14 ธันวาคม 2563
2.05 K

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์ เขตเมืองดุนด์โกวิ (Dundgovĭ) ประเทศมองโกเลีย

บนเส้นทางซึ่งรถแล่นผ่านเข้าไปในทุ่งกว้างโล่งสุดตา ผมไม่พบเห็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ

นานๆ พบเพียง ‘เกอร์’ หรือกระโจมที่พักรูปทรงกลม สีขาว ควันไฟซึ่งลอยอ้อยอิ่งจากปล่องเล็กๆ ทำให้รู้ว่ามีคนอยู่

ฝูงปศุสัตว์ก้มเล็มหญ้าที่เพิ่งโผล่พ้นดิน เพราะได้รับความชุ่มชื้นจากสายฝน

ในความกว้างโล่ง ผมคิดถึงดงทึบที่จากมา

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย
ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

นึกถึงคนและสัตว์ ระหว่างดงลึกกับที่นี่ ดูเหมือนว่าวิถีจะไม่แตกต่างกันสักเท่าใด

ผมนั่งอยู่ในเกอร์สีขาวที่มีรถบรรทุกเก่าๆ มีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กและจานดาวเทียมอยู่ข้างนอก

ในเกอร์อบอุ่น เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านเข้ามา เป็นเวลาบ่ายที่เมฆดำเข้าครอบคลุม สายฝนพรำๆ 

ไม่นานนัก สายฝนจางหาย จากช่องเล็กๆ ด้านบน ท้องฟ้าสีนัำเงินเข้มปรากฏให้เห็น

ผมออกมาข้างนอก มองดูชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายในชุดพื้นเมืองกำลังปฏิบัติภารกิจประจำวัน

วันนี้เขาจะคัดแยกม้าบางตัวออกจากฝูง

เขาอยู่บนหลังม้าที่วิ่งตะบึง พร้อมห่วงเชือกบนไม้ยาวๆ ฝูงม้าวิ่งทะยาน ม้าตัวที่ถูกบ่วงคล้อง วิ่ง ดิ้นรนเพียงชั่วครู่ก็ยอมจำนน มันเดินตามชายหนุ่มบนหลังม้าที่นำมาผูกมันไว้กับเชือกอันมีลักษณะเป็นราวยาว

ผมมองรอบๆ ที่นี่ นับร้อยปีก่อนคงมีสภาพไม่ต่างจากนี้

คล้ายกาลเวลาจะไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตแห่งทุ่งโล่งเปลี่ยนแปลงไปนัก

เกอร์ไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ไม่มีต้นไม้ ชีวิตคน ต้องพึ่งพาอาศัยสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงที่ได้จากขี้สัตว์แห้ง เป็นอาหาร แม้แต่น้ำพวกเขาก็ได้จากนม

ที่นี่ ชีวิตคนขึ้นอยู่กับสัตว์ และแน่นอนว่า สัตว์ก็ย่อมต้องพึ่งพาคนเช่นกัน

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

ใน ค.ศ. 2010 มีพายุหิมะรุนแรงที่เรียกว่า Dzud พัดโหมกระหน่ำบริเวณนี้ อุณหภูมิลดต่ำกว่า -50 องศาเซลเซียส พายุรุนแรงเกินกว่าคนและสัตว์จะรับมือ แม้ว่าพวกเขาจะมีความรู้ความชำนาญที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบรรบุรุษในการรับมือกับพายุก็ตาม

ความช่วยเหลือจากภายนอกระดมเข้ามา

สัตว์กว่า 20,000 ตัวได้รับการสนับสนุนอาหารนาน 30 วัน ข้าวสาลีป่นช่วยสัตว์แรกเกิดได้ราว 10,000 ตัว

อาหารข้นส่วนใหญ่ถูกนำไปให้สัตว์ที่อ่อนแอ สัตว์ที่ตั้งท้อง เพื่อรักษาสัตว์รุ่นต่อไป ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นหัวใจไว้ การสูญเสีย สัตว์เกิดใหม่ย่อมส่งผลให้คนที่นี่สูญเสียวงจรการผลิตและขาดรายได้ในช่วงฤดูแล้ง

“พ่อแม่ผมทำอาชีพเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1960 ครับ”  ชายหนุ่มในชุดพื้นเมืองลงจากหลังม้าบอก

“ไม่เคยพบกับพายุหนาวรุนแรงอย่างนี้มาก่อนเลยครับ เพื่อนบ้านเราสองคนเสียสัตว์ไปทั้งหมด” เขาพูดต่อ 

สายฝนพรำๆ ลงมาอีก เขาชวนผมเข้าไปในเกอร์

“ช่วยเหลือสัตว์ที่นี่ก็เหมือนช่วยเหลือคนนั่นแหละครับ”

ชายหนุ่มพูด ผมจิบนมแพะอุ่นๆ รสเค็มๆ

ภายนอกเกอร์ สายฝนทำให้มองเห็นฝูงม้าในทุ่งเพียงรางๆ

ว่าไปแล้ว ชีวิตของคนในทุ่งโล่งแห่งนี้ไม่ได้ต่างจากวิถีชีวิตเพื่อนๆ ชาวกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่ฯ สักเท่าไหร่

ไม่ว่าจะการใช้พื้นที่ในลักษณะหมุนเวียน ใช้ชีวิตสอดคล้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับธรรมชาติ

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย
ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

ความแตกต่างอาจเป็นสิ่งอันเรียกว่า ‘ความเจริญ’ ที่รุกคืบเข้ามาในหมู่บ้านกะเหรี่ยง กระทั่งการรับมือของพวกเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก

ชีวิตในทุ่งโล่งดูจะไม่เปลี่ยนแปลง

ชายหนุ่มบางคนใช้มอเตอร์ไซค์ไล่ต้อนฝูงสัตว์แทนม้า แต่มอเตอร์ไซค์ก็ยังคงมีผ้ารองเบาะ ไม่ต่างจากอานม้า

ในทุ่ง เด็กกลุ่มใหญ่ขี่ม้ามารวมตัวเพื่อแข่ง

ขึ้น 15 ค่ำ ดวงจันทร์กลมโตส่องแสงนวล ในทุ่งโล่ง ผมรู้สึกใกล้ชิดกับท้องฟ้ามากขึ้น

อุณหภูมิลดต่ำ สภาพอากาศ กลางวันกับกลางคืนต่างกันกว่า 10 องศาเซลเซียส

ผมนั่งอยู่หน้าเกอร์ กลางทุ่งโล่งอันเวิ้งว้าง

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

หลายวันที่นี่ ผมพบกับความกลมกลืน การอยู่อาศัยแบบพึ่งพาระหว่างสัตว์กับคนและธรรมชาติ

ว่าตามจริงแล้ว ในระยะเวลาแค่สั้นๆ ผมไม่รู้หรอกว่าแท้จริงชีวิตที่นี่เป็นอย่างไร

เป็นเพียงแค่ราวกับได้มาพบอีกดินแดนหนึ่ง

ดินแดนที่คนกับสัตว์เติบโตไปพร้อมๆ กัน

เติบโตภายใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงิน..

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

หลายปีมานี้เวลาฝนตกในเมือง กลิ่นดินที่ทำให้รู้สึกสดชื่น จืดจางลงไปกว่าที่เคยจำได้เมื่อตอนเด็ก ทุกครั้งเมื่อได้กลิ่นดิน ภาพสนามหญ้าหน้าโรงเรียนก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ

หลังจากได้บัตรดำน้ำมาไม่นาน เราเดินทางไปดำน้ำที่เกาะเต่าเป็นทริปแรก ในตอนที่กำลังแกะแซนด์วิช ซึ่งเป็นอาหารกลางวันอยู่บนเรือที่โยกไปมา จู่ ๆ เราก็เริ่มผะอืดผะอม นี่คือการเมาเรือครั้งแรกในชีวิต กลิ่นหอมใหญ่สดของแซนด์วิชในมือลอยฟุ้งอยู่รอบตัว

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่อยู่บนเรือ กลิ่นหอมใหญ่สดก็กลายเป็นกลิ่นต้องห้าม เพราะเมื่อไหร่ที่ได้กลิ่นขึ้นมา สมองเหมือนจะสั่งการให้ความจำของวันนั้นฟื้นกลับมา รวมไปถึงความรู้สึกผะอืดผะอมนั้นด้วย

น่าประหลาดใจที่ถึงแม้เราใช้ตาเป็นสัมผัสหลัก แต่กลิ่นบางกลิ่นกลับพาเราย้อนเวลากลับไปหาความทรงจำ ซึ่งชัดเจนยิ่งกว่าภาพที่เห็นด้วยตาเสียด้วยซ้ำ

กล่าวกันว่ากลิ่นนั้นเป็นสารเคมีที่ส่งตรงถึงสมอง ไม่ต้องผ่านการแปลงสัญญาณไปประมวลผลก่อน จึงทำให้เป็นสัมผัสที่ติดแน่นกับความทรงจำมากกว่าประสาทสัมผัสอื่น

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
เต่าทะเลว่ายผ่านแนวปะการังใต้ทะเลของเกาะเต่า

สำหรับมนุษย์ จมูกกลายเป็นประสาทสัมผัสที่ไร้ประโยชน์ในโลกใต้น้ำ เราเลยไม่เคยได้รู้ว่าแนวปะการังมีกลิ่นยังไง

เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น หยิบปะการังที่ยังมีชีวิตอยู่ขึ้นมาจากบ่อเพาะเลี้ยงให้เราดม น่าแปลกใจที่มันมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายดอกไม้ที่เรานึกชื่อไม่ออก หลายปีต่อมา นักวิชาการปะการังไทยช่วยตอบให้เราหายข้องใจว่า มันคล้ายกับกลิ่นดอกพิกุล 

นักวิจัยปะการังหลายคนเล่าให้ฟังว่า ปะการังแต่ละชนิดมีกลิ่นแตกต่างกันไป ไม่ใช่ทุกชนิดจะมีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ บางชนิดมีกลิ่นคล้ายสาหร่ายเปียก ๆ บางชนิดก็เป็นกลิ่นที่เฉพาะตัวมากจนระบุไม่ได้

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น

กลิ่นคือโมเลกุลทางเคมีที่กระจายล่องลอยออกไป ไม่ว่าตัวกลางที่พาไปจะเป็นอากาศหรือน้ำ

กลิ่นดินหลังฝนตกที่เราชอบ ที่จริงเป็นโมเลกุลทางเคมีที่แบคทีเรียในดินปล่อยออกมา เมื่อโดนน้ำฝนก็ฟุ้งตัวลอยกระจายไปในอากาศ แบคทีเรียชนิดนี้มีหน้าที่ช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้กลายเป็นธาตุอาหารในดิน กลิ่นที่พวกมันปล่อยออกมามีเป้าหมายหลักคือ ดึงดูดให้แมลงและสัตว์ขาปล้องหลายชนิดเข้ามาหา เพื่อจะนำสปอร์ของแบคทีเรียชนิดนี้กระจายออกไปสืบพันธุ์ในที่อื่น ๆ

ทากทะเลตัวจิ๋วมีอวัยวะรับกลิ่นขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว ทากทะเลไม่มีอวัยวะรับภาพแบบดวงตาของมนุษย์ มันอาศัยกลิ่นพาไปสู่อาหารได้อย่างแม่นยำ บางชนิดอวัยวะรับกลิ่นคือเขาสูงคู่ที่อยู่บริเวณหัว บางชนิดมีขนเล็ก ๆ คล้ายขนจมูกยื่นออกมาจากท่อหลอดด้านหน้า

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
อวัยวะรับกลิ่นของทากทะเลตัวนี้คือเขาสูงสีดำคู่ใหญ่ที่อยู่ทางด้านหัว
ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
ทากทะเลสายพันธุ์นี้มีขนยื่นออกมาจากท่อหลอดด้านหน้าคล้ายกับขนจมูก ซึ่งใช้ในการรับกลิ่น

ครั้งหนึ่งเรานั่งรอดูทากยิมโนดอริสเดินลัดเลี้ยวซ้ายที ขวาที แล้วเอาส่วนหัวมุดทรายลงไปงับทากอีกชนิดที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นทรายอย่างมิดชิด ทากยิมโนดอริสกินทากชนิดอื่นเป็นอาหาร พวกมันเป็นนักล่าและอาศัยการแกะรอยเหยื่อจากกลิ่น

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
ทากยิมโนดอริส

กระบะที่วางอยู่ท้ายเรือมีซากปลาตัวใหญ่ ๆ อยู่หลายตัว คนเรือใช้เท้าเหยียบบี้สลับกับตักน้ำทะเลราดให้ของเหลวจากซากปลากระจายออกมา กลิ่นคาวปลาจากทั้งเลือดและน้ำมันคลุ้งทั่วไปทั้งในอากาศ และในน้ำ

2 ใน 3 ส่วนของสมองฉลามยกให้การประมวลผลประสาทรับกลิ่น ฉลามใช้กลิ่นนำทางมากกว่าสายตา พวกมันรับกลิ่นได้ไกลเป็นระยะหลายร้อยเมตร

ในพื้นที่หลายแห่งมีฉลามใช้วิธีนี้เพื่อล่อให้คนเข้ามาดู ความอันตรายจากการใช้วิธีนี้คือ กลิ่นที่พวกมันรับเชื่อมโยงกับพฤติกรรมล่าเหยื่อ ทุกวันนี้หลายแห่งจึงเริ่มมีเสียงค้านการล่อฉลามด้วยคาวปลา เพราะกังวลถึงความปลอดภัยของนักดำน้ำ แต่อีกฝั่งก็ค้านกลับว่า การล่อให้ฉลามเข้ามาใกล้เรือ จะช่วยให้ได้พบเห็นตัวฉลามมากกว่าปกติ และช่วยในการวิจัยฉลามได้ดียิ่งขึ้น

การถกเถียงเรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด จนกว่าเราจะเข้าใจพวกมันได้อย่างแท้จริง

ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
กระบะใส่ซากปลา ที่ร้านดำน้ำใช้กลิ่นละลายไปในน้ำเพื่อล่อฉลาม
ไขปริศนากลิ่นใต้ทะล ปะการังกำลังสื่อสารอะไรกันผ่านการส่งกลิ่น
ฉลามขาวว่ายเข้ามาตามกลิ่นของเหยื่อล่อ เพื่อเช็กว่ามีอาหารที่มันกินได้หรือไม่

ในห้องวิจัย ปะการังที่เครียดจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นส่งกลิ่นออกมาต่างจากปกติ พวกมันส่งกลิ่นออกมาว่าเริ่มเครียด ก่อนจะแสดงตัวให้เราเห็นว่าป่วยด้วยการฟอกขาว แนวปะการังที่ดูสวยสดงดงามใต้ทะเล อาจจะกำลังเริ่มป่วยโดยที่เรามองไม่เห็น

เหล่าปะการังแข็งที่ส่งเสียงพูดไม่ได้ พวกจึงมันสื่อสารผ่านกลิ่น

กลิ่นกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำใต้ทะเล การตามกลิ่นคาวของฉลาม ไปจนถึงความหมายของกลิ่นอันหลากหลายจากปะการัง
กลิ่นกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำใต้ทะเล การตามกลิ่นคาวของฉลาม ไปจนถึงความหมายของกลิ่นอันหลากหลายจากปะการัง

ที่อ่าวเล็ก ๆ ริมฝั่ง ค่ำคืนหนึ่งในรอบปี ปะการังแข็งสายพันธุ์เดียวกันที่อยู่ห่างกันหลายสิบเมตรทำให้ความสัมพันธ์ระยะไกลกลายเป็นเรื่องง่าย พวกมันพร้อมใจปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาในเวลาเดียวกัน ตามที่นัดหมายไว้ผ่านสัญญาณกลิ่น การบรรเลงเพลงรักอันครึกโครมท่ามกลางความเงียบของท้องทะเล

บางทีหน้าต่างของหัวใจ อาจจะไม่ใช่ดวงตาอย่างที่เคยได้ยินกันมา

กลิ่นกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำใต้ทะเล การตามกลิ่นคาวของฉลาม ไปจนถึงความหมายของกลิ่นอันหลากหลายจากปะการัง

Writer & Photographer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load