ได้ยินเสียงลือเลียงเล่าอ้างมานานนมว่าสาวชาววังนั้น ‘หอมติดกระดาน’ ไปนั่งที่ไหน กลิ่นหอมก็อ้อยอิ่งกำจาย แม้สาวเจ้าจะลุกไปนานแล้ว

เมื่อพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดกิจกรรม ‘บุหงาร่ำผ้า’ เชิญเจ้าหน้าที่จากโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงมาสอนวิธีทำบุหงาสดและบุหงาแห้ง เราเลยขอเข้าไปเรียนและเก็บพื้นฐานการทำเครื่องหอมโบราณแบบไทยๆ มาฝาก

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

คุณแก้ว-กิติวรรณ สงสระบุญ เจ้าหน้าที่จากโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงเล่าให้ฟังว่า เครื่องหอมไทยเริ่มเฟื่องฟูมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้ชาวไทยสนใจการทำน้ำหอม ของหอมอย่างฝรั่งมังค่า ผู้ที่มีบทบาทมากในตอนนั้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ พระขนิษฐาผู้เป็นพระราชธิดาองค์ที่ 77 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์มีฝีพระหัตถ์ในการปรุงพระสุคนธ์ (น้ำอบ) จึงมีหน้าที่ปรุงพระสุคนธ์ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นผู้ดูแลห้องพระสุคนธ์หรือห้องร่ำ อบ และปรุง ของหอมในพระราชวัง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

เครื่องหอมหลักๆ ที่ชาววังใช้ตั้งแต่โบราณ ได้แก่ น้ำอบ น้ำปรุง แป้งร่ำ แป้งพวง และบุหงา

น้ำอบ ลักษณะคล้ายโคโลญจน์ในปัจจุบัน กลิ่นหอมเบาบาง ไม่ติดทนนานนัก
นิยมใช้สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ใช้ชโลมหลังอาบน้ำเพื่อดับร้อน

น้ำปรุง ลักษณะเหมือน Perfume กลิ่นติดทนนานกว่า ดัดแปลงมาจากน้ำหอมฝรั่ง

แป้งร่ำ คือแป้งหินที่อบร่ำจนหอม ใช้ทาหน้าทาตัว ใช้ผสมน้ำอบเป็นกระแจะเจิม ปัจจุบันเจิมได้ทั้งบ่าวสาว บ้าน รถยนต์

แป้งพวง คือแป้งร่ำที่นำมาหยอดเป็นเม็ดเล็กๆ บนเส้นด้ายให้เป็นพวง ใช้บูชาถวายพระ ทำพวงระย้าแขวนตกแต่ง ไปจนถึงเป็นช่อเสียบผมให้ผมหอมกรุ่น

บุหงา มีทั้งบุหงาสดและบุหงาแห้ง ใช้บรรจุของชำร่วย ใส่ในหีบผ้า ตู้เสื้อผ้า หรือในห้องเพื่อสร้างกลิ่นหอม

บุหงาเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ผ้าหอม ถ้าอยากจะให้ผ้ากรุ่นกลิ่นชื่นใจแบบดั้งเดิม ต้องเริ่มตั้งแต่ซัก ขัด รีด และร่ำในหีบไม้ คือใช้เทียนอบและน้ำมันร่ำหีบจนหอมเสียก่อน จึงนำผ้าไปใส่ในหีบปิดฝา ร่ำจนกลิ่นกำซาบเข้าเนื้อผ้า

เครื่องหอมที่ใช้ร่ำผ้านั้นประกอบด้วยดอกไม้และพืชหอมนานาชนิด อาทิ กำยาน กฤษณา จันทน์หอม ชะมดเช็ด เทียนอบ น้ำตาลทรายแดง สารภี ประยงค์ จันทน์กะพ้อ กระดังงา ชะลูด ชมนาด เทียนกิ่ง การะเกด พุทธชาด เขี้ยวกระแต มะลิ ฯลฯ

ถ้ามีสวนที่บ้านอยู่แล้วจะง่าย เลือกเด็ดดอกไม้กลิ่นหอมมาใช้ได้ ไม่ต้องกลัวสารปนเปื้อน โดยอุปกรณ์อย่างหัวน้ำหอม น้ำมันต่างๆ เทียนอบ หาซื้อได้ที่ร้านแถบถนนจักรวรรดิ์ เช่น ร้านถาวรธนสาร ร้านเจ้ากรมเป๋อ ส่วนภาชนะทั้งหม้อเคลือบและถุงผ้าโปร่ง ซื้อได้ทั้งจากย่านสำเพ็ง พาหุรัด และจตุจักร

 

วิธีทำบุหงาสด

อุปกรณ์

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

1. กลีบดอกไม้สด เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา พิกุล บานไม่รู้โรย ชมนาด

2. หัวน้ำหอมกลิ่นมะลิ กุหลาบ กระดังงา ไฮยาซินท์ และลำเจียก

3. ถุงผ้าโปร่ง หรือถุงลูกไม้

 

วิธีทำ

1. นำกลีบดอกไม้สดมาคลุกรวมกัน ดอกเล็กๆ อย่างมะลิใช้ทั้งดอกได้เลย

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

2. ผสมหัวน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นอย่างละเท่าๆ กัน จะได้หัวน้ำหอมกลิ่นคลาสสิกที่ใช้เปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

3. พรมหัวน้ำหอมลงในกลีบดอกไม้ คลุกเคล้าให้เข้ากันเบาๆ

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

4. บรรจุบุหงาสดใส่ถุงผ้าโปร่ง ใช้สร้างความหอมในห้องหรือในรถ ไม่ควรเก็บในที่อับ เช่น ตู้เสื้อผ้า เพราะอาจทำให้ดอกไม้ขึ้นรา เมื่อแห้งแล้วจึงใช้งานได้เหมือนบุหงาแห้ง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

 

วิธีทำบุหงาแห้ง

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

อุปกรณ์
  1. กลีบดอกไม้สด เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา พิกุล บานไม่รู้โรย ชมนาด
  2. เทียนอบร่ำ
  3. ตะคันดินเผา (ถ้วยดินเผาเล็กๆ)
  4. หม้อเคลือบหรือโถแก้วที่มีฝาปิด
  5. หัวน้ำหอมกลิ่นมะลิ กุหลาบ กระดังงา ไฮยาซินท์ และลำเจียก
  6. ใบโพธิ์บาง 4 ใบ
  7. เข็ม ด้าย กรรไกร และกาวหลอด
  8. ริบบิ้น ดิ้นทอง ดอกไม้ ใบไม้ตกแต่งตามชอบ

 

วิธีทำบุหงาแห้ง

1. นำกลีบดอกไม้สดไปตากจนแห้งสนิท (ราว 1 สัปดาห์) ดอกกุหลาบควรตากในที่ร่ม จะได้สีสวย ดอกมะลิควรตากแดดให้หมดความชื้น

2. นำบุหงาแห้งใส่หม้อเคลือบหรือโถแก้ว

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

3. จุดเทียนอบจนไส้เทียนแดงจัด ดับเทียน ควันเทียนจะลอยฟุ้งขึ้นมา วางเทียนบนตะคัน ใส่ในหม้อบุหงาแห้ง แล้วปิดฝาร่ำไว้จนหมดควัน

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

4. ร่ำราว 10 – 15 นาที แล้วนำเทียนออกมาจุดใหม่ ร่ำซ้ำๆ 5 – 7 ตั้ง (ครั้ง) จนบุหงาซับกลิ่นหอมนวลอย่างเต็มที่

5. ผสมหัวน้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นอย่างละเท่าๆ กัน ฉีดพรมบนบุหงาแห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน พักไว้

 

วิธีทำถุงบุหงาแห้ง

1. นำใบโพธิ์บาง 4 ใบประกบกัน เนาหรือด้นตามขอบให้แน่น เว้นช่องไว้ด้านหนึ่งสำหรับบรรจุบุหงาแห้ง

2. แบ่งใบโพธิ์เป็นด้านละ 2 ใบให้กลายเป็นซองตรงกลาง ใส่บุหงาแห้งลงไปให้เต็ม แต่ไม่เยอะเกินจนใบโพธิ์แตก

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

3. เย็บปิดช่องใส่บุหงา ใส่ริบบิ้นเข้าไปเป็นหูแขวน

4. ติดริบบิ้นตามขอบถุงบุหงาด้วยกาวเพื่อปิดเส้นด้ายทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง แล้วตกแต่งถุงด้วยดิ้นทอง ดอกไม้ ใบไม้

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

5. นำไปแขวนตกแต่งในห้อง หีบผ้า ตู้เสื้อผ้า หรือให้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของชำร่วยก็ได้

วิธีทำ, บุหงาแห้ง, เครื่องหอม

ไม่ว่าจะเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้แบบแม่พลอย หรือกระโดกกระเดกแบบแม่ช้อย ก็ทำบุหงาหอมชื่นรื่นรมย์ได้ง่ายๆ จะดัดแปลงใส่กลิ่นอื่นตามชอบ เปลี่ยนถุงให้วิจิตรพิสดารขึ้น หรือใส่ภาชนะสวยอื่นๆ ก็ตามสะดวก เสร็จแล้วจะมอบให้คนที่รักในโอกาสพิเศษหรือวางอวดในบ้าน ก็ภาคภูมิใจในความหอมแบบกุลสตรีที่เราปรุงเองกับมือ

 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
 1. นิทรรศการ ‘ขัด รีด ร่ำ การดูแลรักษาผ้าแบบชาววัง’ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ปี 2012

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

ตอนนี้ Hydrosol คือสิ่งที่น่ารู้จักเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณคือคนที่สนใจการนำสรรพคุณของพืชผักและดอกไม้มาช่วยให้เราสุขกายสบายใจยิ่งขึ้น

Hydrosol เป็นชื่อเรียกหลัก แต่หลายคนก็เรียกเจ้าสิ่งนี้ด้วยชื่อที่ต่างออกไป เช่น Hydrolat, Floral Water บ้างก็เรียกด้วยการใส่ชื่อดอกไม้นำแล้วตามด้วย Water อย่างเช่น Rose Water หรือ Rosemarry Water ส่วนในภาษาไทยก็เรียกด้วยคำที่หลากหลายเช่นกัน มีทั้งน้ำตบ น้ำสกัด น้ำกลั่น และน้ำดอกไม้ แต่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ในบทความนี้เราขอเรียกว่า Hydrosol

ถ้าว่ากันตามนิยาม Hydrosol คือของเหลวที่มีน้ำเป็นส่วนผสมหลัก ได้มาจากการนำส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชสด เช่น ดอกไม้ ใบไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ ราก หรือส่วนอื่น ๆ ไปสกัดด้วยความร้อนและแรงดันไอน้ำ จะได้เป็นน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) และ Hydrosol ซึ่งเป็นของเหลวที่มีอนุภาคจิ๋วของน้ำมันหอมระเหยผสมอยู่ มีกลิ่น และมีสรรพคุณของพืชนั้นเช่นเดียวกับน้ำมันหอมระเหย แต่ไม่เข้มข้นเท่า กลิ่นจึงไม่ฉุน มีฤทธิ์ที่อ่อนละมุนกว่า หมายความว่าเรานำมาใช้งานได้ง่ายขึ้น สัมผัสกับร่างกายได้โดยตรง ใช้กับเด็กหรือบริโภคได้อย่างปลอดภัยกว่า

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

Hydrosol ไม่ใช่ของใหม่ มนุษย์รู้จักสิ่งนี้มาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณเมื่อพันกว่าปีก่อน จากกระบวนการสกัดน้ำมันหอมระเหย แล้วได้ของเหลวชนิดนี้เป็นผลพลอยได้ แต่ในยุคนั้นเป็นเพียงต้นแบบที่ยังไม่ได้ตั้งใจพัฒนาและนำไปใช้งานจริงจัง

ชาวยุโรปเข้าไปศึกษาการสกัดน้ำมันหอมระเหยและ Hydrosol จากอียิปต์ในช่วงศตวรรษที่ 13 จนถึงช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 ก็นำมาพัฒนาเป็นน้ำมันหอมระเหยยุคใหม่ที่เราใช้ในปัจจุบัน นับได้ว่า Hydrosol ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงนี้เอง

ในช่วงปี 1920 และ 1930 นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุไฟลวกมือจากการระเบิดในห้องทดลอง เขารีบจุ่มมือลงในอ่างของเหลวใกล้ตัว ปรากฏว่ามันช่วยทุเลาความเจ็บปวดลง และบรรเทาอาการของบาดแผลได้เยอะมาก จากนั้นจึงมีการศึกษาว่า ที่ผิวหนังหายเร็วขึ้นหลายเท่าโดยไม่มีแผลเป็นนั้น เป็นเพราะสรรพคุณของของเหลวในโถ ซึ่งก็คือน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง และเกิดคำว่า Natural Aromatic Oils ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก

ปัจจุบันมีการนำ Hydrosol ไปใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โทนเนอร์ เครื่องสำอาง น้ำหอม สมุนไพร ครีมรักษาแผล เรียกว่าใช้ได้ทั้งกิน ดม และทาเข้าสู่ผิวหนัง

Hydrosol ที่วางขายมีทั้งที่สกัดจากกุหลาบ โรสแมรี่ เปปเปอร์มินต์ ลาเวนเดอร์ เลมอน คาโมมายล์ มานูก้า และอีกมากมาย

ส่วนคนตะวันออกกลางก็นำมาผสมน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง เป็นเครื่องดื่มที่ถ้าเรียกให้เข้ากับยุคนี้ก็ต้องบอกว่าเป็น Functional Drink ตอนนี้ในอิหร่านมีน้ำ Hydrosol ให้จิบกันกว่า 50 รสเลยทีเดียว

เมื่อมันน่าสนใจขนาดนี้ เราจึงเดินทางไปหา ครูปิ๋ม-ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง แห่ง Whispering Cafe และ Little Tree นครปฐม ผู้ที่สนุกสนานกับการเล่น Hydrosol เธอบอกว่า ช่วงโควิด-19 ที่ไม่ได้เปิดร้านอาหาร ทำให้มีผักเหลือใช้เป็นจำนวนมาก เธอจึงทำเอาพืชผักเหล่านี้มาแปรรูป

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

“Hydrosol มีค่าความเป็นกรดด่างใกล้เคียงกับผิวมนุษย์ เราเลยใช้ฉีดกับร่างกายได้ง่าย เราใช้ฉีดเป็นสเปรย์หอมในห้องก็ได้ มินต์ฉีดแล้วก็จะรู้สึกเย็นสดชื่น คาโมมายล์ก็ฉีดที่หมอนก่อนนอน ช่วยให้ผ่อนคลาย แมลงสัตว์กัดต่อยใช้เลมอนฉีดก็ดีขึ้น โรสแมรี่ช่วยบำรุงผมได้ Tea Tree ก็ช่วยแก้สิวได้” ครูปิ๋มหยิบตัวอย่าง Hydrosol จากพืชชนิดต่าง ๆ มาให้ลองฉีดทดสอบ

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

“เราชอบกลิ่นของมัน ถึงไม่มีกลิ่นก็ยังมีสรรพคุณอยู่ในนั้น มันไม่เข้มข้นเท่าน้ำมันหอมระเหย แต่ก็มีคุณสมบัติเข้มข้นกว่าเอาไปชงเป็นชาประมาณ 30 เท่า” ครูปิ๋มเล่าต่อว่า แรก ๆ เราได้ Hydrosol เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมันหอมระเหย แต่หลัง ๆ คนตั้งใจผลิตโดยตรง เพื่อที่จะได้ควบคุมเรื่องความสะอาดและปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องสุขลักษณะเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้พืชที่ปลอดสารเคมีด้วย

“ตอนนี้เริ่มมีคนทำ Hydrosol ขายหลายแบรนด์ทั้งต่างประเทศและไทย แต่เราก็ทำใช้เองได้ ถ้าเรามีของ เรารู้ว่าของของเราปลอดภัย และเราอยากสนุก” ครูปิ๋มยิ้มเมื่อพูดถึงกิจกรรมที่ชวนกันทำได้ทั้งครอบครัว ซึ่งทำได้หลายวิธี แต่วันนี้จะสอนวิธีที่ง่ายที่สุด ทำได้ด้วยอุปกรณ์ที่มีที่บ้าน เป็นวิธีเดียวกับที่ใช้สกัดน้ำใบย่านางซึ่งเคยฮิตเมื่อหลายปีก่อน ทำได้ทุกคนแน่นอน

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน
วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

อุปกรณ์

  1. เตาสำหรับต้มน้ำ
  2. หม้อสะอาด ขนาดค่อนข้างใหญ่ 1 ใบ
  3. ชามทนความร้อน 2 ใบ มีขนาดใหญ่และเล็ก
  4. กะละมังก้นสะอาด ขนาดใหญ่กว่าหม้อเล็กน้อย
  5. พืชที่จะนำมาสกัด
  6. น้ำดื่ม
  7. น้ำแข็ง
  8. ขวดสำหรับใส่ Hydrosol

วิธีทำ

1. หาพืชที่จะนำมาสกัด แล้วแต่ว่าจะหาจากไหน ใครปลูกในบ้านก็ไปเดินเก็บมา หลักคือเลือกพืชที่มีสรรพคุณที่เราชอบหรือกลิ่นที่เราชอบ จะเป็นใบหรือดอกก็ได้ ถ้าต้องไปซื้อหามา ก็พยายามเลือกที่ปลอดสารเคมี ไม่อย่างนั้น Hydrosol ของเราอาจเจือปนไปด้วยยาฆ่าแมลง

วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน
วิธีทำน้ำตบ Hydrosol ที่กำลังมาแบบสุดง่ายจากดอกไม้และใบไม้ที่มีในบ้าน

2. นำมาพืชมาล้างให้สะอาด

3. นำพืชมาวางในหม้อ ไม่มีสูตรและสัดส่วนตายตัว อยากสกัดจากพืชทีละชนิดก็ได้ หรืออยากผสมก็ได้ ถ้าจะผสมก็ลองคิดจากสรรพคุณที่อยากได้ หรือกลิ่นที่อยากดม บางคนรวมพืชกลุ่มซิตรัสเข้าด้วยกัน เช่น เลมอน มะนาว ส้ม ส้มยูสุ กลิ่นก็จะซับซ้อนหน่อย ใส่ได้ทั้งใบและผล

4. วางชามใบใหญ่คว่ำลงกับก้นหม้อเพื่อเป็นฐาน ถ้าเป็นชามที่มีรู เวลาไอน้ำดันขึ้นมาก็จะมีที่ระบาย แต่ถ้าเป็นชามทึบก็ต้องเลือกใบที่หนาและหนักหน่อย ไอน้ำจะได้ไม่ดันจนชามคว่ำ แล้วหงายชามเล็กวางทับด้านบน

5. รินน้ำดื่มใส่หม้อให้ท่วมพืชที่เราใส่ไว้ ถ้าใส่น้ำเยอะไปจะไม่เข้มข้น และช่วงน้ำเดือดอาจล้นเข้าไปในชามเล็กปนกับ Hydrosol

6. ปิดฝาหม้อ ตั้งไฟให้เดือด พอเดือดก็ลดไฟลงเพื่อให้ไอน้ำทำงานในหม้อได้อย่างเต็มที่

7. เมื่อเดือดให้นำกะละมังใส่น้ำแข็งมาวางแทนฝาหม้อ

8. เมื่อไอน้ำในหม้อลอยมาโดนก้นกะละมังที่เย็นจัด จะควบแน่นเป็นหยดน้ำ แล้วหล่นลงในชามเล็กที่หงายไว้ในหม้อ สิ่งที่หยดลงมาคือ Hydrosol ที่เราต้องการ

9. ถ้าน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ให้เติมน้ำแข็งลงไปใหม่เพื่อรักษาความเย็นจัดของกะละมัง

10. ต้มจนน้ำระเหยเกือบหมด แต่อย่าให้หมด เพราะหม้อจะไหม้ และน้ำสกัดที่ได้ช่วงท้ายถือว่าไม่เข้มข้นแล้วทั้งสรรพคุณและกลิ่น

11. พอสิ้นสุดกระบวนการก็ปิดเตาแล้วเปิดฝาหม้อ เราจะได้ Hydrosol ในชามเล็ก ซึ่งอาจจะมีน้ำมันหอมระเหยเป็นชั้นบาง ๆ อยู่ด้านบน

12. รอให้เย็นแล้วบรรจุใส่ขวด ถ้าเป็นขวดสีทึบป้องกันแสงได้จะดีมาก แล้วเก็บไว้ในที่เย็น เพียงเท่านี้เราก็ได้ Hydrosol ไว้ใช้เองในบ้านแล้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load