The Cloud x Startup Thailand

เรามักมีคำถามว่าคนธรรมดาจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร คนตัวเล็กๆ สักคนจะเปลี่ยนแปลงโลกได้มากน้อยแค่ไหน อยากออกไปทำกิจกรรมภาคสังคมก็มีเวลาน้อยเกินไป อยากบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหน อาชว์ วงศ์จินดาเวศย์ เองก็เป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น ที่เคยพยายามมองหาวิธีการที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงสังคมง่ายขึ้น โดยเขาและ อลิสา นภาทิวาอำนวย ต่างสนใจปัญหาการขาดแคลนทุนของมูลนิธิต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งยังขาดความพร้อมในการประชาสัมพันธ์หรือการหาเงินทุนมาหมุนเวียนในการทำงาน โจทย์ของพวกเขาก็คือทำอย่างไรให้การหาทุนเข้าถึงคนหมู่มากได้ง่ายและมูลนิธิสามารถมีรายได้ที่ยั่งยืนไปตลอด

เติมความหมายที่ถูกต้องลงในห้องว่าง

อาชว์และอลิสาใช้เวลาตลอด 2 ปีในการพัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมือง ทั้งคิด ทั้งพูดคุย นำแผนการของพวกเขาไปปรึกษาผู้รู้ พูดคุยกับผู้ประกอบการต่างๆ ด้วยความเชื่อที่ว่ายิ่งได้เล่าออกไปมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งได้ทบทวนตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ความพยายามและมุ่งมั่นได้กลายมาเป็น Socialgiver แพลตฟอร์มสำหรับขายดีลสินค้าและบริการ ซึ่งดึงศักยภาพการท่องเที่ยวในประเทศไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการเปลี่ยนห้องพักว่างๆ ในโรงแรมช่วงโลว์ซีซันซึ่งหากไม่มีใครใช้ก็จะสูญเสียมูลค่าไปเปล่าๆ ถึง 1.6 พันล้านบาทต่อวัน ให้กลายเป็นดีลดีๆ ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง บอกชัดๆ ว่าไปกินอาหารอร่อยร้านนี้แล้วจะได้สนับสนุนโครงการเพื่อสุขภาพ ไปพักผ่อนที่โรงแรมนี้จะได้ช่วยเหลือสัตว์ป่าผ่านมูลนิธิรักสัตว์ป่า

ทำให้นอกจากจะเห็นปลายทางของ ‘การให้’ แล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย โดยจัดแบ่งรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ Socialgiver แบ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ไว้เป็นค่าดำเนินการสำหรับช่วยประสานระหว่างผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่างๆ องค์กรเพื่อสังคมที่ต้องการเงินสนับสนุน และผู้ใช้บริการ โดยเงินอีก 70 เปอร์เซ็นต์จากรายได้จะถูกส่งไปให้องค์กรเพื่อสังคมต่อไป

2 ปีที่ผ่านมา Socialgiver ระดมทุนช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ ไปแล้วทั้งหมด 26 โครงการ ซึ่งผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นนั้น นับรวมชีวิตทั้งคนและสัตว์กว่า 20,000 ชีวิต ร่วมมือกับผู้ประกอบการ 150 กว่ารายในการช่วยทำให้ Corporate Social Responsibility (CSR) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีประโยชน์ต่อธุรกิจ

“เรามองว่าสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ดีและเป็นเหตุผลที่ทำให้ Socialgiver ไปได้ดีก็คือ การที่เรามองจากผลลัพธ์เป็นหลักว่าเราอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร ผลกระทบทางสังคมหรือทางธุรกิจ เรานำเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการจะช่วยเหลือภาคสังคมมาเป็นตัวตั้ง แล้วจึงคิดต่อไปว่าจะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง ด้วยการคิดแบบนี้ทำให้เราสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างที่หากเรามองจากอีกมุมหนึ่งมันน่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้” อาชว์เล่าถึงงานอีเวนต์ใหญ่ของ Socialgiver ที่เพิ่งจัดเสร็จสิ้นไป ว่าด้วยจำนวนเงินอันน้อยนิดที่พวกเขามีนั้น ไม่ว่าคิดอย่างไรก็ไม่มีทางจัดงานที่อิมแพ็กได้จริง ความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งแม้จะห่างไกลกับคำว่าปาฏิหาริย์อย่างในหนัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็คงเรียกอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก passion อันแรงกล้าที่ผลักดันไปสู่จุดหมายที่แท้จริง

Socialgiver เมื่อช้อปและช่วยไปด้วยกันได้ Socialgiver เมื่อช้อปและช่วยไปด้วยกันได้

สร้างโมเดลใหม่ เปลี่ยนการให้ส่งผลลัพธ์เข้ากระทบฝั่ง

จากการลงไปคลุกคลีและทำงานร่วมกันกับมูลนิธิเพื่อสังคมในประเทศไทยหลายๆ ที่ ทำให้อาชว์พบปัญหาที่แท้จริง อย่างการที่มูลนิธิประสบปัญหาด้านการเงินต่อเนื่อง ด้วยเหตุที่เงินทุนนั้นไปกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่องค์กร ทุกมูลนิธิจึงต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้เงินทุนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จัดกิจกรรม จ้างพนักงาน และอื่นๆ  

“ยิ่งเวลาผ่านไปมีมูลนิธิเกิดใหม่มากขึ้นก็ยิ่งต้องแข่งขันกันมากขึ้น บางมูลนิธิต้องทำเสื้อขายเพื่อหาเงินบริจาค บางมูลนิธิต้องบังคับให้เด็กๆ วาดรูปเอาไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อที่จะแข่งกับคนอื่น ทำให้มูลนิธิไม่สามารถโฟกัสภารกิจที่ตั้งใจไว้ได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่เราตั้งใจคือเราจะทำให้มูลนิธิไม่ต้องพึ่งเงินบริจาค แต่หาวิธีให้คนทั่วไปที่ไปซื้อของ ท่องเที่ยว กินข้าว หรือทำกิจกรรมต่างๆ สามารถช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคมได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างโมเดลการบริจาคเงินรูปแบบใหม่ มันเป็นไอเดียใหม่ จึงอธิบายให้หลายๆ คนเข้าใจได้ยาก ผลลัพธ์ก็ต้องวัดกันในระยะยาว บางอย่างก็วัดได้ยาก ไม่ชัดเจน มันจึงเป็นความท้าทายหลักของเราที่จะทำให้โมเดลนี้มันเป็นไปได้จริง”

Socialgiver ใช้วิธีการกำหนดการสร้างผลกระทบจากยอดบริจาคที่มูลนิธิได้รับ แล้วมาดูกันว่ายอดเงินที่เพิ่มขึ้นสร้างผลกระทบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จริงหรือไม่ พัฒนาการทำงานไปในทิศทางไหน ผู้ใช้บริการที่เข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็สามารถเข้าไปดูรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของแต่ละองค์กรเพื่อสังคมนั้นได้ เมื่อคนที่ให้เงินได้รู้ว่าเงินที่เขาใช้จ่ายไปทำให้เกิดกระทบอะไรบ้าง ก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่ทำให้เกิดการระดมทุนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ในแง่ของผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นต้นทางในการนำรายได้เข้าสู่ระบบ Socialgiver ตั้งเป้าหมายในปีหน้าไว้ว่าต้องการระดมทุนให้ได้ 18 ล้านบาท เพื่อที่จะทำให้ตัวเลขนั้นเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีหลายเงื่อนไข หลายหลักไมล์ที่จะทำให้เกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือการหา special sponsor ที่อยากจะมาสนับสนุนโครงการพัฒนาภาคสังคมไทยให้มีเงินมากกว่าแค่เงินบริจาค

“เราพบว่าหน่วยงานที่ทำ CSR ส่วนใหญ่ก็ยังคงติดกับภาพเดิมๆ ที่เคยทำกันมา เขายังอยากซื้อของไปบริจาค ไปปลูกป่าชายเลน เราอยู่กับกิจกรรมแบบนี้มานานจนหลายคนรู้สึกว่ามันเสี่ยงที่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น การมอบของให้มูลนิธิมันผลกระทบระยะสั้นแต่เห็นผลทันที ซึ่งการมาสนับสนุนเราต้องวัดผลกันในระยะยาวมาก หน้าที่ของเราคือทำให้เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันคุ้มเสี่ยง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เราคิดคือเครื่องมือใหม่ที่จะแก้ปัญหาของภาคสังคมของประเทศไทย”

อาชว์เสริมว่า การเปลี่ยนแปลงในระยะยาวจะสร้างกระบวนการและความร่วมมือใหม่ๆ ไปในตัว ซึ่งแน่นอนว่าใช้เวลาแต่ยั่งยืนกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในสายตาของอาชว์สิ่งที่ขาดไปในสังคมไทยตอนนี้ ก็คือสตาร์ทอัพที่สร้างเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสังคมอย่างแท้จริง อาจด้วยความซับซ้อนและต้องประสานกับหลายฝ่ายทำให้สตาร์ทอัพส่วนใหญ่พยายามแก้ปัญหาส่วนบุคคลมากกว่า  

“หลายคนคิดว่าการทำอะไรเพื่อสังคมจะไม่มีวันได้กำไร คนเรามักคิดว่าเมื่อมีคนได้ มีคนเสีย แต่เทคโนโลยีทำให้เราเป็นผู้ให้และผู้ได้รับกันทั้งคู่ มันเป็นโมเดลที่ยั่งยืนที่สุด”

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกที่จะเป็นผู้ให้โอกาสให้อีกหลายๆ คนได้เป็นผู้ให้และผู้รับไปพร้อมกัน

Socialgiver เมื่อช้อปและช่วยไปด้วยกันได้ Socialgiver เมื่อช้อปและช่วยไปด้วยกันได้

ให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานเพื่อไปสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน

Socialgiver ใช้เวลากว่า 2 ปีในการรวบรวมธุรกิจกว่า 150 รายให้เข้ามาร่วม

ความท้าทายก็คือการเพิ่มตัวเลขกลายเป็น 500 รายภายในปีหน้า ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมตาม Sustainable Development Goals (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ เช่น ขจัดความยากจน ขจัดความหิวโหย ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ การสุขาภิบาล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดความเหลื่อมล้ำ อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ทำให้ Socialgiver ออกตามหาองค์กรที่ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ เพื่อจะทำให้เกิดผลกระทบที่กว้างขวางและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

“ความท้าทายต่อมาในแง่การทำงานร่วมกับหลายองค์กรคือการที่แต่ละธุรกิจต่างก็มีวิธีการทำงาน มีขั้นตอนที่แตกต่างกัน มีเป้าหมายต่างกัน มีวิธีการวัดประเมินผลที่แตกต่างกัน ในฐานะที่เรายังเป็นตัวเล็กอยู่ บางครั้งก็ต้องทำเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้มากที่สุด” อาชว์บอกว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มจับจุดได้ว่าแต่ละรายมีกระบวนการทำงานใดที่คล้ายคลึงกัน แล้วค่อยๆ ตั้งเป็นมาตรฐานในการทำงานโดยรวม เว้นแต่บางธุรกิจที่แตกต่างโดดเด่นออกมาก็ต้องมาดูกันว่าอะไรที่พอจะประนีประนอมกันได้ บางธุรกิจต้องการแบบนั้นแบบนี้เพิ่มเติมขึ้นมา ก็ต้องพิจารณากันเป็นรายๆ ไป แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนาโมเดลมาตรฐานเพื่อให้การทำงานในระยะต่อไปง่ายขึ้นเมื่อมีผู้ประกอบการจำนวนมากเพิ่มเข้ามา

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาไลฟ์สไตล์และความบันเทิง (Lifestyle & Entertainment)

อาชว์ วงศ์จินดาเวศย์, Founder & CEO of Socialgiver

Website: Socialgiver.com

Writer

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load