The Cloud x Startup Thailand

โดยปกติแล้วเกษตรกรรมในประเทศไทยแบบที่เรารู้จักมักคุ้นมักดำเนินไปตามประสบการณ์ ความคุ้นเคย และภูมิปัญญา ที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่สิ่งผิดอะไร หากแต่ถ้ามีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าทางการเกษตรได้คงจะดีไม่น้อย

นี่คือคอนเซปต์ของ Ricult สตาร์ทอัพน้องใหม่ในไทย แต่ไม่ใหม่ในโลกที่หยิบจับเทคโนโลยี Big Data และ Machine Learning มาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการเกษตร

“ผมเห็นปัญหาด้านการเกษตรตั้งแต่เล็กๆ และส่วนตัวสนใจเทคโนโลยีอยู่แล้ว ปัญหาเกษตรกรไทยหลักๆ คือต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศเหล่านั้นเขาเอาเทคโนโลยีมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเข้าถึงแหล่งเงินทุน จะต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ผมเลยเห็นช่องทางตรงนี้ บางทีเกษตรไทยก็มีความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศต่างๆ ไม่รู้ว่าปลูกอะไรถึงดีที่สุด บางทีเป็นแฟชั่น แห่ไปปลูกสิ่งเดียวกัน สุดท้ายก็ทำให้ราคาในตลาดตก หรือบางคนปลูกข้าวเป็นสิบๆ ปี ก็ไม่รูจะไปปลูกอะไร ทั้งที่เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นอาจมีกำไรได้มากกว่า” อุกฤษ อุณหเลขกะ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Ricult ผู้เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทราที่ไปร่ำเรียนหาความรู้เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีถึงที่ Massachusetts Institute of Technology (MIT) เล่าถึงปัญหาที่เขาพบเจอ

ปัจจุบันการทำงานหลักของ Ricult คือการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์หาสภาพดินที่เหมาะสมในการเพาะปลูก รวมไปถึงปริมาณและเวลาที่ควรใส่ปุ๋ยและรดน้ำ เพื่อแนะนำให้การเกษตรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และอีกส่วนสำคัญคือการนำข้อมูลของเกษตรกรและแปลงที่ดินของเขามาคำนวณ Credit Score เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ปล่อยกู้มากยิ่งขึ้น โดยทาง Ricult เชื่อว่า Credit Score จะทำให้แบงก์ตัดสินใจปล่อยเงินกู้ที่ดอกเบี้ยถูกกว่าเงินกูนอกระบบ 5 – 10 เท่า ซึ่งแน่นอนว่าประโยชน์นั้นจะตกอยู่กับเกษตรกรอย่างมหาศาล เนื่องจากปัจจุบันความยากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการทำการเกษตรในไทย โดยอุกฤษบอกว่าความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลของ Ricult สูงถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

แม้ Ricult จะยังเป็นสตาร์ทอัพน้องใหม่ในประเทศ แต่ก่อนที่จะมาถึงไทย Ricult ได้ตั้งทีมขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยมีเพื่อนชาวปากีสถาน 1 คน และเพื่อนอเมริกันอีก 3 คนเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่ง Ricult ได้ใช้งานจริงในปากีสถานมาเป็นเวลา 1 ปีก่อนหน้า ในขณะที่ไทย Ricult เพิ่งเริ่มทดลองใช้เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ครอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 300 ไร่

“เราเริ่มจากช่วยเรื่องแหล่งเงินทุนเพื่อช่วยการผลิต สเต็ปต่อไปจะช่วยหาคนซื้อให้ด้วย เราอยากช่วยทั้ง Value Chain เลย” นี่คือความฝันระยะยาวของอุกฤษ โดยเขาไม่ได้มอง Ricult เป็นเพียงแค่แอพพลิเคชันที่ช่วยเกษตรกรรายบุคคลเป็นครั้งคราว หากแต่ตั้งเป้าเป็นบริษัทฐานข้อมูล (Data Company) ที่มีข้อมูลด้านเกษตรกรรมทั้ง Value Chain โดยจะสามารถเชื่อมต่อเกษตรกรเข้ากับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการเกษตรได้

“ยกตัวอย่างเช่นบริษัทที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรอาจอยากทราบวันที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อที่เตรียมความพร้อมในการผลิตสินค้าได้อย่างถูกต้อง เราก็จะมีข้อมูลตรงนี้ให้” อุกฤษเล่าให้ฟังถึงโมเดลธุรกิจที่สำคัญอย่างการเก็บค่าธรรมเนียมจากการขายข้อมูลและค่าธรรมเนียมการวิเคราะห์ข้อมูล Credit Score สำหรับการปล่อยกู้ เป็นต้น

ห่วงโซ่กว้างยังว่างรอการเติมเต็ม

ประเทศไทยถือเป็นเมืองที่ทำเกษตรกรรมมาช้านาน แต่เมื่อถามถึงจำนวนสตาร์ทอัพด้านการเกษตรในบ้านเรา อุกฤษบอกว่ายังอยากเห็นผู้เล่นมากกว่านี้

“ผู้เล่นสตาร์ทอัพสายนี้มักจะจับทางที่ปลายน้ำของ Value Chain ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรกับคนรับซื้อ แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจจับทางต้นน้ำ เราจึงตั้งใจเติมเต็มส่วนนี้เพราะในไทยตลาดอุตสาหกรรมเกษตรใหญ่มาก มันยังมีโอกาสอีกเยอะ และมันสร้างผลต่อสังคมจริงๆ เพราะได้ช่วยเกษตรกร” อุกฤษอธิบาย

แม้ว่า Ricult จะใช้เทคโนโลยีที่ค่อนข้างก้าวหน้าและซับซ้อน อุกฤษออกตัวว่าเพราะเขาเป็นคนที่หลงใหลเทคโนโลยีโดยธรรมชาติ ทั้งนี้ยังมีช่องทางอีกมากมายที่ผู้สนใจสามารถเข้ามาเติมเต็ม

“สตาร์ทอัพควรจะเริ่มมาจากการคิดช่วยแก้ปัญหาลูกค้าจริงๆ เราจะเห็นว่าหลายอันที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่มีคนใช้งานเป็นเพราะมันแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ส่วนเรื่องเทคโนโลยีนั้นขึ้นอยู่กับความถนัด ส่วนตัวคิดว่ายิ่งมีเทคโนโลยีที่แอดวานซ์คู่แข่งยิ่งแข่งได้ยาก แต่หากเจอปัญหาที่สามารถแก้ได้เลย เทคโนโลยีขั้นสูงอาจไม่จำเป็นนัก

“อย่าจินตนาการถึงปัญหาของเกษตรกรด้วยการนั่งอยู่แต่ในกรุงเทพฯ แต่ควรไปลงพื้นที่ คุยกับเกษตรกรเพื่อที่เข้าใจปัญหาจริง และปัญหาที่เขาบอกเราอาจเป็นคนละเรื่องกับที่เราคิดก็ได้ เราจะได้ช่วยหาทางออกที่ตรงกับความต้องการของเขาได้จริงๆ” อุกฤษแนะนำพร้อมเล่าต่อว่าการออกแบบและนำเสนอข้อมูลให้ผู้ใช้เข้าใจง่ายเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ

“ข้อมูลของทาง Ricult จะบอกว่าแสงแดดจะส่องลงมาเท่าไหร่ ฝนตกเท่าไหร่ เมฆมากี่โมง ซึ่งเราต้องแปลงข้อมูลพวกนี้ให้เกษตรกรก่อนที่จะนำเสนอออกไป โดยคำแจ้งเตือนให้เกษตรกรด้วยคำพูดที่เข้าใจง่ายเหมือนเพื่อนคุยกัน เช่น วันนี้ฝนจะตกยังไม่ต้องรดน้ำ ให้รอรดพรุ่งนี้ หรือให้เตรียมพร้อม ผลผลิตจะพร้อมเก็บเกี่ยวในอีก 5 วัน เป็นต้น”

โฟกัสชัดเจน

ปัจจุบันทีมงาน Ricult ประจำประเทศไทยมีเพียง 4 คนเท่านั้น แม้ว่าพื้นที่งานจะครอบคลุมแปลงการเกษตรถึง 300 ไร่ และมีแนวโน้มจะขยายไปถึง 1,000 ไร่ภายในเดือนนี้ ซึ่งอุกฤษขยายความว่าหากเรามีเทคโนโลยีและระบบดีพอ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรบุคคลมากมายเกินจำเป็น

300 ไร่แรกของ Ricult ล้วนแต่เป็นไร่ข้าวโพดทั้งสิ้น

“ผมเชื่อว่าสตาร์ทอัพต้องโฟกัส เราจึงเจาะไปที่กลุ่มเกษตรกรข้าวโพดก่อน ซึ่งตอนนี้มีคนปลูกข้าวโพดหลายล้านไร่ในไทย” โดยข้อดีของการเลือกในกลุ่มเกษตรข้าวโพดเป็นอันดับแรกเช่นเดียวกับที่ทีมงานเริ่มทำที่ปากีสถาน ได้แก่ ความสะดวกในการการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน

อุกฤษเล่าต่ออีกว่า หลังจากกลุ่มเกษตรกรข้าวโพด Ricult จะเริ่มลุยพืชเศรษฐกิจหลักของไทยชนิดอื่น ได้แก่ ข้าว อ้อย มัน และปาล์ม และจะเดินหน้าสู่ตลาดผลไม้ต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ Ricult ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำสำเร็จภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ไม่เพียงแค่ขยายตลาดเพิ่มพืชพันธุ์ที่หลากหลาย Ricult ตั้งใจที่จะบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“หลังจากที่ Ricult ไปใช้ในปากีสถานและไทย ข้อดีที่เราค้นพบคือเทคโนโลยีเดียวกันสามารถใช้ได้ดีกับทั้งสองประเทศ เราจึงเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปใช้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลผลิตทางการเกษตรคล้ายๆ ไทย อย่างเวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย และจีน ได้เช่นกัน”

ขยายผลสู่ปัญหาในระดับที่กว้างกว่า

ในเมื่อโฟกัสแรกของ Ricult คือกลุ่มเกษตรกรข้าวโพด เราอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาได้คิดต่อยอดไปถึงการแก้ปัญหาเรื่องการปลูกข้าวโพดในพื้นที่รุกล้ำหรือไม่?

“ผมเชื่อว่า Ricult จะมีส่วนช่วยตรงนี้ได้ ปัจจุบันบางบริษัทต้องการซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ปลูกที่ถูกกฎหมายเท่านั้น ซึ่งฐานข้อมูลของเราสามารถระบุพื้นที่ที่ถูกกฎหมายได้และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อ Value Chain เพราะหากบริษัทเลือกซื้อผลผลิตจากที่ถูกกฎหมายเท่านั้น แปลว่าความต้องการซื้อในที่พื้นที่ที่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้น” อุกฤษอธิบายว่าเขากำลังหาหนทางในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานของภาครัฐ ในขณะเดียวกันก็ได้เริ่มประสานงานกับมูลนิธิและหน่วยงานต่างๆ เพื่อเสนอโอกาสทางอาชีพอื่นๆ แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า

ไม่เพียงแต่ข้อมูลด้านการเกษตรเท่านั้น Ricult ยังสนใจเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในมิติต่างๆ ของเกษตรกรด้วย

“เราสนใจผลกระทบทางสังคม เราอยากวัดว่าหากเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เขาเอาไปส่งลูกให้มีโอกาสเรียนสูงขึ้นหรือเปล่า เขาได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพดีขึ้นไหม เข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขมากขึ้นหรือไม่ เราไม่ได้อยากให้เขามีรายได้มากขึ้นอย่างเดียว แต่เราอยากให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นด้วย” อุกฤษทิ้งท้ายถึงความตั้งใจที่จะนำข้อมูลส่วนนี้ส่งต่อให้อาจารย์หรือนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์นำไปศึกษาและต่อยอดเป็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ในอนาคต

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการเกษตรและอาหาร (AgTech & FoodTech)

อุกฤษ อุณหเลข, Co-founder of Ricult

Website: Ricult.com

Writer

ภัทรมน สุขประเสริฐ

เคยทำงานข่าว ยังขีดเขียนบ้างบางคราว ชอบสำรวจบ้านเมืองสังเกตผู้คน กินง่ายมาก อยากเล่นบอร์ดเกมทุกอาทิตย์

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load