บ้านไม้สองชั้นสีหวานนวลตาถูกซ่อนอยู่หลังร้านรวงบนถนนยมราช บริเวณหน้าบ้านปลูกสวนขนาดย่อม มีทั้งผักสวนครัว สมุนไพร และดอกไม้ ชูดอกออกผลต้อนรับผู้มาเยือน เห็นแล้วแช่มชื่นสายตาท่ามกลางแดดจ้า

เราส่งสายตาสำรวจด้านในที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ยุคเก่า ผ้าถัก ของสะสมวินเทจ แก้ว จาน ชาม ใบน้อยใหญ่นอนคละกันในตู้ไม้ข้างหน้าต่าง สลับกับสีเขียว สีชมพู และสีเหลือง ของต้นไม้-ดอกไม้ที่วางแซมอยู่มุนนั้น มุมนี้ทั่วบ้าน บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านในหนังต่างประเทศสักเรื่องที่เคยดูตอนเป็นเด็ก แถมหญิงสาวสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีธรรมชาติกำลังง่วนอยู่กับมุมขนมและบาร์ชงชาใต้บันไดด้วยท่าทีสบาย เดาไม่ยาก-เธอคงเป็นเจ้าบ้าน

สถานที่ที่เรากำลังบรรยายความน่ารักคือ ‘Sticky willy house’ ร้านน้ำชาที่ตั้งชื่อจากวัชพืช เป็นร้านน้ำชาแห่งแรกของโคราชที่ขายชาเพียงอย่างเดียว และเป็น Tea Party ที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น เพราะเจ้าบ้านอยากมอบความเป็นส่วนตัวให้แขกได้จิบชาละเลียดกับบทสนทนา อิ่มเอมกับความผ่อนคลายและพบปะมิตรใหม่ที่ชอบสิ่งเดียวกัน

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

“มันเริ่มจากการอยากกลับมาอยู่บ้าน…”

กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ สาวเมืองย่าโมเจ้าของ Sticky willy house บอกกับเราเช่นนั้น

เธอเป็นคนโคราชขนานแท้ เกิด เติบโต และศึกษาในที่ที่เธอเรียกว่า ‘บ้าน’ ก่อนเขยิบเข้ากรุงเทพฯ เพื่อฝึกประสบการณ์ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย สาวเจ้าเลือก DONT Magazine เป็นหมุดหมาย หลังจบหลักสูตร เธอถูกทาบทามให้ปักหลักด้วยตำแหน่ง Fashion Coordinate ที่แมกกาซีนแฟชั่นหัวนี้ ประจวบเหมาะกับวิชาชีพ ความสนใจ และการตั้งคำถามกับแฟชั่น ทำให้เธอก่อตั้ง EVERYTHING est OK แบรนด์เสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติ

“แมกกาซีนที่เราทำเน้น High Fashion และไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเริ่มเห็นอะไรเยอะขึ้นในกระบวนการของอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งคนยังมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องไกลตัว สิ้นเปลือง เราเคยเกิดคำถามแบบนั้น แต่ก็มีทั้งสองมุม คนคลั่งไคล้จริงก็มี เราเลยอยากลองทำเสื้อผ้าในแบบที่เราจะใส่จริงๆ ด้วยเนื้อผ้าที่เราชอบ เราชอบเสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติ ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน แล้วมันเหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทย ซับเหงื่อ ระบายอากาศได้ดี เราเอาตรงนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้น

“แม่เราเป็นส่วนสำคัญและกำลังหลักของแบรนด์ เขาช่วยคิดแพตเทิร์น ตัดเย็บ ขึ้นแบบ เพราะแม่มีทักษะตัดเย็บจากการเรียน แล้วสมัยวัยรุ่นเขาเป็นคนชอบแต่งตัว มันเลยถือเป็นความโชคดีของเรา ถ้าตอนเริ่มต้นเราไม่มีแม่ เราคงนึกไม่ออกว่าจะไปต่อยังไง เพราะเราไม่มีความรู้ขนาดนั้น มีแต่ความชอบที่อยู่ในหัว” กระตั้วเล่าย้อนความ

เธอทำงานแมกกาซีนแฟชั่น ทำแบรนด์เสื้อผ้า และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงนานนับ 10 ปี 

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

ฝุ่นควัน สภาพแวดล้อม รถติด ความเครียด ภูมิแพ้, ปัจจัยที่ทำให้กระตั้วคิดว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเธอ

“เราเริ่มอิ่มตัวกับงาน มันไม่มีอะไรที่ท้าทายเราอีกแล้ว บวกกับสภาพแวดล้อม ภาวะความเครียดที่เพิ่มขึ้น เราเริ่มรู้สึกหงุดหงิดง่าย ทำให้คิดว่าเราไม่เหมาะที่จะอยู่กรุงเทพฯ มันไม่น่าจะใช่ที่สำหรับเรา เลยตัดสินใจลาออกจากงาน หลังจากลาออกก็ไม่คิดจะสมัครงานใหม่นะ ยังอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าต่อ แล้วก็อยากเรียนภาษาเพิ่มด้วย”

กระตั้วเดินทางไปประเทศอังกฤษตามคำชวนของเพื่อนที่ทำงานแมกกาซีนอยู่ที่นั่น เธอมีโอกาสช่วยงานเพื่อนเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนั้นก็เรียนภาษาควบคู่ไปด้วย ก่อนจะกลายเป็นคนสวนอาสาสมัครที่ประเทศสกอตแลนด์

“เมืองที่เราไปเป็นเมืองเล็กๆ เกือบ Highland เราเป็นเอเชียคนเดียวที่ไปโผล่ในเมืองของเขา เราชอบมาก เพราะรู้สึกเป็นคนแปลกหน้าจริงๆ ดี การไปอยู่ตรงนั้น เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีสมาธิได้ขนาดนี้ นั่งสมาธิได้ อ่านหนังสือได้ ทำสวนได้ เหมือนเป็นอีกชีวิตที่คู่ขนานกันเลย

“แล้วบ้านโฮสต์ที่เราอยู่เขาเปิดให้คนมาจัด Tea Party มีชา มีขนม เราเรียนรู้การทำสโคนกับเขา คนที่มาเป็นรุ่นคุณแม่ คุณป้า เขาจะนั่งคุยกัน เอาของมาแลกเปลี่ยนกัน น่ารักดี เป็นประสบการณ์และโอกาสดีๆ ที่เข้ามา โดยเราเป็นคนหาโอกาสนั้นเอง ซึ่งมันจริงๆ มากตรงที่ว่า ถ้าคนเราไม่วิ่งหา ก็ไม่มีทางที่จะเจอ พอกลับจากอังกฤษ ก็ยิ่งตอกย้ำเลยว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่สำหรับเราแน่นอน เราเลยเริ่มกลับบ้านบ่อยขึ้น ช่วงแรกไปๆ มาๆ สักพักเริ่มอยู่นานขึ้น 

“ประจวบกับต้นปีมี COVID-19 แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เรากลับจริงๆ เป็นเหตุบังเอิญให้กลับและอยู่นานขึ้น เลยพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพ เจอว่าเขาเป็นมะเร็งปากมดลูก ตอนนั้นจิตตกเหมือนกัน พอเราไม่อยู่บ้าน กลับกลายเป็นว่าเขาป่วย เราเลยตัดสินใจกลับมาดูแลเขาตลอดเลยดีกว่า นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรากลับบ้าน” เธอเล่า

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

เหตุผลของการกลับบ้านคือคุณแม่ ลูกสาวเริ่มเรียนรู้และปรับการใช้ชีวิตให้เข้ากับคุณแม่และโรคที่เป็น ระหว่างดูแลรักษาเธอก็สนใจเรื่องอาหารการกินสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมๆ กับเริ่มทำสวนที่บ้าน กินอะไรปลูกแบบนั้น

“มะเร็งคงไม่หายขาดด้วยการกิน แต่การรักษามันช่วยได้ เพราะระยะที่เขาเป็นไม่ได้หนักมาก เราเลยเริ่มศึกษาอาหารที่เขากินได้ มีสมูทตี้ผัก มีชา ชาก็ตรงกับเรา เพราะเราเป็นคนชอบดื่มชา โดยเฉพาะชาสมุนไพร โฮสต์ที่สกอตแลนด์เขาสอนให้เอาใบอันนู้น อันนี้มาทำชา แล้วที่บ้านเขาปลูกมินต์เยอะมาก เราก็ฝังใจว่าจะต้องปลูกที่ไทยให้ได้ พอเราเริ่มปลูก ก็เอาใบมาทำชาให้แม่ดื่ม เพราะจากที่เราศึกษา คนเป็นมะเร็งจะรู้สึกร้อนในตัว เขาต้องการชาหรือเครื่องดื่มฤทธิ์เย็นเข้าไปปรับสมดุลภายในร่างกาย อีกอย่างชามีเรื่องของกลิ่นที่ช่วยบำบัดได้ด้วย เป็นอโรม่าเทอราพี”

เมื่อมีสิ่งที่อยากทำบวกกับประสบการณ์ที่สั่งสม เธอเลยคิดอยากจะทำอะไรเป็นหลักแหล่งที่บ้านเกิด

ความตั้งใจแรกเธอมองหาบ้านไม้ มีบริเวณเป็นสัดส่วน เพื่อจะเป็นที่ตั้งของแบรนด์เสื้อผ้าที่เธอทำ กระตั้วว่าถ้าไม่ได้ตรงตามสเปกที่คิดก็จะไม่ทำเด็ดขาด แต่เหมือนโชคหล่นทับ เธอเจอบ้านไม้หลังกะทัดรัดโดดเด้งเข้าตา อยู่ถัดเข้ามาในซอยเล็กๆ บริเวณถนนยมราช แม้เบื้องหน้าเป็นถนนมีเสียงรถจอแจ แต่ด้านในกลับสงบ เป็นส่วนตัว

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

บ้านไม้สองชั้นโครงสร้างเดิมดี เธอทาสีนิดหน่อยเพิ่มความสบายตา ด้านหน้าเริ่มทยอยปลูกดอกไม้ ดอกไม้กินได้ สมุนไพร และผักสวนครัว เจ้าบ้านเห็นว่าบรรยากาศดีมาก อดนึกไม่ได้ว่าถ้าคนได้มาจิบชา กินขนม พักผ่อนสุดสัปดาห์ จะรู้สึกดีขนาดไหน, จากที่ตั้งออฟฟิศ กำลังจะกลายเป็นบ้านน้ำชา เธอชักชวนสาวอีกคนมาออกแรงร่วมด้วย

“เราคุยกับแม่ว่าไหวมั้ย เราจะขายแค่ชานะ ชาสมุนไพรที่เรากิน แม่บอกว่าไหว เขาจะทำขนม แม่ทำขนมเป็นอยู่แล้ว แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสูตรกันใหม่ เราเริ่มต้นด้วยสโคนที่ได้สูตรจากสกอตแลนด์ ทำทิ้งไปเยอะ” เธอหัวเราะ

เมื่อคิดและทำทันที ร้านน้ำชาก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง กระตั้วตั้งชื่อว่า Sticky willy house 

“Sticky Willy เป็นวัชพืชทานได้ หน้าตาน่ารักนะ ตอนอยู่สกอตแลนด์ โฮสต์ชอบให้เราถอนต้นนี้ทุกวัน เขาชอบแซวว่าต้นนี้เป็นเพื่อนของเรา ยัวเฟรนด์ล่ะจัดการกันหรือยัง เราก็เจ็บใจ (หัวเราะ) ก็เลยเอามาตั้งชื่อร้าน แล้วก็ส่งข้อความไปบอกเขาด้วย เขาถามว่าจริงหรอ ตลกดี เขาก็แฮปปี้นะที่เราเอาประสบการณ์ที่ไปเจอมาต่อยอด”

บ้านน้ำชาหลังนี้เปิดต้อนรับผู้มาเยือนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้จะใหม่ทั้งร้านและคอนเซปต์ แต่คนโคราชและเพื่อนบ้านจังหวัดใกล้เคียงก็เปิดใจต้อนรับ ตบเท้าเข้ามาทักทายและแวะเวียนมาหาไม่ขาดสาย

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์
จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

“บางคนทึ่งตรงที่ว่าเปิดขายแค่ชาอย่างเดียวจริงหรอ แล้วต้องจองเข้ามาด้วยนะ ใช่ เรามีแค่นี้จริงๆ เพราะคาเฟ่ส่วนใหญ่จะคล้ายกัน มีเครื่องดื่ม มีขนม วอล์กอินได้เลย แต่สำหรับร้านเรายังเป็นเรื่องใหม่ และน่าจะเป็นร้านแรกของโคราช เราพร้อมให้คนเข้าใจในสิ่งนี้ และจะไม่ปรับร้านให้เหมือนคาเฟ่ มันไม่ใช่ทางของเราจริงๆ ถ้าต้องฝืนตัวเองเพื่อทำแบบนั้น เราขอทำเท่าที่เราทำได้และเท่าที่ความรู้เรามี เพราะเราอยากถ่ายทอดในสิ่งที่เรารู้และถนัด

“เราอยากให้บรรยากาศตรงนี้เหมือนมานั่งบ้านเพื่อน ได้ทำความรู้จักและพูดคุยกับเจ้าของบ้าน ซึ่งก็คือเรา เราอยากให้เขาได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้รับรู้ถึงการบริการในอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้ามาร้านเรา เขาจะได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ชอบ ได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน ถ้าเป็นเรา เรารู้สึกดีนะ ตอนนี้ก็เริ่มมีลูกค้าเข้าใจ ถ้าอยากคุยกับเราเขาจะเดินไปหน้าบาร์ ถ้าเราทำอะไรเสร็จก็จะเดินมาคุยกับเขา ชอบอะไร ให้เราปรับปรุงตรงไหนมั้ย คุยกันเรื่องปลูกต้นไม้ก็มี”

เจ้าบ้านกระซิบว่า หนึ่งวันเธอคุยเยอะมาก อาจเพราะถูกคอ ถูกใจ ไม่ก็ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

Sticky willy house เปิดให้จอง 4 รอบต่อวัน เวลา 11.00, 12.30, 14.00 และ 15.30 น. โดยแต่ละรอบใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่ง มีขนมอบโฮมเมดฝีมือคุณแม่ผลัดเปลี่ยนไม่ซ้ำกันให้ลองลิ้ม ทั้งบานาน่าวอลนัทเค้กสูตรวีแกน เค้กส้ม ชอร์ทเบรด ซอฟต์สโคน (กรอบนอก นุ้มนุ่มใน) เสิร์ฟพร้อมแยมกุหลาบ ฯลฯ ทุกเมนูเป็นมิตรกับสุขภาพ

มาเยือนร้านน้ำชาทั้งที ขอนำเสนอไฮท์ไลต์ ชาที่นี่มีให้เลือกกว่า 50 ชนิด ทั้ง ชาสมุนไพรอย่างทับทิม รากมาร์ชเมลโล่ ตะไคร้ มินต์ ชาดอกไม้ อย่างบ้านไม่รู้โรย คาเนชั่น กุหลาบ และชาจากใบชา โดยเธอไม่เน้นชาที่มีคาเฟอีน มีให้จิบทั้งชาชงร้อน ชาชงเย็น หรือชาเบลนด์ก็มี ลูกค้าอยากลองเบลนด์เองหรือให้เจ้าบ้านช่วยเบลนด์ให้ก็ย่อมได้

ศาสตร์การเบลนด์ชาเธอก็ลงมือถอดรหัสเอง นั่งดู นั่งจด นั่งชิม นั่งดม จนเจอส่วนผสมที่ลงตัว

กระตั้วประจำที่บาร์ เธอเบลนด์ชาให้เราสองกา กาแรกมีมินต์ หญ้าหวาน และดอกหอมหมื่นลี้ และกาที่สองมีกุหลาบบิชอป มะลิ และโรสแมรี่ กลิ่นของชาทั้งสองกาหอมตราตรึง แถมอโรม่าที่ส่งหาก็ช่วยบรรเทาความเครียด

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

เธอว่าข้อดีของชาที่ Sticky willy house คือกลิ่นค่อนข้างชัด มินต์เป็นมินต์ กุหลาบเป็นกุหลาบ เพราะผลิตจากวัตถุดิบนั้นๆ เลย ไม่ผ่านกระบวนการเยอะจนกลิ่นจาง ซึ่งสมุนไพรและดอกไม้ที่เธอปลูกก็ถูกแปลงมาเป็นใบชา มินต์บ้าง กุหลาบบ้าง อัญชันบ้าง ถ้ากุหลาบออกดอกไม่ทัน ก็อุดหนุนกุหลาบออร์แกนิกจากเชียงดาว สนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในบ้านเกิด อย่างคาโมมายล์จากอำเภอวังน้ำเขียว และดอกบัวจากจังหวัดเพื่อนบ้านในภาคอีสาน

“เราปลูกมินต์และพืชสมุนไพรอื่นๆ มาทำชา พอปลูกเองก็มั่นใจในคุณภาพ ส่วนบางชนิดก็ได้จากเกษตรกร เพราะอยากมีเครือข่ายและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เราเลยพยายามหาวัตถุดิบจากในพื้นที่ของเราก่อน”

นอกจากรู้จักชาเป็นอย่างดี เธอยังศึกษาสรรพคุณด้วย จากตอนแรกศึกษาเฉพาะสรรคุณต้านเซลล์มะเร็ง ก็ขยายถึงชาบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรน ลดความเครียด คลายกังวล เสริมการนอนหลับ และอีกสารพันประโยชน์

กระตั้วยกตัวอย่างวัตถุดิบและคุณประโยชน์ของชาสองกาที่เธอชง เช่น มินต์ บรรเทาอาการปวดหัว ช่วยให้นอนหลับง่าย หญ้าหวาน ลดน้ำตาลในเลือด กอกหอมหมื่นลี้ บำรุงปอด ชากุหลาบ บรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ส่วนโรสแมรี่ ช่วยย่อยอาหาร และกลิ่นก็ช่วยคลายเครียดได้ดีด้วย เธอว่าเสน่ห์ของชาคือกลิ่น ที่ดมแล้วทำให้เกิดสมาธิ

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

ลูกค้าปาร์ตี้น้ำชาของ Sticky willy house มีตั้งแต่ลูกค้าวัยมัธยมจนถึงรุ่นคุณป้า บ้างขับรถมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากจังหวัดใกล้เคียง และที่เธอประทับใจคือ เพื่อนซี้ชาวต่างชาติที่แบกเป้บึ่งมอเตอร์ไซต์มาจากวังน้ำเขียว เพื่อมาจิบชาเคล้ากับขนมอบโฮมเมด เธอและคุณแม่ดีใจที่พื้นที่ตรงหน้าพาคนมาหย่อนใจและใช้พื้นที่สร้างความสุข

เธอว่าลูกค้าบางคนก็กลายเป็นเพื่อน อย่างคุณหมอกายภาพที่มาดื่มชาและช่วยจัดกระดูกให้ เมื่อรู้ว่ากระตั้วมีอาการออฟฟิศซินโดรมเรื้อรังจากการทำงานในกรุงเทพฯ จนตอนนี้เธอกลายเป็นคนไข้ประจำแล้วเรียบร้อย

“มันเป็นความประทับใจนะ เราว่ามันเป็นความรู้สึกที่ประทับใจ เราไม่มีทางที่จะเดินๆ อยู่แล้วไปทักใครได้ แต่แบบนี้มันคือการที่เขาเข้ามาให้พื้นที่ของเรา แล้วได้แลกเปลี่ยนกันจนเกิดเป็นมิตรภาพดีๆ ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ ลูกค้าเรามีหลายวัยเลย บรรยากาศก็เป็นเหมือนที่เราคิด เขาเป็นกลุ่มคนที่มาแล้วเรารู้สึกว่าเขาได้พักผ่อนจริงๆ ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว เรารู้สึกดีที่เขาเอนจอยกับสิ่งที่เราทำ มันยิ่งทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้นที่ทำร้านนี้ขึ้นมา”

เราเองก็เพลินกับการดื่มชามินต์เย็นชื่นใจที่ส่งความชุ่มคอทันทีหลังกระดกเข้าอึกใหญ่ แถมยังชิมสโคนพิซซ่าซอสบลูเบอร์รี่จนเกลี้ยงจาน ไม่นับสโคนพ่วงแยมกุหลาบลิ้นจี่โฮมเมดที่พร่องวับในพริบตา ก็ดันอร่อยนี่นา

จัดปาร์ตี้น้ำชา เบลนด์ชาที่ชอบ ชิมขนมอบโฮมเมด ในบ้านไม้จังหวัดนครราชสีมาที่ กระตั้ว-นันทพัทธ์ พนิตวรนันท์ ได้แรงบันดาลใจจากสกอตแลนด์

สาวโคราชบ้านเอ๋งกลับบ้านไม่ถึง 2 ปี แต่เธอกลับพบเสน่ห์ของบ้านเกิดมากมายเหลือเกิน ทั้งผู้คน เพื่อนบ้าน สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ ที่สำคัญ ทำให้เธอกลับมารู้จักตัวเธอเองมากขึ้น มีพื้นให้เธอคิดและเติมสมาธิ

“การกลับมาอยู่บ้านเหมือนเป็นการเติมเต็มในส่วนที่เรายังขาด คือการกลับมาดูแลแม่และทำความฝันของตัวเอง ด้วยการมีร้านเล็กๆ ที่ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดทั้งมวลที่เจอมา ทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงตอนที่ทำงานกรุงเทพฯ อยู่เลยนะ ยังขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ได้ด้วยความมั่นใจในตัวเอง 

“เราทำร้านนี้ขึ้นมา โดยไม่กลัวที่จะต้องล้ม ถ้าร้านจะไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่กลัว เพราะการลองผิดลองถูกมันเกิดขึ้นทั้งชีวิตอยู่แล้ว เราจะกลัวและเสียใจมากกว่าถ้าไม่ได้ทำ อย่างน้อยเรากลับบ้านมาแล้ว เราได้ทำแล้ว จะเป็นยังไงค่อยว่ากันต่อ ตอนนี้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราคิด คือเราได้ลงมือทำแล้ว” เธอยิ้มหวานภูมิใจ

ส่วนคุณแม่ที่หลบมุมอยู่กับพลพรรคต้นไม้ เรามั่นใจว่าเธอได้ยินทุกบทสนทนาและคงยิ้มหวานภูมิใจ

“แม่เคยพูดกับเราคำหนึ่งว่า ‘เราคือความฝันของเขา’ เพราะเราเคยทำงานวงการแฟชั่น ซึ่งเขาก็เคยคิดอยากจะทำเหมือนกัน เราทำแบรนด์เสื้อผ้าขาย เขาก็อยากมีคอลเลกชันของตัวเองที่ใส่อวดเพื่อน จนวันที่เปิดร้าน เขาก็ทำขนม เขาได้ลงมือทำในสิ่งที่เขาอยากทำ และแม่ชอบที่ได้เจอผู้คนเข้ามาพูดคุยและส่งกำลังใจให้ แม่มีความสุขจริงๆ

“เขาเป็นทั้งกำลังกายและกำลังใจหลัก เรารู้สึกได้ว่าแม่ทำทุกอย่างเพื่อเราจริงๆ สิ่งที่เราจะตอบแทนเขาได้หรือให้เขาดีขึ้นจากอาการป่วยคือการกลับมาดูแล การรีบคิด รีบทำ และลงมือเลย มันกลายเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรา”

ตอนนี้ความเครียดที่เคยมีในเมืองกรุงหายไป สิ่งที่เธอต้องคิดตอนนี้คือจะปลูกอะไรและทำเมนูอะไรดี

เราจิบชาที่เธอชงให้แก้วแล้ว แก้วเล่า พลางมองแม่และลูกสาวที่พูดคุยกันอย่างอบอุ่นบริเวณมุมข้างหน้าต่าง ช่างเป็นปาร์ตี้น้ำชาที่ดื่มด่ำด้วยเรื่องราวและบทสนทนาแฝงความสุขของหญิงสาวที่ ‘อยากกลับมาอยู่บ้าน’

Sticky willy house สาวโคราชกลับบ้านมาเปิดร้านน้ำชาและจัด Tea Party วิวสวนดอกไม้

Sticky willy house

ที่ตั้ง : ในซอยตรงข้ามร้านรวมวิทยา ถนนยมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (แผนที่)

เปิดบริการวันศุกร์-วันอาทิตย์ และต้องจองคิวล่วงหน้าก่อนเท่านั้น

เปิดบริการทั้งหมด 4 รอบต่อวัน เวลา 11.00, 12.30, 14.00 และ 15.30 น.

จองคิวได้ที่ Line ID @stickywilly หรือ Facebook : @stickywillyhouse

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

12 มิถุนายน 2564
2 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load