชื่อกู คนเราแต่ละช่วงอายุไม่เหมือนกันนะ มึงไปตอนอายุ 20 ก็เป็นแบบนึง มึงไปตอนนี้ก็เป็นแบบนึง ถ้ามึงแต่งงานแล้วมีเมียมีลูก หรือวันที่มึงรวยแล้วมึงไป ก็จะไม่ใช่แบบนี้นะ ไทม์มิ่งตอนนี้คือไทม์มิ่งท้ายๆ แล้วของความเป็นวัยรุ่น ถ้าไปก็ต้องตัดสินใจไปเลย’ เราก็คิดว่าจริง บางคนเขาบอกว่า เดี๋ยวรอมีเงินก่อนค่อยไป ถึงเวลานั้นผมว่ามุมมองชีวิตผมก็อาจจะเป็นอีกแบบแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้าจะไปต้องไปแล้ว”

และอย่างที่ว่าไว้, ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ตอนนี้ผมกำลังเฝ้ารอ 2 อย่าง

หนึ่ง-เฝ้ารออ่านคอนเทนต์เกี่ยวกับหมวกในเพจ Cult & Cut

สอง-เฝ้ารอชมหมวกแบรนด์ Attack and Release ของเขา

“แบรนด์หมวกของคุณจะต่างจากแบรนด์อื่นๆ ยังไงคิดไว้หรือยัง” วันนั้นผมถามทิ้งท้ายก่อนจากเขามาโดยไม่ได้ไปส่งที่สนามบิน

“เรื่องทรงคงฉีกกันยาก เพราะว่าหมวกก็ถูกพัฒนาจากทรงไม่กี่ทรง แต่สิ่งที่ต่างน่าจะเป็นเรื่องรายละเอียด เพราะว่าเราเป็นคนบ้าดีเทล เพราะฉะนั้นหมวกผมทุกใบจะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันแม้จะเป็นหมวกทรงเดียวกัน

“บางคนเคยถามผมว่า มันจะมีคนเห็นเหรอ พวกรายละเอียด ซึ่งผมชอบบทสัมภาษณ์นึงของ Daft Punk มาก ตอนนั้นที่ทำอัลบั้มใหม่เขาใช้ไมโครโฟน 2 ตัว ไมโครโฟนตัวนึงทำในยุค 80 ไมโครโฟนอีกตัวนึงทำในยุค 70 เพลงที่ดนตรีไดเรกชันไปทางดิสโก้เซเวนตี้เขาจะใช้ตัวที่ทำในยุค 70 อัด ส่วนเพลงที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกเขาจะใช้ไมค์อีกตัวอัด ซึ่งจำได้เลย ตอนนั้นพิธีกรถามว่า ‘ใครฟังออก’ ผมเองก็ฟังไม่ออก มันต่างกันยังไงวะ ไมโครโฟน 2 ตัว

“ซึ่งเขาตอบสั้นๆ เลยว่า ‘เขาฟังออก’ มันจบเลย จริง  ถึงจะไม่มีใครเห็นเลยก็ตาม แต่ผมเห็น”

ใช่, แม้บางสิ่งคนอื่นจะยังมองไม่เห็น แต่เขาเห็น

ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความถึงเฉพาะรายละเอียดของหมวก แต่กินความไปไกลถึงอนาคตของชีวิต

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

Facebook : Cult & Cut

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load