บ้านไม้สองชั้นสีหวานนวลตาถูกซ่อนอยู่หลังร้านรวงบนถนนยมราช บริเวณหน้าบ้านปลูกสวนขนาดย่อม มีทั้งผักสวนครัว สมุนไพร และดอกไม้ ชูดอกออกผลต้อนรับผู้มาเยือน เห็นแล้วแช่มชื่นสายตาท่ามกลางแดดจ้า

เราส่งสายตาสำรวจด้านในที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ยุคเก่า ผ้าถัก ของสะสมวินเทจ แก้ว จาน ชาม ใบน้อยใหญ่นอนคละกันในตู้ไม้ข้างหน้าต่าง สลับกับสีเขียว สีชมพู และสีเหลือง ของต้นไม้-ดอกไม้ที่วางแซมอยู่มุนนั้น มุมนี้ทั่วบ้าน บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านในหนังต่างประเทศสักเรื่องที่เคยดูตอนเป็นเด็ก แถมหญิงสาวสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีธรรมชาติกำลังง่วนอยู่กับมุมขนมและบาร์ชงชาใต้บันไดด้วยท่าทีสบาย เดาไม่ยาก-เธอคงเป็นเจ้าบ้าน

สถานที่ที่เรากำลังบรรยายความน่ารักคือ ‘Sticky willy house’ ร้านน้ำชาที่ตั้งชื่อจากวัชพืช เป็นร้านน้ำชาแห่งแรกของโคราชที่ขายชาเพียงอย่างเดียว และเป็น Tea Party ที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น เพราะเจ้าบ้านอยากมอบความเป็นส่วนตัวให้แขกได้จิบชาละเลียดกับบทสนทนา อิ่มเอมกับความผ่อนคลายและพบปะมิตรใหม่ที่ชอบสิ่งเดียวกัน

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

“มันเริ่มจากการอยากกลับมาอยู่บ้าน…”

กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ สาวเมืองย่าโมเจ้าของ Sticky willy house บอกกับเราเช่นนั้น

เธอเป็นคนโคราชขนานแท้ เกิด เติบโต และศึกษาในที่ที่เธอเรียกว่า ‘บ้าน’ ก่อนเขยิบเข้ากรุงเทพฯ เพื่อฝึกประสบการณ์ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย สาวเจ้าเลือก DONT Magazine เป็นหมุดหมาย หลังจบหลักสูตร เธอถูกทาบทามให้ปักหลักด้วยตำแหน่ง Fashion Coordinate ที่แมกกาซีนแฟชั่นหัวนี้ ประจวบเหมาะกับวิชาชีพ ความสนใจ และการตั้งคำถามกับแฟชั่น ทำให้เธอก่อตั้ง EVERYTHING est OK แบรนด์เสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติ

“แมกกาซีนที่เราทำเน้น High Fashion และไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเริ่มเห็นอะไรเยอะขึ้นในกระบวนการของอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งคนยังมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องไกลตัว สิ้นเปลือง เราเคยเกิดคำถามแบบนั้น แต่ก็มีทั้งสองมุม คนคลั่งไคล้จริงก็มี เราเลยอยากลองทำเสื้อผ้าในแบบที่เราจะใส่จริงๆ ด้วยเนื้อผ้าที่เราชอบ เราชอบเสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติ ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน แล้วมันเหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทย ซับเหงื่อ ระบายอากาศได้ดี เราเอาตรงนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้น

“แม่เราเป็นส่วนสำคัญและกำลังหลักของแบรนด์ เขาช่วยคิดแพตเทิร์น ตัดเย็บ ขึ้นแบบ เพราะแม่มีทักษะตัดเย็บจากการเรียน แล้วสมัยวัยรุ่นเขาเป็นคนชอบแต่งตัว มันเลยถือเป็นความโชคดีของเรา ถ้าตอนเริ่มต้นเราไม่มีแม่ เราคงนึกไม่ออกว่าจะไปต่อยังไง เพราะเราไม่มีความรู้ขนาดนั้น มีแต่ความชอบที่อยู่ในหัว” กระตั้วเล่าย้อนความ

เธอทำงานแมกกาซีนแฟชั่น ทำแบรนด์เสื้อผ้า และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงนานนับ 10 ปี 

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

ฝุ่นควัน สภาพแวดล้อม รถติด ความเครียด ภูมิแพ้, ปัจจัยที่ทำให้กระตั้วคิดว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเธอ

“เราเริ่มอิ่มตัวกับงาน มันไม่มีอะไรที่ท้าทายเราอีกแล้ว บวกกับสภาพแวดล้อม ภาวะความเครียดที่เพิ่มขึ้น เราเริ่มรู้สึกหงุดหงิดง่าย ทำให้คิดว่าเราไม่เหมาะที่จะอยู่กรุงเทพฯ มันไม่น่าจะใช่ที่สำหรับเรา เลยตัดสินใจลาออกจากงาน หลังจากลาออกก็ไม่คิดจะสมัครงานใหม่นะ ยังอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าต่อ แล้วก็อยากเรียนภาษาเพิ่มด้วย”

กระตั้วเดินทางไปประเทศอังกฤษตามคำชวนของเพื่อนที่ทำงานแมกกาซีนอยู่ที่นั่น เธอมีโอกาสช่วยงานเพื่อนเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนั้นก็เรียนภาษาควบคู่ไปด้วย ก่อนจะกลายเป็นคนสวนอาสาสมัครที่ประเทศสกอตแลนด์

“เมืองที่เราไปเป็นเมืองเล็กๆ เกือบ Highland เราเป็นเอเชียคนเดียวที่ไปโผล่ในเมืองของเขา เราชอบมาก เพราะรู้สึกเป็นคนแปลกหน้าจริงๆ ดี การไปอยู่ตรงนั้น เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีสมาธิได้ขนาดนี้ นั่งสมาธิได้ อ่านหนังสือได้ ทำสวนได้ เหมือนเป็นอีกชีวิตที่คู่ขนานกันเลย

“แล้วบ้านโฮสต์ที่เราอยู่เขาเปิดให้คนมาจัด Tea Party มีชา มีขนม เราเรียนรู้การทำสโคนกับเขา คนที่มาเป็นรุ่นคุณแม่ คุณป้า เขาจะนั่งคุยกัน เอาของมาแลกเปลี่ยนกัน น่ารักดี เป็นประสบการณ์และโอกาสดีๆ ที่เข้ามา โดยเราเป็นคนหาโอกาสนั้นเอง ซึ่งมันจริงๆ มากตรงที่ว่า ถ้าคนเราไม่วิ่งหา ก็ไม่มีทางที่จะเจอ พอกลับจากอังกฤษ ก็ยิ่งตอกย้ำเลยว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่สำหรับเราแน่นอน เราเลยเริ่มกลับบ้านบ่อยขึ้น ช่วงแรกไปๆ มาๆ สักพักเริ่มอยู่นานขึ้น 

“ประจวบกับต้นปีมี COVID-19 แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เรากลับจริงๆ เป็นเหตุบังเอิญให้กลับและอยู่นานขึ้น เลยพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพ เจอว่าเขาเป็นมะเร็งปากมดลูก ตอนนั้นจิตตกเหมือนกัน พอเราไม่อยู่บ้าน กลับกลายเป็นว่าเขาป่วย เราเลยตัดสินใจกลับมาดูแลเขาตลอดเลยดีกว่า นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรากลับบ้าน” เธอเล่า

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

เหตุผลของการกลับบ้านคือคุณแม่ ลูกสาวเริ่มเรียนรู้และปรับการใช้ชีวิตให้เข้ากับคุณแม่และโรคที่เป็น ระหว่างดูแลรักษาเธอก็สนใจเรื่องอาหารการกินสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมๆ กับเริ่มทำสวนที่บ้าน กินอะไรปลูกแบบนั้น

“มะเร็งคงไม่หายขาดด้วยการกิน แต่การรักษามันช่วยได้ เพราะระยะที่เขาเป็นไม่ได้หนักมาก เราเลยเริ่มศึกษาอาหารที่เขากินได้ มีสมูทตี้ผัก มีชา ชาก็ตรงกับเรา เพราะเราเป็นคนชอบดื่มชา โดยเฉพาะชาสมุนไพร โฮสต์ที่สกอตแลนด์เขาสอนให้เอาใบอันนู้น อันนี้มาทำชา แล้วที่บ้านเขาปลูกมินต์เยอะมาก เราก็ฝังใจว่าจะต้องปลูกที่ไทยให้ได้ พอเราเริ่มปลูก ก็เอาใบมาทำชาให้แม่ดื่ม เพราะจากที่เราศึกษา คนเป็นมะเร็งจะรู้สึกร้อนในตัว เขาต้องการชาหรือเครื่องดื่มฤทธิ์เย็นเข้าไปปรับสมดุลภายในร่างกาย อีกอย่างชามีเรื่องของกลิ่นที่ช่วยบำบัดได้ด้วย เป็นอโรม่าเทอราพี”

เมื่อมีสิ่งที่อยากทำบวกกับประสบการณ์ที่สั่งสม เธอเลยคิดอยากจะทำอะไรเป็นหลักแหล่งที่บ้านเกิด

ความตั้งใจแรกเธอมองหาบ้านไม้ มีบริเวณเป็นสัดส่วน เพื่อจะเป็นที่ตั้งของแบรนด์เสื้อผ้าที่เธอทำ กระตั้วว่าถ้าไม่ได้ตรงตามสเปกที่คิดก็จะไม่ทำเด็ดขาด แต่เหมือนโชคหล่นทับ เธอเจอบ้านไม้หลังกะทัดรัดโดดเด้งเข้าตา อยู่ถัดเข้ามาในซอยเล็กๆ บริเวณถนนยมราช แม้เบื้องหน้าเป็นถนนมีเสียงรถจอแจ แต่ด้านในกลับสงบ เป็นส่วนตัว

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

บ้านไม้สองชั้นโครงสร้างเดิมดี เธอทาสีนิดหน่อยเพิ่มความสบายตา ด้านหน้าเริ่มทยอยปลูกดอกไม้ ดอกไม้กินได้ สมุนไพร และผักสวนครัว เจ้าบ้านเห็นว่าบรรยากาศดีมาก อดนึกไม่ได้ว่าถ้าคนได้มาจิบชา กินขนม พักผ่อนสุดสัปดาห์ จะรู้สึกดีขนาดไหน, จากที่ตั้งออฟฟิศ กำลังจะกลายเป็นบ้านน้ำชา เธอชักชวนสาวอีกคนมาออกแรงร่วมด้วย

“เราคุยกับแม่ว่าไหวมั้ย เราจะขายแค่ชานะ ชาสมุนไพรที่เรากิน แม่บอกว่าไหว เขาจะทำขนม แม่ทำขนมเป็นอยู่แล้ว แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสูตรกันใหม่ เราเริ่มต้นด้วยสโคนที่ได้สูตรจากสกอตแลนด์ ทำทิ้งไปเยอะ” เธอหัวเราะ

เมื่อคิดและทำทันที ร้านน้ำชาก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง กระตั้วตั้งชื่อว่า Sticky willy house 

“Sticky Willy เป็นวัชพืชทานได้ หน้าตาน่ารักนะ ตอนอยู่สกอตแลนด์ โฮสต์ชอบให้เราถอนต้นนี้ทุกวัน เขาชอบแซวว่าต้นนี้เป็นเพื่อนของเรา ยัวเฟรนด์ล่ะจัดการกันหรือยัง เราก็เจ็บใจ (หัวเราะ) ก็เลยเอามาตั้งชื่อร้าน แล้วก็ส่งข้อความไปบอกเขาด้วย เขาถามว่าจริงหรอ ตลกดี เขาก็แฮปปี้นะที่เราเอาประสบการณ์ที่ไปเจอมาต่อยอด”

บ้านน้ำชาหลังนี้เปิดต้อนรับผู้มาเยือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้จะใหม่ทั้งร้านและคอนเซปต์ แต่คนโคราชและเพื่อนบ้านจังหวัดใกล้เคียงก็เปิดใจต้อนรับ ตบเท้าเข้ามาทักทายและแวะเวียนมาหาไม่ขาดสาย

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์
จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

“บางคนทึ่งตรงที่ว่าเปิดขายแค่ชาอย่างเดียวจริงหรอ แล้วต้องจองเข้ามาด้วยนะ ใช่ เรามีแค่นี้จริงๆ เพราะคาเฟ่ส่วนใหญ่จะคล้ายกัน มีเครื่องดื่ม มีขนม วอล์กอินได้เลย แต่สำหรับร้านเรายังเป็นเรื่องใหม่ และน่าจะเป็นร้านแรกของโคราช เราพร้อมให้คนเข้าใจในสิ่งนี้ และจะไม่ปรับร้านให้เหมือนคาเฟ่ มันไม่ใช่ทางของเราจริงๆ ถ้าต้องฝืนตัวเองเพื่อทำแบบนั้น เราขอทำเท่าที่เราทำได้และเท่าที่ความรู้เรามี เพราะเราอยากถ่ายทอดในสิ่งที่เรารู้และถนัด

“เราอยากให้บรรยากาศตรงนี้เหมือนมานั่งบ้านเพื่อน ได้ทำความรู้จักและพูดคุยกับเจ้าของบ้าน ซึ่งก็คือเรา เราอยากให้เขาได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้รับรู้ถึงการบริการในอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้ามาร้านเรา เขาจะได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ชอบ ได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน ถ้าเป็นเรา เรารู้สึกดีนะ ตอนนี้ก็เริ่มมีลูกค้าเข้าใจ ถ้าอยากคุยกับเราเขาจะเดินไปหน้าบาร์ ถ้าเราทำอะไรเสร็จก็จะเดินมาคุยกับเขา ชอบอะไร ให้เราปรับปรุงตรงไหนมั้ย คุยกันเรื่องปลูกต้นไม้ก็มี”

เจ้าบ้านกระซิบว่า หนึ่งวันเธอคุยเยอะมาก อาจเพราะถูกคอ ถูกใจ ไม่ก็ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

Sticky willy house เปิดให้จอง 4 รอบต่อวัน เวลา 11.00, 12.30, 14.00 และ 15.30 น. โดยแต่ละรอบใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่ง มีขนมอบโฮมเมดฝีมือคุณแม่ผลัดเปลี่ยนไม่ซ้ำกันให้ลองลิ้ม ทั้งบานาน่าวอลนัทเค้กสูตรวีแกน เค้กส้ม ชอร์ทเบรด ซอฟต์สโคน (กรอบนอก นุ้มนุ่มใน) เสิร์ฟพร้อมแยมกุหลาบ ฯลฯ ทุกเมนูเป็นมิตรกับสุขภาพ

มาเยือนร้านน้ำชาทั้งที ขอนำเสนอไฮท์ไลต์ ชาที่นี่มีให้เลือกกว่า 50 ชนิด ทั้ง ชาสมุนไพรอย่างทับทิม รากมาร์ชเมลโล่ ตะไคร้ มินต์ ชาดอกไม้ อย่างบ้านไม่รู้โรย คาเนชั่น กุหลาบ และชาจากใบชา โดยเธอไม่เน้นชาที่มีคาเฟอีน มีให้จิบทั้งชาชงร้อน ชาชงเย็น หรือชาเบลนด์ก็มี ลูกค้าอยากลองเบลนด์เองหรือให้เจ้าบ้านช่วยเบลนด์ให้ก็ย่อมได้

ศาสตร์การเบลนด์ชาเธอก็ลงมือถอดรหัสเอง นั่งดู นั่งจด นั่งชิม นั่งดม จนเจอส่วนผสมที่ลงตัว

กระตั้วประจำที่บาร์ เธอเบลนด์ชาให้เราสองกา กาแรกมีมินต์ หญ้าหวาน และดอกหอมหมื่นลี้ และกาที่สองมีกุหลาบบิชอป มะลิ และโรสแมรี่ กลิ่นของชาทั้งสองกาหอมตราตรึง แถมอโรม่าที่ส่งหาก็ช่วยบรรเทาความเครียด

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

เธอว่าข้อดีของชาที่ Sticky willy house คือกลิ่นค่อนข้างชัด มินต์เป็นมินต์ กุหลาบเป็นกุหลาบ เพราะผลิตจากวัตถุดิบนั้นๆ เลย ไม่ผ่านกระบวนการเยอะจนกลิ่นจาง ซึ่งสมุนไพรและดอกไม้ที่เธอปลูกก็ถูกแปลงมาเป็นใบชา มินต์บ้าง กุหลาบบ้าง อัญชันบ้าง ถ้ากุหลาบออกดอกไม่ทัน ก็อุดหนุนกุหลาบออร์แกนิกจากเชียงดาว สนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในบ้านเกิด อย่างคาโมมายล์จากอำเภอวังน้ำเขียว และดอกบัวจากจังหวัดเพื่อนบ้านในภาคอีสาน

“เราปลูกมินต์และพืชสมุนไพรอื่นๆ มาทำชา พอปลูกเองก็มั่นใจในคุณภาพ ส่วนบางชนิดก็ได้จากเกษตรกร เพราะอยากมีเครือข่ายและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เราเลยพยายามหาวัตถุดิบจากในพื้นที่ของเราก่อน”

นอกจากรู้จักชาเป็นอย่างดี เธอยังศึกษาสรรพคุณด้วย จากตอนแรกศึกษาเฉพาะสรรคุณต้านเซลล์มะเร็ง ก็ขยายถึงชาบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน ลดความเครียด คลายกังวล เสริมการนอนหลับ และอีกสารพันประโยชน์

กระตั้วยกตัวอย่างวัตถุดิบและคุณประโยชน์ของชาสองกาที่เธอชง เช่น มินต์ บรรเทาอาการปวดหัว ช่วยให้นอนหลับง่าย หญ้าหวาน ลดน้ำตาลในเลือด กอกหอมหมื่นลี้ บำรุงปอด ชากุหลาบ บรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ส่วนโรสแมรี่ ช่วยย่อยอาหาร และกลิ่นก็ช่วยคลายเครียดได้ดีด้วย เธอว่าเสน่ห์ของชาคือกลิ่น ที่ดมแล้วทำให้เกิดสมาธิ

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

ลูกค้าปาร์ตี้น้ำชาของ Sticky willy house มีตั้งแต่ลูกค้าวัยมัธยมจนถึงรุ่นคุณป้า บ้างขับรถมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากจังหวัดใกล้เคียง และที่เธอประทับใจคือ เพื่อนซี้ชาวต่างชาติที่แบกเป้บึ่งมอเตอร์ไซต์มาจากวังน้ำเขียว เพื่อมาจิบชาเคล้ากับขนมอบโฮมเมด เธอและคุณแม่ดีใจที่พื้นที่ตรงหน้าพาคนมาหย่อนใจและใช้พื้นที่สร้างความสุข

เธอว่าลูกค้าบางคนก็กลายเป็นเพื่อน อย่างคุณหมอกายภาพที่มาดื่มชาและช่วยจัดกระดูกให้ เมื่อรู้ว่ากระตั้วมีอาการออฟฟิศซินโดรมเรื้อรังจากการทำงานในกรุงเทพฯ จนตอนนี้เธอกลายเป็นคนไข้ประจำแล้วเรียบร้อย

“มันเป็นความประทับใจนะ เราว่ามันเป็นความรู้สึกที่ประทับใจ เราไม่มีทางที่จะเดินๆ อยู่แล้วไปทักใครได้ แต่แบบนี้มันคือการที่เขาเข้ามาให้พื้นที่ของเรา แล้วได้แลกเปลี่ยนกันจนเกิดเป็นมิตรภาพดีๆ ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ ลูกค้าเรามีหลายวัยเลย บรรยากาศก็เป็นเหมือนที่เราคิด เขาเป็นกลุ่มคนที่มาแล้วเรารู้สึกว่าเขาได้พักผ่อนจริงๆ ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว เรารู้สึกดีที่เขาเอนจอยกับสิ่งที่เราทำ มันยิ่งทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้นที่ทำร้านนี้ขึ้นมา”

เราเองก็เพลินกับการดื่มชามินต์เย็นชื่นใจที่ส่งความชุ่มคอทันทีหลังกระดกเข้าอึกใหญ่ แถมยังชิมสโคนพิซซ่าซอสบลูเบอร์รี่จนเกลี้ยงจาน ไม่นับสโคนพ่วงแยมกุหลาบลิ้นจี่โฮมเมดที่พร่องวับในพริบตา ก็ดันอร่อยนี่นา

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

สาวโคราชบ้านเอ๋งกลับบ้านไม่ถึง 2 ปี แต่เธอกลับพบเสน่ห์ของบ้านเกิดมากมายเหลือเกิน ทั้งผู้คน เพื่อนบ้าน สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ ที่สำคัญ ทำให้เธอกลับมารู้จักตัวเธอเองมากขึ้น มีพื้นให้เธอคิดและเติมสมาธิ

“การกลับมาอยู่บ้านเหมือนเป็นการเติมเต็มในส่วนที่เรายังขาด คือการกลับมาดูแลแม่และทำความฝันของตัวเอง ด้วยการมีร้านเล็กๆ ที่ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดทั้งมวลที่เจอมา ทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงตอนที่ทำงานกรุงเทพฯ อยู่เลยนะ ยังขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ได้ด้วยความมั่นใจในตัวเอง 

“เราทำร้านนี้ขึ้นมา โดยไม่กลัวที่จะต้องล้ม ถ้าร้านจะไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่กลัว เพราะการลองผิดลองถูกมันเกิดขึ้นทั้งชีวิตอยู่แล้ว เราจะกลัวและเสียใจมากกว่าถ้าไม่ได้ทำ อย่างน้อยเรากลับบ้านมาแล้ว เราได้ทำแล้ว จะเป็นยังไงค่อยว่ากันต่อ ตอนนี้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราคิด คือเราได้ลงมือทำแล้ว” เธอยิ้มหวานภูมิใจ

ส่วนคุณแม่ที่หลบมุมอยู่กับพลพรรคต้นไม้ เรามั่นใจว่าเธอได้ยินทุกบทสนทนาและคงยิ้มหวานภูมิใจ

“แม่เคยพูดกับเราคำหนึ่งว่า ‘เราคือความฝันของเขา’ เพราะเราเคยทำงานวงการแฟชั่น ซึ่งเขาก็เคยคิดอยากจะทำเหมือนกัน เราทำแบรนด์เสื้อผ้าขาย เขาก็อยากมีคอลเลกชันของตัวเองที่ใส่อวดเพื่อน จนวันที่เปิดร้าน เขาก็ทำขนม เขาได้ลงมือทำในสิ่งที่เขาอยากทำ และแม่ชอบที่ได้เจอผู้คนเข้ามาพูดคุยและส่งกำลังใจให้ แม่มีความสุขจริงๆ

“เขาเป็นทั้งกำลังกายและกำลังใจหลัก เรารู้สึกได้ว่าแม่ทำทุกอย่างเพื่อเราจริงๆ สิ่งที่เราจะตอบแทนเขาได้หรือให้เขาดีขึ้นจากอาการป่วยคือการกลับมาดูแล การรีบคิด รีบทำ และลงมือเลย มันกลายเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรา”

ตอนนี้ความเครียดที่เคยมีในเมืองกรุงหายไป สิ่งที่เธอต้องคิดตอนนี้คือจะปลูกอะไรและทำเมนูอะไรดี

เราจิบชาที่เธอชงให้แก้วแล้ว แก้วเล่า พลางมองแม่และลูกสาวที่พูดคุยกันอย่างอบอุ่นบริเวณมุมข้างหน้าต่าง ช่างเป็นปาร์ตี้น้ำชาที่ดื่มด่ำด้วยเรื่องราวและบทสนทนาแฝงความสุขของหญิงสาวที่ ‘อยากกลับมาอยู่บ้าน’

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

Sticky willy house

ที่ตั้ง : ในซอยตรงข้ามร้านรวมวิทยา ถนนยมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (แผนที่)

เปิดบริการวันศุกร์-วันอาทิตย์ และต้องจองคิวล่วงหน้าก่อนเท่านั้น

เปิดบริการทั้งหมด 4 รอบต่อวัน เวลา 11.00, 12.30, 14.00 และ 15.30 น.

จองคิวได้ที่ Line ID @stickywilly หรือ Facebook : @stickywillyhouse

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

2 – 3 ปีที่ผ่านมา การถ่ายภาพแบบแอนะล็อกกลับมาฮิตอีกครั้งหลังจากหายไปนานเพราะเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ ด้วยความสนุกของการกรอฟิล์มและการจดจ่อรอภาพ ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทำให้การถ่ายภาพกลายเป็นงานอดิเรกของใครหลายคนทันที รวมถึงกลายเป็นกระแสที่มีคนให้ความสนใจอย่างล้นหลามมาถึงตอนนี้

แล้วการถ่ายภาพไปต่ออย่างไรได้บ้าง หลายคนอาจจะเคยเดินชมนิทรรศการตามหอศิลป์ พบการจัดแสดงภาพถ่ายที่น่าสนใจทั้งจากช่างภาพคนไทยและต่างประเทศ แต่ก็ยังไม่มีพื้นที่สำหรับศิลปะภาพถ่ายครบวงจรจริงๆ

เมื่อไม่นานมานี้ มีการรวมตัวช่างภาพจากต่างสาขามาร่วมสร้างความหวังและความฝันของช่างภาพไทยหลายๆ คนให้เกิดขึ้นจริง เราชวน ทอม-ธีระฉัตร โพธิสิทธิ์ ช่างภาพเจ้าของผลงาน ‘The Last Farewhale’ เซ็ตภาพถ่ายแฟชั่นกับซากวาฬบรูด้า ที่เรียกให้ผู้คนหันมาสนใจชีวิตของสัตว์ทะเลในไทยใกล้สูญพันธ์ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ช่างภาพผู้หลงใหลภาพถ่ายขาว-ดำ ผู้ร่วมก่อตั้ง GroundControl และ อีฟ-มาริษา รุ่งโรจน์ ช่างภาพท่องเที่ยวจากเพจ ABOVE THE MARS ผู้ผ่านการเดินทางมานับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาทั้งสามคนเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Hub of Photography’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า HOP ที่จะมาร่วมสนทนาถึงสถานที่แห่งความฝัน ซึ่งซ่อนอยู่ลึกๆ ภายในใจของพวกเขา

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชื่นชอบภาพถ่าย หรือชื่นชอบการถ่ายภาพ HOP อยากชวนคุณเดินเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ของชุมชนคนรัก ‘ภาพถ่าย’ และมากไปกว่านั้น ที่นี่ยังอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนช่างภาพไทยให้พัฒนาศักยภาพ เพื่อไปสู่เวทีระดับโลกผ่านการใช้พื้นที่ ทั้งแลกเปลี่ยนความคิดและเติมเต็มความรู้จากช่างภาพด้วยกันเอง ช่างภาพผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน รวมถึงสมุดภาพราคาแพงที่เราอาจจะไม่กล้าเปิดอ่านในร้านขายหนังสือทั่วไป แต่ที่นี่ยินดีให้คุณเปิดอ่านมันอย่างเต็มที่ ใช้พื้นที่อย่างเต็มที่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พื้นที่นี้จะกลายเป็นแหล่งแฮงก์เอาต์แสนสบายใจสำหรับเหล่าช่างภาพ และเป็นมิตรสำหรับคนใหม่ๆ ที่กำลังจะก้าวเข้าไปทำความรู้จักกับศิลปะภาพถ่าย

Hub of Photography ชุมชนที่ตั้งใจขับเคลื่อนวงการภาพถ่าย และเป็นพื้นที่ของคนรักกล้องทุกคน
Hub of Photography ชุมชนที่ตั้งใจขับเคลื่อนวงการภาพถ่าย และเป็นพื้นที่ของคนรักกล้องทุกคน

กำเนิดชุมชนคนรักภาพถ่าย

จุดเริ่มต้นของพื้นที่แห่งนี้มาจากความตั้งใจของผู้บริหาร Seacon Development เจ้าของพื้นที่บริเวณชั้น 3 ของ MUNx2 ซีคอนแสควร์ ศรีนครินทร์ ซึ่งกำลังจะมีการพัฒนาพื้นที่ใหม่ เพื่อตอบโจทย์กระแสที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาพถ่าย ซึ่งผู้บริหารชื่นชอบเป็นการส่วนตัว และอยากสนับสนุนศิลปะแขนงนี้ให้ทุกคนสัมผัสความงามได้มากยิ่งขึ้น

“ความน่าสนใจคือ การทำพื้นที่ของ HOP ไม่ได้เกิดจากแพสชันของเรากับผู้บริหารเท่านั้น แต่มาจากความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ด้วยที่ชอบงานภาพถ่าย แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ายุคนี้ทุกคนถ่ายภาพด้วยตัวเองได้ มันก็กลายมาเป็นหมุดหมายของการพัฒนาที่อยากให้เกิดพื้นที่สำหรับช่างภาพขึ้นมาให้ได้” ทอมเกริ่นเข้าประเด็น

เมื่อมีพื้นที่และคนที่สนใจ ขั้นต่อไปเป็นการตามหาคนที่มีความรู้มาเติมเต็มความสมบูรณ์ของพื้นที่

“พวกเราสามคนจับพลัดจับผลูฟอร์มทีมขึ้นมาจากการชักชวนของอีฟ เป็นการรวมตัวช่างภาพจากคนละแขนง คนละความเห็น และคนละแง่มุม แต่มีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือพวกเราเป็นช่างภาพ ฉะนั้นชุมชนนี้จึงเกิดขึ้นจากมุมมองของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ” ผ้าป่านเล่าจุดเริ่มต้นของการโคจรมาเจอกัน

ผ้าป่านเองมาจากสายช่างภาพสตรีท อีฟมาจากสายช่างภาพออนไลน์ เน้นสื่อสารกับคนอย่างกว้างขวาง ส่วนทอมมาจากสายแฟชั่นและสารคดีที่สื่อสารประเด็นชัดเจนลงไปในงาน การมาจากสายที่ต่างกันนี้เอง ทำให้เพื่อนหรือชุมชนที่พวกเขาอยู่นั้นมีความหลากหลาย จึงสำรวจปัญหาและความต้องการของช่างภาพได้อย่างทั่วถึง

เมื่อองค์ประกอบพร้อมแล้ว ทั้งสามคนก็เริ่มแบ่งปันปัญหาและประสบการณ์ที่พบเจอจากการทำงานช่างภาพ รวมถึงสำรวจชุมชนภาพถ่ายจากต่างประเทศ นั่งทบทวนแล้วนำบทสรุปที่ได้ไปสร้างพื้นที่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

Hub of Photography ชุมชนที่ตั้งใจขับเคลื่อนวงการภาพถ่าย และเป็นพื้นที่ของคนรักกล้องทุกคน
Hub of Photography ชุมชนที่ตั้งใจขับเคลื่อนวงการภาพถ่าย และเป็นพื้นที่ของคนรักกล้องทุกคน

ความเป็นไปของอุตสาหกรรม

ถึงแม้ว่าการเสาะหาความรู้บนโลกอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาจำนวนมากให้เหล่าช่างภาพเลือกศึกษาตามความสนใจ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็อาจทำให้พวกเขามีตัวเลือกในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ช่างภาพมือใหม่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจในแนวทาง ประเภทของภาพถ่ายที่ตัวเองสนใจ และอยากเจาะจงทำงานต่อ เพราะประเทศไทยไม่มีพื้นที่หรือชุมชนเกี่ยวกับภาพถ่ายปรากฏตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ช่างภาพหลายคนก็อาจจะต้องการวงสนทนา สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดและมุมมองที่มีต่อสิ่งต่างๆ สร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน

“จุดนี้เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ของ Hub of Photography เรื่องการพัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านเวิร์กชอป เราพยายามดึงหลายคนจากหลายวงการมาเจอกัน ณ พื้นที่ที่เราพยายามทำให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย หวังว่าจะปลอดภัยกับทุกคน อยากให้คนมาเจอกัน แล้วแลกเปลี่ยนความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพราะว่าวงการภาพถ่ายไทย เรามีคอมมูนิตี้ที่มีช่างภาพเก่งๆ เยอะมาก” ทอมชูเป้าหมายหนึ่งของการสร้างพื้นที่ขึ้นมา

นอกจากปัญหาที่ช่างภาพต้องเผชิญ ภาครัฐไม่ได้เห็นความสำคัญและสนับสนุนงานศิลปะมากพอ ส่งผลให้ระบบอุตสาหกรรมภาพถ่ายในไทยไม่อาจสร้าง ‘ศิลปิน’ ให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง เนื่องจากระบบไม่เอื้อให้ผู้คนเห็นคุณค่าและความงามของงานศิลปะ ผลลัพธ์จึงกลายเป็นว่ามีผู้ผลิตอยู่มาก แต่ผู้ซื้อกลับมีจำนวนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

“จริงๆ มันต้องเป็นไปด้วยกันในองค์รวม มี HOP อย่างเดียวก็ไม่ได้ ควรจะมีหอศิลป์อื่นที่สนับสนุนวงการช่างภาพในแง่ของการนำเสนองาน จัดแสดงงาน แม้กระทั่งมีการให้ความรู้กับบุคคลทั่วไปในเรื่องการเริ่มสะสมงาน หรือเรื่องลิขสิทธิ์งานภาพถ่ายที่คนยังไม่ค่อยเข้าใจ” ผ้าป่านเล่าปัญหาทั้งภาพใหญ่และภาพเล็กของวงการนี้ให้ฟัง

กว่า 6 เดือนของการเริ่มต้น พร้อมให้ทุกคนทำความรู้จักศิลปะภาพถ่ายกันแล้ว

Hub of Photography ชุมชนที่ตั้งใจขับเคลื่อนวงการภาพถ่าย และเป็นพื้นที่ของคนรักกล้องทุกคน
Hub of Photography ชุมชนที่ตั้งใจขับเคลื่อนวงการภาพถ่าย และเป็นพื้นที่ของคนรักกล้องทุกคน
Hub of Photography ชุมชนที่ตั้งใจขับเคลื่อนวงการภาพถ่าย และเป็นพื้นที่ของคนรักกล้องทุกคน

พื้นที่ที่เป็นมากกว่าแกลเลอรี่

Hub of Photography ไม่ได้มีเพียงพื้นที่จัดนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังรวบรวมความต้องการหลายๆ ด้านของช่างภาพและคนรักภาพถ่าย เพื่อสนับสนุนการทำงานและความคิดที่จะพัฒนาต่อยอดได้มากยิ่งขึ้น ทางทีมผู้ก่อตั้งปรึกษาหารือกันถึงภาพของแกลเลอรี่ที่อยากให้เกิดขึ้น จนกลายเป็น HOP ที่มีพื้นที่กิจกรรมทั้งหมด 5 โซนด้วยกัน

‘HOP PHOTO GAELLERY’ ห้องจัดแสดงนิทรรศการหลักที่จะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ซึ่งทีมผู้ก่อตั้งอยากให้เป็นมาตรฐานของการจัดพื้นที่แสดงงานต่อๆ ไปด้วย ทั้งสามคนตั้งใจกับพื้นที่ตรงนี้มากๆ ช่วยกันออกแบบระบบไฟ เลือกกระเบื้อง คำนึงถึงความสว่างที่เหมาะสม และควบคุมอุณหภูมิสีของไฟที่จะส่งผลต่อภาพจัดแสดง เรียกได้ว่าพิถีพิถันทุกองศา สำหรับทุกอย่างในห้องจัดแสดงที่มาจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของทั้งสามคน 

ทอมถามเราถึงความรู้สึกเมื่อเข้าไปในพื้นที่ เราตอบไปว่า ในห้องจัดแสดงดูสบายตาและเป็นมิตรมาก ซึ่งปกติเวลาที่เราเดินชมงานนิทรรศการหลายแห่ง จะรู้สึกเดินแล้วตัวเกร็งๆ บางทีก็ไม่แน่ใจว่าต้องเอาตัวเองไปวางไว้ตรงไหนในพื้นที่นั้น แต่สำหรับ HOP เรารู้สึกต่างออกไป ทอมดูอิ่มอกอิ่มใจกับความเห็นของเราอยู่ครู่ใหญ่ เพราะเหมือนได้รับการยืนยันด้วยหูของตัวเองว่า รายละเอียดเล็กๆ ที่พวกเขาตั้งใจออกแบบ มีคนเห็นและสัมผัสมันได้จริงๆ

‘WHOOP!’ พื้นที่นี้อาจจะไม่ได้ใหญ่มากเท่าห้องจัดแสดงหลัก แต่เป็นแกลเลอรี่ที่ ‘ทุกคน’ สนุกกับมันได้ WHOOP! เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้ามาแสดงนิทรรศการ เพราะทีมผู้ก่อตั้งอยากให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของทุกๆ คน

‘FOTO INFO Learning Center’ สตูดิโอที่อยากเชิญชวนทุกคนมาทดลองถ่ายภาพ โดยมีทีม FOTOINFO เข้ามาช่วยดูแลอุปกรณ์และให้ความรู้ ตลอดจนเทคนิคการถ่ายภาพ ทั้งถ่ายภาพสินค้าและการจัดแสงในรูปแบบต่างๆ

‘HOP Club’ ผู้ก่อตั้งทั้งสามคนตื่นเต้นกับส่วนนี้มาก พวกเขาถือว่า พื้นที่นี้จะเป็นอีกฟันเฟืองหนึ่งในการสนับสนุนให้ช่างภาพเติบโตต่อไป ในพื้นที่มีทั้ง Photobook Gallery ห้องสมุดภาพที่ทำงานร่วมกับคนมากประสบการณ์อย่าง ปิ่น-วิทิต จันทามฤต Vacilando และ เชน สุวิกะปกรณ์กุล Hardcover, Serindia Gallery คัดเลือกหนังสือมาเป็นจำนวนหลายร้อยเล่ม รวมถึงการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับร้านหนังสือต่างๆ และ Merchandise Gallery ร้านจัดจำหน่ายสมุดภาพของศิลปิน 

เราเข้าไปทดลองเปิดอ่านดูแล้ว ถ้าชอบ อยากอุดหนุน ก็สแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินให้กับศิลปินโดยตรง และหยิบสมุดภาพเล่มนั้นกลับบ้านได้เลย

‘Common Space’ เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ผ่อนคลายลงแล้ว พื้นที่ตรงนี้จะมีเวิร์กชอปจาก Gift Lee ช่างภาพที่จะชวนพูดคุยถึงการทำให้ศิลปะและการถ่ายภาพเป็นเรื่องเข้าใจง่าย สำหรับคนที่เริ่มต้นถ่ายภาพโดยเฉพาะ นอกจากกิจกรรมให้ความรู้แล้ว ก็จะมีกิจกรรมเปิดตลาดกล้อง อุปกรณ์ถ่ายภาพ และร้านพิมพ์ภาพมาออกบูทด้วย

ชุมชนภาพถ่ายครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยบนห้างซีคอนสแควร์ ที่อยากขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพถ่ายไทยทัดเทียมระดับสากล
ชุมชนภาพถ่ายครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยบนห้างซีคอนสแควร์ ที่อยากขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพถ่ายไทยทัดเทียมระดับสากล

SELFPRESSION แนะนำตัวตนผ่านภาพถ่ายสู่คนใหม่ๆ

“เราอยากสื่อสารกับทุกๆ คนว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง เพราะว่าเราสร้างสิ่งนี้เพื่อวงการช่างภาพ เพราะฉะนั้น เราจะทำยังไงให้คนรู้ว่าการรวบรวมช่างภาพในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการแสดงงานภาพถ่ายที่เฉพาะเจาะจงความชอบของพวกเราเท่านั้น ก็เลยรวบรวมช่างภาพหนึ่งร้อยคน จากหลากหลายสาขา หลากหลายอายุและเพศ มีต่างประเทศด้วย” ผ้าป่านอธิบายถึงช่างภาพที่ชักชวนมาจัดแสดงงาน ซึ่งทางทีมก็ขยายชุมชนออกไปมากขึ้นด้วย

สำหรับนิทรรศการการเปิดตัว ทางทีมผู้ก่อตั้งทั้งสามได้ลงมือคัดเลือกภาพถ่ายด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าเนื้อหาของงานเป็นภาพจำนวน 100 ภาพ แต่ความจริงแล้ว ภาพทั้งหมดนั้นมาจาก 99 ช่างภาพเท่านั้น ส่วนอีกภาพหนึ่งที่เหลือ ทาง HOP ตั้งใจให้เป็นกระจกที่สะท้อนตัวคนที่ถ่ายภาพใบนั้นเอาไว้ในห้อง WHOOP!

“ระหว่างทางของการจัดนิทรรศการ SELFPRESSION เป็นกระบวนการทำงานที่น่าสนใจมากๆ เพราะเราสามคนมาจากคอมมูนิตี้ของวงการช่างภาพที่ต่างกัน ส่วนตัวผมเอง ผมได้รู้จักช่างภาพจากคอมมูนิตี้ของอีฟ คอมมูนิตี้ของผ้าป่าน เราช่วยผลักดันพวกเขา ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเรียนรู้กระบวนการทำงานและวิธีการเติบโตของแต่ละคน” 

และด้วยความที่เราก็มีความสนใจด้านภาพถ่ายเช่นกัน เราลองถามถึงเรื่องการเปิดรับภาพถ่ายจากคนที่ไม่ใช่ช่างภาพมือโปรหรือบุคคลทั่วไปดู เผื่อว่าวันหนึ่งเราหรือผู้อ่านสนใจ จะได้ติดตามและส่งภาพเข้าไปที่ HOP บ้าง

“หลังจากนี้เราจะมีการ Open Call สำหรับบุคคลทั่วไป เราอยากรู้จักทุกคนนะคะ อยากรู้จักช่างภาพทุกคน อยากรู้จักทั้งช่างภาพมืออาชีพ ช่างภาพมือสมัครเล่น และอยากรู้จักคนที่รักในงานภาพถ่าย เพราะฉะนั้น เราพยายามจะสร้างพื้นที่เพื่อให้เกิดเครือข่ายขึ้น ช่างภาพจะเดินมาหาเราอย่างเดียวไม่ได้ เราก็ต้องเดินไปหาพวกเขาเหมือนกัน” 

เราอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพอีกครั้ง เผื่อจะร่วมแบ่งปันเรื่องราว ณ พื้นที่แห่งนี้กับเขาบ้าง

ชุมชนภาพถ่ายครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยบนห้างซีคอนสแควร์ ที่อยากขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพถ่ายไทยทัดเทียมระดับสากล

มาตรฐานที่อยากไปให้ถึง

นอกจากห้องผนังสีขาว กระเบื้องลายไม้ที่มีความอบอุ่นสบายตาแล้ว Hub of Photography ยังอยากเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนศิลปิน ทั้งงานจัดแสดง งานขาย งานแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองต่างๆ อีกด้วย

“ป่านว่าการที่มีพื้นที่ทางกายภาพแบบนี้ พอมันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เป็นเหมือนกับจุดที่ไปย้ำเตือนบรรดาช่างภาพที่เป็นเพื่อนๆ เราเนี่ยแหละว่า เฮ้ย คอมมูนิตี้ที่เราจะสร้าง มันเริ่มเห็นแล้วว่าเราจะไปทางไหน แล้วมันจะเติบโตไปแบบในลักษณะไหน พอพื้นที่มันเปิดแล้ว เลยเหมือนเป็นระลอกสองที่สร้างความตื่นเต้นให้คนอยากมาพื้นที่นี้

“ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ช่างภาพ เพราะว่ากลุ่มภัณฑารักษ์ที่เราเชิญมาดูพื้นที่ เราก็จะคุยในแง่ของลักษณะการทำงานจริงๆ ในแง่ของตัวแกลเลอรี่ เหมือนได้มาตรฐานเดียวกับของเมืองนอกว่า โอเค ศิลปินจะมาแสดงต้องมีการคัดเลือกภาพแบบไหน มีวิธีการติดตั้งยังไงให้ได้คุณภาพ หรือว่าระบบไฟอะไรที่จะนำเสนองานศิลปินได้ดีที่สุด หรือการจะมีเงินทุนสนับสนุนศิลปินในการผลิตงาน มีค่าจ้างผู้ดูแลหรือเหล่าภัณฑารักษ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่เมืองนอก แม้ว่าในเมืองไทย อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น แต่เราพยายามจะทำให้มาตรฐานตรงนี้ทัดเทียมกับของเมืองนอก” 

ผ้าป่านย้ำถึงการผลักดันช่างภาพหน้าใหม่ไปสู่เวทีโลกได้มากขึ้น ที่ผ่านมามีช่างภาพไทยจำนวนไม่น้อยได้รับโอกาสในการจัดแสดงงานระดับสากล ผู้ก่อตั้งทั้งสามมองเห็นศักยภาพคนไทยที่จะพัฒนา และต่อยอดผลงานเพื่อทะยานสู่ระดับโลก และมาตรฐานเหล่านี้ ทีมงานรีบออกตัวกับเราก่อนว่า HOP ไม่ใช่ที่แรกๆ ที่สร้าง โอ๋-ปิยะทัต เหมทัต และ มานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้จัดงาน Photo Bangkok พยายามจะสร้างเทศกาลภาพถ่ายด้วยเช่นกัน 

นี่จึงไม่ใช่การเดินทางในการเพิ่มมาตรฐานการจัดแสดงงานศิลปะอย่างโดดเดี่ยวแน่นอน

ชุมชนภาพถ่ายครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยบนห้างซีคอนสแควร์ ที่อยากขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพถ่ายไทยทัดเทียมระดับสากล

ผลลัพธ์ของการสร้างพื้นที่และรู้จักผู้คนที่หลากหลาย

แน่นอนว่าการสร้างอะไรบางอย่างมักมีผลลัพธ์ตามมาเสมอ ทั้งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและผลลัพธ์ที่มาจากความรู้สึก โดยเฉพาะความรู้สึก ‘สนุก’ และ ‘มีความสุข’ ที่ได้ลงมือทำสิ่งที่พวกเขาเคยฝันเอาไว้

“ความสนุกของผมน่าจะเป็นการที่เราได้ออกจากคอมฟอร์ตโซนจริงๆ เพราะว่ามันเป็นโปรเจกต์ใหญ่มาก ระหว่างทางเราได้เรียนรู้ เราได้สะท้อนกลับมาดูตัวเองด้วยว่า เราทำอะไรเพื่อขับเคลื่อนวงการภาพถ่ายได้บ้าง ในขณะเดียวกัน เราได้ค้นพบศิลปิน ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้รู้จักคนในวงการอื่นที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนานหรือเพิ่งเริ่มต้น แล้วเราใช้ประสบการณ์และพื้นที่ตรงนี้เพื่อสนับสนุนเขาได้จริงๆ ผมถือว่าเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของผม แต่ไม่แน่ใจว่าทั้งสองคนสนุกด้วยรึเปล่า” ทอมพูดทีเล่นทีจริงพร้อมเสียงหัวเราะ แต่ทำให้เราเห็นความตั้งใจของเขาอย่างชัดเจน

“อีฟสนุกตรงที่ไอเดียไม่ถูกจำกัด เวลาเราคิดจะทำอะไรแล้วสุดท้ายเราทำได้ มันท้าทายมากๆ เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ แต่เราก็ยังต้องทำมันต่อไปเรื่อยๆ” อีฟแบ่งปันความรู้สึกที่ท้าทายความสามารถมากขึ้นกว่าเดิม

“คำถามทำให้ตาเป็นประกายมากค่ะ” ผ้าป่านตอบทันทีด้วยแววตาสุกสกาว 

“ระหว่างทำ เราคิดเรื่องนี้หลายรอบมาก มันเป็นความฟินที่ว่า ตอนฉันแสดงงานแล้วฉันอยากได้สิ่งนี้ มันต่อยอดจากความต้องการในฐานะศิลปิน พอโตขึ้น เรามีมุมมองที่เปลี่ยนไป เราไม่ได้มองในมุมที่เป็นศิลปินอย่างเดียว พอเราเดินทาง เราเติบโตเพราะได้เห็นสิ่งต่างๆ มาเยอะ ก็รู้สึกว่าอยากให้ประเทศไทยมีบ้าง พอมันมี แล้วเกิดขึ้นจากที่เรามีคนร่วมออกแบบด้วย เราไม่ได้ฟินคนเดียว มีพี่ทอมกับอีฟฟินด้วย ป่านว่านี่คือความสุขของคนทำงาน” 

นอกจากทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างล้นหลาม ทีมผู้ก่อตั้งก็ได้รับบทเรียนเช่นกัน ทั้งออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ได้เจอความท้าทายที่เข้ามาพร้อมๆ กัน ได้คิดในมุมมองที่กว้างขวางขึ้นในฐานะผู้คัดเลือกผลงาน

ทอมย้ำกับเราอย่างจริงจังว่า เขาอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นปาร์ตี้ของชุมชนนี้ เพื่อนพี่น้องในวงการรวมถึงคนใหม่ๆ ที่สนใจในศิลปะภาพถ่ายมาพูดคุย พบปะ สังสรรค์กัน เมื่อวิกฤตการณ์คลี่คลายไปแล้ว

แม้ท้ายที่สุดแล้ว สถานที่นี้จะไม่อาจขับเคลื่อนวงการภาพถ่ายทั้งหมดได้ เพียงแต่พื้นที่แห่งนี้จะเป็นหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้คนเข้าใจ มองเห็น และหลงรักเสน่ห์ของภาพถ่ายมากขึ้น

ชุมชนภาพถ่ายครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยบนห้างซีคอนสแควร์ ที่อยากขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพถ่ายไทยทัดเทียมระดับสากล

HOP : Hub of Photography 

ที่ตั้ง : ชั้น 3, MUNx2 Seacon Square Srinakarin ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ (แผนที่)

เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 11.00 – 19.00 น.

Facebook : HOP Hub of Photography

Instagram : @hubogphotography

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load