ICONCRAFT X The Cloud

ฉันหยุดจับจ้องตุ้มหู แหวน และสร้อยคอ ของพวกเธอไม่ได้

ยิ่งหูได้ฟังเรื่องราวที่พวกเธอเล่า ก็ยิ่งรู้สึกเห็นค่ามันมากเข้าไปใหญ่

เครื่องเงินของพวกเธอทั้งดูเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีรูปทรงธรรมชาติอย่างของทำมือ ผสมเทคนิคชนเผ่ากะเหรี่ยงบนดอย คนไทยก็ใส่ได้ ชาวต่างชาติก็ใส่ดี

‘Stories of Silver and Silk’ เกิดจากการร่วมมือของผู้หญิงสองคนที่มีใจรักในงานคราฟต์เหมือนกัน นั่นคือ จอย-ฐิตาภา ตันสกุล และ ลูเซีย แปราโก หญิงสองคนนี้มีความรักในงานคราฟต์ และอยากจะทำอะไรดีๆ เพื่อสนับสนุนวงการนี้ในไทย บังเอิญว่ามีคนแนะนำ พี่เอก-เอกชัย แก้วเตี๊ยะ ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มาพอดี เลยลองเข้าไปทำงานร่วมกับเขาและชาวกะเหรี่ยงอีก 2 – 3 คนดู

ผ่านไป 8 ปี แบรนด์มีเครื่องประดับวางขายอยู่ร่วม 100 แบบ ขายดีในเว็บไซต์ออนไลน์ โดยมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั่วโลก จนล่าสุดได้ไปโชว์ใน Milan Design Week ที่อิตาลี

เรื่องราวระหว่างทางเป็นอย่างไร ต้องไปฟัง

เครื่องเงินชาวเขา

ขึ้นชื่อว่าเป็นงานเครื่องเงินกะเหรี่ยง คือทำด้วยมือตั้งแต่ต้นจนเสร็จ

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชิ้นไหน ก็จะเริ่มจากเม็ดเงินบริสุทธิ์ เป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายลูกปัด นำมาหลอมให้ละลาย ก่อนจะทำให้เป็นแผ่นหรือเป็นเส้นด้วยการผ่านเครื่องรีดต่างๆ แล้วดัดให้เป็นรูปทรงตามต้องการ

นี่คือเทคนิคที่พวกเขาสืบทอดกันมาเป็นร้อยปี พี่เอกแม้จะไม่ได้เป็นคนในหมู่บ้านนี้มาแต่กำเนิด แต่ก็มีความสามารถด้านนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ชาวกะเหรี่ยงทั่วภาคเหนือทำได้คล้ายกัน

เพราะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือหวือหวา ทุกอย่างต้องทำด้วยมือ ชาวกะเหรี่ยงจึงทำเครื่องเงินที่มีความบริสุทธิ์มากถึง 96 – 98 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ในอุตสาหกรรมทั่วไปจะประมาณ 92 – 93 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องบริสุทธิ์มาก เพราะเงินจะมีคุณสมบัตินุ่ม ดัดง่าย

และหากชิ้นไหนดัดแล้วไม่พอใจ ขายไม่ได้ ก็นำกลับมารีไซเคิลด้วยการหลอมใหม่ได้อีกด้วย

เห็นชีวิตเขา

คนทำงานคราฟต์อย่างพี่เอกชัยมีทั่วหมู่บ้าน แต่กลับขายผลิตภัณฑ์คราฟต์เป็นงานหลักไม่ค่อยได้

ลูเซียเล่าให้ฟังถึงตอนที่พวกเธอขึ้นไปหาพี่เอกชัย แล้วพบว่าวิถีการทำเครื่องเงินของกะเหรี่ยงในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายโรงงานขนาดย่อม นั่นคือทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง ทำงานแบบเดียววนไป เสร็จแล้วก็ส่งต่อให้คนข้างๆ ทำส่วนอื่นต่อ ชิ้นงานที่ออกมาจึงเหมือนกันไปหมดทุกหมู่บ้าน ไม่มีกลิ่นอายของความคราฟต์ใดๆ ทั้งที่เป็นงานทำด้วยมือทั้งหมด

จอยเสริมว่า เมื่อเทียบกับเครื่องเงินในภูมิภาคอื่นๆ เช่นของสุรินทร์ที่เน้นลวดลายดอกไม้วิจิตรแล้ว เธอชอบสไตล์เครื่องเงินกะเหรี่ยงที่เน้นผิวสัมผัสเก๋ไก๋และการประทับตราเล็กๆ มากกว่า มันจึงน่าเสียดายเมื่อไม่มีรูปแบบใหม่ๆ ออกมาให้เลือกซื้อเลย “เราเห็นของที่ขายในเชียงใหม่ ที่จตุจักร แล้วเราไม่พอใจ เพราะไม่รู้จะซื้อใส่ในโอกาสแบบไหน จริงๆ เทคนิคดั้งเดิมมันดี แค่ปรับดีไซน์นิดเดียวก็เอามาใช้ได้แล้ว”

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาระบบการขายเครื่องเงินของกะเหรี่ยง ใช้ชั่งขายเป็นกรัม ได้เพียง 250 บาทต่อกรัมเท่านั้น เทียบกับราคาเม็ดเงินดิบที่ซื้อมาแล้ว ไม่ได้เพิ่มมูลค่าเท่าที่ควร

รายได้หลักของหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มจึงมาจากการทำเกษตร หรือให้เฉพาะเจาะจงก็คือการปลูกลำไยที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 3-12 บาทเท่านั้น แถมลำไยก็มีอายุสั้นและมีฤดูของมัน ไม่อาจจะสร้างรายได้สม่ำเสมอทั้งปี

แล้วพี่เอกชัยที่ต้องหาเงินส่งลูกไปเรียนจะอยู่ได้อย่างไร

ออกแบบจากเขา

เมื่อเห็นคุณค่าและปัญหาแล้ว จอยและลูเซียก็เริ่มมองหาทางออก

สิ่งที่คนเมืองอย่างพวกเธอจะพอช่วยช่างฝีมือชาวกะเหรี่ยงได้ ก็คงเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่กล้าจะทดลอง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง รวมถึงความเข้าใจในกลุ่มลูกค้า ว่าชอบงานแบบไหน ปรับดีไซน์อย่างไรคนถึงจะซื้อ โดยให้มีทั้งกลิ่นอายความพื้นเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็โมเดิร์นพอจะใช้งานได้จริง

“เขาเก่งเรื่องการทำลวดลายบนพื้นผิวเงิน เราเลยลองใช้วัสดุใหม่ๆ ในการสร้างพื้นผิว เช่น ใช้ฝักหางนกยูง มีต้นหางนกยูงอยู่ในหมู่บ้าน ฝักหางนกยูงมันก็ตกอยู่ตามบ้าน ก็ลองหยิบขึ้นมาทาบบนเงินตอนเข้าเครื่องรีดดู หรือไม้ไผ่ ซึ่งเขาใช้หุงต้ม ทำข้าวหลามอยู่แล้ว ก็ลองผ่าไม้ไผ่ออกมา เผาให้เป็นลาย แล้วเทเงินลงไปให้เย็นตัว” จอยเล่าแนวทางการต่อยอดให้ฟัง

แต่ถ้ามีเทคนิคดั้งเดิมอันไหนที่ยังเหมาะสมอยู่ พวกเธอก็พยายามจะนำมาใส่ในเครื่องประดับ และขับเน้นให้เด่นขึ้น เช่นการนำลวดลายก้นหอยซึ่งเป็นลายอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวกะเหรี่ยงมาเป็นองค์ประกอบการออกแบบ หรือการทำตัวล็อกสร้อยด้วยดีไซน์ที่ทั้งเก๋และเวิร์กมากๆ ซึ่งเดิมเป็นของชาวกะเหรี่ยงอยู่แล้ว

ทำงานร่วมกับเขา

กว่าจะได้เครื่องประดับหน้าตาโมเดิร์นออกมาสักชิ้นไม่ใช่ง่ายๆ

พี่เอกชัยทำงานแบบเดิมมาตลอดชีวิต การจะให้เขาปรับสไตล์การทำงานให้เป็นแบบที่ธรรมชาติขึ้น มีความทำมือมากขึ้น คือไม่ถนัดเลย และที่ยากไปกว่านั้นคือ แม้จะต้องดูคราฟต์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคงเส้นคงวาด้วย ว่าง่ายๆ คือถ้าลูกค้าเห็นรูปในเว็บไซต์แล้วอยากได้ เขาก็ต้องได้งานหน้าตาไม่ผิดแผกไปจากที่เห็นมากนักนั่นเอง

พวกเธอเลยต้องขึ้นดอยไปเจอเอกชัยปีละสองสามครั้ง ครั้งละสัปดาห์ ซึ่งอาจฟังดูเป็นเวลาสั้นๆ แต่นั่นคือสัปดาห์แห่งการทำงานอย่างหนัก นั่งพื้นหลังขดหลังแข็งตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก กว่าจะได้ชิ้นงานต้นแบบออกมา

ลูเซียเล่ากระบวนการทำงานให้ฟังว่า “เราเคยพยายามร่างแบบบนกระดาษไปก่อนเยอะๆ แต่สุดท้ายพบว่าก็ต้องมาดู มาปรับแบบกันหน้างานอยู่ดี ทำมาหลายปีเราถึงเข้าใจว่าต้องออกแบบโดยคำนึงให้มันขับเน้นเทคนิคของชาวกะเหรี่ยงออกมาที่สุด”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อไปถึงขั้นตอนการทำแล้ว ชิ้นที่เหมือนจะเรียบๆ ไม่มีรายละเอียดกลับทำยาก เพราะต้องระวังเรื่องข้อต่อ ในขณะที่ชิ้นลวดลายเยอะๆ กลับทำง่ายกว่าและแข็งแรงกว่า ยิ่งไปกว่านั้น บางชิ้นที่ทำขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เช่นแหวนที่มีลักษณะคล้ายเส้นเชือกถักทอกัน เมื่อวางขายแล้วกลับกลายเป็นของ Best Seller ไปเสียอย่างนั้นก็มี

ผลงานทุกชิ้นคือการทดลองร่วมกันระหว่างหญิงทั้งสองและพี่เอกชัย

การเติบโตของชาวเรา

ผ่านมา 8 ปี แบรนด์ยังมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่เข้ามาสั่งซื้อมีทั้งลูกค้าที่เป็นคนไทย ซึ่งมักจะกลับมาซื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ และลูกค้าชาวต่างชาติจากทั่วโลก เมื่อมีระบบขายออนไลน์ก็จะสั่งซื้อจากมุมไหนของโลกก็ได้ โดยลงขายใน Etsy ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวมงานคราฟต์นานาชาติ Pinkoi เว็บไซต์ของไต้หวัน และ Discovered เว็บไซต์ของฝั่งยุโรป

ปัจจุบัน Stories of Silver and Silk ยังมีของวางขายอยู่ที่ ICONCRAFT ตลาดขายสินค้าดีไซน์จากนักออกแบบท้องถิ่นทั่วไทย บน ICONSIAM ชั้น 4 ด้วย เผื่อใครอยากแวะเวียนไปเลือกดู

เมื่อมีการสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ แปลว่าพี่เอกก็มีงานเรื่อยๆ และแปลว่าเขาจะมีรายได้อยู่เรื่อยๆ ถามว่าแต่ละชิ้นได้เท่าไร พวกเธอปล่อยให้พี่เอกชัยประเมินเอง ตามเวลาและปริมาณเงินดิบที่ใช้ไปกับงานนั้น

“เราไม่เน้นทำสต๊อก เพราะเรามีสไตล์เยอะมาก เลยใช้วิธีทำต้นแบบไว้ก่อน 1 ชิ้น แล้วหลังจากนั้นมีคนสั่งมากี่ชิ้นก็สั่งต่อไปที่เขา ถ้างานชิ้นไหนขายได้ดี เขาก็จะรู้เองจากยอดสั่งซื้อ และจากบัญชีธนาคารของเขา เพราะเราจ่ายเขาโดยตรง” ลูเซียอธิบาย

เมื่อทำงานด้วยกันมานานๆ ลูเซีย จอย และพี่เอกชัย ต่างก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น เวลาหญิงทั้งสองเดินทางไปนำเสนอแบรนด์ในเวทีต่างประเทศ เช่นล่าสุดที่ได้ไปอวดโฉมผลงานที่ Milan Design Week ไกลถึงประเทศอิตาลี ก็จะกลับมาเล่าให้พี่เอกชัยฟังว่าชาวต่างชาติประทับใจในความละเอียดอ่อนของงานทำมือของพี่เอกชัยแค่ไหน และเข้าใจผลงานของแบรนด์อย่างไรบ้าง

“เวลาเราไปต่างประเทศ เราไม่ได้แค่ขายของ แต่เราได้ไปพบเจอคนที่ปกติสั่งกับเราแค่ออนไลน์ ไม่เคยเจอหน้ากัน ได้คุยกับคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน แล้วได้ฟังเสียงตอบรับ คำแนะนำ จากลูกค้าโดยตรง ไปๆ มาๆ หลายคนก็กลายเป็นเพื่อนเราไปเลย” จอยเล่า

นอกจากนั้น พวกเธอก็ใช้กำไรจากแบรนด์มาส่งเสียลูกพี่เอกชัยเรียนอีกด้วย

ความเติบโตของแบรนด์เห็นเป็นรูปธรรมจากแบรนด์ย่อย ‘Silvertales’ ที่ไม่ได้เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรักงานคราฟต์ ผู้ซื้อไม่ต้องรู้เรื่องราวก็ได้ เพียงชอบเครื่องเงินเรียบๆ ดีไซน์มินิมอล ก็ถูกใจได้แล้ว

เรื่องของเงิน + ไหม

หลังจากทำงานกับพี่เอกสำเร็จผลอย่างงดงามออกมาเป็นงานกว่าร้อยชิ้น พวกเธอก็เริ่มอยากขยับไปทำกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้านดู โดยเฉพาะงานเชิงลูกปัดและการทอเสื้อผ้าที่มีชาวบ้านเจ๋งๆ ทำอยู่แล้วมากมาย เพราะที่มาของชื่อแบรนด์ Stories of Silver and Silk หมายความถึงเรื่องราวของเส้นไหมและสายเงิน ว่ากว่าจะเป็นผ้าแต่ละผืน เครื่องประดับแต่ละชิ้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ตอนนี้แบรนด์อาจมีเพียงด้าน Silver แต่หากมีจังหวะที่เหมาะสม แบรนด์ก็อยากขยับขยายไปทำผลิตภัณฑ์ด้าน Silk ด้วยเช่นกัน

ส่วนในระยะยาว พวกเธอฝันว่าจะทำ Concept Store ที่รวมชุมชนชาวคราฟต์จากหลายสาขาวิชาทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น และช่วยกันผลักดันวงการคราฟต์ไทยให้กว้างไกลขึ้น

ช่างฝีมือทั่วประเทศจะได้มีโอกาสยืดอกภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ

website :   storiesofsilversilk.com
facebook :   storiesofsilversilk

ไปเลือกชมและครอบครองตุ้มหู สร้อยคอ และแหวนเงินที่ทำโดยชาวกะเหรี่ยงแท้ๆ ได้ที่โซน ICONCRAFT ของ ICONSIAM

และถ้าอยากลงมือประดิษฐ์เครื่องประดับทองเหลืองด้วยตัวเอง สมัครเวิร์กช็อป สารพัดช่าง 03 : The Smith ได้ที่นี่ เพื่อไปฝึกเป็นช่างฝีมือด้วยกันกับแบรนด์นี้และ Stories of Silver and Silk งานนี้รับเพียง 30 คนเท่านั้นนะ

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ICONCRAFT X The Cloud

แนวคิดเบื้องหลัง Lively Ware แบรนด์เซรามิกและภาชนะเซรามิกแฮนด์เมดของไทยที่ชนะใจลูกค้าทั่วเอเชีย

เทคนิคและลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ราคาที่จับต้องได้ และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน จึงทำให้เครื่องกระเบื้องลายครามร่วมสมัยครองใจคนมากมายหลากหลายวัย ไปจนถึงหลากหลายสัญชาติทั่วเอเชีย 

01

ปั้นดินเป็นดาวกระเบื้องเคลือบ

ย้อนกลับไปเมื่อ 20,000 ปีก่อน ในยุคที่เครื่องปั้นดินเผาก่อกำเนิดขึ้น ชาวจีนเรียนรู้การนำดินมาขึ้นรูปและนำไปเผาด้วยความร้อน จนกลายเป็นภาชนะเซรามิกสีขาวใสที่เรียกว่า Porcelaine เป็นครั้งแรก และตบแต่งเขียนลายด้วยแร่สีน้ำเงินสวยงาม ที่เรียกว่า Cobalt Oxide ซึ่งอยู่ตามภูเขาในจีนและยุโรปบางประเทศเท่านั้น

คุณลักษณะที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนสมัยนั้น ใช้ตักน้ำก็ง่าย ใส่อาหารหรือข้าวของก็ได้ รวมกับลวดลายที่ถูกวาดขึ้นอย่างวิจิตร ทำให้เครื่องกระเบื้องราคาสูงลิบนี้เป็นที่ต้องการของทุกคน ตั้งแต่ชาวจีนเอง แพร่หลายไปทั่วเอเชียและยุโรป ในราชอาณาจักรสยามเองก็นิยมนำเข้ามาใช้อย่างล้นหลาม โดยเรียกเครื่องกระเบื้องเคลือบเหล่านี้ว่า ‘เครื่องกังไส’ หรือ ‘เครื่องลายคราม’ 

ความหลงใหลและความต้องการมีเซรามิกเป็นของตัวเอง ทำให้หลายประเทศคิดค้นวิธีการทำเซรามิกของตัวเองได้สำเร็จ สยามเองก็รับอิทธิพลมาสร้างเครื่องกระเบื้องเบญจรงค์ ต่อมาราคาของเครื่องลายครามจากจีนจึงต่ำลง ยิ่งเวลาผ่านไป เครื่องกังไสแสนสวยที่เคยเป็นที่ต้องการจากคนทั่วทุกสารทิศกลับกลายเป็นเซรามิกที่ถูกลืมอยู่ในตู้

กิตต์และเพ้นต์มองเห็นความสำคัญและความพิเศษของเซรามิกที่ถูกลืม หยิบมาพลิกโฉมใหม่จนกลายเป็นแบรนด์ Lively Ware แบรนด์เซรามิกที่ปลุกยุคชีวิตชีวาของเครื่องลายครามขึ้นมาอีกครั้ง

02

ภาชนะที่มีชีวิต

กิตต์เป็นอดีตนักเรียนจิตกรรมที่จับพลัดจับผลูมาเรียนรู้และเป็นคุณครูสอนเซรามิกจำเป็น เขาฝึกฝนการทำเครื่องปั้นจนเชี่ยวชาญ และเปิดโรงเรียนสอนศิลปะชื่อ ‘A CHAIR’ ที่นนทบุรีอยู่ร่วมสิบปี เขาใช้โอกาสนั้นฝึกฝนทดลองทำเซรามิกแบบต่างๆ จนอยู่มือ ก่อนเขาและเพ้นต์จะทดลองขายในตลาดนัด Little Tree Market และกลายเป็น Lively Ware แบรนด์เซรามิกลายครามที่ครองใจคนทั่วเอเชียอย่างในทุกวันนี้

“มันอาจจะเบี้ยวก็ได้ แต่มันคือวิธีของเราที่แสดงให้เห็นรสชาติของงานมือ”

Lively Ware

ชายหนุ่มอธิบายว่า งานเซรามิกทุกชิ้นของแบรนด์ไม่ได้เพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่งานทุกชิ้นของพวกเขามีชีวิตชีวาเหมือนกับชื่อ Lively Ware นี่แหละ กิตต์และเพ้นต์เชื่อในฝีมือของมนุษย์ และเชื่อว่ารสชาติของมือย่อมอร่อยกว่ารสชาติของเครื่องจักรเสมอ

แม้งานเซรามิกส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็นงานคราฟต์ งานแฮนด์เมด ทั้งหมด แต่ถูกทำให้เนี้ยบเหมือนกับงานที่ผลิตจากโรงงาน เสน่ห์ของงานทำมือที่มนุษย์ทำขึ้นมาหายไป แถมหลายที่ยังใช้เทคนิควาดสีบนเคลือบที่อาจทำให้โลหะหนักปนเปื้อนอาหารได้อีกต่างหาก พวกเขาจึงเลือกใช้เทคนิควาดสีก่อนแล้วเผาเคลือบทีหลัง แม้จะทำยากและใช้เวลานานกว่า แต่ปลอดภัยกับผู้ใช้มากกว่า

“ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี เป็นร้อยปี สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป บางอย่างย่อยสลาย บางอย่างเสื่อมสภาพ แต่สิ่งที่ยังอยู่และคงสภาพไว้ได้อย่างดีหนึ่งในนั้นก็คือ ‘เซรามิก’ เหมือนกับประวัติศาสตร์เก่าๆ ที่เราเห็น โบราณวัตถุที่หลงเหลือมาให้เราชมและเรียนรู้ในปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นเครื่องปั้นดินเผานี่แหละ”

เจ้าของแบรนด์อธิบายเหตุผลที่ทำให้เขาหลงใหลเซรามิก 

“เราอยากจะทำของบางอย่างที่คนจะสามารถใช้แล้วเก็บไปได้ยาวๆ เพราะเซรามิกมันอยู่กับเราได้นานมาก อาจจะนานกว่าชีวิตเราด้วยซ้ำ เป็นทรัพยากรที่คุ้มค่า”

เขาจึงมุ่งมั่นตั้งใจจะสร้างงานเซรามิกที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ทนทาน ใช้ได้ตั้งแต่รุ่นลูกยันรุ่นหลานรุ่นเหลน ผสานกับสีขาวและสีคราม กิตต์และเพ้นต์วาดลวดลายอ่อนหวานงดงามบนของใช้ทั้งหมดด้วยตัวเอง เซรามิกของแบรนด์ที่มีชีวิตชีวานี้จึงมีเอกลักษณ์ แค่เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร

03

ตอบสนองตนเอง และตอบสนองคนอื่น

“เราอยากใช้อะไร เราก็ทำของนั้น ตัวเราเองชอบเครื่องเขียน แล้วก็อยากทำอะไรที่เป็นเซรามิก ก็เลยปั้นปากกา ปั้นพู่กัน มาใช้เอง การขายเป็นเรื่องรอง พอทำขึ้นมา โพสต์ไปแล้วมีคนชอบ เขาอยากได้บ้างก็มาซื้อ”

Lively Ware เริ่มต้นสร้างชิ้นงานจากความชอบและความสนุก ซึ่งได้ผลงานที่สมใจตัวเองและสมใจคนอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่ถ้วย ชาม แก้ว หรือจานรองแก้ว เครื่องใช้ง่ายๆ ที่เราใช้กันทุกวัน พวกเขาพยายามฉีกกรอบของถ้วยชามทั่วไป คิดค้นและทดลองปั้น โดยเน้นจากการใช้งานที่ทั้งใช้ได้จริงและใช้ได้ดี โดยไม่ยึดติดกับภาพถ้วยชามในอุดมคติของคนทั่วไป

Lively Ware

สินค้ายอดนิยมของ Lively Ware คือ ‘ปิ่นโต’ ไอเทมสามัญประจำบ้านที่มีตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า กิตต์มองเห็นเสน่ห์ในความเชยและประโยชน์ในการลดใช้ภาชนะพลาสติก กิตต์และเพ้นต์จึงออกแบบปิ่นโตร่วมสมัยจากเซรามิกและไม้สัก เติมลวดลายให้ร่วมสมัยจนเป็นสิ่งครองใจของคนมากหน้าหลายตาทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จะใส่กับข้าวไปกินที่ทำงาน ไปปิกนิก หรือใส่ของอร่อยไปวัดก็ดี! ตอนนี้สองนักออกแบบเซรามิกวาดปิ่นโตไปแล้วกว่า 600 เถา


Lively Ware

นอกจากของใช้ในครัว Lively Ware ยังมีเครื่องประดับเซรามิกอย่างกระดุมและตุ้มหูลวดลายน่ารักเข้าคู่กับเสื้อผ้าได้อย่างดี

“กระดุมนี่ตอนทำมาแรกๆ คนก็คัดค้านเยอะนะ ถามว่าจะเอาไปใช้ได้จริงเหรอ มันจะแตกไหม ซึ่งก็ไม่แตกนะ เราก็ทำมาใช้เอง”

ไม่เพียงแค่คิดค้นสินค้าจากความชอบ แต่ทั้งคู่ยังคิดค้นจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันด้วย เช่น ที่รองสบู่ขาตั้งสูงกันสบู่ละลายไปกับน้ำ หรือ ‘แอนท์แพด’ สินค้าสุดฮิตอีกอย่างของพวกเขาที่ปั้นขึ้นมาจากปัญหามดบุกขโมยอาหาร แท่นวงกลมลายครามนี้ทาน้ำมันลื่นๆ ไว้ข้างใน ต่อให้วางขนมนมเนยไว้นานแค่ไหน  รับรองว่ามดก็ไต่ขึ้นไม่สำเร็จ 

ความดีงามของเซรามิกสีขาวฟ้านี้ไม่เพียงแต่ใช้งานได้จริงและลวดลายสวยงาม Lively Ware ตั้งราคาของให้จับต้องได้ ไม่แพงจนเกินไป เพราะว่าต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงานแฮนด์เมด และใช้ผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ดีได้

04

ทลายกรอบเซรามิก

“ตอนนี้เรามองหาอะไรที่คนบอกว่าเอามาทำเป็นเซรามิกไม่ได้ เราก็จะพยายามเอามาทำให้ดู”

ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือจาน ชาม ถ้วย หรือแก้ว รูปทรงต่างๆ แต่นั่นไม่ใช่ภาพที่พวกเขาสองคนมองเห็น

“มีคนเคยบอกเราว่าให้ไปไหว้ศาลที่หลังไอคอนสยาม เขาไปไหว้แล้วของขายดีมาก รับรองว่าโคตรเฮง คือเราก็ไปไหว้มาแล้วล่ะ (หัวเราะ) แต่เราว่าต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ใช่แค่ปิ่นโตขายดีแล้วก็พอ เราต้องพัฒนานวัตกรรมให้ดีขึ้นสิ อย่าทำแต่อะไรเดิมๆ 

“จริงๆ ยังมีอะไรที่เราอยากทำอีกเยอะมาก แต่ยังทำไม่เสร็จ เราเคยพยายามจะทำเมาส์คอมพิวเตอร์ ทำสวิตช์ไฟโบราณ ทำรางปลั๊กสามตาด้วย”

พูดแล้วกิตติ์ก็เดินไปอุ้มเซรามิกที่ทำเป็นตู้หมุนไข่น่ารักที่ใช้งานได้จริงมาให้ดู งานทดลองหลากหลายของเขาประยุกต์ความประณีตของงานทำมือ กับเครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่เข้าด้วยกัน

Lively Ware

“มีงานที่เราต้องซื้อเครื่อง CNC เป็นเครื่องเจาะราคาหลายหมื่นมาเจาะตัวอักษรบนโล่รางวัลเซรามิก ซึ่งไม่มีใครเขาทำกันหรอก เราจะเพนต์เอาก็ได้ เครื่องนี้ราคาแพงกว่าค่าตอบแทนที่เราได้ด้วยซ้ำ แต่เราโอเคนะ อยากทำ เพราะมันเอาไปประยุกต์ใช้กับงานในอนาคตได้อีกเยอะเลย”

05

We’re Lively

“มีคนแนะนำเราให้ไปโรงงานหนึ่งที่กระทุ่มแบน โรงงานนี้เคยเป็นโรงงานที่รุ่งเรืองมากๆ เลยนะ ทำเซรามิกได้เนี้ยบมาก สวยมาก แต่กลับซบเซาลงเพราะไม่มีดีไซน์ เราเลยไปรื้อของในสต๊อกเก่าโรงงานมาวาดขาย ถูกใจอันไหนก็วาด หมดไปกว่าครึ่งโรงงานแล้ว” 

ด้วยความสนุกที่จะไม่หยุดสร้างอะไรใหม่ๆ พวกเขาไม่เพียงแต่ปั้นงานเองเพื่อผลิตสินค้าเพื่อให้มีรายได้แก่แบรนด์ตัวเองเท่านั้น แต่ไปหยิบจับสินค้าเก่าๆ ของโรงงานเซรามิกเก่าแก่ เพื่อนำมาสร้างคุณค่า กระจายรายได้ให้แก่ผู้คนในอุตสาหกรรมเดียวกันอีกด้วย 

Lively Ware แบรนด์เซรามิกที่เปลี่ยนเครื่องลายครามเป็นถ้วยโถโอชามร่วมสมัย

“ลุงๆ ป้าๆ อีกหลายคนในโรงงานใช้เวลาอยู่กับการปั้นเซรามิกพวกนี้มากว่าครึ่งชีวิตแล้ว แล้วมันกำลังหายไปเรื่อยๆ ถ้าพวกเขาไม่ได้ทำเซรามิกแล้วก็คงเฉา”

แม้เป็นแบรนด์เซรามิกเล็กๆ ของคนเพียงสองคน แต่ Lively Ware ได้ปลุกชีวิตของงานเซรามิกที่ตายไปแล้วให้กลับมามีคุณค่าและอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไป และยังปลุกชีวิตชีวาของช่างปั้นมือฉมังให้มีรายได้และรอยยิ้ม เมื่อได้เห็นเครื่องกระเบื้องที่ทำมาทั้งชีวิตกลับมาเป็นที่ต้องการของผู้คนอีกครั้ง

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load