6 ล้อแต่งซิ่งไม่ใช่โจร

รู้หน้าไม่รู้จัย!

งานไม่ทำวัน ๆ หาแต่เรื่อง!!

รถซื้อแกงจะแรงได้ไง

99.99% ของคนไทย คงไม่มีใครไม่เคยเห็นสติกเกอร์สีสันจี๊ดจ๊าดที่ติดตามยวดยาน พาหนะบนท้องถนน มีทั้งคำคมสอนใจ วลีเด็ดกวนโอ๊ย หรือรูปการ์ตูนตามความชอบและสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของรถ

ในช่วง พ.ศ. 2555 กระแสการแต่งรถด้วยสติกเกอร์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนมีร้านสติกเกอร์ติดท้ายรถก่อกำเนิดขึ้นอย่างล้นหลาม รวมถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจนทำให้ออกแบบสติกเกอร์ได้ตามใจชอบ ผ่านมากว่าทศวรรษ กระแสนิยมสติกเกอร์ติดรถก็ไม่จืดจางลง บรรดารถเล็ก รถใหญ่ ยังคงมีสติกเกอร์คู่ใจประดับประดา เพื่อบ่งบอกเอกลักษณ์สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ยวดยานต์อยู่เสมอ

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว
หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว

ไม่มีแบบ ไม่มีเค้าโครงล่วงหน้า

มีเพียงสองมือและคัตเตอร์คู่ใจ ที่แม้แต่เจ้าของรถก็ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าหน้าตาของสติกเกอร์จะออกมาแบบไหน ‘ใจวัดใจ’ เมื่อชอบฝีไม้ลายมือของ หมัด Sticker Over หรือ สุภเชษฐ์ ขำวิไล แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ว่าจะสายโหด หวาน มัน ฮา เขาก็จัดได้ทั้งหมด 

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์จะรังสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีช ที่ออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ มีเพียงชิ้นเดียวในโลก และเขาทำงานภายใต้เงื่อนไขเดียวเท่านั้น คือ

 “ถ้าผมไม่อยากตัดสติกเกอร์ให้คุณ ผมก็ไม่รับทำนะ”

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว
1

 สติกเกอร์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 30 x 45 ซม. ถูกวางทาบบนหน้ากระจกรถยนต์ที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดเขียนของดินสอ หลังจากนั้นไม่นานแผ่นสติกเกอร์แสบสันได้ถูกความแหลมคมของคัตเตอร์กรีดเพื่อสร้างลวดลาย ผ่านความหนักเบาของน้ำหนักมือที่ส่งต่อมา หากลงแรงมากเกินไปก็จะทำให้กระจกรถเป็นรอย หรือกรีดใบมีดทะลุสติกเกอร์อีกชั้นได้

หลังจากนั้นไม่นานสติกเกอร์สี่เหลี่ยมสีสันต่าง ๆ ที่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะออกแบบมารูปแบบไหน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นคำคมสอนใจ ชื่อ วลีเด็ด หรือรูปการ์ตูนต่าง ๆ ข้างใต้ผลงานมาสเตอร์พีซเหล่านี้ลงท้ายว่า พวกนายหมัด, หมัด Sticker Over หรือ หมัดสติกเกอร์โอเวอร์

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว

พวกนายหมัด เป็นนามปากกกาแรกของเขา มีความหมายโดยนัยว่า ใครก็ตามที่ชื่นชอบผลงาน หรือติดต่อให้เขาออกแบบสติกเกอร์ให้ ทุกคนล้วนเป็นพวกพ้องน้องเพื่อนที่มีความชอบเหมือนกัน ส่วนฉายาหมัดสติกเกอร์โอเวอร์ เป็นสิ่งที่เพื่อน ๆ ในวงการตั้งให้ จากผลงานการตัดสติกเกอร์ที่รวดเร็วมาก ขนาดใหญ่มาก จนเขาบอกกับเราว่า หากเป็นงานสติกเกอร์ตัดมือ เขาใช้เวลาเร็วที่สุดในประเทศไทย

ถ้ารถประเภท 10 ล้อ มาจ้างให้ออกแบบตัดสติกเกอร์ทั้งคันใช้เวลาเท่าไหร่

“เริ่มทำงานเก้าโมงเช้า เลิกบ่ายสาม หากเตรียมตัวมาเยอะก็จะไวกว่านี้ แต่ร้านอื่นติดสติกเกอร์แบบนี้จะใช้เวลาประมานสองถึงสามวัน”

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ ไม่ได้รับออกแบบแค่รถขนาดใหญ่เท่านั้น สิ่งที่เขาทำมีตั้งแต่รถจักรยาน รถสามล้อ รถเกี่ยวข้าว รถยนต์ รถสิบล้อ รถหัวลาก ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว เขาบอกกับเราว่าถ้างานไหนถูกใจ ลูกค้าพูดถูกคอ ขนาดและค่าแรงก็ไม่สำคัญ

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว
หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว
2

“ผมใช้ความเคยชิน แบบอยู่ในหัว การลงน้ำหนักมือก็มาจากการฝึกฝน เคยมีคนมาขอให้สอน ผมก็ไม่รู้จะสอนอย่างไร เพราะทุกอย่างมันคือความเคยชินที่เราทำซ้ำ ๆ ๆ มามากกว่า ยี่สิบปี ไม่มีเคล็ดลับอะไรทั้งนั้น”

จากเด็กช่างสู่เด็กศิลป์ หมัดเรียนจบช่างยนต์ โดยที่ไม่เคยเรียนเสริมเรื่องงานศิลปะใด ๆ ทั้งสิ้น โรงเรียนของเขาคือบ้าน คุณครูของเขาคือความพากเพียรที่ตัดสติกเกอร์และทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เรียนช่างยนต์มา ตอนเรียนก็เรียกได้ว่าเป็นเด็กเก แต่เรามีความสนใจในรถและการแต่งรถมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ประจวบกับตอนเด็กที่บ้านมีรถยนต์ ตอนนั้นอายุสักประมาณ ป.5 – ป.6 เราอยากแต่งรถมาก พ่อก็สนับสนุนโดยการหาช่างตัดสติกเกอร์มาให้ แต่ช่างตัดสติกเกอร์ยุคก่อนทำงานแบบที่เราต้องขับรถไปรับไปส่ง พร้อมกับจัดหาจัดซื้ออุปกรณ์ให้ทุกอย่างตามความต้องการของเขา แต่ภายหลังทำงานได้ไม่นาน พ่อรู้สึกไม่โอเคกับช่างคนนี้เลยเลิกจ้างไป และเขาก็ทิ้งอุปกรณ์การตัดสติกเกอร์ทุกอย่างไว้ที่บ้าน เราเลยเริ่มฝึกฝนตัดสติกเกอร์เองตั้งแต่วันนั้น จุดเริ่มต้นของผมกับสติกเกอร์มันก็เริ่มง่าย ๆ แบบนี้แหละ”

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว

รถคันแรกที่เขานำสติกเกอร์ตัดมือของเขาไปติดคือรถบัสของที่บ้าน โดยสติกเกอร์ชุดแรกเป็นเพียงข้อความง่าย ๆ ทั่วไป เช่น พระคุณพ่อแม่ ชื่อเขาที่เป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากความชอบและการลงมือทำครั้งนั้น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากพัฒนาเป็นอาชีพ 

หมัดมองว่าสติกเกอร์ติดรถเป็นความสวยงามที่จับต้องได้และใกล้ตัว การแต่งรถรูปแบบอื่น เช่น การทำสีรถ การเปลี่ยนล้อ หรืออื่น ๆ มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่พอเป็นสติกเกอร์ติดรถที่เมื่อก่อนขายเพียงแผ่นละ 20 บาท แค่นี้ก็สานฝันความชื่นชอบวัยเด็กของเขาได้ โดยการออมเงินใส่กระปุกออมสิน และยิ่งได้ออกแบบคลุกคลีกับสติกเกอร์มากเท่าไหร่ เขายิ่งรักและคลั่งไคล้สติกเกอร์มากขึ้นเท่านั้น

“เมื่อก่อนเราเรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ชีวิตอยู่แต่กับรถ จิตใจไม่ไปไหนก็จะอยู่แค่รถ ตอนเป็นวัยรุ่นก็ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ เลยไม่ได้เรียนศิลปะเพิ่ม แต่สุดท้ายก็เรียนจบช่างยนต์ ปวช. มาได้ พอไปลองทำงานตามอู่ซ่อมรถทำที่ไหนก็ไม่ไหว เพราะจิตใจมันแย้งมาตลอดว่า เฮ้ย ที่นี่มันไม่ใช่ว่ะ อยากกลับมาทำงานที่บ้านว่ะ ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร

“แต่ตอนนั้นที่บ้านดันเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ พ่อต้องขายรถไปหมด อาชีพที่เคยมีก็หาย แต่มันยังมีข้อดีอยู่บ้างคือผมมีเพื่อนในวงการรถเยอะ และเราก็ไม่เคยทิ้งขว้างการตัดสติกเกอร์ที่ปกติต้องจับมีด จับสติกเกอร์มาตัดทุกวันจนเป็นเรื่องปกติมายี่สิบกว่าปี ก็เลยบอกกับตัวเองว่าเอาวะ! มาลองตัดสติกเกอร์ขายเป็นอาชีพดู โดยเริ่มจากทำติดรถให้เพื่อน ๆ ก่อน 

“มึงอยากติดสติกเกอร์ที่รถไหม กูทำให้ เพื่อนก็ตอบว่า เออ มึงก็มาลองดู”

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว
3

สวย ไม่สวย

มีฝีมือ ไม่มีฝีมือ

เมื่อหมัดได้เข้าสู่วงการช่างตัดสติกเกอร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาและรายรับที่เขาจะต้องเลี้ยงปากท้อง

“หลังจากเริ่มตัดให้เพื่อน ผมก็เริ่มไปขอตัดให้คนอื่นบ้าง แบบวัดฝีมือไปเลยว่าชอบผลงานเราหรือไม่ชอบ บางครั้งเราตัดเสร็จแล้วเขาไม่ชอบ ก็จะลอกสติกเกอร์เราทิ้งเลย เพราะงานของเราไม่มีสเกล ไม่มีแบบให้เขาดูก่อน มันเป็นร่างสด ๆ ที่คิดมาในหัว และเราถ่ายทอดพิมพ์เขียวที่อยู่ในหัวลงในงานสติกเกอร์”

เวลาโดนลอกงานทิ้งได้เงินไหม

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว
หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว

“ไม่ได้สิ เพราะเราไปขอทำเอง ไม่สวยเขาไม่ชอบก็ลอกทิ้งจบ กว่าจะผ่านมาเป็นเราทุกวันนี้ก็ผ่านพ้นอะไรมาเยอะเหมือนกัน”

กว่า 20 ปีที่เขาฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำเป็นกิจวัตรประจำวันที่วันไหนไม่ได้จับคัตเตอร์และสติกเกอร์ จะรู้สึกว่ามีอะไรที่สำคัญหล่นหายไปในชีวิต

“ผมเก็บความรู้สึกต่าง ๆ มาฝึกฝน ฝึกเยอะมาก ยกตัวอย่างหัวลากแบบนี้ช่างตัดสติกเกอร์เก่ง ๆ คนอื่นใช้เวลาประมาณสองถึงสามวัน ไม่มีใครทำวันเดียวเสร็จหรอก แต่ผมทำครึ่งวัน เริ่มแปดโมงเช้า บ่ายสามเลิกงาน เราทำมาตลอด ไม่รู้ว่าตัวเองเก่งตอนไหน จนเราพัฒนาลายเส้นและจุดเด่นของลายเราได้ ที่เวลาคนเห็นปุ๊บรู้เลยว่า ไอ้หมัดทำ”

แล้วลายอะไรที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของหมัดสติกเกอร์โอเวอร์

หมัดสติกเกอร์โอเวอร์ รับออกแบบลวดลายตั้งแต่จักรยาน ไปจนถึงบ้านและเครื่องบินส่วนตัว

  “รูปการ์ตูนโจกเกอร์ ที่เราเลือกตัวละครนี้มาเป็นจุดเด่น เพราะมองว่ามันเป็นตัวตลกที่บ่งบอกความรู้สึกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะสื่อสารความเศร้าได้จากแววตา หรือความสุขจากรอยยิ้ม”

จากฝีมือที่บอกกันปากต่อปาก แม้ไม่มีหน้าร้าน แต่กลับมีลูกค้าที่ชื่นชอบฝีมือและลายเส้นของเขาแวะเวียนมาไม่ขาดสาย จนภายหลังหมัดเลือกรับงานได้ตามใจตัวเอง

“เมื่อก่อนผมตัดตามใจลูกค้า ลูกค้าจะบอกว่าชอบแบบไหน อยากได้อะไร แต่ก็ไม่มีใครได้เห็นแบบของงานก่อนนะ แต่ตอนนี้ผมมองว่า เราผ่านจุดสูงสุดในอาชีพนี้มาแล้ว ก็จะทำงานที่ตัวเองชอบพอ ถ้างานไหนไม่อยากทำ ผมก็ไม่รับให้มันฝืนตัวเอง

“แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาเขาน่ารัก เขาชอบงานเราอยู่แล้ว มีใจให้งานของเรา และเชื่อมั่นในฝีมือ ก็มาคุยกันว่าชอบการ์ตูนแบบไหน หวานหรือโหด หรือจะเอาแบบการ์ตูนจาก Google มาให้ดูก็ได้ เพราะผมไม่ได้ใจร้ายขนาดคุณห้ามออกความเห็นนะ ก็มาคุยกันว่าจะเอาสีโทนไหน จะเอาตามแบบเลยหรือให้ปรับแต่งตามใจ หลังจากนั้นก็รอเห็นอีกทีคืองานจริงไม่มีแบบร่างก่อน”

อุปกรณ์คู่ใจของหมัดมีเพียง ดินสอ สำหรับมาร์กจุดในบางงานที่ไม่เคยทำ คัตเตอร์ ที่รีดสติกเกอร์ กระบอกฉีดน้ำ พร้อมกับสองมือและพิมพ์เขียวจากสมอง ที่พร้อมตัดสติกเกอร์ลวดลายฉบับโอเวอร์ ๆ มาท้าทายบนท้องถนน

“ใบมีดคัตเตอร์ช่างส่วนใหญ่จะใช้แบบหัวแหลม แต่เราใช้อะไรก็ได้ มีดใบนี้ผมใช้มาสิบกว่าปีแล้วยังไม่เคยเปลี่ยนเลย ห้าใบยี่สิบบาทก็ใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้แบบมียี่ห้อ

“งานของผมเปรียบเสมือนการขายจิตวิญญาณตัวเอง เราขายฝีมือ ไม่จำเป็นต้องของหรูหราราคาแพง เพราะผมเริ่มจากการที่ไม่มีอะไรเลย ถ้ามีของให้ผมแค่นี้ ผมก็ใช้แค่นี้ได้”

4

หลายคนตั้งคำถามว่าสติกเกอร์มันบดบังทัศนียภาพหรือเปล่า

“ผมยึดความปลอดภัยเป็นหลัก ก่อนติดสติกเกอร์ผมจะให้ลูกค้าไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับและมาร์กจุดว่าตรงไหนเห็นชัดหรือไม่ชัดบ้าง อย่างกระจกซ้ายที่เรามักใช้ประจำก็จะใช้เทคนิคตัดหลบเอา แต่เอาจริง ๆ แล้วสติกเกอร์มันมองทะลุได้เพราะไม่ได้ทึบ

“อีกอย่างสติกเกอร์พวกนี้มันสะท้อนไฟนะ เวลากลางคืนพอไฟกระทบ มันก็จะสะท้อนกลับมา แต่เหล่านี้ก็เหมือนดาบสองคม ทั้งเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนให้คนเห็นรถสิบล้อ หรือรถต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น แต่อีกมุมคนก็มองว่ามันเลอะเทอะ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของคนตัดสติกเกอร์และเจ้าของรถที่ชื่นชอบ”

หลายคนอาจบอกว่าการติดสติกเกอร์ไม่สวย รกรุงรัง แต่ขณะเดียวกันมันเป็นความชื่นชอบ เป็นไลฟ์สไตล์ของคนบางกลุ่ม ที่อยากสะท้อนความเป็นตัวเองผ่านสติกเกอร์เหล่านี้ ที่ทั้งคนทำและคนขับต่างภาคภูมิใจและชื่นชอบ 

เบื้องหลังสติกเกอร์การ์ตูนหรือข้อความต่าง ๆ ที่มีชีวิตชีวา ซ่อนสาส์นที่คนขับรถบนท้องถนนอยากแสดงตัวตน ความคิด ความทุกข์ และความสุขออกมา

ปิดท้ายด้วยคำถามคลาสสิก งานไหนคือชิ้นที่คุณชอบและภูมิใจที่สุด หมัดยิ้มน้อย ๆ แล้วตอบอย่างคมคาย

“มันก็ต้องทุกงานแหละ ก็มันออกมาจากเรา”

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load