4 Jul 2018
4 PAGES
5 K

ในวงการสตาร์ทอัพการจะก้าวไปสู่ยูนิคอร์นได้นั้น บริษัทจะต้องมีมูลค่าบริษัท (Valuation) ระดับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 33,000 ล้านบาทไทย

ถามใครในวงการ เขาก็บอกว่า Zanroo (แสนรู้) มาร์เทคสตาร์ทอัพ (MarTech Startup) ของคนไทยกำลังจะเป็นสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเจ้าแรกที่จะได้เป็นยูนิคอร์นวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์

Zanroo เป็นสตาร์ทอัพสายการตลาด ที่เก่งกาจเรื่องการใช้เทคโนโลยีรวบรวมข้อมูล (Big Data) จากโลกออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและเทรนด์ต่างๆ ผ่าน Social Listening, Social Engagement และให้บริการที่ปรึกษา ซึ่งเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งใน พ.ศ. 2556 และเพียง 4 ปี Zanroo สามารถระดมทุนได้เงินทั้งสิ้น 259 ล้านบาท (หรือ 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

ปัจจุบันเป็น 1 ใน 5,000 World’s Top MarTech Company

มีสำนักงานใน 6 ประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ จาการ์ตา โตเกียว และลอนดอน  

มีลูกค้าที่ใช้โปรแกรมนี้มีมากกว่า 300 ราย ทั้งในกลุ่มธนาคาร ยานยนต์ โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ และสินค้าอุปโภคบริโภค

Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด

แต่สิ่งที่เราสนใจมากไปกว่าการเติบโต 400% ของบริษัทวิธีคิดของคนที่อยู่เบื้องหลัง จึงถือโอกาสพูดคุยยาวๆ กับ คุณไฟ๊ต์ – ชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Zanroo ตั้งแต่เรื่องที่โซเชียลแอบฟังเรา และเราแอบฟังโซเชียล การสร้างธุรกิจจากศูนย์จนเติบโตระดับพันล้าน หมื่นล้าน ความตั้งใจที่จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ยั่งยืน และก้าวต่อๆ ไปของสตาร์ทอัพที่น่าจับตามอง

แล้วคุณจะไม่สงสัย หาก ‘แสนรู้’ จะกลายเป็น ‘แสนล้าน’ ในอีกไม่นาน

 

จริงหรือเปล่าที่เฟซบุ๊กแอบฟังเราอยู่

“เขาบอกตั้งแต่แรกแล้วนะว่าข้อมูลที่เราป้อนเป็นของเขา ผมว่าไม่ได้แอบฟัง เพราะเราเป็นคนกดยอมรับเอง เราเป็นคนพิมพ์ข้อมูลเข้าไปเอง เปิดให้เขาเห็นว่าเราอยู่ที่ไหน สุดท้ายแล้วเรื่องของ Privacy เป็นเรื่องของการยิมยอมและอนุญาตให้เขาเข้าถึงข้อมูลของเราหรือเปล่า หรืออย่างถ้าจำเป็นต้องใช้ Google แต่เราไม่ยินยอมให้เห็นตำแหน่งที่อยู่ เขาก็ให้บริการ Google Maps แก่เราไม่ได้ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่เรายอมแลกกัน”

 

กับเรื่องที่บางครั้งเราแค่นึกถึงเฉยๆ หรือแค่พูดกับเพื่อนเรื่องนี้ อยู่ดีๆ ก็มีโฆษณาขึ้นมาที่หน้าจอแปลว่าอะไร

นึกเฉยๆ ผมว่าไม่น่าจะมีแอพฯ ไหนในโลกนี้รู้ในสิ่งที่เรานึกนะ แต่ถ้าคุยกับเพื่อน หรืออยู่ใกล้ๆ เพื่อน เช่นเราไปงานๆ หนึ่ง อยู่ดีๆ มันก็แนะนำให้เพิ่มคนที่เพิ่งเจอหน้าในงานนั้นเป็นเพื่อน เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะข้อมูลติดตามจากที่ตั้ง หรือใช้แฮชแทกเดียวกัน กด Like หัวข้อเดียวกัน เขามีระบบการเก็บพฤติกรรมของคนรอบข้างด้วย ไม่ใช่แค่เราคนเดียว เฟซบุ๊กมีวิธีการเก็บข้อมูลหลายอย่าง เพราะเป้าหมายคือสร้างเครือข่ายของเพื่อนสังคมออนไลน์ให้มากที่สุด

 

นั่นคือสิ่งที่โซเชียลแอบฟังเรา และจากธุรกิจของคุณที่บอกว่าเรากำลังแอบฟังโซเชียล หมายถึงเรื่องแบบไหนที่เราอยากฟังจากโซเชียล

ในเชิงของ Social Listening อย่างที่เรารู้ข้อมูลบนออนไลน์มันมีมหาศาล ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อแบรนด์แบรนด์หนึ่ง แต่ยังมีคนคุยกันในพันทิป ในเว็บบอร์ดหรือกระทู้ในเว็บไซต์ต่างๆ คนแสดงความคิดเห็นต่อแบรนด์อย่างไร คำถามคือใครอยากรู้ข้อมูลเหล่านี้ แน่นอน แบรนด์ย่อมอยากรู้ว่าใครพูดถึงเขาบ้าง นี่แหละคือหน้าที่ของเราที่จะเก็บข้อมูลเหล่านั้นมาทั้งหมด ข้อมูลที่คนโพสต์เกี่ยวกับแบรนด์ในพื้นที่สาธารณะ ในทวิตเตอร์ อินสตาแกรม มีคนเช็กอินร้านกี่คน คนที่มากินอาหารร้านนี้แล้วเขาเข้าไปไลค์เพจเฟซบุ๊กกี่คน แล้วพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง ในพันทิปมีคนพูดถึงบ้างมั้ย มีคนแชร์ต่อร้านนี้ไปแค่ไหน เซเลปคนดังใครบ้างที่แวะมากินที่ร้าน ข้อมูลเหล่านั้นล้วนเป็นอินไซด์ที่มีประโยชน์เพราะสำคัญต่อการทำให้แบรนด์หรือองค์กรไปต่อ

Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด

มีตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างง่ายมั้ยคะ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนผมอยากให้คุณสนใจ ผมก็ต้องพูดขายตัวเอง เป็นคนยังไง จบอะไรมา บ้านรวยแค่ไหน แจกของเป็นเจ้าบุญทุ่มซื้อของขวัญให้ ผลคือถ้าคุณชอบผมเราก็อาจจะเป็นแฟนกัน แต่ถ้าไม่ชอบด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม สุดท้ายผมเสียเงินซื้อของขวัญฟรี เสียเวลาพูดฟรี

ขณะเดียวกันในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามา ผมสามารถหาข้อมูลได้เลยว่าคุณชอบหรือไม่ชอบอะไร เพื่อนๆ รอบตัวพูดถึงคุณว่ายังไง สมมติคุณชอบถ่ายรูป เห็นจากพูดถึงกล้องบ่อย กดติดตามร้านขายกล้อง วิธีการเข้าหาผมก็เปลี่ยนไป แทนที่จะขายตัวเองเหมือนเก่า ผมเริ่มทำความรู้จักคุณด้วยเรื่องกล้อง เรื่องที่สนใจเหมือนกัน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อกล้องให้ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมโอกาสที่จะเปลี่ยนมาเป็นแฟนกันสูงกว่าที่ไม่รู้ข้อมูลอินไซด์เลย

นี่แหละคือธุรกิจที่ Zanroo ทำให้กับแบรนด์ เมื่อเขาอยากเพิ่มยอดขาย ผมสามารถให้ข้อมูลอินไซด์ได้ว่าทำอย่างไรให้ยอดขายเพิ่มขึ้น หรือการสร้างแบรนด์ตัวเองให้มีชื่อเสียงในออนไลน์ในเชิงบวก สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่โปรแกรม แต่ให้บริการเชิงกลยุทธ์ว่าอะไรควรจะเป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหาข้อมูล

 

แม้ไม่มีพื้นฐานเทคโนโลยีมาก่อน แล้วคุณมาทำธุรกิจในวงการนี้ได้ยังไง

จากประสบการณ์ทำธุรกิจมามากกว่า 5 ประเภท ตั้งแต่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจจัดเลี้ยง ธุรกิจซื้อมาขายไป ทำให้พบหลักคิดสำหรับการเลือกทำธุรกิจ ซึ่งผมมักจะบอกเสมอ นั่นคือ หนึ่ง ธุรกิจนั้นขยายเติบโตได้ สอง ธุรกิจนั้นต้องไม่ใช้เงินลงทุนแรกเริ่ม สาม ธุรกิจนั้นต้องไม่พึ่งคนอื่น สี่ ธุรกิจนั้นสามารถรับเงินสดจ่ายเงินผ่อนเพื่อแก้ปัญหา Cashflow เงินหมุนเวียน เมื่อคิดได้ดังนี้ผมก็คิดรายชื่อธุรกิจได้กว่า 100 ธุรกิจ ทำแบรนด์ ทำกระเป๋า เยอะมาก จนเหลือสิ่งที่เข้าข่าย 2 ประเภทคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต และธุรกิจที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์และนวัตกรรม

 

เมื่อได้คำตอบดังนั้นแล้วคุณเริ่มทำอะไรต่อมา

ทำ e-commerce เว็บไซต์ช่องทางขายออนไลน์ให้ร้านค้าปลีกรายใหญ่ หารายได้ด้วยส่วนต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนั้นผมก็ทำเว็บไซต์ชื่อแสนรู้ เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลแบรนด์ต่างๆ บน Twitter ก็เลยลองนำไปพัฒนาและเสนอขายกับแบรนด์ เล่าข้อดีแบบวิธีจีบสาวที่เล่าให้ฟังเมื่อกี้ เขาก็ตกลงทำสัญญากัน

 

ถือว่าเริ่มต้นอย่างวิถีสตาร์ทอัพที่คิดไวทำไว?

6 ปีที่แล้วยังไม่มีคำว่าสตาร์ทอัพเลย ผมรู้แค่ว่ากำลังทำธุรกิจ จนมาช่วง 3 ปีมานี้ที่คนพูดเรื่องนี้กันเยอะขึ้น เรียกเราว่าสตาร์ทอัพและบอกว่าเราเป็นต้นแบบ เราก็โอเค เป็นสตาร์ทอัพก็ได้

Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด

คุณเล่าว่าครอบครัวเป็นข้าราชการกันหมด ไม่มีใครทำธุรกิจเป็นเลย แล้วที่มาของหัวการค้าของคุณมาจากไหน

มาจากความรู้สึกที่อยากให้พ่อและแม่สบาย หลังจากที่คุณปู่เสีย พ่อเคยพูดว่าเขาเสียใจที่ยังไม่ทดแทนบุญคุณ เพราะสร้างตัวไม่เร็วพอจะทำให้ท่านสบาย ประกอบกับสวัสดิการข้าราชการที่เราเห็นจากคนในครอบครัวไม่ตอบโจทย์เรา จึงตัดสินใจอยากเริ่มทำแซนด์วิชขาย ทำธุรกิจจัดเลี้ยง ทำสัมมนา เปิดร้านกระเป๋าที่ Union Mall ตอนนั้นมีธงว่าผมต้องมีเงินร้อยล้านก่อนอายุ 30

 

ทำไมต้องร้อยล้าน?

ผมไม่ใช่คนอ่านหนังสือ ไม่เคยสนใจชีวิต Steve Jobs หรือ Warren Buffett เลยพวกเขาดูไกลตัวเกินไป ผมคิดเองง่ายๆ ว่าถ้ามีร้อยล้านก็น่าจะถือว่ารวยแล้ว ซึ่งตอนทำธุรกิจผมเริ่มจับเงินล้านบ้างแล้ว แต่รายจ่ายมันเยอะมาก วิธีที่จะหลุดพ้นคืออาจจะต้องมีร้อยล้านแรก ผมเป็นคนที่ถ้ามีฝันต้องตั้งกำหนดเวลา ถ้าไม่มีถือว่าเพ้อเจ้อ ซึ่งตอนที่ทำ Zanroo แล้ว ผมเคยคุยกับคุณธนินท์ เจียรวนนท์ และผู้ใหญ่หลายคน เขาก็บอกว่ามูลค่าของบริษัททำได้ถึงแสนล้าน

 

ตอนนั้นคุณคิดว่าจะหาเงินร้อยล้าน หมื่นล้าน ไปทำอะไร

แต่ก่อนที่ยังตัวคนเดียวผมคิดแค่ร้อยเพราะคิดถึงแค่ตัวเองกับครอบครัว แต่วันนี้ครอบครัวใหญ่ขึ้น ผมมีพนักงานกว่า 160 คนที่ต้องดูแลชีวิต คนที่เหนื่อยมากับเรา คนที่เชื่อในตัวผมว่าจะพาธุรกิจไปได้ ผมจึงเริ่มมองว่ามันไม่ใช่เรื่องเงินเพียวอย่างเดียวแล้วที่เราสนใจ แต่จะทำยังไงให้ธุรกิจยั่งยืน ซึ่งสตาร์ทอัพส่วนใหญ่คิดทำธุรกิจเพื่อขายบริษัท แต่ผมอยากแสนรู้ให้อยู่ไปอีก 40 – 50 ปี

 

คุณเชื่อในการทำธุรกิจด้วย Passion แบบที่ใครเขาพูดกันมั้ย

ผมเป็นคนที่ไม่มีสิ่งที่ชอบ แต่ผมรู้ว่าผมเกิดมาเพื่ออะไร ผมรู้ว่าเราทำอะไรไปเพื่ออะไร จริงๆ สิ่งที่ชอบของผมคือดนตรีนะ แต่การเล่นดนตรีไปตอบคำถามว่าผมเกิดมาเพื่ออะไร ผมเกิดมาใช้ชีวิตให้ดีขึ้น พ่อแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยสังคมรอบข้างของผม ดังนั้น ผมจะทำธุรกิจแม้ว่าผมจะไม่ชอบเลย เพราะมันมีเรื่องคน ต้องคุยกับคน ซึ่งการคุยเรื่องคนทำให้ผมรู้สึกฉลาดน้อยลง จากการพูดถึงกันไปมาของคนหลายๆ คน โดยที่ไม่รู้ความจริง สิ่งที่ทำได้คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีขึ้นมา

Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด

ปกติธุรกิจสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะคิดว่าต้องลองล้ม ต้องลองลุก ในวันที่คุณคิดอยากจะทำให้บริษัทยั่งยืน คุณเริ่มต้นจากอะไร

สำหรับผม แสนรู้จะล้มไม่ได้

ผมคิดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นกับแสนรู้อยู่เสมอ หนึ่งคือ ลูกค้าทั้งหมดยกเลิกบริการของเรา ทุกอย่างเป็นศูนย์ และสองคือ ลูกค้ายังมีอยู่ แต่พนักงานลาออกหมด เหลือเราและหุ้นส่วน ซึ่งผมมีแผนสำรองสำหรับ 2 ทางที่อาจจะเกิดขึ้นนี้แล้ว กลับกันสิ่งที่ดีที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทก็คือ การไปต่ออย่างมั่งคั่ง และเมื่อผมมีแผนรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำก็คือ คิดว่าจะทำยังไงให้บริษํทเติบโตขึ้น 2 เท่าทุกปี

ผมเห็นแล้วว่าธุรกิจ Socia Llistening อยู่ได้อีก 5 – 6 ปี ก็อาจจะกลายเป็นของฟรี เพราะเทคโนโลยีถูกลงทุกวัน ดังนั้น แสนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็น Social Listening ตลอดชีวิต ถ้าผมเป็นเจ้าของร้านกาแฟเนี่ย ผมคงไม่คิดทำร้านกาแฟอย่างเดียวตลอดชีวิตแน่นอน ต้องต่อยอด

 

แล้วไม่คิดกลัวเลยหรอคะ

สิ่งหนึ่งที่ผมมีติดตัวเลยก็คือ ความพารานอยด์ มีตั้งแต่วันแรกเลยครับ กลัวเจ๊ง กลัวออกมาไม่ดี กลัวไม่ได้ กลัวไปไม่รอด กลัวไม่เป็นเหมือนที่คิด แต่สิ่งที่ผมทำคือแปลงความกลัวนั้นออกมาเป็นคำถาม

กลัวว่าไปไม่รอดเพราะอะไร ลูกค้าจะไม่จ่ายเราใช่ไหม หรือเป็นเพราะความเสี่ยง 2 ข้อของบริษัท ลูกค้าไม่มี หรือพนักงานลาออก หรือเพราะภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดี หรือว่าเทรนด์ในการทำธุรกิจมันไปไม่ได้ พอรู้คำถามแล้วว่าเรากลัวอะไร ก็แค่หาคำตอบ ความรู้ที่เกิดขึ้นสร้างความมั่นใจ ความเสี่ยงก็จะเข้าใกล้ศูนย์ นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมทำธุรกิจเรื่องนี้ไม่เคยเจ๊งเลย

 

ความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีส่งผลต่อธุรกิจยังไงบ้าง

ปลายทางของสาย Marketing Technology มี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ Personalize แปลว่า การทำการตลาดแบบไม่มีการตลาด ไม่มีโฆษณาอีกต่อไป ย้อนกลับไปในอดีต การโฆษณาคือการบังคับเราให้ดู ปัจจุบันคนเลือกได้ว่าอยากดูโฆษณาสินค้าและบริการประเภทไหนผ่านข้อมูลการค้นหา ในอนาคตจะกลายเป็นว่า เทคโนโลยีสามารถรู้ว่าเรากำลังจะอยากได้อะไร ซึ่งเราเป็นคนให้ข้อมูลเองทั้งนั้น

ถ้าผมอยากจะได้รองเท้ายี่ห้อนี้ สีนี้ แบบนี้ ในตอนนี้เลย อยู่ดีๆ ผมเข้า Facebook มีโฆษณาเด้งขึ้นมาว่ารองเท้าที่ผมอยากจะได้เนี่ย ถ้าผมคลิกตอนนี้จะถูกกว่าช็อปทั่วไป 50% แล้วมันจะมาส่งผมทันทีภายใน 5 นาที สิ่งนั้นจะกลายเป็นโฆษณาสำหรับผมหรือจะกลายเป็น Solution สำหรับผม ดังนั้นโฆษณาจะไม่มี นี่แหละคือ Personalize

Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด

มาถึงเรื่องที่เปิดบริษัทอีก 6 แห่งในต่างประเทศ ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ จาการ์ตา โตเกียว และลอนดอน ตลาดของแต่ละประเทศเหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง

ไม่เหมือนกันเลย การไปตั้งบริษัทในแต่ละประเทศเราต้องศึกษาวัฒนธรรม หาข้อมูลเชิงลึก วิธีการที่ใช้คือ ผมจะบินไปคุยกับลูกค้า ถ้าเขารับนัดแปลว่าเขาอาจจะสนใจ พอคุยกันเราก็ถามว่าใช้บริการแนวนี้มั้ย ถ้าใช้แปลว่าเรามีตลาด จากนั้นผมถามเขาว่าพอใจหรือไม่พอใจบริการที่ใช้อยู่ยังไง ทั้งหมดนี้ผมเรียนรู้จากลูกค้าได้หมด ขั้นตอนต่อมาคือคุยกับพาร์ตเนอร์ด้วยชุดคำถามคล้ายกัน และสร้างทีมงานขึ้นมา

 

เรื่องภาษาเป็นปัญหาแค่ไหน เพราะสินค้าจากบริการของเราคือ Social Listening

เรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี การเข้าไปต่างประเทศจริงๆ มีปัญหา 2 เรื่อง หนึ่งคือ ปัญหาเรื่องภาษาของเทคโนโลยีที่จะเข้าใจภาษานั้น เพราะเราทำเกี่ยวกับการสนทนาด้วย และสองคือ ภาษาของทีมขาย สมมติถ้าวันนี้ผมจะไปรัสเซีย ผมจะขายของเขาไม่ได้เลยถ้าผมไม่พูดภาษารัสเซีย

 

การก้าวขึ้นไปสู่ระดับยูนิคอร์นหรือระดุมทุนระดับพันล้าน มีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง

เราระดมทุนไม่ถึงพันล้านนะ แค่ 260 ล้านบาท

คำว่ายูนิคอร์น ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนเริ่ม แต่ไม่ใช่จากผมแน่ๆ น่าจะเป็นนักลงทุน แสนรู้เรามีกำไรตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจ และเติบโต 200 – 400 % ทุกปี ยูนิคอร์นน่าจะมาจากค่ามูลค่ารวมของบริษัทมากกว่าไม่ใช่ยอดขาย การเป็นยูนิคอร์น แปลว่า มูลค่าของบริษัทต้องอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญฯ ก็ประมาณ 33,000 ล้านบาท เรายังไม่ถึงจุดนั้นหรอก ซึ่งการไปถึงมีสองแบบ ได้แก่ มีกำไร 3 พันล้านบาทอย่างน้อย หรือ ต่อให้เป็นบริษัทที่ขาดทุนแต่มีอัตราการเติบโตจากผู้ใช้บริการสูงขึ้นมาก เช่น Facebook, Google, Uber ก็เป็นยูนิคอร์นที่ขาดทุนมาก่อน ซึ่งข้อดีของการเป็นยูนิคอร์นหรือเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินมั่นคงจะสามารถต่อยอดธุรกิจได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง มันเพิ่มโอกาสในการเจ๊งน้อยลง

ในขณะที่ข้อเสียคือ เราจะคิดน้อยลง

 

สมมติถ้ามีโปรเจกต์ที่ไม่มีเรื่องกำไรขาดทุนมาเกี่ยว ปล่อยให้คิดทำใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ โปรเจกต์นี้จะออกมาหน้าตาแบบไหน

อยากทำโปรเจกต์ที่ Teleport ย้ายคน ย้ายของ จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง สมมติว่าแว่นตาอยู่ตรงนี้ ผมอยากย้ายแว่นไปตรงโต๊ะนั้นอะไรอย่างนี้ ก็เอาแว่นตาใส่เครื่องย้ายโมเลกุล เปลี่ยนแปลงแว่นตาให้กลายเป็นคลื่นแล้วก็เป็นสสารอะไรสักอย่าง มันทำได้จริงแล้วนะกับสิ่งของ แต่สิ่งมีชีวิตยังย้ายไม่ได้ ผมอยากทำแบบนั้น ผมชอบนวัตกรรมที่คิดค้นสิ่งที่ทำให้คนไม่ตาย หรือเรื่อง Superconductor ที่ใส่ถ่านก้อนเดียวแล้วทำให้เครื่องบินบินได้อะไรอย่างนี้ ก็คิดนะครับว่าถ้าวันหนึ่งเป็นยูนิคอร์น อยากไปซื้อบริษัทแบบพวกนี้

 

Zanroo มีความหมายต่อคุณยังไงบ้าง

ตอนแรกเป็นแค่ธุรกิจ ตอนนี้เป็นเหมือนลูก

ช่วง 3 ปีแรกที่ยังไม่รู้จักสตาร์ทอัพ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีวิธีระดมเงินจากคนอื่นๆ ได้ เราเริ่มจากทำงานนั่งพื้น ออฟฟิศยังไม่มี แอร์ก็เหม็นๆ แต่ทุกคนก็ยังมาทำงานกับผมตั้งแต่ 8 โมงถึงตี 3 จนครอบครัวโทรตาม เชื่อว่าผมจะสร้างสิ่งอลังการ มีหลายครั้งเลยที่คนมาขอซื้อบริษัท ซึ่งผมสามารถขายและเอาเงินเข้าตัวเองได้สบายเลย แต่เราทำไม่ลง

Zanroo, สตาร์ทอัพ, ชิตพล มั่งพร้อม, สตาร์ทอัพการตลาด

ภาพ มณีนุช บุญเรือง

ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน Lemoncurd Tearoom
19 ถนนบรรทัดทอง เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
FB: lemoncurd.bkk
IG: lemoncurd.bkk

CONTRIBUTORS

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของมูจิ ยูนิโคโละ และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า