“ทุกเส้นทางสู่การพัฒนาประเทศ ล้วนมีจุดตั้งต้นมาจากการศึกษา” ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ เชื่ออย่างนั้น

หลังจากไม่ได้ไปต่อในศึกเลือกตั้งที่ทุกคนคงยังจำกันได้ ไอติมได้ตัดสินใจรับตำแหน่งซีอีโอในบริษัทสตาร์ทอัพด้านการศึกษา ด้วยเหตุผลที่เขาบอกว่า 

“ผมมีความตั้งใจในการที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษามากๆ ถ้าวันนั้นได้เข้าไปในสภา ก็ตั้งใจจะแก้ไขในระบบ แต่ในเมื่อไม่ได้เข้าไป ผมก็จะแก้จากภาคเอกชนแทน”

สตาร์ทดี สตาร์ทอัพเพื่อการศึกษา, ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

อดีตนักการเมือง อดีตพนักงานบริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company นักเรียนและบัณฑิตจากสถานศึกษาระดับโลก และอะไรอีกมากมายที่คุณอาจเคยรู้เกี่ยวกับเขา ล้วนเป็นต้นทุนที่ทำให้เขาเลือกรับตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา ที่เขาบอกว่า 

“ถ้าการศึกษาไทยดี ก็ไม่จำเป็นต้องมีแอปพลิเคชันนี้”

แอปพลิเคชันนี้ชื่อว่า StartDee มีความหมายว่าการเริ่มต้นที่ดี

สตาร์ทดี ธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อการศึกษาที่บอกว่า ถ้าการศึกษาไทยดี ธุรกิจนี้ก็ไม่จำเป็น

ก่อนจะไปรู้จักกับ StartDee เราขอให้ข้อมูลเรื่อง EdTech สักเล็กน้อย

EdTech เป็นกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพมาแรงทั่วโลกใน ค.ศ. 2020 ที่โลกต้องใช้ชีวิตอย่างเก็บเนื้อเก็บตัวร่วมกับไวรัสที่เรายังคงต่อกรไม่ได้ 

ความต้องการพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ความอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ในช่วงที่กิจกรรมนอกบ้านถูกจำกัด และความจำเป็นด้านการศึกษาหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ล้วนเป็นตัวเร่งอัตราการเติบโตของธุรกิจนี้อย่างก้าวกระโดด

ข้อมูลคาดว่า ธุรกิจนี้จะมีการเติบโตถึง 16.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปีทั่วโลก การเติบโตในระดับนี้ ใครๆ ก็คงอยากจะลงมาร่วมวงสร้างความเจริญเติบโตด้วยทั้งนั้น

ในประเทศไทยเองก็มีแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ออกมาแนะนำตัวมากมายในช่วงปีที่ผ่านมา 

ที่ได้รับความนิยมมากๆ ในหมู่ผู้ใหญ่ ก็เป็นหลักสูตรออนไลน์ที่มีเนื้อหาด้านการพัฒนาตัวเอง สอนทักษะยอดฮิตอย่างการเขียน Coding, Data Marketing, Design Thinking หรือการเล่นหุ้น โดยมีผู้เล่นอย่าง SkillLane, FutureSkill, YourNextU 

ส่วนในกลุ่มเด็กนักเรียน สถาบันกวดวิชาและผู้พัฒนาเนื้อหาที่สนิทชิดเชื้อกับเด็กในวัยเรียนหลายเจ้า ออกมาทำหลักสูตรออนไลน์เพื่อเตรียมสอบ ทั้งสอบในห้องเรียนและสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ที่คุ้นเคยกันดีก็อย่างเช่น OnDemand และ DekD School 

StartDee อยู่ในหมวดแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาของเด็กนักเรียน ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ทำเนื้อหาเป็นแนวติวข้อสอบ เพราะความนิยมในการเรียนกวดวิชาของเด็กไทยในทุกยุคทุกสมัย น่าจะการันตีทั้งความต้องการและโอกาสการสร้างรายได้ให้ธุรกิจได้อย่างสบายๆ 

แต่ StartDee อยากทำมากกว่านั้น

ไอติมแนะนำบริษัทของเขาไว้แบบนี้ 

“StartDee เป็นธุรกิจเพื่อสังคม ที่พยายามเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เราไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นธุรกิจที่เข้ามาสร้างกำไร แต่ต้องการมาแก้ไขปัญหาสังคมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในฐานะภาคเอกชน StartDee ก็ยังจำเป็นต้องมีรายได้ เพื่อให้องค์กรมีความยั่งยืนเชิงเศรษฐกิจได้ด้วย”

นี่คือเรื่องราวการเริ่มต้นที่ดีของ StartDee แอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาอายุเพียงขวบกว่าๆ ที่มีความตั้งใจสูงเท่าอัตราความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงการศึกษาที่ดีของเด็กไทย

สตาร์ทดี สตาร์ทอัพเพื่อการศึกษา, ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

สมาร์ทโฟนเพื่อการศึกษา

ไอติมเล่าว่า สิ่งที่ StartDee ทำ คือพยายามเขย่า (Disrupt) ปัญหาเรื่องการศึกษา ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลง แต่อยากทำให้คนตื่นขึ้นมาเห็นด้วยว่าปัญหาคืออะไร

อย่างแรกที่ทุกคนรู้คือ ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเรื่องคุณภาพของการเรียนการสอนมาก เด็กที่โชคดีได้ไปโรงเรียนที่มีความพร้อม ก็จะได้เรียนจากคุณครูผู้มีความรู้ความสามารถ มีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม แต่ใครโชคร้ายต้องไปเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลน มีคุณครูไม่พอสำหรับทุกวิชา หรือไม่พอสำหรับทุกระดับชั้น อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่ทั่วถึง เรื่องที่เด็กสองกลุ่มได้เรียนรู้ก็คงมีคุณภาพต่างกันอย่างเข้าใจได้ไม่ยาก 

เรื่องที่เป็นปัญหาต่อมา นอกจากเรียนในโรงเรียนไม่เข้าใจแล้ว สถาบันที่อาจเป็นที่พึ่งพิง ช่วยอธิบายเนื้อหาให้เข้าใจได้มากขึ้น อย่างสถาบันกวดวิชาหรือโรงเรียนสอนพิเศษต่างก็ราคาแพงจนนักเรียนจำนวนมากจ่ายไม่ไหว 

“หรือถึงจะจ่ายได้ ก็ไม่ควรจะต้องจ่าย” ไอติมเชื่อว่าอย่างนั้น

ขณะที่การศึกษาคุณภาพดีเข้าถึงเด็กไทยได้ไม่มากเท่าที่ควร สมาร์ทโฟนกลับแทรกซึมได้มากกว่า 

สถิติล่าสุดของกองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษาบอกว่า เด็กนักเรียนไทยระดับประถม-มัธยม 86 เปอร์เซ็นต์ มีโทรศัพท์มือถือของตัวเอง แล้วในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ต่ำสุด 20 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เด็กในครอบครัวเหล่านั้นก็เข้าถึงสมาร์ทโฟนเป็นสัดส่วนถึง 79 เปอร์เซ็นต์

“สมการของ StartDee จึงปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเอาการศึกษาที่ดีและราคาไม่แพงเข้าไปอยู่ในสมาร์ทโฟน” ไอติมกล่าว

แต่ในสมาร์ทโฟนมีอะไรให้เล่นตั้งมากมาย StartDee จะแย่งเวลาจากแอปพลิเคชันสนุกๆ อย่างอื่นบนมือถือของนักเรียนได้อย่างไร เราถาม

สตาร์ทดี ธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อการศึกษาที่บอกว่า ถ้าการศึกษาไทยดี ธุรกิจนี้ก็ไม่จำเป็น

“เราไม่หวังว่าเด็กทุกคนจะต้องมาใช้ StartDee ในวันนี้” เขาตอบ “เรื่องแรกๆ ที่เราได้รู้จากการมาทำ StartDee เลยคือ เราตอบความต้องการของนักเรียนทั้งแปดล้านคนทั่วประเทศไม่ได้ในคราวเดียว

“จากการสำรวจความต้องการของนักเรียนทั่วประเทศ โดยทีมงานห้าคนแรกของบริษัท เราได้ข้อมูลมากมายและแบ่งเด็กออกได้เป็นสี่กลุ่ม บนแกนฐานะเศรษฐกิจและแรงจูงใจด้านการศึกษา กลุ่มที่เราเป็นห่วงที่สุด คือกลุ่มที่มีแรงจูงใจเรียนแต่ฐานะไม่ดี เราเลยตั้งใจออกแบบเนื้อหาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรก 

“กลุ่มที่ยังไม่มีแรงจูงใจในการเรียน ไม่ว่าจะมีฐานะเศรษฐกิจเป็นอย่างไรเราก็สนใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องมีแรงจูงใจก่อน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในตอนนี้”

เรียนแบบ Netflix

ไอติมบอกว่าอยากให้นักเรียนมอง StartDee เหมือนที่มองแอปพลิเคชันเพื่อความบันเทิงอย่าง Netflix คือทั้งเจอสิ่งที่อยากดูและเพลิดเพลินกับมันจนหาทางออกไม่ได้

StartDee มีเนื้อหาวิชาหลักในโรงเรียนทุกบททุกวิชาทั้งแต่ ป.4 – ม.6 ในรูปแบบวิดีโอ ทั้งการเรียนการสอน แบบฝึกหัด ชีทสรุป ไม่ว่านักเรียนจะเรียนหัวข้อไหนไม่เข้าใจ พอเข้ามาในแอป StartDee ก็หาเนื้อหาการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ได้

ความพิถีพิถันที่เราคาดไม่ถึงแต่ไอติมบอกว่าสำคัญมากๆ คือการตั้งชื่อคลิปที่ต้องตั้งหัวข้อให้ตรงกับในบทเรียนเป๊ะๆ เพื่อให้เวลาเด็กมาเสิร์ชจะได้หากันเจอ เหมือนเวลาเปิด Netflix แล้วได้รับคำแนะนำหนังหรือซีรีส์ที่ถูกใจอยู่เสมอ StartDee ก็มีฟีเจอร์แบบนั้นเหมือนกัน 

“ตอนที่เราไปสำรวจความต้องการของนักเรียน ได้ฟังเรื่องราวว่าบางคนเรียนไม่ทัน ฟังครูไม่รู้เรื่อง ในขณะที่บางคนบอกว่าเข้าใจทุกอย่าง ครูสอนช้าไป เราเลยพัฒนาให้แอปพลิเคชันแนะนำเนื้อหาที่เหมาะกับการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลได้ เหมือนที่ Netflix รู้ว่าเราชอบดูเนื้อหาประเภทอะไร วิธีการคือ พอใช้แอปพลิเคชันของเราไปสักพัก นักเรียนก็จะได้ StartDee Report เป็นรายงาน ให้เขาดูว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ดูเนื้อหาไหนไป ทำบททดสอบอะไรไปบ้าง และจะมีวิดีโอแนะนำเนื้อหาที่คุณควรดูต่อ” ไอติมอวดฟังก์ชันของ StartDee ให้เราฟังอย่างภาคภูมิใจ

ความเพลิดเพลินในการเรียนนี้ StartDee ไม่ได้มองแค่ฟังก์ชันการใช้ แต่ก็ยังคิดไปถึงเนื้อหาที่จะถ่ายทอด ให้นักเรียนได้เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ทั้งในและนอกห้องสอบด้วย

“โจทย์ของเราคือสร้างแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ที่เป็นศูนย์รวมของการศึกษาที่มีคุณภาพ เรายึดเนื้อหาและตัวชี้วัดของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่ยึดตามวิธีการสอนเสียทั้งหมด

“ตัวอย่างที่ชัดเจนมากคือวิชาภาษาอังกฤษ เราพยายามให้คุณครูของเราเสริมทักษะด้วยว่าจะเอาไปใช้ในชีวิตจริงอย่างไร อย่างวิชาสังคมศึกษาก็มีครูสังคมที่ StartDee มาถามว่า ถ้าหลักสูตรสอนว่าครอบครัวที่ดีต้องมีทั้งพ่อและแม่ แต่เราเห็นว่าปัจจุบันครอบครัวมีหลากหลายรูปแบบ จะให้สอนนักเรียนไปอย่างนี้จริงๆ หรือ ผมก็บอกว่าไม่ควร เราควรสอนในสิ่งที่เราคิดว่ามันดีสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก อย่าให้หลักสูตรของกระทรวงมาเป็นกรอบจำกัด แต่ก็อาจต้องแนะนำว่าเวลาตอบข้อสอบต้องตอบอย่างไร”

เรื่องรูปแบบของการสอนก็ด้วย

สตาร์ทดี ธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อการศึกษาที่บอกว่า ถ้าการศึกษาไทยดี ธุรกิจนี้ก็ไม่จำเป็น

สื่อการสอนออนไลน์ของรัฐที่ต้องถูกเอาออกมาใช้อย่างปุบปับเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 ออกแบบมาว่าเวลานี้ต้องเรียนอะไร ต้องทำอะไร แล้วการสอนก็เป็นการเอากล้องไปตั้งในห้องเรียน ถ่ายไว้แล้วก็อัปโหลดขึ้นไปบนออนไลน์ ซึ่งก็ล่มบ้าง ดีเลย์บ้าง ถ้าเผลอไปเข้าห้องน้ำกลับมาเรียนต่อก็ตามไม่ทันไปแล้วบ้าง

StartDee ยกกรอบเหล่านั้นออกทั้งหมด และเปิดให้ทุกคนเข้ามาใช้บริการได้ฟรีในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ระหว่างที่โรงเรียนปิด ทั้งๆ ที่นั่นเป็นช่วงที่ StartDee เพิ่งเปิดตัว และควรจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการที่บริษัทเริ่มมีรายได้เข้ามา หลังจากต้องดำเนินการโดยมีเพียงค่าใช้จ่ายมาเป็นระยะเวลาหลายเดือนช่วงเตรียมการก่อนเปิดตัว

ไอติมอธิบายว่า “จริงๆ ถ้ารัฐอยากเอาโมเดลนี้ไปทำบ้างผมก็ยินดีมาก StartDee ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องมาเรียนเวลาไหน คุณจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะมาครึ่งชั่วโมงหรือจะสองชั่วโมงก็แล้วแต่ แล้ววิดีโอใน StartDee ก็เป็นวิดีโอสั้นๆ ที่ยังรักษาสมาธิระหว่างดูเอาไว้ได้” 

สนุก อร่อย ย่อยง่าย

ในโลกยุคออนไลน์ที่ใครๆ ก็มีความสนใจสั้นลง ยิ่งเป็นเรื่องการเรียน เราจะบังคับให้ทุกคนนั่งเฉยๆ และฟังเหมือนเวลาอยู่ในห้องเรียนก็คงไม่ได้ (และไม่ได้บอกว่าเวลาอยู่ในห้องเรียนจะทำได้) StartDee ออกแบบรูปแบบการนำเสนอบทเรียนให้เข้ากับความจริงข้อนี้

เวลาทำเนื้อหาแต่ละบท ทีมคุณครูที่ StartDee จะเริ่มจากการออกแบบ Learning Journey โดยพยายามแบ่งเนื้อหาใน 1 บทให้ย่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

ไอติมขยายความให้ฟังต่อว่า “ที่ทำแบบนี้ก็เพราะรู้พฤติกรรมการเรียนออนไลน์ของเด็ก ว่าเขาไม่ต้องการนั่งเรียนยาวๆ เป็นชั่วโมง แต่อยากได้เนื้อหาเป็นแบบ Bite Size คือเข้ามาเพื่อเรียนหัวข้อย่อยที่เขาไม่เข้าใจ และไม่ต้องนั่งเรียนยาวทั้งบท เป้าของเราคือ หนึ่งหัวข้อย่อย จะต้องทำให้เด็กเข้าใจได้ในสามสิบนาที

สตาร์ทดี ธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อการศึกษาที่บอกว่า ถ้าการศึกษาไทยดี ธุรกิจนี้ก็ไม่จำเป็น

“เราออกแบบการเรียนในแต่ละหัวข้อไปเรียงจากง่ายไปยาก เช่น พอเด็กเข้ามาจะเจอวิดีโอที่ง่ายสุดก่อนห้านาที แล้วก็คั่นด้วยคำถาม เพื่อเช็กว่าเขาเข้าใจแล้วจริงไหม หรือเปิดเอาไว้เฉยๆ ถ้าตอบผิดก็บอกเขาว่าย้อนไปดูใหม่ไหม ถ้าถูกจะได้ไปดูวิดีโอถัดไปซึ่งก็จะยากขึ้นมา

“และในแต่ละวิดีโอ เราพยายามให้ไม่เกินสิบนาที แต่ถ้ามันยาวเกินนั้น เราก็มักแทรกคำถามให้เด้งขึ้นระหว่างสอน ให้นักเรียนเลือกคำตอบสั้นๆ แบบกดเลือก พอให้รู้ว่ายังตามกันทันอยู่ พอเรียนจบก็จะมีชีทสรุปให้โหลดเก็บไว้ในมือถือได้”

นอกจากเนื้อหาที่ถูกแบ่งเป็นคลิปสั้นๆ ให้เหมาะกับการใช้งานออนไลน์แล้ว StartDee ยังมีอีกหลายฟังก์ชันเพื่อเพื่อลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึง เช่น ดาวน์โหลดคลิปเก็บไว้ในเครื่องเมื่ออยู่ที่โรงเรียนหรือที่ที่มีสัญญาณ WiFi เพื่อเอาไว้ดูแบบออฟไลน์ได้ การใช้งานแอปพลิเคชัน StartDee ใช้ปริมาณ Data จากอินเทอร์เน็ตประหยัดกว่าแพลตฟอร์มดูวิดีโอทั่วไปถึง 2 เท่า และถึงแม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ตเลย StartDee ก็มีโครงการร่วมกับ AIS ให้เด็กที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจใช้ StartDee ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของ AIS ได้แบบไม่ต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตด้วย

ได้บอกไปหรือยังว่าความกิน Data น้อยนี้ มาพร้อมกับบทเรียนที่บางครั้งก็เล่าด้วยกราฟิกแพรวพราว เพื่อความตื่นตาและความเข้าใจง่ายของเด็กๆ ด้วยนะ 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วเราจะเชื่อถือคุณภาพของบทเรียนจาก StartDee ได้อย่างไร เราก็สงสัยเหมือนกัน

เรื่องนี้ไอติมบอกว่า “คุณครูที่เข้ามาสอนต้องผ่านการทดสอบความรู้ด้านวิชาการทุกคน การคัดเลือกครูของเราค่อนข้างเข้มข้น และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นครูที่มีประสบการณ์มาหรือเปล่า 

“คุณครูของเรามีหลากหลาย ทั้งเคยสอนในโรงเรียนแล้วลาออกมาสอนที่ StartDee บางคนก็เพิ่งจบครุศาสตร์มา บางคนเคยเป็นคุณครูสอนพิเศษ หรือเป็นติวเตอร์ก็มี ซึ่งเราไม่ได้จำกัด ขอแค่ต้องผ่านหลักเกณฑ์ที่เรากำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะมีความหลากหลาย ครูที่สอนในโรงเรียนมีประสบการณ์และความเชื่อแบบหนึ่ง ครูที่สอนพิเศษก็จะเห็นปัญหาของเด็กในอีกแบบหนึ่ง ทุกคนมาทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ประโยชน์กับเด็กมากที่สุด

“เวลาทำเนื้อหาการสอน เราจะเช็กความแม่นยำโดยคุณครูคนอื่นด้วยเสมอ ในหนึ่งคลิปวิดีโอจะผ่านตาคุณครูอย่างน้อยสองคน ไม่มีคลิปไหนผ่านตาคุณครูคนเดียว เพราะเราเข้าใจว่าบางทีอาจเผลอให้เนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด หรือสคริปต์อาจทำให้เด็กเข้าใจได้ไม่ชัดเจนขึ้นมา ก็จะมีคนช่วยกันเช็ก ช่วยกันตรวจสอบคุณภาพ”

“อีกหนึ่งคนที่เป็นผู้ช่วยที่สำคัญมากของคุณครูคือทีมตากล้อง ถ้าครูสอนแล้วคนที่อยู่หลังกล้องเข้าใจ ก็เป็นอันใช้ได้”

เรื่องที่เราว่าพิเศษสำหรับการเป็นคุณครูที่ StartDee คือคุณครูต้องสอนหน้ากล้องได้อย่างไม่เขิน “คุณครูบางคนมาทำงานกับเราแล้วก็ได้งานอดิเรกเสริมเป็น YouTuber ไปด้วย เพราะพูดหน้ากล้องเก่งแล้ว” ไอติมเล่าให้ฟังถึงความสามารถอันล้นเหลือของทีมคุณครู

สตาร์ทดี ธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อการศึกษาที่บอกว่า ถ้าการศึกษาไทยดี ธุรกิจนี้ก็ไม่จำเป็น

ธุรกิจของดีราคาถูก

ทั้งความรู้และความพยายามที่เล่าไปทั้งหมดนี้ StartDee ตั้งราคาเอาไว้ที่ 200 – 300 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เลือกเป็นสมาชิก ซึ่งจากเนื้อหาและรายวิชาที่ StartDee จัดให้ หารออกมาแล้วอยู่ที่แค่วิชาละ 30 บาทต่อเดือน

“ผมมั่นใจว่าถูกที่สุดในตลาดเรียนออนไลน์ และถูกกว่าสถาบันกวดวิชาเป็นสิบยี่สิบเท่า” ไอติมบอก

แต่ถึงจะถูกแสนถูก แต่ไอติมก็บอกว่าเขายังอยากคิดราคาให้ย่อมเยามากกว่านี้ และเหตุผลของเขาไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน แต่เป็นเรื่องพันธกิจที่เขาอยากทำให้สำเร็จ

ไอติมอธิบายว่า “ผมบริหาร StartDee โดยมองหาสมดุลระหว่างสามอย่าง อย่างแรกคือสร้างผลประโยชน์ให้กับระบบการศึกษาของประเทศไทย อย่างที่สองคือทำให้ธุรกิจอยู่อย่างยั่งยืนได้ และอันที่สามคือ เราต้องสร้างที่ทำงานให้เป็นสถานที่ดึงดูดคนเก่งๆ ที่อยากเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา

สตาร์ทดี สตาร์ทอัพเพื่อการศึกษา, ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

“ซึ่งบางครั้งสามเป้าหมายนี้มันก็ขัดกันบ้าง” เขายอมรับแต่ก็ไม่ได้หมายถึงจะยอมแพ้ 

“อย่างเวลามีคำถามว่า StartDee จะช่วยให้เด็กได้คะแนนดีได้ไหม ในแง่การตลาด เรารู้ว่าความต้องการของเด็กหลายๆ คนคือต้องการเรียนเพื่อสอบได้คะแนนดี เพราะเชื่อว่าคะแนนที่ดีจะนำโอกาสที่ดีมาสู่ชีวิตเขา และนั่นก็เป็นเป้าหมายที่นักเรียนส่วนใหญ่ลงทุนทั้งเวลาและเงินทองเพื่อหาตัวช่วย ด้วยเหตุผลแบบนี้ StartDee จึงต้องตอบความต้องการของตลาด โดยมีข้อแม้คือทำให้นักเรียนได้คะแนนดี จากความเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริงเท่านั้น” 

สมมติว่าคลิปบอกสูตรเตรียมสอบทำให้จบได้ใน 1 คลิป แต่ถ้าต้องการอธิบายให้เด็กเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ StartDee ต้องกระจายเนื้อหาออกเป็นหลายสิบคลิป บวกกับสื่อการสอนอื่นๆ อีกมาก เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนพกความเข้าใจไปเข้าสอบ ต้นทุนการผลิตสื่อเหล่านี้ทั้งในแง่ค่าเสื่อมของอุปกรณ์และเวลาของบุคลากรก็ต้องเพิ่มขึ้นไป ในสัดส่วนคูณด้วยจำนวนคลิป เราได้ยินแล้วก็อดมีคำถามไม่ได้

“ความตั้งใจนี้ทำให้เราทำหลายๆ อย่างที่อาจจะไม่ได้เมกเซนส์ทางธุรกิจร้อยเปอร์เซ็นต์” เขาบอกว่าเขาก็รู้

“แต่ก็เป็นสมดุลที่ก็ต้องหา เพราะถ้าผมทำ StartDee เพียงแค่ผลิตเด็กที่มีเกรดสูงๆ และท่องจำไปสอบได้อย่างเดียวผมก็คงไม่มาทำตั้งแต่ต้น ในฐานะคนที่มาทำธุรกิจด้านนี้ ผมว่าเรามีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเด็กที่สูงกว่าแค่การทำให้ได้คะแนนสอบดี ทุกคนที่ StartDee รู้ว่าเราไม่ได้ต้องการกำไรมหาศาล เราต้องการแก้ปัญหาสังคม ตราบใดที่เราทำให้มีรายได้เพื่อทำความฝันให้เป็นจริงได้ เราก็โอเค” ไอติมเล่าความตั้งใจที่เป็นหมุดหมายของ StartDee ไว้อย่างหนักแน่น

เมื่อความฝันราคาแพงคือการอยากเก็บค่าบริการราคาถูก จะได้ไม่เป็นภาระของผู้ซื้อ แต่ก็จะไม่หย่อนคุณภาพตามที่เคยตั้งใจ การบริหารต้นทุนของธุรกิจนี้จึงเป็นเรื่องน่าสนใจมาก

“เราต้องพยายามหนักขึ้น เพื่อจะได้เก็บค่าบริการในอัตราที่ต่ำ โดยต้องทำให้มีคนสมัครใช้บริการมากขึ้น ซึ่งก็หมายถึงการพัฒนาทั้งเทคโนโลยีและเนื้อหาให้เข้าถึงผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นี่คือแผนการของ StartDee 

ซึ่งหลักการของซีอีโอรุ่นใหม่คนนี้ก็คือ การบริหารต้นทุนด้วยการใช้คนและสร้างคนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเสาหลักที่ StartDee พยายามหาสมดุลอยู่ในทุกอย่างที่ทำ

เขาบอกว่า “คนที่สนใจการกิจการเพื่อสังคมหลายคนถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่างงานเพื่อสังคมหรืองานที่มั่นคง รายได้ดี แต่ผมอยากสร้างองค์กรที่ไม่บีบให้ใครต้องเลือก คนที่มาทำงานที่นี่ไม่ต้องเสียสละอะไร มีเส้นทางอาชีพที่ดี มีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี และน่าภาคภูมิใจ” นอกจาก Pain Point ที่เกี่ยวกับระบบการศึกษาแล้ว ไอติมยังมองเห็น Pain Point ของกิจการเพื่อสังคมด้วย

“คนเก่งๆ ก็ย่อมมีคนอยากได้ตัวมากมาย แม้ผมเชื่อว่าสถานที่ทำงานที่ดี สำคัญกว่าการให้เงินเดือนมากๆ แต่แน่นอนว่าผมก็ต้องแข่งขันเพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถกับตลาด เพราะถ้าไม่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ ก็ลำบาก โชคดีตรงที่หลายคนเลือกมาทำงานในสตาร์ทอัพ ด้วยมิชชันว่าสตาร์ทอัพนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร สำหรับหลายคน เป้าหมายก็เลยสำคัญกว่าค่าตอบแทน”

วัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย

เมื่อคิดถึงผู้บริหารในธุรกิจทั่วไป ก็คงคิดถึงหน้าที่การเป็นผู้จ่ายเงินเดือนพนักงานตามที่ได้ตกลงว่าจ้างกันไว้ แต่ในองค์กรที่น่าหลงใหลหลายแห่ง เราพบว่านอกจากการจ่ายเงินเดือนแล้ว ผู้บริหารก็มีอีกหน้าที่ คือต้องรักษาสัญญาที่บอกกันไว้ว่าจะมาทำร่วมกัน

ที่ StartDee พวกเขาคุยกันไว้ว่า อยากร่วมกันสร้างการศึกษาที่ดีให้เกิดในประเทศนี้จริงๆ และซีอีโออย่างไอติมก็มองว่า วัฒนธรรมองค์กรเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่จะพาไปถึงเป้าหมายได้

สตาร์ทดี ธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อการศึกษาที่บอกว่า ถ้าการศึกษาไทยดี ธุรกิจนี้ก็ไม่จำเป็น

พนักงาน 130 คน มีอายุเฉลี่ย 27 ปี มีความหลายหลายในแง่พื้นฐาน ช่วงวัย แต่มีความตั้งใจเดียวกัน แต่ละคนหอบความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตัวเองมาที่ StartDee แต่เมื่อเข้ามาทำแล้ว ไอติมบอกว่าเขาจะพยายามทลายความยึดติดว่านี่คือหน้าที่ของฉัน นี่คือแผนกของฉัน เพราะในความเป็นสตาร์ทอัพ จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น คือสามารถลองทำสิ่งใหม่ๆ และมีความทนทานต่อความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นได้

เขายังเสริมด้วยว่า “บางครั้งเราต้องขอบางคนให้มาทำหน้าที่ที่ตัวเองไม่ได้ถนัด ทัศนคติร่วมหัวจมท้ายก็เลยเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่เรามองหา”

เขาเล่าสถานการณ์ร่วมหัวจมท้ายครั้งล่าสุดให้เราฟังว่า “โปรเจกต์ชื่อว่า ALL IN เราระดมพนักงานทั้งบริษัทมาช่วยกันพัฒนาเนื้อหา เพื่อให้ทันต่อความต้องการของนักเรียน เพราะแต่ละโรงเรียนสอนเนื้อหาไม่พร้อมกัน เช่น เนื้อหาเทอมสองของบางโรงเรียน ถูกเอามาสอนในเทอมหนึ่งของอีกโรงเรียน เราก็เลยตั้งเป้าที่สำคัญอันดับหนึ่งของบริษัทในไตรมาสนั้น ว่าต้องโหมกระหน่ำทำให้ปริมาณเนื้อหาออกมาให้เยอะที่สุด

“ผมขอให้ทุกคนถอดหมวกของแผนกตัวเองออก แล้วมาดูว่าเราช่วยกระบวนการนี้ยังไงได้บ้าง เช่น พนักงานจากแผนกมาร์เก็ตติ้ง ไม่มีความรู้ทางวิชาการ แต่ก็เข้ามาช่วยทำสไลด์ ช่วยพิมพ์คำถาม ซึ่งทุกคนก็มาช่วยแต่โดยดี

“ถึงแม้เขาจะไม่ได้สมัครมาทำเรื่องนี้ แต่เขาก็แบ่งเวลามาช่วย ด้วยทัศนคติที่ว่าอยากให้ภารกิจของบริษัทสำเร็จ” ถ้ามองแบบธุรกิจทั่วไป ก็ต้องเรียกว่าใช้คนคุ้ม แต่ถ้ามองอย่างมีความตั้งใจแรงกล้ามาเกี่ยวข้อง เราคงจะเรียกสิ่งนี้ว่า สปิริต

นอกจากคนแล้ว ในทุกองค์กรก็มีต้นทุนสำคัญอีกอย่างก็คือเวลา และสำหรับองค์กรที่พยายามรัดเข็มขัดเพื่อประคองต้นทุนให้ต่ำอย่าง StartDee เวลาเลยถูกออกแบบให้ใช้ไปอย่างคุ้มค่ามากที่สุดเช่นกัน

เรื่องที่ไอติมเล่าและเราชอบมากคือ การประชุมตาม Objective 

สตาร์ทดี สตาร์ทอัพเพื่อการศึกษา, ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

“เราจะเริ่มจากการสรุปว่าในไตรมาสนี้มี Objective อะไรที่บริษัทต้องทำให้สำเร็จ เช่น เราต้องการมั่นใจว่าเด็กที่ใช้แอปพลิเคชันเราพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะมีหลายแผนกที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายคนทำเนื้อหา ฝ่ายพัฒนาแอปพลิเคชัน ฝ่ายการตลาด ทุกคนต้องมาอยู่ในประชุมนี้ แต่เราจะคุยแค่เรื่องเดียว คือทำยังไงให้คนที่เข้ามาใช้แอปพลิเคชันเรามีประสบการณ์ที่ดี

“เท่าที่ลองมาผมก็ว่าได้ผลดี เพราะมันทำให้ทุกคนคุยบนเรื่องเดียวกัน ถอดหมวกแผนกตัวเอง และจะทำให้ปัญหาการประสานงานระหว่างแผนกน้อยลง ลดเวลาที่ต้องอธิบายซ้ำๆ หรือรอคำตอบจากอีกแผนก เพราะทุกคนมีอะไร ก็คุยกันตอนนั้นเลย มันทำให้มีโฟกัสว่าทิศทางของบริษัทมีเป้าหมายอะไรที่เราทุกคนต้องพยายามไปให้ถึง รู้สึกเป็นเจ้าของเป้าหมายนั้นร่วมกัน

แต่ด้วยความที่บางทีเป้าหมายใหญ่และไกลมาก ในการทำงานเราก็จำเป็นต้องมีทิศทางเพื่อขับเคลื่อนองค์กรหรือทีมงานให้ไปในทางที่ถูกต้อง เราถามไอติมเรื่องนี้ เขาก็มีไอเดียที่สนุกมากมาเล่าให้ฟัง และอนุญาตให้ทุกคนยืมไปใช้ได้ 

“เรามี Weekly Huddle ทุกเช้าวันพฤหัสบดี ซึ่งทั้งบริษัทจะรวมตัวกันหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้แต่ละแผนกมาแชร์ว่าทำอะไรไปบ้าง สัปดาห์นี้จะทำอะไร และทุกสัปดาห์จะมีการประกวด Clip of The Week โดยแต่ละทีมวิชาก็จะเอาคลิปมาแข่งกันในธีมต่างๆ ซึ่งพยายามสอดแทรกสิ่งที่อยากเห็นในมุมธุรกิจเข้าไปในธีมแต่ละสัปดาห์ เช่น ธีมหลับตาแล้วฟังก็เข้าใจ เป็นการพยายามผลักดันให้ทีมสร้างสรรค์ว่า จะทำยังไงให้คลิปมันฟังแค่เสียงก็เข้าใจ เพราะเราได้รับฟีดแบ็กมาว่าเด็กบางคนดูแล้วทำอย่างอื่นไปด้วย หรือธีมคลิปที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผลักดันให้ทุกคนคิดวิธีทำคลิปให้สนุกขึ้น เป็นต้น”

แม้ทุกคนในองค์กรจะเข้ามาด้วยความตั้งใจเต็มหลอด แต่ไอติมก็บอกว่า เขาพยายามปลูกฝังทุกคนว่าอย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว 

เขาเล่าว่าเขาพูดกับพนักงานเสมอๆ ว่า “อะไรที่เราคิดว่าดี แต่นักเรียนมาบอกอีกอย่าง เราก็ต้องฟัง การให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาแอปพลิเคชัน เราต้องพร้อมรับฟังข้อมูลที่อาจจะทำลายล้างสมมติฐานของเรา”

เวลาทำเรื่องยากๆ กำลังใจดีๆ ก็เป็นเหมือนน้ำมันคอยเติมให้ไปต่อได้

“การวัดผลความพึงพอใจของผู้ใช้ (NPS : Net Promoter Score) ที่ขอให้ผู้ที่เป็นสมาชิก StartDee มาแล้วครบเดือนลงคะแนนว่าเขาอยากจะแนะนำ StartDee ให้กับเพื่อนหรือเปล่าเป็นคะแนนศูนย์ถึงสิบ StartDee มีสัดส่วน Promoters หรือคนที่ให้คะแนนเก้าถึงสิบอยู่ถึงเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์” นั่นก็น่าจะทำให้ทีมงานใจฟูไม่น้อย แถมยังมีฟีดแบ็กเล็กๆ น้อยๆ ที่ไอติมเล่าว่าได้รับจากฝ่ายดูแลลูกค้า หรือไม่ก็คอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊กว่า StartDee ได้ช่วยให้ลูกของเขาสนใจเรียนมากขึ้น หรือช่วยให้นักเรียนคนหนึ่งได้คะแนนดีที่สุดในชีวิต นั่นก็น่าจะช่วยแต้มยิ้มในวันเหนื่อยๆ ให้กับชาว StartDee ได้แน่ๆ

สิ่งที่คาดหวังได้จากการเริ่มต้นที่ดี 

นอกจากความตั้งใจลดช่องว่างทางการศึกษาแล้ว StartDee ยังมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้ช่วยเปิดช่องทางสู่การเรียนรู้ให้เด็กๆ ด้วย 

ไอติมบอกว่า “การศึกษาคือสิ่งที่เรามองว่ารัฐจัดสรรให้กับนักเรียน แต่การเรียนรู้เป็นทัศนคติที่เราคิดว่าทุกคนต้องมีไว้ตลอดชีวิต

“เราอยากสร้างวัฒนธรรมหรือทัศนคติกับเด็กว่า คุณไม่ได้เรียนไปในระบบการศึกษาเพียงเพื่อให้ได้เกรดที่ดีอย่างเดียว เราไม่ต้องการเป็นแอปพลิเคชันเพื่อแค่ผลิตเกรดที่ดีให้กับนักเรียน แต่ต้องการส่งเสริมให้เขามีความสุขต่อการเรียนรู้ด้วย มีความสุขต่อการแสวงหาการเรียนรู้ใหม่ๆ มีแรงจูงใจในวันที่อาจจะไม่รู้อะไรบางอย่าง

“เราก็เห็นว่าในอนาคต เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนงานในหลากหลายสาขาวิชาชีพ เราไม่มีทางคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตงานที่ทุกคนทำอยู่หรือเริ่มทำไปจะยังมีอยู่หรือเปล่า สิ่งที่ทำได้คือสร้างความทนทาน (Reselience) กับบุคลากรในประเทศของเราในอนาคต ไม่ว่างานของคุณที่ทำอยู่อาจจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยี หรือว่ามีวิกฤตอะไรเข้ามาทำให้ต้องตกงาน คุณก็สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และหางานใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา”

และถึงแม้ StartDee จะช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้นได้มากแค่ไหน ไอติมก็ยังมองว่า StartDee ไม่ได้มาทดแทนโรงเรียน แต่เขาเชื่อว่าบทบาทของโรงเรียนก็ควรจะต้องเปลี่ยนไป ในแบบที่เรียกว่า ‘ห้องเรียนกลับด้าน’ (Flipped Classroom) คือแทนที่จะเป็นการบรรยายในห้องเรียน ให้เด็กเก็บความรู้แล้วกลับมาทำการบ้านที่บ้าน ห้องเรียนกลับด้านจะทำตรงกันข้าม คือให้นักเรียนฟังบรรยายเพื่อเอาความรู้จากที่บ้าน พอไปโรงเรียนก็จะได้ทำกิจกรรม ช่วยส่งเสริมทักษะอื่นๆ โดยมีคุณครูเป็นผู้แนะนำ

ไอติมมองว่า “Flipped Classroom จะมีประโยชน์มากในการคืนครูให้เป็นประโยชน์กับนักเรียน แต่ว่าเราก็ต้องมั่นใจว่าเด็กทุกคนเข้าถึงช่องทางออนไลน์เพื่อเรียนได้ทุกคนเสียก่อน”

สุดท้ายเราขอให้ไอติมแบ่งปันประสบการณ์กับผู้ที่อยากเข้าสู่วงการสตาร์ทอัพ ว่าเขาควรเตรียมตัวและเตรียมใจอย่างไรบ้าง เขาบอกว่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุยกับผู้ใช้ให้บ่อยที่สุดและลึกที่สุด พยายามเข้าใจว่าปัญหาที่เขาเจอคืออะไร เพราะปัญหาของสตาร์ทอัพ หลายๆ ครั้งคือเราต้องการแก้ปัญหาที่ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการให้แก้ 

“ถ้าเรามีความคิดความเชื่อบางอย่าง ก็อย่าลืมไปเช็กกับผู้ใช้เรื่อยๆ ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ดีขึ้นจริงหรือเปล่า และท้ายที่สุดก็ต้องหาสมดุลระหว่างสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการและสิ่งที่เราอยากสร้าง เช่น ผู้ใช้บอกว่ามาใช้เพราะอยากได้คะแนนดี เราก็ต้องทำตอบโจทย์นั้น แต่เราไม่จำเป็นต้องทิ้งความตั้งใจว่าอยากสร้างการเรียนรู้ที่ดี

“เพราะถ้าเราไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับปัญหา สิ่งที่กำลังแก้ไม่ใช่ปัญหาที่เราสนใจ เราก็อาจหมดไฟได้เร็ว การหาสมดุลในสองเรื่องนี้ก็เลยเป็นสิ่งที่สำคัญ

คุณเคยบอกว่าสุดท้ายแล้วปัญหาด้านการศึกษาก็ต้องไปแก้ที่ระบบ กลัวไหมว่าทำเท่าไหร่ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้เสียที เราถามอย่างห่วงใย

“ผมว่าเรายังมีปัญหาให้แก้อีกเยอะ คงมีอะไรให้ทำอีกนานกว่าจะบอกว่ามันแก้ไม่ได้แล้ว” 

ไอติมกล่าวอย่างมั่นใจว่าเขาคงจะมีอะไรให้เหนื่อยไปอีกนาน

สตาร์ทดี สตาร์ทอัพเพื่อการศึกษา, ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.holoniq.com/research/

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

BASE Playhouse’ คือธุรกิจออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะยุคใหม่อย่าง Soft Skills ของมนุษย์ที่ฉีกภาพจำของห้องเรียนแบบเดิมๆ ทิ้งไปอย่างหมดสิ้น

เคยไหมที่ง่วงเหงาหาวนอน จ้องมองนาฬิการอเวลาเลิกเรียน จำใจเข้าเทรนนิ่งขององค์กรที่รู้ว่าเข้าไปจะไม่ได้อะไร แอบทำอย่างอื่นระหว่างเวิร์กชอปออนไลน์เพราะน่าเบื่อเกินกว่าจะทน โดนคุณครูในโรงเรียนตำหนิเพราะเขาประเมินศักยภาพอย่างฉาบฉวย ไม่เห็นคุณค่าแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

ประสบการณ์แย่ๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากเคยสัมผัสมาร่วมกันเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ยากมากในห้องเรียนของ BASE Playhouse เพราะพวกเขาจริงจังกับการทำความเข้าใจผู้เรียนที่เป็นมนุษย์ หยิบจับองค์ประกอบของเกมมาผสมผสานการสอน สร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ผู้เรียน ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน ได้มีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับอนาคตที่ไม่ค่อยมีสอนในโรงเรียนหรือองค์กรอย่างเป็นระบบ

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ก่อตั้งโดย ม๋ำ-เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ แม็ก-ภีศเดช เพชรน้อย สองนักออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) รุ่นใหม่ ผู้คลุกคลีอยู่กับการสอนและจัดเวิร์กชอปตั้งแต่สมัยเรียน เห็นช่องว่างของระบบการศึกษา และตัดสินใจสร้างธุรกิจเพื่อลงมือแก้ไขปัญหา

“ความเชื่อของเราคือกระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ให้ก้าวขึ้นไปเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

นี่คือรากฐานสำคัญของบ้านและโรงเรียนแห่งนี้

ในวันที่คุณค่าของผู้เรียนยังถูกวัดด้วยคะแนนสอบทางวิชาการเป็นหลัก ม๋ำและแม็กมองเห็นว่าโลกอนาคตที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ยากต่อการคาดเดา จะไม่ได้ต้องการคนเรียนเก่งอีกต่อไป หากแต่เป็นคนเก่งที่รู้จักตัวเอง มีทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกับมนุษย์ผู้อื่น ทุกคอร์สของ BASE Playhouse จึงออกแบบมาให้ตอบโจทย์นี้ทั้งหมด

แม้เผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การสอนแบบออฟไลน์เป็นไปได้ยาก แต่พวกเขาสามารถปรับตัว ออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์ที่ทำให้คนยังอยากกลับมาเรียนอีกครั้ง พร้อมสร้างหน่วยสตาร์ทอัพใหม่ขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีวัดผลทักษะที่เคยจับต้องได้ยากอีกด้วย

BASE Playhouse แก้โจทย์ที่ผู้สอน โรงเรียนและองค์กร ปวดหัวมาตลอดได้อย่างไร เราขอชวนคุณวางตำราการสอนเล่มหนาที่อาจคุ้นเคย เดินเข้าสนามฝึกสกิล และเรียนรู้จากสองผู้ประกอบการธุรกิจและสตาร์ทอัพการศึกษาที่แตกต่างนี้ไปด้วยกัน

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
ม๋ำ (ซ้าย) – แม็ก (ขวา)
Level 01

ทดลอง สร้างรากฐานอย่างกล้าหาญ

การตอกเสาเข็มแรกของ BASE Playhouse เริ่มต้นขึ้นจากสองคู่หูต่างขั้วที่เชื่อเรื่องการพัฒนามนุษย์ร่วมกัน แม้ไม่ได้ทำงานด้านการศึกษาโดยตรงในตอนแรก

ม๋ำคือเด็กกิจกรรมประจำโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาหลงใหลในเทคนิคเบื้องหลังยานยนต์และเครื่องบิน เลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านนี้โดยเฉพาะ ก่อนเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำแห่งหนึ่ง ด้วยทักษะการคิดเชิงเหตุผลแบบฉบับวิศวกรที่ถูกฝึกปรือมาอย่างดี

ส่วนแม็กเป็นเด็กกิจกรรมจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่เชื่อในพลังของเทคโนโลยีและเลือกทำงานสายนี้ โดยพกพาความใส่ใจ ประสบการณ์ อารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ ติดตัวไปในงานที่ทำด้วยเสมอ

ทั้งสองโคจรมาเจอะเจอกันในงาน TEDxBangkok 2016 ผ่านเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย และฟอร์มทีมขึ้นเพื่อทำโปรเจกต์ทดลองด้านเครื่องยนต์ที่ม๋ำครุ่นคิดอยู่ เสริมจากงานประจำ

“สุดท้าย ไอเดียนั้นเฟล เปลี่ยนไปลองทำอย่างอื่นก็ไม่เวิร์ก แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนครูที่โรงเรียนเก่าทักมาว่าอยากให้เราไปช่วยสอนน้องๆ มัธยมศึกษาเตรียมตัวแข่งขันการทำธุรกิจ” นักจัดกิจกรรมขาประจำของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เล่าย้อนความ

เมื่อโอกาสเข้ามา ทั้งสองลองกลั่นประสบการณ์การทำกิจกรรมทั้งหมดที่เคยผ่านมา เพื่อออกแบบการสอนให้ไม่น่าเบื่อ ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เด็กๆ อยากเรียนต่ออีก

“มันเป็นไปได้ไหมที่ไอเดียนี้จะกลายเป็นธุรกิจ” แม็กเล่าคำถามสำคัญของม๋ำเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ทำให้พวกเขาเริ่มการเดินทางครั้งใหม่เพื่อไขข้อสงสัย

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

“เราลองออกแบบ Prototype (ค่ายต้นแบบ) สองช่วง ช่วงแรกคือเช็กว่าสิ่งที่เราจะทำน่าสนใจและดีจริงไหม นั่งคิดกันตั้งแต่ต้นว่าต้องมีอะไรบ้างถึงทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

“หนึ่งคือคนสอน ซึ่งเราพอมีคนรู้จักอยู่ สองคือสถานที่ ตอนนั้นเราเจอว่าคณะวิศวะฯ มี Co-working Space อยู่ ลองติดต่อไปและวันต่อมาก็ Pitch ขอใช้สถานที่เลย ทำสไลด์เสร็จภายในหนึ่งวัน เป็นการ Pitching ครั้งแรกของ BASE ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องขอสถานที่นี้มาใช้ให้ได้” ม๋ำเล่า การ Pitch อย่างเร่งด่วนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี

พอเปิดรับสมัครคนเข้าร่วมค่าย ‘Business for Youngsters’ สอนสร้างธุรกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายรุ่นหนึ่งฟรี มีคนสมัครเข้ามา 300 คน ทะลุเป้า 30 คนที่ตั้งไว้เพื่อการดูแลที่ทั่วถึง

พอลองทดสอบช่วงที่ 2 ด้วยการตั้งราคาคอร์สขึ้นมาในรุ่นถัดไป ปรากฏว่าคนสมัครเต็มอีกครั้งหนึ่ง เรียนแล้วผลตอบรับดีทั้งสองรอบ ตอบทุกโจทย์ที่พวกเขาเคยสงสัย

เมื่อเห็นความเป็นไปได้ ม๋ำและแม็กรีบตามหาสมาชิกร่วมบุกเบิก โดยการถามตัวเองก่อนว่าพวกเขาต้องการศักยภาพและคนแบบใดเข้าร่วมทีม

“วิธีหาเหมือนเดิม เราลิสต์กันว่ารู้จักใครบ้าง พอได้ชื่อปุ๊บ เราขอขับรถไปคุยด้วยเลย” ม๋ำเล่า วิธีการนี้ทำให้เขาชักชวนนักจิตวิทยา ดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ และเพื่อนที่เรียนด้านนวัตกรรม ร่วมขบวนการได้สำเร็จ

“เราเห็นว่าปัญหาหลักของคนจะทำสตาร์ทอัพหลายที่คืออยากเริ่ม แต่หาคนไม่ได้ สิ่งที่เราเรียนรู้คือมันต้องกล้าเข้าหาและชักชวนคนที่เชื่อเหมือนกันให้ได้ อาจต้องดิ้นรนหน่อยช่วงแรก” 

ปัจจุบัน ทีมงานชุดแรกยังทำงานอยู่ด้วยกันเกือบครบ และค่าย Business for Youngster จัดมาราว 30 รุ่นแล้ว

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
Level 02

เข้าใจความเจ็บปวดที่ยังไม่มีใครแก้

จุดเด่น 2 เรื่องที่ทำให้ BASE Playhouse โดดเด่นจากโรงเรียนหรือสถาบันอื่นๆ ในช่วงแรกคือ เนื้อหาและกระบวนการสอน

ด้านเนื้อหา พวกเขาค้นคว้าเทรนด์การศึกษาทั่วโลก และพบว่ารากฐานสำคัญสำหรับคนรุ่นต่อไปคือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จัดจำแนกง่ายๆ ได้เป็น 4C คือ Critical Thinking (การคิดอย่างมีเหตุผลและแก้ไขปัญหา), Creativity (การคิดสร้างสรรค์), Collaboration (การทำงานร่วมกับผู้อื่น) และ Communication (การสื่อสาร) จึงนำมาออกแบบเป็นหลักสูตรเสริมสร้างแต่ละทักษะ

“เราชวนผู้สอนสิบกว่าคนที่เรารู้จัก มานั่งถกกันว่าทักษะเหล่านี้สำคัญจริงไหม เราควรทำเรื่องนี้หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือสำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทำงานอาชีพไหนหรือ AI เข้ามาเปลี่ยนโลก ทักษะชุดนี้จะยังจำเป็นอยู่ดี” แม็กเล่า

แม้หลายคนรู้ว่าสำคัญ แต่กลับยังไม่ค่อยมีใครเติมเต็มความต้องการนี้อย่างชัดเจน

“เราคุยกันตั้งแต่แรกว่าจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ไหม จริงๆ เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือเปล่า หลักสูตรแกนกลางก็มีเขียนไว้ว่าควรทำสิ่งนี้ แต่เราเจอปัญหาว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ม๋ำอธิบาย

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

คำพูดนี้ไม่ได้เกิดจากการทึกทักเอาเอง แต่เขาและแม็กเคยรับบทเป็นครูพาร์ตไทม์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่นาน 2 ปีระหว่างที่ทำ BASE Playhouse ไปด้วย เพื่อพัฒนาหลักสูตรทักษะผู้ประกอบการ และลองลงพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจว่าคุณครูในระบบเผชิญปัญหา ติดขัดเรื่องอะไรบ้าง

“เราเข้าไปเห็นตัวอย่างโรงเรียนที่ดีมาก คุณครูสอนด้วยชุดความคิดยุคใหม่ แต่พอเห็นโรงเรียนอื่นๆ เทียบกันแล้ว พบว่าคุณครูมีภาระและต้องจัดการเรื่องเอกสารหรือระบบเยอะกว่ามาก ทำให้เขาไม่มีเวลาโฟกัสกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน บางที่ไม่ใช่ว่าคุณครูทำไม่ได้ แต่ผู้บริหารไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ เขามองไม่ออกจริงๆ ว่าหลักสูตรที่ควรเป็นคือแบบไหน แม้มีหลักสูตรแกนกลางเขียนไว้ แต่เขียนกว้างมากจนคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านนี้เอามาตีความต่อยาก

“สุดท้าย ครูที่ไฟแรงถูกระบบการศึกษาดับไฟ พังความตั้งใจของเขา เรามีผู้สอนใน BASE ที่เคยเจอระบบแบบนี้และบอกว่าจะไม่เป็นครูอีกแล้ว เขาอยากทำให้เด็กเก่งขึ้น แต่กลับต้องทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องเลย สรุปคือระบบปัจจุบันยังไม่เอื้อให้ครูและโรงเรียนทำสิ่งนี้ได้ดี” 

เมื่อได้สัมผัสความเจ็บปวดโดยตรง พวกเขาจึงเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ และออกแบบเนื้อหาคอร์สพัฒนาทักษะยุคใหม่ ความรู้ทางธุรกิจและการค้นหาตัวเองได้อย่างตรงจุด ไม่ติดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ ของโรงเรียน

คอร์สช่วงแรกเน้นที่ผู้เรียนระดับ ม.ปลาย และ ปวช. เพราะม๋ำและแม็กมองว่านักเรียน ม.ต้น น่าจะยังค้นหาความสนใจของตัวเองอยู่ อาจยังไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้เต็มที่ ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยค่อนข้างมีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ และได้รับการสนับสนุนอยู่พอสมควรแล้ว

แต่ทำไปเรื่อยๆ ทั้งสองค้นพบว่าความต้องการไม่จำกัดอยู่เพียงระดับนักเรียนเท่านั้น ผู้ใหญ่ที่ทำงานในองค์กรก็ต้องการพัฒนาทักษะ และกลายเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ของ BASE ‘for Corporate’

“ช่วงแรกไม่ได้ติดต่อไปหาองค์กรไหน แต่บริษัทติดต่อเข้ามาหาเราเอง อาจเพราะ Position เราชัดแต่แรกว่าจุดเด่นคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรมองหาและมันไม่มีใน Training แบบเดิมๆ” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 03

ออกแบบการเรียนรู้ที่ใช่ ไม่ต้องเหมือนใคร

“เราค่อนข้างซีเรียสในการทำความรู้จักผู้เรียน อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร มีแรงจูงใจกับเรื่องอะไรบ้าง และอีกหลายคำถามที่บางทีคนและองค์กรก็งง เพราะไม่เคยโดนถามละเอียดแบบนี้มาก่อน” แม็ก Chief Learning Designer เล่ากระบวนการที่เป็นเหมือนสูตรเฉพาะตัวของธุรกิจ

หากเราไม่เข้าใจผู้เรียนจริง คงยากต่อการออกแบบกระบวนการสอนให้ดึงดูดความสนใจ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ และได้พัฒนาทักษะไปพร้อมกัน เชื่อว่าเราต่างเคยผ่านห้องเรียนที่มอบประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ให้ไม่ได้สักอย่าง เผลอๆ ทำให้เราเกลียดวิชานั้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“จากประสบการณ์ที่ทำมาตลอด เราตกผลึกกันว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ ‘ใช่’ จะมี 5 องค์ประกอบ” ม๋ำช่วยสรุปแก่นสำคัญของหลัก Learning Design ที่เขาได้ค้นพบ

หนึ่ง สนุก (Fun)

สอง สดใหม่ (Fresh) เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

สาม มีความหมาย (Meaningful) ต่อตัวผู้เรียน รู้ว่าเรียนไปทำไม เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

สี่ ปฏิบัติตามได้ (Practical)

สุดท้าย ต้องง่าย (Simple) ไม่ว่าเนื้อหาจะยากแค่ไหนก็ตาม 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนรู้สึกถึง 5 องค์ประกอบนี้มีหลายกลยุทธ์ หนึ่งกระบวนท่าที่ BASE Playhouse เลือกใช้คือ Gamification หรือการถอดรหัสองค์ประกอบของเกมมาใช้งาน พร้อมแต่งเติมเรื่องราว เพื่อให้เกิดทั้งความสนุกและความรู้ ช่วยสร้างผลลัพธ์บางอย่างนอกเหนือตัวเกม เช่น ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมใหม่ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร

ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ในคอร์สทักษะความเป็นผู้นำ BASE Playhouse สร้างเกมขึ้นมาให้ 30 คนเล่นพร้อมกันทั้งห้องเพื่อปลดปล่อยศักยภาพความเป็นผู้นำออกมาเต็มที่เป็นเวลา 4 ชั่วโมง หรืออย่างคอร์ส Skill of Success ม๋ำและแม็กออกแบบเกมแนว RPG (Role-Playing Game) ให้คนฝึกรวมมิตรทักษะสำคัญไประหว่างทางตลอด 2 วันเต็ม

บางเวิร์กชอป พวกเขาสร้างโปรแกรมจำลองสถานการณ์และประมวลข้อมูล (Simulation) ขึ้นมาเพื่อใช้งาน

บางเวิร์กชอป มีการใช้บอร์ดเกมที่ออกแบบขึ้นใหม่โดยเฉพาะ หาจากที่ไหนไม่ได้อีก

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

ทั้งหมดนี้ ลงทุนทำเพื่อสร้างสภาวะจำลองที่ผู้เรียนได้ฝึกปรือฝีมือแบบไม่ต้องกลัวพลาด เกิดกระบวนการโต้ตอบและเรียนรู้ภายในเวลาอันสั้น เหมือนได้เข้าไปใช้เวลาอยู่ในโลกอีกใบ โดยมีรางวัลคือความรู้ (Knowledge) วิธีคิด (Mindset) และทักษะติดตัว (Skill) แม้ไม่เห็นผลทันตาในเวลาอันสั้น แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นหรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีของชีวิตใครหลายคน

ความพิเศษอีกเรื่องคือ กระบวนการที่ใช้กับแต่ละกลุ่มผู้เรียนผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และในแต่ละรอบอาจไม่เหมือนกันเลย แม้เป็นคอร์สเดียวกันก็ตาม 

“เราทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยตีความว่าเขาจะต้องแก้ปัญหาที่เจออย่างไร บางครั้งองค์กรเข้ามาด้วยโจทย์ว่าอยากฝึกพนักงานเรื่อง Critical Thinking เราถามกลับว่าทักษะนี้จะใช้แก้ปัญหาอะไร คุยไปมา ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาขาดจริงๆ คือ Communication

“หน้าที่เราคือการแปลความต้องการและหาสิ่งที่ใช่สำหรับผู้เรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นคอร์สเดิม แต่ถ้าวิธีการมันไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน เราจะเปลี่ยนฟอร์แมตหรือเกมเพื่อให้แก้ปัญหาได้จริงๆ นั่นคือจุดเด่นของเรา”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 04

สู้ความกลัว ปรับตัวสู่โลกออนไลน์

BASE Playhouse ใส่ใจประสบการณ์ของผู้เรียนมาก มากจนปลาย พ.ศ. 2562 พวกเขาตัดสินใจครั้งใหญ่ เช่าสถานที่โซน 24 ชั่วโมงของสามย่านมิตรทาวน์ เนรมิตเป็นออฟฟิศและสนามฝึกสกิลล์ที่มีอุปกรณ์ครบครัน บรรยากาศปลอดโปร่ง เอื้อต่อการเรียนรู้ ไว้จัดเวิร์กชอป ต้อนรับคนเข้ามาใช้พื้นที่ และสร้างคอมมูนิตี้แห่งการเรียนรู้

แต่เปิดตัวไม่นาน เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ความรู้สึกแรกคือเหนื่อยและยากแน่นอน”

“กลัวระดับหนึ่งเลย เพราะเราแคร์ประสบการณ์ผู้เรียนมากๆ พอคนเจอกันไม่ได้ มันเหมือนตัดคุณค่าหลักของธุรกิจไปเลย”

ผู้ประกอบการหลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เมื่อข่าวการแพร่ระบาดและความรุนแรงของโควิด-19 ปรากฏให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ช่วงต้นปีก่อน

“เราต้องคิดใหม่เกือบหมด กลับมาถามตัวเองว่าเราจะสร้างทักษะให้คนผ่านทางออนไลน์แทนได้ไหม” แม็กเล่า การสอนเนื้อหาทั่วไปทางออฟไลน์ให้คนชอบและได้ความรู้ก็ถือว่ายากแล้ว พอโจทย์เป็นการฝึกทักษะทางออนไลน์ ยิ่งท้าทายขึ้นอีกระดับ

แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราลองดูก่อน

“ช่วงนั้นมีคนติดต่อมาให้เราช่วยจัดสอนออนไลน์ คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะลอง ปรากฏว่าทำได้และน่าพอใจด้วย เราแค่ต้องเลิกยึดติดกับความเชื่อว่าความสนุกหรือการโต้ตอบจะเกิดขึ้นต้องอยู่ที่วิทยากรหรือช่องทาง ถ้าโฟกัสกับหลัก Learning Design เราสร้างกระบวนการที่ดีได้นะ” ม๋ำและแม็กยืนยัน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การทดลองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นของพวกเขามีหลากหลายรูปแบบมาก

เช่น PRACT คอร์สออนไลน์ใหม่ที่สอนเนื้อหาเป็นโมดูลสั้นๆ ครั้งละเพียง 15 – 20 นาที พร้อมภารกิจให้ผู้เรียนกลับไปทำให้เกิดเป็นนิสัย เพราะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์จริงๆ ว่าเราไม่อาจโฟกัสกับหน้าจอได้นานนักหรอก

Hell Day ที่พวกเขาต้องออกแบบกระบวนการเพื่อช่วยบริษัทหนึ่งคัดเลือกนักศึกษาฝึกงาน โจทย์คือการสร้างพื้นที่ให้ 150 คนแสดงทักษะ 8 ด้านตลอดเวลา 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด พร้อมวัดผล เรียกได้ว่ารีดเค้นความคิดสร้างสรรค์และตรรกะในการออกแบบอย่างสุดกำลัง

และ mappa แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ช่วยเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่เล่น รู้ สนุก ที่ทีม BASE Playhouse เข้าไปช่วยออกแบบระบบและกลไกของเกมให้กระตุ้นพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่และเด็ก

คนอาจมองว่ากระบวนการทางออนไลน์แบบนี้จะสำเร็จต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ม๋ำและแม็กมองว่าแก่นสำคัญจริงๆ อยู่ที่การเข้าใจผู้เรียนเหมือนเดิม

“ตอนออกแบบ เราไม่ได้เริ่มจากเรื่องเทคโนโลยีเลย แต่เราถามว่าผู้เรียนเป็นใคร อยู่ที่ไหน เข้าถึงโลกออนไลน์ได้แค่ไหน ประสบการณ์ที่เขาควรได้รับเป็นอย่างไร แล้วค่อยหาเทคโนโลยีที่เหมาะมาเสริม จากนั้นใช้ความสร้างสรรค์ต่อยอดให้มันพิเศษและสนุกขึ้นไปอีกภายใต้ข้อจำกัดที่มี” 

เมื่อทำไป 2 – 3 งาน ทีม BASE Playhouse กอบกู้ความมั่นใจของตัวเองกลับมา แม้สถานการณ์สังคมยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ พวกเขากล้าออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์และแนะนำองค์กรใหญ่ๆ มากขึ้น รวมถึงต่อยอดโมเดล ‘School Studio’ จับมือกับโรงเรียนอีกราว 5 แห่ง พัฒนาและดูแลหลักสูตร Entrepreneurship ให้นักเรียนโดยเฉพาะ

“Mindset เราเปลี่ยนไปจากปีที่แล้ว พอรู้ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ เรากลัวน้อยลง นั่นคือความแตกต่างที่เกิดขึ้น” ซีอีโอกล่าว หลังทำงานหนักเพื่อฝ่าวิกฤตมาตลอดทั้งปี

แต่การปรับตัวของพวกเขาไม่ได้มีเพียงเท่านี้

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 05

เปลี่ยนทิศทาง สร้างสิ่งใหม่

นอกจากขยายเป้าหมายผู้เรียนจากนักเรียนเป็นครอบคลุม ‘มนุษย์’ หลายช่วงวัยมากขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงปีที่ผ่านมา BASE Playhouse สร้างบริการใหม่ขึ้นมาให้ตอบโจทย์ทั้งวงจรการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของมนุษย์

“Pain Point ที่เราเจอมาตลอดจากการจัดเทรนนิ่ง คือเราวัดความสามารถของคนไม่ได้ นอกจากการสอบ ดู CV และสัมภาษณ์ เราตั้งคำถามขึ้นมาว่ามีวิธีไหนไหมที่ทำให้เราเห็นมิติความเก่งที่ซ่อนอยู่ของคนได้ครบ” 

เมื่อจัดคอร์สออฟไลน์ไม่ได้และมีคำถามนี้ค้างคาอยู่ พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วม Hackathon ของ StormBreaker Ventuer Accelerator ลองคิดสิ่งใหม่จนเกิดเป็นหน่วยสตาร์ทอัพในบริษัทชื่อ ‘SEEN’ แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนการวัดผล Soft Skills ให้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น 

เครื่องมือนี้จะช่วยให้โรงเรียนและองค์กรคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสม ทั้งทางด้านทักษะและความเข้ากันกับวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ในอนาคต เมื่อองค์กรจัดเทรนนิ่ง พวกเขาจะประเมินได้ว่าผู้เรียนพัฒนาขึ้นจริงไหม ด้านใดบ้าง และวางแผนการพัฒนาต่ออย่างเหมาะสม ครบถ้วนทุกประสบการณ์เรียนรู้

SEEN ยังอยู่ในช่วงทดสอบก่อนเปิดให้บริการภายในปีนี้ ถือเป็นสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) และบริหารบุคลากร (HRTech) ที่น่าจับตา ฉีกออกจากผู้เล่นที่มีอยู่ในตลาด

“เราเห็นคนไทยสร้าง EdTech เยอะขึ้น อาจเพราะเคยเจ็บปวดมาเหมือนกันหมดเลยอยากแก้ไข แต่มักไม่รอด เพราะเอาเทคโนโลยีมาช่วยกระจายการเข้าถึงการศึกษาเฉยๆ ทำเป็น E-learning เหมือนกันหมด แต่มันเป็นแค่ทางแก้หนึ่งเท่านั้น ถ้าคอนเทนต์หรือกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้ออกแบบมาดี ถึงจะส่งหาคนเรียนถึงที่ แต่เขาไม่ได้อยากเรียนหรือมีส่วนร่วม สุดท้ายเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเหมือนเดิม

“EdTech ควรจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ ตั้งแต่กระบวนการไปจนถึงการวัดผล SEEN เป็นส่วนหนึ่งในนั้นที่เรากำลังทำ และเรายังอยากเห็น EdTech อื่นๆ ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประสบการณ์ให้ตรงจุดกันมากขึ้น มากกว่าแค่การกระจายความรู้”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 06

สร้างพื้นที่ของคนรุ่นต่อไป

5 ปีผ่านไป จากรากฐานที่แข็งแรง ปัจจุบัน BASE Playhouse ได้รับการต่อเติมให้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่น มีชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะ

จากสองคนที่เคยอยู่ขั้วตรงข้าม ทะเลาะกันทางความคิดประหนึ่งอยู่กลางสงคราม ม๋ำและแม็กเติบโตเรียนรู้ ซึมซับความเก่งกาจของกันและกัน จนกลายเป็นคู่หูที่มองโลกได้อย่างรอบด้าน

และยิ่งเข้มแข็งขึ้นไปอีก เมื่อพวกเขาขยายทีม ต้อนรับสมาชิกคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง และมองเห็นความสำคัญของการปลดล็อกศักยภาพมนุษย์เหมือนกัน รวมแล้วราว 20 ชีวิต มาร่วมเล่นและผจญภัยไปด้วยกัน

“เราบอกทุกคนในทีมเสมอว่า BASE เป็น Playhouse ของพวกเขาเหมือนกันนะ” พี่ใหญ่เล่าแนวทางการทำงานขององค์กร

“ทีมเราถือเป็นผู้เรียนที่ต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เขาด้วย เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ให้เขามาทำงาน รับเงินเดือนแล้วจบ แต่อยากให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ลองสิ่งที่อยากลอง ใช้ความเป็นตัวเองฉีกกรอบเดิมๆ ภายใต้สภาวะที่เราพร้อมสนับสนุน เพราะสุดท้าย ทุกคนเป็นมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” 

บางองค์กรมุ่งเน้นจะทำให้แต่คนภายนอก แต่กลับลืมคนที่อยู่เคียงข้าง

จากที่เคยพูดคุยใช้เวลากับพนักงานของ BASE Playhouse เรายืนยันว่าพวกเขาใส่ใจเหมือนกัน ทั้งในและนอกบ้าน

ภารกิจสำคัญต่อไปของม๋ำและแม็ก คือการผลักดันน้องๆ รุ่นใหม่ให้กล้าตัดสินใจแทนพวกเขามากขึ้น เปิดโอกาสให้เติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง แม้ท้าทาย แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของทุกสตาร์ทอัพที่กำลังขยับขยาย

นอกจากเชื่อพลังของคนรุ่นใหม่วัยทำงานในทีมแล้ว BASE Playhouse ยังสร้างพื้นที่อย่างโครงการ BASE Ambassador คัดเลือกน้องๆ ม.ปลาย และ ปวช. ที่พร้อมเรียนรู้และมีตัวตนที่ชัดเจนแตกต่าง มาติดอาวุธให้เขาก่อนเผชิญโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคน

“เราทำมาสองรุ่น น้องบางคนกลับมาฝึกงานกับเรา แล้วเราเห็นสิ่งที่เราเคยสอนไปเมื่อปีก่อนๆ อยู่ในผลงานของเขาชัดมาก มันทำให้เห็นว่าทุกคนเติบโตก้าวกระโดดจริงๆ” 

ใครอยากทำธุรกิจการศึกษา อาจต้องทำใจเผื่อไว้ว่าจะเห็นผลช้าหรือบางทีไม่เห็นด้วยซ้ำ

แต่คุณจะได้รับโอกาสเปลี่ยนความคิด ชีวิต และโลกทั้งใบของใครสักคน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 07

ปรับไม้บรรทัดของสังคม

อีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำใจไว้ด้วย หากอยากประกอบธุรกิจการศึกษาที่แตกต่างในประเทศไทยคือ คนอาจเห็นคุณค่า แต่ไม่ให้ราคาอย่างที่ควรเป็น 

“เราเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าตั้งราคาแพงไปไหม แต่คนมักไม่รู้ว่าเบื้องหลังการออกแบบที่ดีมีต้นทุนอะไรบ้าง ประเทศเรามักมองว่าการศึกษาเป็นของฟรี ต่างจากหลายประเทศที่ให้คุณค่าเรื่องนี้มาก ยกให้ครูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้จริงๆ แต่ในไทยยังไม่ได้มีค่านิยมแบบนั้น” ทั้งสองเผย

ความตั้งใจของม๋ำและแม็กในการสร้างธุรกิจการศึกษาที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนมักถูกทดสอบจากค่านิยม รวมถึงระบบที่ดำรงอยู่ไม่แปรเปลี่ยนจากแต่ก่อน พวกเขาต้องต่อสู้อยู่กับไม้บรรทัดเดิมของสังคมที่ชี้ว่าคุณค่าของคนอยู่ที่การพิชิตข้อสอบให้ได้ ความรู้ทางวิชาการสำคัญที่สุด ทั้งที่จริงแล้ว ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนยังมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่านั้น

แต่ความพยายามของพวกเขาใช่ว่าจะสูญเปล่า

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ช่วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นความเชื่อใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในระบบแล้ว เพราะเด็กๆ เข้าถึงข้อมูลและมีตัวเลือกเยอะขึ้น โรงเรียนก็เริ่มปรับตัว หลังผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไป จะเกิดการตั้งคำถามกับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนว่าแบบเก่าได้ผลจริงไหม หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยน และจะเปลี่ยนอย่างไรบ้าง

“เราวางไว้ว่า BASE Playhouse จะเป็นคนที่สร้างห้องเรียนแห่งอนาคตได้ชัดเจนที่สุด โดยการหยิบเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วมาปฏิวัติประสบการณ์เดิมๆ ในห้องเรียน เราจะจับมือกับโรงเรียนมากขึ้น เพราะเป็นไม่กี่วิธีที่เราจะสเกลอิมแพคโดยไม่ต้องคาดหวังการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการศึกษา” ม๋ำและแม็กเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นและทิศทางอนาคตของธุรกิจไปพร้อมกัน

ทั้งสองเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการพลิกโฉมการศึกษาควรแก้ที่โครงสร้างและนโยบาย แต่การทำให้สำเร็จต้องอาศัยพลังมหาศาล และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เฝ้ารอ 

แน่นอนว่าต้องมีคนขับเคลื่อนและแรงสนับสนุนในระดับนี้ด้วย พวกเขาไม่ได้เพิกเฉยและพยายามสร้างคอมมูนิตี้คนแวดวงการศึกษาให้เข้มแข็งขึ้นมาโดยตลอด แต่ในเชิงบริหารธุรกิจ ม๋ำและแม็กกำหนดทิศทางไว้ว่าจะสร้างและขยายผลการเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้อจำกัด ผ่านสิ่งที่พลเมืองอย่างพวกเขาทำได้เลยวันนี้

“เราคุยกันเสมอว่าปัญหาที่เราแก้ได้คืออะไรบ้าง อาจเป็นแค่บางอย่างเล็กๆ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งผลลัพธ์ของมันจะเปลี่ยนทั้งระบบในอนาคต เราไม่รู้หรอกว่าเด็กคนหนึ่งที่เราตั้งใจออกแบบกระบวนการให้วันนี้ วันหนึ่งเขาจะเป็นใคร ทำอะไรได้บ้าง” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

นอกจากเด็กและโรงเรียนแล้ว องค์กรคืออีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่ต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ทั้งการจัดอบรมให้พนักงาน และการพยายามทำ CSR ด้านการศึกษา แม้จะเป็นความหวังดี แต่กลับพบว่าใช้จ่ายกันไปอย่างสูญเปล่ามาก

“เราเห็นงบประมาณหลายล้านถูกใช้กับการจัดเทรนนิ่งหรือ CSR ที่ไม่เกิดการเรียนรู้อะไรเลย ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เหมาะกับผู้เรียน วัดผลไม่ได้ BASE Playhouse อยากให้คนรู้ว่ากระบวนการที่ดีและอิมแพคนั้นมีอยู่นะ เราออกแบบการสอนและวัดผลให้ได้ และโปรเจกต์ที่เราอยากทำมากๆ คือการสร้าง CSV (Creating Shared Value) ขององค์กร ที่ไม่ใช่ทำงานกับเด็กเพื่อภาพลักษณ์ แต่ทำเสร็จแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ”

Level 08

ร่วมกันสร้างบ้านที่เรารัก

หลังฝ่าฟันล้มลุกมา 5 ปี ม๋ำและแม็กยังคงต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน ก้าวสำคัญต่อไปของพวกเขาคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับธุรกิจที่มีหลายยูนิตและธรรมชาติแตกต่างกัน หัดถอยออกมาดูภาพรวมองค์กร บริหารให้ทุกทีมทำงานสอดคล้องกัน และเติบโตอย่างยั่งยืน

ฟังดูก็รู้ว่าเส้นทางที่แสนเหนื่อยรออยู่ข้างหน้า แต่ปัญหาที่พวกเขาอยากแก้นั้นสำคัญเกินกว่าจะนั่งกลัว ใจของพวกเขารู้สิ่งนี้ดี

“เส้นทางในอุตสาหกรรมนี้ไม่ง่ายและน่ากลัวมาก มีตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้เยอะ ถ้าใครอยากเข้ามาทำสตาร์ทอัพ อยากให้เช็กว่าใจเราพร้อมสู้จริงๆ ใช่ไหม ยอมแลกกับไลฟ์สไตล์เดิมหรือเงิน เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหรือเปล่า” ทั้งสองแบ่งปันข้อคิดถึงคนที่กำลังสนใจอยากร่วมอุดมการณ์ในวงการ

“ถ้าตอบว่าใช่ พร้อมทุ่มเท อยากให้ดูว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาอะไรให้ใคร ส่วนตัวคิดว่าคนทำโซลูชันคอร์สออนไลน์เยอะมากแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีใครยกระดับกระบวนการเรียนรู้ให้ไปถึงจุดที่มีความหมายกับผู้เรียนจริงๆ ถ้าทำจุดนี้สำเร็จ มันจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมให้ไปต่อได้และทำให้ Ecosystem ดีขึ้นมาก”

ยังมีผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญห้องเรียนที่ทำให้เบื่อหน่ายการเรียนรู้ เศร้าหมองกับห้องเรียนที่ไม่ตอบคำถามและข้อสงสัยในใจ ทุกข์ระทมกับห้องเรียนที่ไม่ช่วยให้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่อย่างมากล้น

ยังมีพ่อแม่ คุณครู โรงเรียนและองค์กร ที่แสวงหาหนทางสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกหัดทักษะใหม่ๆ ที่ทำให้คนสำคัญของพวกเขามีรากฐานชีวิตที่แข็งแรงและพัฒนาก้าวหน้า

ยังมีความต้องการอีกมากมายที่รอคนช่วยกันเติมเต็ม

ตราบใดที่คนเรายังต้องเติบโต BASE Playhouse จะเป็นหนึ่งในบ้านและโรงเรียนที่อบอุ่นและปลอดภัย พร้อมออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้แบบครบวงจร ให้อยู่ติดตัวคู่ความทรงจำและชีวิตคุณไปอีกพักใหญ่

ด้วยพลังของเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์

และความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก BASE Playhouse

Writers

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load