ทุ่งหญ้าสเต็ปป์ เขตเมืองดุนด์โกวิ (Dundgovĭ) ประเทศมองโกเลีย

บนเส้นทางซึ่งรถแล่นผ่านเข้าไปในทุ่งกว้างโล่งสุดตา ผมไม่พบเห็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ

นานๆ พบเพียง ‘เกอร์’ หรือกระโจมที่พักรูปทรงกลม สีขาว ควันไฟซึ่งลอยอ้อยอิ่งจากปล่องเล็กๆ ทำให้รู้ว่ามีคนอยู่

ฝูงปศุสัตว์ก้มเล็มหญ้าที่เพิ่งโผล่พ้นดิน เพราะได้รับความชุ่มชื้นจากสายฝน

ในความกว้างโล่ง ผมคิดถึงดงทึบที่จากมา

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย
ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

นึกถึงคนและสัตว์ ระหว่างดงลึกกับที่นี่ ดูเหมือนว่าวิถีจะไม่แตกต่างกันสักเท่าใด

ผมนั่งอยู่ในเกอร์สีขาวที่มีรถบรรทุกเก่าๆ มีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กและจานดาวเทียมอยู่ข้างนอก

ในเกอร์อบอุ่น เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านเข้ามา เป็นเวลาบ่ายที่เมฆดำเข้าครอบคลุม สายฝนพรำๆ 

ไม่นานนัก สายฝนจางหาย จากช่องเล็กๆ ด้านบน ท้องฟ้าสีนัำเงินเข้มปรากฏให้เห็น

ผมออกมาข้างนอก มองดูชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายในชุดพื้นเมืองกำลังปฏิบัติภารกิจประจำวัน

วันนี้เขาจะคัดแยกม้าบางตัวออกจากฝูง

เขาอยู่บนหลังม้าที่วิ่งตะบึง พร้อมห่วงเชือกบนไม้ยาวๆ ฝูงม้าวิ่งทะยาน ม้าตัวที่ถูกบ่วงคล้อง วิ่ง ดิ้นรนเพียงชั่วครู่ก็ยอมจำนน มันเดินตามชายหนุ่มบนหลังม้าที่นำมาผูกมันไว้กับเชือกอันมีลักษณะเป็นราวยาว

ผมมองรอบๆ ที่นี่ นับร้อยปีก่อนคงมีสภาพไม่ต่างจากนี้

คล้ายกาลเวลาจะไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตแห่งทุ่งโล่งเปลี่ยนแปลงไปนัก

เกอร์ไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ไม่มีต้นไม้ ชีวิตคน ต้องพึ่งพาอาศัยสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงที่ได้จากขี้สัตว์แห้ง เป็นอาหาร แม้แต่น้ำพวกเขาก็ได้จากนม

ที่นี่ ชีวิตคนขึ้นอยู่กับสัตว์ และแน่นอนว่า สัตว์ก็ย่อมต้องพึ่งพาคนเช่นกัน

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

ใน ค.ศ. 2010 มีพายุหิมะรุนแรงที่เรียกว่า Dzud พัดโหมกระหน่ำบริเวณนี้ อุณหภูมิลดต่ำกว่า -50 องศาเซลเซียส พายุรุนแรงเกินกว่าคนและสัตว์จะรับมือ แม้ว่าพวกเขาจะมีความรู้ความชำนาญที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบรรบุรุษในการรับมือกับพายุก็ตาม

ความช่วยเหลือจากภายนอกระดมเข้ามา

สัตว์กว่า 20,000 ตัวได้รับการสนับสนุนอาหารนาน 30 วัน ข้าวสาลีป่นช่วยสัตว์แรกเกิดได้ราว 10,000 ตัว

อาหารข้นส่วนใหญ่ถูกนำไปให้สัตว์ที่อ่อนแอ สัตว์ที่ตั้งท้อง เพื่อรักษาสัตว์รุ่นต่อไป ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นหัวใจไว้ การสูญเสีย สัตว์เกิดใหม่ย่อมส่งผลให้คนที่นี่สูญเสียวงจรการผลิตและขาดรายได้ในช่วงฤดูแล้ง

“พ่อแม่ผมทำอาชีพเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1960 ครับ”  ชายหนุ่มในชุดพื้นเมืองลงจากหลังม้าบอก

“ไม่เคยพบกับพายุหนาวรุนแรงอย่างนี้มาก่อนเลยครับ เพื่อนบ้านเราสองคนเสียสัตว์ไปทั้งหมด” เขาพูดต่อ 

สายฝนพรำๆ ลงมาอีก เขาชวนผมเข้าไปในเกอร์

“ช่วยเหลือสัตว์ที่นี่ก็เหมือนช่วยเหลือคนนั่นแหละครับ”

ชายหนุ่มพูด ผมจิบนมแพะอุ่นๆ รสเค็มๆ

ภายนอกเกอร์ สายฝนทำให้มองเห็นฝูงม้าในทุ่งเพียงรางๆ

ว่าไปแล้ว ชีวิตของคนในทุ่งโล่งแห่งนี้ไม่ได้ต่างจากวิถีชีวิตเพื่อนๆ ชาวกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่ฯ สักเท่าไหร่

ไม่ว่าจะการใช้พื้นที่ในลักษณะหมุนเวียน ใช้ชีวิตสอดคล้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับธรรมชาติ

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย
ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

ความแตกต่างอาจเป็นสิ่งอันเรียกว่า ‘ความเจริญ’ ที่รุกคืบเข้ามาในหมู่บ้านกะเหรี่ยง กระทั่งการรับมือของพวกเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก

ชีวิตในทุ่งโล่งดูจะไม่เปลี่ยนแปลง

ชายหนุ่มบางคนใช้มอเตอร์ไซค์ไล่ต้อนฝูงสัตว์แทนม้า แต่มอเตอร์ไซค์ก็ยังคงมีผ้ารองเบาะ ไม่ต่างจากอานม้า

ในทุ่ง เด็กกลุ่มใหญ่ขี่ม้ามารวมตัวเพื่อแข่ง

ขึ้น 15 ค่ำ ดวงจันทร์กลมโตส่องแสงนวล ในทุ่งโล่ง ผมรู้สึกใกล้ชิดกับท้องฟ้ามากขึ้น

อุณหภูมิลดต่ำ สภาพอากาศ กลางวันกับกลางคืนต่างกันกว่า 10 องศาเซลเซียส

ผมนั่งอยู่หน้าเกอร์ กลางทุ่งโล่งอันเวิ้งว้าง

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

หลายวันที่นี่ ผมพบกับความกลมกลืน การอยู่อาศัยแบบพึ่งพาระหว่างสัตว์กับคนและธรรมชาติ

ว่าตามจริงแล้ว ในระยะเวลาแค่สั้นๆ ผมไม่รู้หรอกว่าแท้จริงชีวิตที่นี่เป็นอย่างไร

เป็นเพียงแค่ราวกับได้มาพบอีกดินแดนหนึ่ง

ดินแดนที่คนกับสัตว์เติบโตไปพร้อมๆ กัน

เติบโตภายใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงิน..

ทุ่งหญ้าสเต็ปป์โล่งสุดตา ชนพื้นเมือง เกอร์ พายุ ใต้ผืนฟ้าสีน้ำเงินของมองโกเลีย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

24 พฤศจิกายน 2565

ต้นเดือนพฤศจิกายน 

ผมนั่งอยู่ที่เดิมตั้งแต่เช้าจนพลบค่ำเป็นเวลาหลายวัน ใช้ซุ้มบังไพรแคบ ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งลำห้วย ซึ่งขยายกว้างเพราะสายน้ำหลากรุนแรงในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ กับซุ้มบังไพร ตลิ่งสูงมีร่องรอยสัตว์ป่าเดินลงลำห้วยเป็นเส้นทางประจำ บริเวณนี้ระดับน้ำไม่ลึกนัก ช้าง วัวแดง รวมทั้งหมูป่า เลือกใช้จุดนี้เป็นที่ข้ามมาอีกฝั่ง 

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
หมูป่าตัวผู้เดินข้ามลำห้วย โดยที่หมูป่าฝูงใหญ่เดินข้ามไปก่อนหน้า

ผมใช้เวลาร่วมกับพวกมัน ไม่ได้รับความไว้วางใจนักหรอก ช้างเดินข้ามน้ำเรื่อย ๆ ใช้งวงดูดน้ำส่งเข้าปาก มันชะงักเมื่อเดินถึงกลางลำห้วยเพราะได้กลิ่นผม หยุดเขม้นมองก่อนค่อย ๆ เดินต่อ สายตามองมาทางผมตลอด เช่นเดียวกับฝูงวัวแดงและหมูป่า กลิ่นกายคนสำหรับพวกมันคือสัตว์ผู้ล่าชนิดหนึ่งที่พวกมันไม่เคยวางใจ 

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
ช้างเลือกใช้จุดข้ามลำห้วยจุดเดียวกับสัตว์ตัวอื่น ๆ

ดูเหมือนจะมีแต่นกยูงซึ่งคล้ายจะไม่สนใจอะไร นกยูงตัวผู้ในช่วงเวลานี้มีหางยาวสลวย หางยาวเป็นเครื่องมือสำหรับรำแพนอวดความแข็งแรงเพื่อให้ตัวเมียเลือก ขณะตัวเมียนับสิบตัวคล้ายจะไม่สนใจ และเมื่อมีตัวผู้เข้ามามากกว่าหนึ่งตัว การรำแพนประชันจึงเลี่ยงไม่พ้น

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน

นกกระเต็นใหญ่ส่งเสียงก้อง มันบินมาเกาะกิ่งไผ่ที่ยาวโค้งลง การหันหลังให้ดวงอาทิตย์ช่วยซ่อนตัวจากปลา หากมองขึ้นมาจะเห็นเพียงเงาดำ เป็น ‘ทริค’ อย่างหนึ่งที่เหล่านกกินปลาใช้ กระนั้นก็เถอะ เช่นเดียวกับสัตว์ผู้ล่าตัวอื่น ๆ ร่างกายที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสม รวมทั้งทักษะต่าง ๆ ซึ่งรับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็ใช่ว่าจะทำให้การโผลงจับปลาประสบผลทุกครั้ง

บินขึ้นกลับมา เกาะบนกิ่งไผ่ด้วยปากว่างเปล่า รอเพื่อเริ่มต้นอีกครั้ง

กับเหล่าสัตว์ผู้ล่า ความล้มเหลวของพวกมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเห็น

การมาถึงที่นี่มีโอกาสได้ ‘เห็น’ ความเป็นไปรอบ ๆ ใช้เวลาไปไม่น้อย หนทางมาถึงไม่ราบเรียบ เพราะมันเป็นเส้นทางที่เราเรียกว่า ‘ทางป่า’

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
ต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นเวลาที่สายลมหนาวเข้าครอบคลุมผืนป่าแล้ว เป็นช่วงเวลาแห่งความรักของนกยูง เหล่าตัวผู้มีหางยาวเป็นเครื่องมือรำแพนเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย

การเดินทางสัญจรบนทางในป่าถึงวันนี้มีเครื่องมือบอกพิกัดอันบอกได้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ใด รวมทั้งบอกระยะทางทิศทางของจุดหมายที่กำลังมุ่งหน้า แม้ยังไม่เคยไปมาก่อนได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ละเลยหรือทิ้งวิธีการเดิม ๆ ขณะเดินทางในป่า การสังเกตทิวเขา ต้นไม้ จำเป็น สิ่งหนึ่งที่คนในป่าใช้คือตั้งชื่อเรียกสถานที่นั้น ๆ ไว้เป็นที่รับรู้ ใครพูดถึงก็จะเข้าใจกัน ทั้งเส้นทางที่ใช้รถ และด่านที่เราใช้ร่วมกับสัตว์ป่า

เรามี ‘มอเปรต’ ฟังชื่อแล้วน่ากลัว แต่เห็นภาพว่าชันมาก มี ‘เนินกระทิง’ มีคนถูกกระทิงวิ่งเข้าชาร์จ จนซี่โครงหักที่เนินนี้ อีกทั้งมี ‘มอตาจ่อย’ ได้ชื่อว่าชันและลื่น กระทั่งรถกำลังดี ๆ ก็ไต่พ้นไปได้ยาก ต้องเข็นรถจนจ่อยไปตาม ๆ กัน

ชื่อส่วนใหญ่สำหรับผู้ไม่คุ้นก็เข้าใจได้ แต่บางชื่อต้องถามที่มาที่ไปจากคนเก่า ๆ

ทางป่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูกาลใดก็ผ่านไปไม่ง่ายนัก อุปสรรคเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงฝนซึ่งกำหนดเวลาไม่ได้ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าต้องเลื่อยไม้กี่ต้นที่ล้มขวาง ไม่รู้ว่าลำห้วยจะมีระดับน้ำสูงเกินรถจะข้ามได้หรือไม่ บางครั้งรถติดในหล่มจนต้องแขวนเปลนอนข้าง ๆ รถ รุ่งเช้าค่อยหาทางนำรถขึ้นจากหล่มต่อ

เช่นนี้เราอาจได้รับเกียรติให้เป็นชื่อหล่มนั้น

เรื่องจริงขณะอยู่บนทางในป่าอย่างหนึ่งคือ เมื่อรถติดหล่ม ดูเหมือนสายฝนพร้อมโปรยมาร่วมวง

เมื่อผ่านพ้นหล่มแรกไปแล้ว มีอีกหลายหล่มรออยู่เบื้องหน้า

สัญจรอยู่บนทางป่า หากยังตั้งใจไปให้ถึงจุดหมาย การผ่านพ้นหล่มไปให้ได้จำเป็น อีกเรื่องที่สำคัญคือขึ้นจากหล่มที่ติดอยู่ให้ได้ โดยไม่พะวงกับหล่มที่รออยู่ข้างหน้า

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
กลางวันแสงแดดจัด สภาพอากาศอบอ้าว ควายป่ามุ่งหน้ามาที่ลำห้วยเพื่อแช่น้ำคลายความร้อน

ทางป่า นอกจากฝนและหล่มลึกลื่นไถล บรรดารากไม้ใหญ่น้อยที่โผล่พ้นดินจะต้านล้อ ถ้าจับพวงมาลัยรถไม่ดีมืออาจถูกพวงมาลัยหมุนอย่างรวดเร็วฟาดมือเคล็ด จึงมีการสอนต่อ ๆ กันมาถึงวิธีขับรถในช่วงฤดูฝน และทักษะการเดินทางในป่าอีกสารพัด

รากไม้โผล่เพราะหน้าดินถูกสายน้ำพัดไปหมด อีกจุดที่ต้องระวังมาก ๆ คือสะพานข้ามลำห้วย

สะพานบางแห่งมีระดับต่ำ ๆ บางแห่งสูงลิบจากเบื้องล่าง แต่ที่เหมือน ๆ กันทุกสะพานคือ มีเพียงขอนไม้ขนาดพอดีล้อรถ 2 ท่อนพาดอยู่เท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะพลาดตกสะพาน ไม่ว่าจะเคยผ่านสะพานนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

 ฝนตก เดินในทางป่า เสื้อผ้ามี 2 ชุด ไว้เดินและอยู่ในแคมป์ ตกเย็นก่อกองไฟเสื้อผ้าเปียกย่างให้แห้ง รมควันจนเหลือง กลิ่นควันไฟติดทนนาน

กับคนทำงานในป่า หนทางกันดารและสิ่งที่พบเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ความยากลำบาก เป็นสิ่งอันมากับงานที่เราทำ

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน

ทุก ๆ วันผมอยู่บนเส้นทางขรุขระ รถกระเด้งกระดอน ตัดฟันไม้ไผ่ เลื่อยต้นไม้ที่ล้มขวาง ขุดทางเป็นบั้ง ๆ เพื่อไม่ให้รถลื่นไถล ลากสายวินซ์ หลายครั้งปูผ้านอนข้าง ๆ รถที่จมโคลน

หากเปรียบทางป่าเป็นคล้ายเส้นทางเดินของชีวิต ผมเลือกเดินบนทางป่านี้มานาน ว่าตามจริงมันไม่ใช่การเดินสู่จุดหมาย ตามหา หรือแสวงหาอะไร

เพราะผมถึงจุดหมายนั้นมานานแล้ว นับตั้งแต่วันที่ผมเลือกเดิน บน ‘ทางป่า’

แต่ก็นั่นแหละ ผมต้องใช้เวลาไปไม่น้อยกว่าจะรู้ความจริงนี้…

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load