25 กรกฎาคม 2561
66 K

ได้ยินเสียงลือเลียงเล่าอ้างมานานนมว่าสาวชาววังนั้น ‘หอมติดกระดาน’ ไปนั่งที่ไหน กลิ่นหอมก็อ้อยอิ่งกำจาย แม้สาวเจ้าจะลุกไปนานแล้ว

เมื่อพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดกิจกรรม ‘บุหงาร่ำผ้า’ เชิญเจ้าหน้าที่จากโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงมาสอนวิธีทำบุหงาสดและบุหงาแห้ง เราเลยขอเข้าไปเรียนและเก็บพื้นฐานการทำเครื่องหอมโบราณแบบไทยๆ มาฝาก

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

คุณแก้ว-กิติวรรณ สงสระบุญ เจ้าหน้าที่จากโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงเล่าให้ฟังว่า เครื่องหอมไทยเริ่มเฟื่องฟูมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้ชาวไทยสนใจการทำน้ำหอม ของหอมอย่างฝรั่งมังค่า ผู้ที่มีบทบาทมากในตอนนั้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ พระขนิษฐาผู้เป็นพระราชธิดาองค์ที่ 77 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์มีฝีพระหัตถ์ในการปรุงพระสุคนธ์ (น้ำอบ) จึงมีหน้าที่ปรุงพระสุคนธ์ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นผู้ดูแลห้องพระสุคนธ์หรือห้องร่ำ อบ และปรุง ของหอมในพระราชวัง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

เครื่องหอมหลักๆ ที่ชาววังใช้ตั้งแต่โบราณ ได้แก่ น้ำอบ น้ำปรุง แป้งร่ำ แป้งพวง และบุหงา

น้ำอบ ลักษณะคล้ายโคโลญจน์ในปัจจุบัน กลิ่นหอมเบาบาง ไม่ติดทนนานนัก
นิยมใช้สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ใช้ชโลมหลังอาบน้ำเพื่อดับร้อน

น้ำปรุง ลักษณะเหมือน Perfume กลิ่นติดทนนานกว่า ดัดแปลงมาจากน้ำหอมฝรั่ง

แป้งร่ำ คือแป้งหินที่อบร่ำจนหอม ใช้ทาหน้าทาตัว ใช้ผสมน้ำอบเป็นกระแจะเจิม ปัจจุบันเจิมได้ทั้งบ่าวสาว บ้าน รถยนต์

แป้งพวง คือแป้งร่ำที่นำมาหยอดเป็นเม็ดเล็กๆ บนเส้นด้ายให้เป็นพวง ใช้บูชาถวายพระ ทำพวงระย้าแขวนตกแต่ง ไปจนถึงเป็นช่อเสียบผมให้ผมหอมกรุ่น

บุหงา มีทั้งบุหงาสดและบุหงาแห้ง ใช้บรรจุของชำร่วย ใส่ในหีบผ้า ตู้เสื้อผ้า หรือในห้องเพื่อสร้างกลิ่นหอม

บุหงาเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ผ้าหอม ถ้าอยากจะให้ผ้ากรุ่นกลิ่นชื่นใจแบบดั้งเดิม ต้องเริ่มตั้งแต่ซัก ขัด รีด และร่ำในหีบไม้ คือใช้เทียนอบและน้ำมันร่ำหีบจนหอมเสียก่อน จึงนำผ้าไปใส่ในหีบปิดฝา ร่ำจนกลิ่นกำซาบเข้าเนื้อผ้า

เครื่องหอมที่ใช้ร่ำผ้านั้นประกอบด้วยดอกไม้และพืชหอมนานาชนิด อาทิ กำยาน กฤษณา จันทน์หอม ชะมดเช็ด เทียนอบ น้ำตาลทรายแดง สารภี ประยงค์ จันทน์กะพ้อ กระดังงา ชะลูด ชมนาด เทียนกิ่ง การะเกด พุทธชาด เขี้ยวกระแต มะลิ ฯลฯ

ถ้ามีสวนที่บ้านอยู่แล้วจะง่าย เลือกเด็ดดอกไม้กลิ่นหอมมาใช้ได้ ไม่ต้องกลัวสารปนเปื้อน โดยอุปกรณ์อย่างหัวน้ำหอม น้ำมันต่างๆ เทียนอบ หาซื้อได้ที่ร้านแถบถนนจักรวรรดิ์ เช่น ร้านถาวรธนสาร ร้านเจ้ากรมเป๋อ ส่วนภาชนะทั้งหม้อเคลือบและถุงผ้าโปร่ง ซื้อได้ทั้งจากย่านสำเพ็ง พาหุรัด และจตุจักร

 

วิธีทำบุหงาสด

อุปกรณ์

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

1. กลีบดอกไม้สด เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา พิกุล บานไม่รู้โรย ชมนาด

2. หัวน้ำหอมกลิ่นมะลิ กุหลาบ กระดังงา ไฮยาซินท์ และลำเจียก

3. ถุงผ้าโปร่ง หรือถุงลูกไม้

 

วิธีทำ

1. นำกลีบดอกไม้สดมาคลุกรวมกัน ดอกเล็กๆ อย่างมะลิใช้ทั้งดอกได้เลย

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

2. ผสมหัวน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นอย่างละเท่าๆ กัน จะได้หัวน้ำหอมกลิ่นคลาสสิกที่ใช้เปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

3. พรมหัวน้ำหอมลงในกลีบดอกไม้ คลุกเคล้าให้เข้ากันเบาๆ

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

4. บรรจุบุหงาสดใส่ถุงผ้าโปร่ง ใช้สร้างความหอมในห้องหรือในรถ ไม่ควรเก็บในที่อับ เช่น ตู้เสื้อผ้า เพราะอาจทำให้ดอกไม้ขึ้นรา เมื่อแห้งแล้วจึงใช้งานได้เหมือนบุหงาแห้ง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

 

วิธีทำบุหงาแห้ง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

อุปกรณ์
  1. กลีบดอกไม้สด เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา พิกุล บานไม่รู้โรย ชมนาด
  2. เทียนอบร่ำ
  3. ตะคันดินเผา (ถ้วยดินเผาเล็กๆ)
  4. หม้อเคลือบหรือโถแก้วที่มีฝาปิด
  5. หัวน้ำหอมกลิ่นมะลิ กุหลาบ กระดังงา ไฮยาซินท์ และลำเจียก
  6. ใบโพธิ์บาง 4 ใบ
  7. เข็ม ด้าย กรรไกร และกาวหลอด
  8. ริบบิ้น ดิ้นทอง ดอกไม้ ใบไม้ตกแต่งตามชอบ

 

วิธีทำบุหงาแห้ง

1. นำกลีบดอกไม้สดไปตากจนแห้งสนิท (ราว 1 สัปดาห์) ดอกกุหลาบควรตากในที่ร่ม จะได้สีสวย ดอกมะลิควรตากแดดให้หมดความชื้น

2. นำบุหงาแห้งใส่หม้อเคลือบหรือโถแก้ว

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

3. จุดเทียนอบจนไส้เทียนแดงจัด ดับเทียน ควันเทียนจะลอยฟุ้งขึ้นมา วางเทียนบนตะคัน ใส่ในหม้อบุหงาแห้ง แล้วปิดฝาร่ำไว้จนหมดควัน

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

4. ร่ำราว 10 – 15 นาที แล้วนำเทียนออกมาจุดใหม่ ร่ำซ้ำๆ 5 – 7 ตั้ง (ครั้ง) จนบุหงาซับกลิ่นหอมนวลอย่างเต็มที่

5. ผสมหัวน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นอย่างละเท่าๆ กัน ฉีดพรมบนบุหงาแห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน พักไว้

 

วิธีทำถุงบุหงาแห้ง

1. นำใบโพธิ์บาง 4 ใบประกบกัน เนาหรือด้นตามขอบให้แน่น เว้นช่องไว้ด้านหนึ่งสำหรับบรรจุบุหงาแห้ง

2. แบ่งใบโพธิ์เป็นด้านละ 2 ใบให้กลายเป็นซองตรงกลาง ใส่บุหงาแห้งลงไปให้เต็ม แต่ไม่เยอะเกินจนใบโพธิ์แตก

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

3. เย็บปิดช่องใส่บุหงา ใส่ริบบิ้นเข้าไปเป็นหูแขวน

4. ติดริบบิ้นตามขอบถุงบุหงาด้วยกาวเพื่อปิดเส้นด้ายทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง แล้วตกแต่งถุงด้วยดิ้นทอง ดอกไม้ ใบไม้

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

5. นำไปแขวนตกแต่งในห้อง หีบผ้า ตู้เสื้อผ้า หรือให้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของชำร่วยก็ได้

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

ไม่ว่าจะเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้แบบแม่พลอย หรือกระโดกกระเดกแบบแม่ช้อย ก็ทำบุหงาหอมชื่นรื่นรมย์ได้ง่ายๆ จะดัดแปลงใส่กลิ่นอื่นตามชอบ เปลี่ยนถุงให้วิจิตรพิสดารขึ้น หรือใส่ภาชนะสวยอื่นๆ ก็ตามสะดวก เสร็จแล้วจะมอบให้คนที่รักในโอกาสพิเศษหรือวางอวดในบ้าน ก็ภาคภูมิใจในความหอมแบบกุลสตรีที่เราปรุงเองกับมือ

 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
 1. นิทรรศการ ‘ขัด รีด ร่ำ การดูแลรักษาผ้าแบบชาววัง’ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ปี 2012
25 กรกฎาคม 2561
66 K

ได้ยินเสียงลือเลียงเล่าอ้างมานานนมว่าสาวชาววังนั้น ‘หอมติดกระดาน’ ไปนั่งที่ไหน กลิ่นหอมก็อ้อยอิ่งกำจาย แม้สาวเจ้าจะลุกไปนานแล้ว

เมื่อพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดกิจกรรม ‘บุหงาร่ำผ้า’ เชิญเจ้าหน้าที่จากโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงมาสอนวิธีทำบุหงาสดและบุหงาแห้ง เราเลยขอเข้าไปเรียนและเก็บพื้นฐานการทำเครื่องหอมโบราณแบบไทยๆ มาฝาก

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

คุณแก้ว-กิติวรรณ สงสระบุญ เจ้าหน้าที่จากโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงเล่าให้ฟังว่า เครื่องหอมไทยเริ่มเฟื่องฟูมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้ชาวไทยสนใจการทำน้ำหอม ของหอมอย่างฝรั่งมังค่า ผู้ที่มีบทบาทมากในตอนนั้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ พระขนิษฐาผู้เป็นพระราชธิดาองค์ที่ 77 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์มีฝีพระหัตถ์ในการปรุงพระสุคนธ์ (น้ำอบ) จึงมีหน้าที่ปรุงพระสุคนธ์ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นผู้ดูแลห้องพระสุคนธ์หรือห้องร่ำ อบ และปรุง ของหอมในพระราชวัง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

เครื่องหอมหลักๆ ที่ชาววังใช้ตั้งแต่โบราณ ได้แก่ น้ำอบ น้ำปรุง แป้งร่ำ แป้งพวง และบุหงา

น้ำอบ ลักษณะคล้ายโคโลญจน์ในปัจจุบัน กลิ่นหอมเบาบาง ไม่ติดทนนานนัก
นิยมใช้สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ใช้ชโลมหลังอาบน้ำเพื่อดับร้อน

น้ำปรุง ลักษณะเหมือน Perfume กลิ่นติดทนนานกว่า ดัดแปลงมาจากน้ำหอมฝรั่ง

แป้งร่ำ คือแป้งหินที่อบร่ำจนหอม ใช้ทาหน้าทาตัว ใช้ผสมน้ำอบเป็นกระแจะเจิม ปัจจุบันเจิมได้ทั้งบ่าวสาว บ้าน รถยนต์

แป้งพวง คือแป้งร่ำที่นำมาหยอดเป็นเม็ดเล็กๆ บนเส้นด้ายให้เป็นพวง ใช้บูชาถวายพระ ทำพวงระย้าแขวนตกแต่ง ไปจนถึงเป็นช่อเสียบผมให้ผมหอมกรุ่น

บุหงา มีทั้งบุหงาสดและบุหงาแห้ง ใช้บรรจุของชำร่วย ใส่ในหีบผ้า ตู้เสื้อผ้า หรือในห้องเพื่อสร้างกลิ่นหอม

บุหงาเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ผ้าหอม ถ้าอยากจะให้ผ้ากรุ่นกลิ่นชื่นใจแบบดั้งเดิม ต้องเริ่มตั้งแต่ซัก ขัด รีด และร่ำในหีบไม้ คือใช้เทียนอบและน้ำมันร่ำหีบจนหอมเสียก่อน จึงนำผ้าไปใส่ในหีบปิดฝา ร่ำจนกลิ่นกำซาบเข้าเนื้อผ้า

เครื่องหอมที่ใช้ร่ำผ้านั้นประกอบด้วยดอกไม้และพืชหอมนานาชนิด อาทิ กำยาน กฤษณา จันทน์หอม ชะมดเช็ด เทียนอบ น้ำตาลทรายแดง สารภี ประยงค์ จันทน์กะพ้อ กระดังงา ชะลูด ชมนาด เทียนกิ่ง การะเกด พุทธชาด เขี้ยวกระแต มะลิ ฯลฯ

ถ้ามีสวนที่บ้านอยู่แล้วจะง่าย เลือกเด็ดดอกไม้กลิ่นหอมมาใช้ได้ ไม่ต้องกลัวสารปนเปื้อน โดยอุปกรณ์อย่างหัวน้ำหอม น้ำมันต่างๆ เทียนอบ หาซื้อได้ที่ร้านแถบถนนจักรวรรดิ์ เช่น ร้านถาวรธนสาร ร้านเจ้ากรมเป๋อ ส่วนภาชนะทั้งหม้อเคลือบและถุงผ้าโปร่ง ซื้อได้ทั้งจากย่านสำเพ็ง พาหุรัด และจตุจักร

 

วิธีทำบุหงาสด

อุปกรณ์

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

1. กลีบดอกไม้สด เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา พิกุล บานไม่รู้โรย ชมนาด

2. หัวน้ำหอมกลิ่นมะลิ กุหลาบ กระดังงา ไฮยาซินท์ และลำเจียก

3. ถุงผ้าโปร่ง หรือถุงลูกไม้

 

วิธีทำ

1. นำกลีบดอกไม้สดมาคลุกรวมกัน ดอกเล็กๆ อย่างมะลิใช้ทั้งดอกได้เลย

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

2. ผสมหัวน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นอย่างละเท่าๆ กัน จะได้หัวน้ำหอมกลิ่นคลาสสิกที่ใช้เปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

3. พรมหัวน้ำหอมลงในกลีบดอกไม้ คลุกเคล้าให้เข้ากันเบาๆ

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

4. บรรจุบุหงาสดใส่ถุงผ้าโปร่ง ใช้สร้างความหอมในห้องหรือในรถ ไม่ควรเก็บในที่อับ เช่น ตู้เสื้อผ้า เพราะอาจทำให้ดอกไม้ขึ้นรา เมื่อแห้งแล้วจึงใช้งานได้เหมือนบุหงาแห้ง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

 

วิธีทำบุหงาแห้ง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

อุปกรณ์
  1. กลีบดอกไม้สด เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา พิกุล บานไม่รู้โรย ชมนาด
  2. เทียนอบร่ำ
  3. ตะคันดินเผา (ถ้วยดินเผาเล็กๆ)
  4. หม้อเคลือบหรือโถแก้วที่มีฝาปิด
  5. หัวน้ำหอมกลิ่นมะลิ กุหลาบ กระดังงา ไฮยาซินท์ และลำเจียก
  6. ใบโพธิ์บาง 4 ใบ
  7. เข็ม ด้าย กรรไกร และกาวหลอด
  8. ริบบิ้น ดิ้นทอง ดอกไม้ ใบไม้ตกแต่งตามชอบ

 

วิธีทำบุหงาแห้ง

1. นำกลีบดอกไม้สดไปตากจนแห้งสนิท (ราว 1 สัปดาห์) ดอกกุหลาบควรตากในที่ร่ม จะได้สีสวย ดอกมะลิควรตากแดดให้หมดความชื้น

2. นำบุหงาแห้งใส่หม้อเคลือบหรือโถแก้ว

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

3. จุดเทียนอบจนไส้เทียนแดงจัด ดับเทียน ควันเทียนจะลอยฟุ้งขึ้นมา วางเทียนบนตะคัน ใส่ในหม้อบุหงาแห้ง แล้วปิดฝาร่ำไว้จนหมดควัน

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

4. ร่ำราว 10 – 15 นาที แล้วนำเทียนออกมาจุดใหม่ ร่ำซ้ำๆ 5 – 7 ตั้ง (ครั้ง) จนบุหงาซับกลิ่นหอมนวลอย่างเต็มที่

5. ผสมหัวน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นอย่างละเท่าๆ กัน ฉีดพรมบนบุหงาแห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน พักไว้

 

วิธีทำถุงบุหงาแห้ง

1. นำใบโพธิ์บาง 4 ใบประกบกัน เนาหรือด้นตามขอบให้แน่น เว้นช่องไว้ด้านหนึ่งสำหรับบรรจุบุหงาแห้ง

2. แบ่งใบโพธิ์เป็นด้านละ 2 ใบให้กลายเป็นซองตรงกลาง ใส่บุหงาแห้งลงไปให้เต็ม แต่ไม่เยอะเกินจนใบโพธิ์แตก

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

3. เย็บปิดช่องใส่บุหงา ใส่ริบบิ้นเข้าไปเป็นหูแขวน

4. ติดริบบิ้นตามขอบถุงบุหงาด้วยกาวเพื่อปิดเส้นด้ายทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง แล้วตกแต่งถุงด้วยดิ้นทอง ดอกไม้ ใบไม้

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

5. นำไปแขวนตกแต่งในห้อง หีบผ้า ตู้เสื้อผ้า หรือให้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของชำร่วยก็ได้

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

ไม่ว่าจะเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้แบบแม่พลอย หรือกระโดกกระเดกแบบแม่ช้อย ก็ทำบุหงาหอมชื่นรื่นรมย์ได้ง่ายๆ จะดัดแปลงใส่กลิ่นอื่นตามชอบ เปลี่ยนถุงให้วิจิตรพิสดารขึ้น หรือใส่ภาชนะสวยอื่นๆ ก็ตามสะดวก เสร็จแล้วจะมอบให้คนที่รักในโอกาสพิเศษหรือวางอวดในบ้าน ก็ภาคภูมิใจในความหอมแบบกุลสตรีที่เราปรุงเองกับมือ

 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
 1. นิทรรศการ ‘ขัด รีด ร่ำ การดูแลรักษาผ้าแบบชาววัง’ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ปี 2012

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

5 มิถุนายน 2564
9 K

ไซเดอร์คืออะไร

ผมว่ามีหลายคนสงสัยและมีข้อถกเถียงกันอยู่บ้าง ในเรื่องของชนิดของผลไม้ก็ดี ปริมาณแอลกอฮอล์ก็ดีรสชาติ หรือวิธีการ ผมจะมาไขข้อสงสัยให้ทุกคนเอง

ต้องเท้าความก่อนว่าคำว่า ไซเดอร์ มาจากชื่อสายพันธุ์ของแอปเปิ้ลที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ นิยมดื่มกันในแถบราชอาณาจักรหรือโซนอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีทั้งแบบที่มีแอลกอฮอล์ (Apple Cider) ซึ่งบางที่ก็จะเรียกว่าแอปเปิ้ลเบียร์ หรือไวน์แอปเปิ้ลก็ไม่ผิดทั้งคู่ หรือแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) ก็เป็นไซเดอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำแอปเปิ้ลเป็นหลัก

ไซเดอร์ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านการกลั่นเหมือนพวกเหล้าบรั่นดีหรือวิสกี้ แต่เป็นการหมัก (Fermentation) เหมือนเครื่องดื่มพวกไวน์ที่ใช้องุ่นในการหมัก ในอดีตใช้แค่น้ำแอปเปิ้ลแบบไม่กรอง หมักกับน้ำตาลในถังจนได้ที่ กรองเอาน้ำมาดื่มก็ใช้ได้แล้ว ปัจจุบันการหมักไซเดอร์มีการควบคุมน้ำตาล อุณหภูมิ ยีสต์ ภาชนะการหมัก เพื่อให้ได้รสชาติ ความสะอาด รวมถึงจุดประสงค์ปลายทางที่อยากได้ ว่าอยากให้เป็นเครื่องดื่มแบบไหน

ปัจจุบันวงการไซเดอร์พัฒนาต่อยอดไปเป็นเครื่องดื่มที่มากกว่าการใช้น้ำแอปเปิ้ลล้วนๆ หมัก คือผสมรสชาติผลไม้อื่นๆ ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่ยีสต์ที่ใช้ เพราะในแต่ละประเทศมีข้อกำหนดการทำไซเดอร์ ว่าต้องมีแอปเปิ้ลเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ในอังกฤษต้องมีไม่น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในฝรั่งเศสต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ไซเดอร์แบ่งเป็นเครื่องดื่ม ได้ 2 แบบ คือ แบบที่มีแอลกอฮอล์และแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ พูดง่ายๆ บ้านๆ คือไซเดอร์ที่เป็นเบียร์หรือไวน์ กับไซเดอร์ที่เป็นเครื่องดื่มรสซ่าแบบคล้ายๆ คอมบูฉะ ที่ต่อยอดไซเดอร์เป็นน้ำส้มสายชูสำหรับนำมาปรุงในอาหารได้

ผมจะสอนการปรุงไซเดอร์เองที่บ้านแบบไม่มีแอลกอฮอล์ แถมได้ประโยชน์ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จาก โพรไบโอติกที่เกิดจากการหมักน้ำผลไม้ และประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจากผลไม้ต่างๆ นอกเหนือจากแอปเปิ้ลที่นำมาผสมเพิ่มเติมด้วย

เรามาดูส่วนผสมและวิธีการทำไซเดอร์กัน

ส่วนผสม (สำหรับปรุงไซเดอร์ 1 ลิตร)

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

1. Apple Cider Vinegar ให้เลือกแบบที่มีเขียนว่า With Mother เพื่อนำมาเป็นหัวเชื้อไซเดอร์ 200 ซีซี

2. น้ำผลไม้ Tipco Squeeze 700 ซีซี

3. น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง 100 กรัม 

4. หากอยากเพิ่มสมุนไพรอื่นๆ เช่น ขิง มินต์ ก็เพิ่มได้ (Optional) 20 กรัม

5. ภาชนะสำหรับหมัก (ขวดโหล ขนาด 1.5 ลิตรขึ้นไป )

6. ช้อนหรือทัพพีสำหรับคน

วิธีทำ 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

1. เตรียมภาชนะสำหรับหมัก ล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

2. เทน้ำตาลหรือน้ำผึ้งผสมกับ Apple Cider Vinegar 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

3. คนให้ละลายเข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

4. เทน้ำผลไม้ Tipco Squeeze ลงไป ผสมให้เข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

5. หากมีสมุนไพรอื่นๆ ก็ใส่ตามลงไป

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

6. เช็ดปากขวด ปิดให้สนิท ตั้งขวดไว้อุณหภูมิห้อง หาถาดรองน้ำไว้กันมดขึ้น

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

7. ตั้งไว้ 3 – 5 วัน สังเกตฟองในขวดโหล ชิมรสชาติและความซ่าตามชอบ นำขวดโหลเก็บในตู้เย็นต่อ

8. พร้อมดื่ม

เทคนิคเพิ่มเติม หลังจากชิมรสชาติที่ชอบได้แล้ว เก็บไซเดอร์ไว้ในตู้เย็น สามารถกรองลงขวดย่อยๆ เพื่อแบ่งทาน และก่อนปิดฝา ให้เติมน้ำตาลลงไปประมาณ 5 กรัม ปิดฝาให้สนิท พอเราเปิดขวดอีกรอบก็จะเกิดความซ่าทุกๆ ขวด เพื่ออรรถรสในการดื่มไซเดอร์ซ่าๆ สดชื่นๆ

ผมเลือกใช้น้ำผลไม้พาสเจอไรส์แทนน้ำผลไม้สดเพราะรสชาติและความสด หาซื้อได้ง่าย แถมวิตามินและสารอาหารค่อนข้างเยอะกว่าน้ำผลไม้กล่องยูเอชทีทั่วไป และยังใช้น้ำผลไม้ที่ดื่มไม่หมด มาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นได้ 

สุดท้ายเพื่อลดความเสี่ยงของเชื้อแปลกปลอมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราควบคุมด้วยยีสต์ที่มีจาก Apple Cider เป็นตัวเริ่ม และใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากน้ำผลไม้อื่นๆที่เติมเพิ่มไปรวมถึงความหวานที่มีอยู่แล้วด้วย ทำให้ ไซเดอร์ ของเรา มั่นใจได้ว่ามียีสต์หรือโพรไบโอติกที่ดีต่อร่างกายจริงๆ

และไม่ต้องตกใจหากไซเดอร์ของคุณที่ดื่มไม่หมดหรือทิ้งไว้นานเกินไปจนเปรี้ยวมาก สามารถนำไซเดอร์ตัวนี้ไปใช้เป็นหัวเชื้อต่อแทน ไม่ต้องใช้ Apple Cider Vinegar ตามสูตรได้อีกด้วย หรือจะทำไว้ให้เป็นน้ำส้มสายชูหมัก เพื่อนำมาปรุงอาหารก็ได้ประโยชน์อีกแบบหนึ่งเลยครับ

5 มิถุนายน 2564
9 K

ไซเดอร์คืออะไร

ผมว่ามีหลายคนสงสัยและมีข้อถกเถียงกันอยู่บ้าง ในเรื่องของชนิดของผลไม้ก็ดี ปริมาณแอลกอฮอล์ก็ดีรสชาติ หรือวิธีการ ผมจะมาไขข้อสงสัยให้ทุกคนเอง

ต้องเท้าความก่อนว่าคำว่า ไซเดอร์ มาจากชื่อสายพันธุ์ของแอปเปิ้ลที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ นิยมดื่มกันในแถบราชอาณาจักรหรือโซนอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีทั้งแบบที่มีแอลกอฮอล์ (Apple Cider) ซึ่งบางที่ก็จะเรียกว่าแอปเปิ้ลเบียร์ หรือไวน์แอปเปิ้ลก็ไม่ผิดทั้งคู่ หรือแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) ก็เป็นไซเดอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำแอปเปิ้ลเป็นหลัก

ไซเดอร์ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านการกลั่นเหมือนพวกเหล้าบรั่นดีหรือวิสกี้ แต่เป็นการหมัก (Fermentation) เหมือนเครื่องดื่มพวกไวน์ที่ใช้องุ่นในการหมัก ในอดีตใช้แค่น้ำแอปเปิ้ลแบบไม่กรอง หมักกับน้ำตาลในถังจนได้ที่ กรองเอาน้ำมาดื่มก็ใช้ได้แล้ว ปัจจุบันการหมักไซเดอร์มีการควบคุมน้ำตาล อุณหภูมิ ยีสต์ ภาชนะการหมัก เพื่อให้ได้รสชาติ ความสะอาด รวมถึงจุดประสงค์ปลายทางที่อยากได้ ว่าอยากให้เป็นเครื่องดื่มแบบไหน

ปัจจุบันวงการไซเดอร์พัฒนาต่อยอดไปเป็นเครื่องดื่มที่มากกว่าการใช้น้ำแอปเปิ้ลล้วนๆ หมัก คือผสมรสชาติผลไม้อื่นๆ ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่ยีสต์ที่ใช้ เพราะในแต่ละประเทศมีข้อกำหนดการทำไซเดอร์ ว่าต้องมีแอปเปิ้ลเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ในอังกฤษต้องมีไม่น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในฝรั่งเศสต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ไซเดอร์แบ่งเป็นเครื่องดื่ม ได้ 2 แบบ คือ แบบที่มีแอลกอฮอล์และแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ พูดง่ายๆ บ้านๆ คือไซเดอร์ที่เป็นเบียร์หรือไวน์ กับไซเดอร์ที่เป็นเครื่องดื่มรสซ่าแบบคล้ายๆ คอมบูฉะ ที่ต่อยอดไซเดอร์เป็นน้ำส้มสายชูสำหรับนำมาปรุงในอาหารได้

ผมจะสอนการปรุงไซเดอร์เองที่บ้านแบบไม่มีแอลกอฮอล์ แถมได้ประโยชน์ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จาก โพรไบโอติกที่เกิดจากการหมักน้ำผลไม้ และประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจากผลไม้ต่างๆ นอกเหนือจากแอปเปิ้ลที่นำมาผสมเพิ่มเติมด้วย

เรามาดูส่วนผสมและวิธีการทำไซเดอร์กัน

ส่วนผสม (สำหรับปรุงไซเดอร์ 1 ลิตร)

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

1. Apple Cider Vinegar ให้เลือกแบบที่มีเขียนว่า With Mother เพื่อนำมาเป็นหัวเชื้อไซเดอร์ 200 ซีซี

2. น้ำผลไม้ Tipco Squeeze 700 ซีซี

3. น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง 100 กรัม 

4. หากอยากเพิ่มสมุนไพรอื่นๆ เช่น ขิง มินต์ ก็เพิ่มได้ (Optional) 20 กรัม

5. ภาชนะสำหรับหมัก (ขวดโหล ขนาด 1.5 ลิตรขึ้นไป )

6. ช้อนหรือทัพพีสำหรับคน

วิธีทำ 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

1. เตรียมภาชนะสำหรับหมัก ล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

2. เทน้ำตาลหรือน้ำผึ้งผสมกับ Apple Cider Vinegar 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

3. คนให้ละลายเข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

4. เทน้ำผลไม้ Tipco Squeeze ลงไป ผสมให้เข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

5. หากมีสมุนไพรอื่นๆ ก็ใส่ตามลงไป

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

6. เช็ดปากขวด ปิดให้สนิท ตั้งขวดไว้อุณหภูมิห้อง หาถาดรองน้ำไว้กันมดขึ้น

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

7. ตั้งไว้ 3 – 5 วัน สังเกตฟองในขวดโหล ชิมรสชาติและความซ่าตามชอบ นำขวดโหลเก็บในตู้เย็นต่อ

8. พร้อมดื่ม

เทคนิคเพิ่มเติม หลังจากชิมรสชาติที่ชอบได้แล้ว เก็บไซเดอร์ไว้ในตู้เย็น สามารถกรองลงขวดย่อยๆ เพื่อแบ่งทาน และก่อนปิดฝา ให้เติมน้ำตาลลงไปประมาณ 5 กรัม ปิดฝาให้สนิท พอเราเปิดขวดอีกรอบก็จะเกิดความซ่าทุกๆ ขวด เพื่ออรรถรสในการดื่มไซเดอร์ซ่าๆ สดชื่นๆ

ผมเลือกใช้น้ำผลไม้พาสเจอไรส์แทนน้ำผลไม้สดเพราะรสชาติและความสด หาซื้อได้ง่าย แถมวิตามินและสารอาหารค่อนข้างเยอะกว่าน้ำผลไม้กล่องยูเอชทีทั่วไป และยังใช้น้ำผลไม้ที่ดื่มไม่หมด มาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นได้ 

สุดท้ายเพื่อลดความเสี่ยงของเชื้อแปลกปลอมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราควบคุมด้วยยีสต์ที่มีจาก Apple Cider เป็นตัวเริ่ม และใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากน้ำผลไม้อื่นๆที่เติมเพิ่มไปรวมถึงความหวานที่มีอยู่แล้วด้วย ทำให้ ไซเดอร์ ของเรา มั่นใจได้ว่ามียีสต์หรือโพรไบโอติกที่ดีต่อร่างกายจริงๆ

และไม่ต้องตกใจหากไซเดอร์ของคุณที่ดื่มไม่หมดหรือทิ้งไว้นานเกินไปจนเปรี้ยวมาก สามารถนำไซเดอร์ตัวนี้ไปใช้เป็นหัวเชื้อต่อแทน ไม่ต้องใช้ Apple Cider Vinegar ตามสูตรได้อีกด้วย หรือจะทำไว้ให้เป็นน้ำส้มสายชูหมัก เพื่อนำมาปรุงอาหารก็ได้ประโยชน์อีกแบบหนึ่งเลยครับ

Writer

ภานุภน บุลสุวรรณ

เชฟแบล็ค-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน แบล็คคิช อาร์ติซาน คิชเช่น จ.เชียงใหม่ ผู้มีความหลงไหลในของหมักดองอย่างมีสติ และยูทูบเบอร์ มือใหม่หัดตัด ใน “คลิปคลิปเพื่อนครัว” ที่ให้ความรู้เรื่องของหมักดองและเล่นแร่แปรธาตุจากของเหลือในครัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load