The Cloud x Startup Thailand

โดยปกติแล้วเกษตรกรรมในประเทศไทยแบบที่เรารู้จักมักคุ้นมักดำเนินไปตามประสบการณ์ ความคุ้นเคย และภูมิปัญญา ที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่สิ่งผิดอะไร หากแต่ถ้ามีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าทางการเกษตรได้คงจะดีไม่น้อย

นี่คือคอนเซปต์ของ Ricult สตาร์ทอัพน้องใหม่ในไทย แต่ไม่ใหม่ในโลกที่หยิบจับเทคโนโลยี Big Data และ Machine Learning มาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการเกษตร

“ผมเห็นปัญหาด้านการเกษตรตั้งแต่เล็กๆ และส่วนตัวสนใจเทคโนโลยีอยู่แล้ว ปัญหาเกษตรกรไทยหลักๆ คือต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศเหล่านั้นเขาเอาเทคโนโลยีมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเข้าถึงแหล่งเงินทุน จะต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ผมเลยเห็นช่องทางตรงนี้ บางทีเกษตรไทยก็มีความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศต่างๆ ไม่รู้ว่าปลูกอะไรถึงดีที่สุด บางทีเป็นแฟชั่น แห่ไปปลูกสิ่งเดียวกัน สุดท้ายก็ทำให้ราคาในตลาดตก หรือบางคนปลูกข้าวเป็นสิบๆ ปี ก็ไม่รูจะไปปลูกอะไร ทั้งที่เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นอาจมีกำไรได้มากกว่า” อุกฤษ อุณหเลขกะ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Ricult ผู้เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทราที่ไปร่ำเรียนหาความรู้เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีถึงที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) เล่าถึงปัญหาที่เขาพบเจอ

ปัจจุบันการทำงานหลักของ Ricult คือการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์หาสภาพดินที่เหมาะสมในการเพาะปลูก รวมไปถึงปริมาณและเวลาที่ควรใส่ปุ๋ยและรดน้ำ เพื่อแนะนำให้การเกษตรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และอีกส่วนสำคัญคือการนำข้อมูลของเกษตรกรและแปลงที่ดินของเขามาคำนวณ Credit Score เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ปล่อยกู้มากยิ่งขึ้น โดยทาง Ricult เชื่อว่า Credit Score จะทำให้แบงก์ตัดสินใจปล่อยเงินกู้ที่ดอกเบี้ยถูกกว่าเงินกูนอกระบบ 5 – 10 เท่า ซึ่งแน่นอนว่าประโยชน์นั้นจะตกอยู่กับเกษตรกรอย่างมหาศาล เนื่องจากปัจจุบันความยากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการทำการเกษตรในไทย โดยอุกฤษบอกว่าความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลของ Ricult สูงถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

แม้ Ricult จะยังเป็นสตาร์ทอัพน้องใหม่ในประเทศ แต่ก่อนที่จะมาถึงไทย Ricult ได้ตั้งทีมขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยมีเพื่อนชาวปากีสถาน 1 คน และเพื่อนอเมริกันอีก 3 คนเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่ง Ricult ได้ใช้งานจริงในปากีสถานมาเป็นเวลา 1 ปีก่อนหน้า ในขณะที่ไทย Ricult เพิ่งเริ่มทดลองใช้เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ครอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 300 ไร่

“เราเริ่มจากช่วยเรื่องแหล่งเงินทุนเพื่อช่วยการผลิต สเต็ปต่อไปจะช่วยหาคนซื้อให้ด้วย เราอยากช่วยทั้ง Value Chain เลย” นี่คือความฝันระยะยาวของอุกฤษ โดยเขาไม่ได้มอง Ricult เป็นเพียงแค่แอพพลิเคชันที่ช่วยเกษตรกรรายบุคคลเป็นครั้งคราว หากแต่ตั้งเป้าเป็นบริษัทฐานข้อมูล (Data Company) ที่มีข้อมูลด้านเกษตรกรรมทั้ง Value Chain โดยจะสามารถเชื่อมต่อเกษตรกรเข้ากับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการเกษตรได้

“ยกตัวอย่างเช่นบริษัทที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรอาจอยากทราบวันที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อที่เตรียมความพร้อมในการผลิตสินค้าได้อย่างถูกต้อง เราก็จะมีข้อมูลตรงนี้ให้” อุกฤษเล่าให้ฟังถึงโมเดลธุรกิจที่สำคัญอย่างการเก็บค่าธรรมเนียมจากการขายข้อมูลและค่าธรรมเนียมการวิเคราะห์ข้อมูล Credit Score สำหรับการปล่อยกู้ เป็นต้น

ห่วงโซ่กว้างยังว่างรอการเติมเต็ม

ประเทศไทยถือเป็นเมืองที่ทำเกษตรกรรมมาช้านาน แต่เมื่อถามถึงจำนวนสตาร์ทอัพด้านการเกษตรในบ้านเรา อุกฤษบอกว่ายังอยากเห็นผู้เล่นมากกว่านี้

“ผู้เล่นสตาร์ทอัพสายนี้มักจะจับทางที่ปลายน้ำของ Value Chain ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรกับคนรับซื้อ แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจจับทางต้นน้ำ เราจึงตั้งใจเติมเต็มส่วนนี้เพราะในไทยตลาดอุตสาหกรรมเกษตรใหญ่มาก มันยังมีโอกาสอีกเยอะ และมันสร้างผลต่อสังคมจริงๆ เพราะได้ช่วยเกษตรกร” อุกฤษอธิบาย

แม้ว่า Ricult จะใช้เทคโนโลยีที่ค่อนข้างก้าวหน้าและซับซ้อน อุกฤษออกตัวว่าเพราะเขาเป็นคนที่หลงใหลเทคโนโลยีโดยธรรมชาติ ทั้งนี้ยังมีช่องทางอีกมากมายที่ผู้สนใจสามารถเข้ามาเติมเต็ม

“สตาร์ทอัพควรจะเริ่มมาจากการคิดช่วยแก้ปัญหาลูกค้าจริงๆ เราจะเห็นว่าหลายอันที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่มีคนใช้งานเป็นเพราะมันแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ส่วนเรื่องเทคโนโลยีนั้นขึ้นอยู่กับความถนัด ส่วนตัวคิดว่ายิ่งมีเทคโนโลยีที่แอดวานซ์คู่แข่งยิ่งแข่งได้ยาก แต่หากเจอปัญหาที่สามารถแก้ได้เลย เทคโนโลยีขั้นสูงอาจไม่จำเป็นนัก

“อย่าจินตนาการถึงปัญหาของเกษตรกรด้วยการนั่งอยู่แต่ในกรุงเทพฯ แต่ควรไปลงพื้นที่ คุยกับเกษตรกรเพื่อที่เข้าใจปัญหาจริง และปัญหาที่เขาบอกเราอาจเป็นคนละเรื่องกับที่เราคิดก็ได้ เราจะได้ช่วยหาทางออกที่ตรงกับความต้องการของเขาได้จริงๆ” อุกฤษแนะนำพร้อมเล่าต่อว่าการออกแบบและนำเสนอข้อมูลให้ผู้ใช้เข้าใจง่ายเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ

“ข้อมูลของทาง Ricult จะบอกว่าแสงแดดจะส่องลงมาเท่าไหร่ ฝนตกเท่าไหร่ เมฆมากี่โมง ซึ่งเราต้องแปลงข้อมูลพวกนี้ให้เกษตรกรก่อนที่จะนำเสนอออกไป โดยคำแจ้งเตือนให้เกษตรกรด้วยคำพูดที่เข้าใจง่ายเหมือนเพื่อนคุยกัน เช่น วันนี้ฝนจะตกยังไม่ต้องรดน้ำ ให้รอรดพรุ่งนี้ หรือให้เตรียมพร้อม ผลผลิตจะพร้อมเก็บเกี่ยวในอีก 5 วัน เป็นต้น”

โฟกัสชัดเจน

ปัจจุบันทีมงาน Ricult ประจำประเทศไทยมีเพียง 4 คนเท่านั้น แม้ว่าพื้นที่งานจะครอบคลุมแปลงการเกษตรถึง 300 ไร่ และมีแนวโน้มจะขยายไปถึง 1,000 ไร่ภายในเดือนนี้ ซึ่งอุกฤษขยายความว่าหากเรามีเทคโนโลยีและระบบดีพอ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรบุคคลมากมายเกินจำเป็น

300 ไร่แรกของ Ricult ล้วนแต่เป็นไร่ข้าวโพดทั้งสิ้น

“ผมเชื่อว่าสตาร์ทอัพต้องโฟกัส เราจึงเจาะไปที่กลุ่มเกษตรกรข้าวโพดก่อน ซึ่งตอนนี้มีคนปลูกข้าวโพดหลายล้านไร่ในไทย” โดยข้อดีของการเลือกในกลุ่มเกษตรข้าวโพดเป็นอันดับแรกเช่นเดียวกับที่ทีมงานเริ่มทำที่ปากีสถาน ได้แก่ ความสะดวกในการการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน

อุกฤษเล่าต่ออีกว่า หลังจากกลุ่มเกษตรกรข้าวโพด Ricult จะเริ่มลุยพืชเศรษฐกิจหลักของไทยชนิดอื่น ได้แก่ ข้าว อ้อย มัน และปาล์ม และจะเดินหน้าสู่ตลาดผลไม้ต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ Ricult ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำสำเร็จภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ไม่เพียงแค่ขยายตลาดเพิ่มพืชพันธุ์ที่หลากหลาย Ricult ตั้งใจที่จะบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“หลังจากที่ Ricult ไปใช้ในปากีสถานและไทย ข้อดีที่เราค้นพบคือเทคโนโลยีเดียวกันสามารถใช้ได้ดีกับทั้งสองประเทศ เราจึงเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปใช้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลผลิตทางการเกษตรคล้ายๆ ไทย อย่างเวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย และจีน ได้เช่นกัน”

ขยายผลสู่ปัญหาในระดับที่กว้างกว่า

ในเมื่อโฟกัสแรกของ Ricult คือกลุ่มเกษตรกรข้าวโพด เราอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาได้คิดต่อยอดไปถึงการแก้ปัญหาเรื่องการปลูกข้าวโพดในพื้นที่รุกล้ำหรือไม่?

“ผมเชื่อว่า Ricult จะมีส่วนช่วยตรงนี้ได้ ปัจจุบันบางบริษัทต้องการซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ปลูกที่ถูกกฎหมายเท่านั้น ซึ่งฐานข้อมูลของเราสามารถระบุพื้นที่ที่ถูกกฎหมายได้และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อ Value Chain เพราะหากบริษัทเลือกซื้อผลผลิตจากที่ถูกกฎหมายเท่านั้น แปลว่าความต้องการซื้อในที่พื้นที่ที่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้น” อุกฤษอธิบายว่าเขากำลังหาหนทางในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานของภาครัฐ ในขณะเดียวกันก็ได้เริ่มประสานงานกับมูลนิธิและหน่วยงานต่างๆ เพื่อเสนอโอกาสทางอาชีพอื่นๆ แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า

ไม่เพียงแต่ข้อมูลด้านการเกษตรเท่านั้น Ricult ยังสนใจเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในมิติต่างๆ ของเกษตรกรด้วย

“เราสนใจผลกระทบทางสังคม เราอยากวัดว่าหากเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เขาเอาไปส่งลูกให้มีโอกาสเรียนสูงขึ้นหรือเปล่า เขาได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพดีขึ้นไหม เข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขมากขึ้นหรือไม่ เราไม่ได้อยากให้เขามีรายได้มากขึ้นอย่างเดียว แต่เราอยากให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นด้วย” อุกฤษทิ้งท้ายถึงความตั้งใจที่จะนำข้อมูลส่วนนี้ส่งต่อให้อาจารย์หรือนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์นำไปศึกษาและต่อยอดเป็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ในอนาคต

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการเกษตรและอาหาร (AgTech & FoodTech)

อุกฤษ อุณหเลข, Co-founder of Ricult

Website: Ricult.com

Writer

ภัทรมน สุขประเสริฐ

เคยทำงานข่าว ยังขีดเขียนบ้างบางคราว ชอบสำรวจบ้านเมืองสังเกตผู้คน กินง่ายมาก อยากเล่นบอร์ดเกมทุกอาทิตย์

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นตอนกำลังนั่งรถไปแคมป์ปิ้ง เลยทำให้อินเป็นพิเศษ

ลองมองย้อนกลับไปในชีวิตที่เคยแคมป์ปิ้งมาบ้าง 

เห็นภาพตัวเองรีบตื่นเช้า รีบออกเดินทางให้ไปถึงลานกางเต็นท์ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้จุดกางเต็นท์ดี ๆ วิวสวย ๆ ครั้งหนึ่งแวะระหว่างทางจนไปสาย ก็ต้องยอมกางเต็นท์บนเนิน นอนตัวเกร็งทั้งคืนไม่ให้ตัวไหลไปด้านล่าง

ยิ่งเป็นลานกางเต็นท์ฮอตฮิตอย่างอุทยานแห่งชาติ ที่แน่นอนเรื่องความอุดมสมบูรณ์และวิวแบบพาโนราม่า ก็มักจะมีระบบการจองท้าทายความทุ่มเทของคนไป แบบที่ต้องเตรียมการล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ

เช่นเดียวกับ อีฟ-อติชา ยิ่งศิริอำนวย ผู้ก่อตั้ง Campa แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกในประเทศไทย ซึ่งเคยเจอปัญหาเหล่านี้กับตัวเองเช่นกัน 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

อีฟเริ่มท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติจากการเดินป่า แล้วค่อยขยับมาตั้งแคมป์อย่างจริงจัง ตระเวนเดินทางไปจุดต่าง ๆ ในประเทศ ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก ที่ที่เธอใช้วันหยุดส่วนใหญ่ไปกับการตั้งแคมป์นอกเมือง (บางครั้งก็นอกรัฐ) ได้เห็นระบบการจอดลานกางเต็นท์ที่ไม่มีในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สำหรับอุทยานของภาครัฐ และลานกางเต็นท์อิสระของภาคเอกชน ระบบจ่ายเงินที่เสร็จสมบูรณ์บนหน้าจอ การจองจุดกางเต็นท์ที่เราเลือกได้เองแบบไม่ต้องรอลุ้นหน้างาน บางที่นำนวัตกรรมมาใช้จนไม่ต้องมีพนักงานเฝ้าลานเลยสักคน

Campa จึงเริ่มต้นจากคำถามว่า ‘ทำไมถึงไม่มีระบบการจองลานกางเต็นท์ในประเทศไทย’

ส่วนชื่อแบรนด์ ถ้าอ่านเสียงภาษาอังกฤษก็ฟังรื่นหู 

ถ้าอ่านเสียงภาษาไทยคือ แคมป์ปะ? แบบเวลาเราโทรชวนเพื่อนไปตั้งแคมป์นั่นแหละ

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

01

สหรัฐอเมริกาคือที่ในฝันของคนสายแคมป์ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย รวมไปถึงเว็บไซต์หลายเจ้ารองรับอุปสงค์ของคนทั่วประเทศ บนเว็บไซต์อำนวยความสะดวกด้วยข้อมูลต่าง ๆ มีวิธีการจองและการจ่ายเงินที่ชัดเจน จนการแคมป์ปิ้งกลายเป็นวัฒนธรรมปกติ แบบที่ถ้าถามเพื่อนว่าเสาร์อาทิตย์นี้มีแผนไปเที่ยวไหน การตอบว่าแคมป์ปิ้งก็ไม่ต่างอะไรจากการไปห้างสรรพสินค้าหรือดูหนัง

หลังเรียนจบ อีฟวางแผนไป Road Trip ที่ Yellowstone แต่การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องยกเลิกทุกอย่าง 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

“เป็นช่วงตัดสินใจว่าจะกลับไทยหรือต่อวีซ่าทำงานอีกปีที่โน่น พอไม่ได้ไปทริปนั้นเลยนั่งไล่ดูเว็บไซต์ต่าง ๆ อยากไปจังเลยแต่ไม่ได้ไป สุดท้ายคิดขึ้นได้ว่า ทำไมที่ไทยไม่มีแบบนี้ ประเทศไทยก็ที่สวย ๆ เยอะแยะ แต่กลับไม่มีแพลตฟอร์มการจองที่เป็นระบบ คิดเสร็จก็โทรไปเล่าให้เพื่อนสนิท (ตั๊ก-ปวีณา คล้ายสุบรรณ) ฟัง แล้วก็ชวนมาทำด้วยกันเลย” 

เธอบินไปซิลิคอนวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย ซื้อกระดานไวท์บอร์ดมาหนึ่งแผ่น และเริ่มไล่เรียงเขียนแผนธุรกิจทั้งหมดในอพาร์ตเมนต์ของตั๊ก

 02

“ผีสตาร์ทอัพเข้าสิง” อีฟหัวเราะ

แม้การไปแคมป์จะไม่สะดวกสบายเท่าการนอนโรงแรม การจะไปแต่ละครั้งก็ไม่ควรต้องลำบาก โดยเฉพาะในเรื่องที่จัดการได้ล่วงหน้า เช่น การจอง การจ่ายเงิน การหาข้อมูลของลานกางเต็นท์ ความเบียดเสียด ความไม่แน่นอน หรือการตั้งตารอทริปหนึ่ง เพื่อพบว่าสิ่งที่เราคาดหวังไม่ได้เป็นอย่างนั้น

การไปแคมป์มันควรจะง่ายกว่านี้

จากความตั้งใจแรกเริ่มที่แค่อยากสร้างแพลตฟอร์มและระบบจองลานกางเต็นท์ในประเทศไทย อีฟพบว่านี่คือแนวคิดแบบสตาร์ทอัพที่สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยี

ปัญหาที่ว่ามีทั้งหมด 4 ข้อใหญ่ ๆ

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป
  1. คนไม่รู้ว่าจะไปแคมป์ปิ้งที่ไหน 

บางที่ต้องหาดูจากเพจ บางที่บอกกันปากต่อปาก การหาลานจองเต็นท์สวย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่หัดแคมป์ อีฟตั้งใจให้แพลตฟอร์มเป็นศูนย์รวมลานกางเต็นท์ทั่วประเทศไทย และมีระบบที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่มือสมัครเล่นจนถึงมืออาชีพ แค่เสิร์ชชื่อจังหวัดก็มีขึ้นมาให้เลือกเหมือนแพลตฟอร์มจองโรงแรมที่คุ้นเคยกันดี พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับลานกางเต็นท์และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องส่งข้อความหรือโทรไปสอบถามโฮสต์หรือลานกางเต็นท์อีกครั้ง

  1. การจ่ายเงินที่แตกต่างกันไปแต่ละลาน 

บางลานให้โอนล่วงหน้า บางลานเดินเก็บตามเต็นท์ หากมีระบบการจ่ายเงินที่ง่ายและเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ตอนจอง โฮสต์ก็ไม่ต้องจ้างคนมาคอยเก็บเงิน ส่วนลูกค้าก็ไม่ต้องเตรียมเงินไปจ่ายหน้างานให้ยุ่งยาก

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป
  1. ระบบ First come, First served ที่จริง ๆ แล้วอาจไม่ตอบโจทย์

ข้อนี้เราอินเป็นพิเศษ เพราะประสบการณ์น้อยนิดที่ผ่านมา ไม่เคยไปถึงลานกางเต็นท์ทันจุดที่อยากกางเลยสักครั้ง ต้องแก้ปัญหาด้วยระบบที่ไม่ได้แค่จองแค่พื้นที่ แต่จองจุดกางเต็นท์ได้เลยตั้งแต่แรก ลูกค้าก็ไม่ต้องรีบตื่นรีบไป ใครอยากแวะเที่ยว แวะดื่มกาแฟก่อน แล้วค่อยไปถึงแคมป์ตอนเย็น ๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเจอประสบการณ์แบบ ‘ไม่ตรงปก’ ไม่ได้วิวที่เราตั้งใจไปดูจริง ๆ

  1. ความเป็นส่วนตัวที่หลายคนมองหา

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว แม้เราไปถึงก่อนใครและได้กางเต็นท์ในจุดที่ต้องการแล้ว ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะไม่มีเต็นท์หลังอื่นมากางอยู่ข้างหน้า ในช่วงไฮซีซั่น โฮสต์บางลานรับคนแน่นมากจนเต็นท์อยู่ติด ๆ กันแบบที่อีฟบอกว่า ‘เชือกจะเกี่ยวกันอยู่แล้ว’ ลานกางเต็นท์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มนี้ จึงต้องแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ระบุจำนวนคนสูงสุดต่อพื้นที่ ถ้าคนมากหน่อยก็ต้องเช่าพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ต้องกังวลว่าเสียงของเต็นท์ข้าง ๆ จะรบกวน ไม่ต้องกลัวว่าสมอบกเต็นท์จะไปโดนเต็นท์ใคร และมีความเป็นส่วนตัวในบรรยากาศเอาต์ดอร์สบาย ๆ ได้เต็มที่

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

03

อีฟเลือกไม่ต่อวีซ่าทำงานที่อเมริกาแต่กลับเมืองไทยเพื่อจัดตั้งบริษัท สิ่งที่เขียนกับตั๊กบนกระดานไวท์บอร์ดในอพาร์ตเมนต์ที่ซิลิคอนวัลเลย์ คือความเป็นไปได้ที่ทำให้เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่โดยไม่ลังเล

สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนธุรกิจมาตั้งแต่เริ่ม ทั้งคู่เริ่มจากการคิดตาม Pitch Deck หรือไฟล์นำเสนอของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีโมเดลใกล้เคียงกันอย่าง Airbnb

“เราดูตามไปทีละจุดว่าต้องมีตัวเลขอะไรบ้าง แล้วเอาหัวข้อนั้นมาจดบนกระดาน”

ถ้าเล่าคร่าว ๆ พวกเขาเริ่มจากการสำรวจตลาดเพื่อหา Market Validation ว่าในประเทศไทยมีตลาดคนแคมป์ปิ้งอยู่จริงไหม และมากแค่ไหน ตามด้วย Traction ว่าโมเดลธุรกิจของ Campa จะดึงดูดลูกค้าได้หรือไม่ ก่อนวิเคราะห์ SWOT ว่ามีข้อได้เปรียบ ข้อด้อย อุปสรรค และโอกาสอะไรบ้าง 

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

Campa จึงออกมาเป็นแพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์ ระบบคล้าย ๆ กับแพลตฟอร์มจองโรงแรมต่าง ๆ เป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้บริโภค รายได้หลักมาจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมในการจองแต่ละครั้ง โดยทีมงานจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่เข้าร่วม ให้คำปรึกษาเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องมี วัดพื้นที่จริงเพื่อกั้นล็อกกางเต็นท์ให้แยกเป็นสัดส่วน และถ่ายรูป 360 องศาของแต่ละล็อกให้เห็นวิวจริง ก่อนจะนำขึ้นเว็บให้ลูกค้าได้เลือกดู

อีฟบอกว่า จุดขายหลักของแพลตฟอร์มคือการจองล่วงหน้า ที่ดูยังไงก็เข้าท่าและคนน่าจะต้องการ และยังเป็นเหตุผลที่ทำให้อีฟกลับไทยเพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจนี้สุดตัว ทำเป็นงานหลัก ไม่ใช่ Side Project 

เธอหาข้อมูลอย่างหนัก คุยกับผู้มีประสบการณ์มากมาย ทั้งยังได้ที่ปรึกษาเป็นร้าน ThailandOutdoor Shop ผู้จำหน่ายอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง 

นักแคมป์ปิ้งผู้คร่ำหวอดในวงการบางคนติดเรื่องราคาของลานกางเต็นท์เอกชน ที่อาจไม่ย่อมเยาเหมือนลานกางเต็นท์ในอุทยานแห่งชาติ

แต่หลายคนกลับมองว่าแพลตฟอร์มนี้จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์แคมป์ปิ้ง และเชียร์สุดใจให้ทำต่อ 

“เขาบอกว่ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว อุปกรณ์ตั้งแคมป์มีแทบทุกอย่าง แม้แต่แอร์ในเต็นท์ยังมีแล้ว ทำไมระบบการจองจุดกางเต็นท์ถึงยังไม่พัฒนา ถ้าเราไม่ทำ วันหนึ่งก็ต้องมีคนทำแน่นอน”

Campa แพลตฟอร์มจองลานกางเต็นท์แรกในไทย แก้ปัญหาให้แคมป์ปิ้งเป็นมากกว่าเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป

04

ฟังแค่นี้เหมือน Campa จะช่วยผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ แต่อีฟบอกว่าแพลตฟอร์มไม่ได้แก้แค่ปัญหาฝั่งผู้ใช้ เพราะจะเข้ามาแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน

“ปกติเวลาคนคนหนึ่งจะไปแคมป์ปิ้ง เขาจะมีคำถามมากมาย เช่น วันเสาร์ที่ 20 ว่างไหมคะ แล้ววันหนึ่งไม่ได้มีคนถามแค่คนเดียว ยังไม่นับคำถามอื่น ๆ อย่างมีน้ำอุ่นไหม มี Wi-Fi ไหม เจ้าของลานต้องตอบกี่คำถามในหนึ่งวัน”

ณ วันนี้มีลานกางเต็นท์บนแพลตฟอร์มกว่า 20 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นลานที่ทีมงานเดินไปหา อีกส่วนเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาก่อน แต่จำนวนโฮสต์ก็เป็นอีกเรื่องที่เหนือความคาดหมาย

“เรามองโลกไว้ในแง่ดีมาก ระบบมันเวิร์กขนาดนี้ ต่างประเทศเขาก็มีกัน และไม่ใช่แค่อเมริกา ที่ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรปก็มีด้วย แล้วเราเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย คิดว่ายังไงโฮสต์ต้องอยากมาร่วมกับเราแน่นอน 

“แต่เอาเข้าจริง การหาโฮสต์นั้นเหนื่อยสุด ๆ บางอาทิตย์เพิ่มมาแค่ 2 ที่ ตอนแรกเราคิดว่านี่จะเป็นเว็บไซต์ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนแคมป์ สุดท้ายต้องยอมรับว่า มันเปลี่ยนพฤติกรรมโฮสต์มากกว่า”

โฮสต์บางคนตกลงเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มทันทีเพราะเฝ้ารอระบบแบบนี้มานานแล้ว แต่บางคนยังไม่สนใจเพราะ 2 เหตุผลที่เข้าใจได้

หนึ่ง แพลตฟอร์มของอีฟเป็นสิ่งใหม่ การจะขอพื้นที่ของเขามาอยู่บนนี้จึงต้องอาศัยความไว้ใจหรือตัวอย่างให้เห็นว่าจะประสบความสำเร็จ

สอง โฮสต์หลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ปัญหา การหาแอดมินให้ข้อมูลหรือคนเก็บเงินก็เป็นสิ่งที่เขายินดีทำอยู่แล้ว รายได้ในแต่ละเดือนก็เพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้ใครเพื่อสร้างระบบขึ้นมา

ทุกการจองจะมีค่าธรรมเนียม 18 – 25 เปอร์เซ็นต์เข้าแพลตฟอร์ม ขึ้นอยู่กับราคาตั้งต้นที่โฮสต์เป็นคนกำหนด แต่ Campa จะแนะนำให้โดยเปรียบเทียบราคาของลานที่อยู่โซนใกล้เคียงกัน บรรยากาศใกล้เคียงกัน พร้อมส่งรายงานข้อมูลการจองให้ทุกวัน สัปดาห์ไหนยอดการจองลดลงจนผิดสังเกต ขณะที่ลานเพื่อนบ้านยอดขายดีเหมือนเดิม ก็จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องโปรโมชัน การสื่อสารทางการตลาด หรือการปรับลดราคา

ส่วนรูปแบบการอยู่บนแพลตฟอร์มมี 2 แบบ คือ เข้าร่วมทั้งหมดหรือเข้าร่วมแค่บางส่วนของพื้นที่ก็ได้เช่นกัน 

ลานกางเต็นท์บนเว็บไซต์ได้ผ่านการตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อย (Verified) และ Campa ตกลงว่าจะช่วยด้านการตลาดให้อีกแรง เช่น เชิญคนมารีวิวพื้นที่ หรือทำวิดีโอโปรโมตกิจกรรมและทิวทัศน์

พื้นที่ที่มองหาไม่จำเป็นต้องเป็นลานกางเต็นท์อยู่แล้ว และอาจจะไม่ต้องมีวิวพันล้าน เพราะทุกที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป

อีฟเล่าให้ฟังว่า มีที่หนึ่ง วิวไม่ใช่จุดเด่นที่สุด เพราะจุดขายคืออากาศหนาวตลอดปี ส่วนอีกที่เป็นสวนผลไม้ที่ลูกค้าชอบมาก เพราะเขาอนุญาตให้เก็บผลผลิตจากต้นมาประกอบอาหารได้ฟรี แถมย้ำว่าใครมีพื้นที่และอยากเข้าร่วมกับ Campa ก็ติดต่อมาได้เลย

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

05

แพลตฟอร์ม Campa เปิดตัวในรูปแบบเว็บไซต์ตอนเที่ยงคืนวันที่ 1 เดือนตุลาคม ปี 2021 และมีคนเข้าจองทันที

แผนธุรกิจ 3 ปีแรกคือ รวบรวมลานกางเต็นท์ในทุกจังหวัดของประเทศไทยให้ได้เยอะที่สุด ขยายตลาดไปในส่วนของ Gamping ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะต้องแข็งขันใน Red Ocean จัดอีเวนต์หรือเวิร์กชอปเกี่ยวกับกิจกรรมเอาต์ดอร์ เปิดตัวแอปพลิเคชันเพื่อเข้าถึงการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้คือ การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ให้บริการเช่าอุปกรณ์ตั้งแคมป์ เพื่อเสริมให้ธุรกิจครบวงจร และตอบโจทย์ความตั้งใจตามสโลแกน ‘The Infinite Outdoor Experience’

Campa ประกอบไปด้วยหุ้นส่วนที่มีจุดแข็งของตัวเอง ได้แก่

อีฟ ผู้ก่อตั้ง CEO และ Chief Marketing Officer

ตั๊ก ผู้ร่วมก่อตั้งและ Chief Design Officer

ต้า-จักรพันธ์ คล้ายสุบรรณ Chief Technology Officer 

ฟ้า-กนธิชา พุทธรักษา Chief Operation Officer และ Finance Manager

เต้-ศรุติ ยั่งเจริญ Chief Communication Officer

โจ้-กิตติธัช ธนพรรพี Chief Sales Officer

ต้า-วัฒนพล คำนวณศิลป์ Lead Developer

และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดใครคนใดคนหนึ่ง 

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

แม้จะออกตัวตลอดการสนทนาว่าไม่ใช่นักธุรกิจ และไม่มีหัวทางด้านนี้โดยตรง เธอกลับแนะนำบทเรียนธุรกิจข้อแรกที่ทุกคนควรถามตัวเองก่อนเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม

“ความชอบเป็นเรื่องสำคัญ”

เราพยักหน้าเห็นด้วยเต็มร้อย

“ทำอะไรที่ตัวเองชอบแล้วเราจะอิน เราจะอยากลุยกับมัน แต่สุดท้ายต้องอย่าเข้าข้างตัวเองจนลืมความเป็นไปได้ของตลาด อุปสรรคมันเยอะอยู่แล้ว แต่ต้องมองมันเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไปทีละปม อย่าใจร้อนหรือเครียดกับมันมาก มองภาพไกล ๆ แล้วเดินไปให้ได้ ”

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Campa และบริษัทสตาร์ทอัพเล็ก ๆ ส่วนใหญ่คือ เงินทุน 

“สายป่านเราไม่ได้ยาวพอ จากผลประกอบการในสามสี่เดือนที่ผ่านมา เราเห็นตลาด มันมีอุปสงค์ แต่สุดท้ายธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน ตอนนี้เราเริ่มมีพนักงานประจำแล้ว มีพนักงานขาย 2 คน พนักงานบัญชี 1 คน และแอดมินอีก 1 คน มีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เราคุยกันตลอดว่าถ้าถึงจุดที่ต้องรัดเข็มขัด จะรับมือกับมันยังไง จะไปยื่นขอทุนที่ไหนได้บ้าง ถ้าไม่ได้จะทำยังไง”

ทีมงานยังแก้ปมในการทำธุรกิจอยู่ทุกวัน และพยายามพัฒนาแพลตฟอร์มและการบริการให้ง่าย สะดวก และดียิ่งขึ้น ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้งานและผู้ประกอบการ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งแคมป์ปิ้งจะกลายเป็นการท่องเที่ยวเหมือนกับที่คนไปเที่ยวทะเล เป็นกิจกรรมที่ใครก็ทำได้ อยากให้คนที่ไม่เคยลองทำได้มีประสบการณ์ดี ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนแรก จนกลายเป็นคนที่ชื่นชอบการไปแคมป์ในที่สุด 

ให้แคมป์ปิ้งไม่ใช่แค่เทรนด์ที่เข้ามาแล้วก็ผ่านไป

แพลตฟอร์มจองพื้นที่กางเต็นท์แรกของประเทศไทย ที่ตั้งใจแก้ปัญหาเรื่องระบบการจองเพื่อทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load