The Cloud x Startup Thailand

คงไม่ต่างจากผู้อ่านมากนัก เมื่อพูดถึง Silicon Valley (ซิลิคอนแวลลีย์) ผู้เขียนมักจะคิดถึงฉากในภาพยนตร์ที่เคยผ่านตา

ภาพของกลุ่มวิศวกรรวมหัวกันนั่งคิดค้นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่โรงรถหลังบ้านก่อนจะตัดภาพมาถึงฉากตอนปัจจุบันที่เป็นภาพออฟฟิศสุดทันสมัย ไปจนถึงห้องทำงานขนาดใหญ่ที่มีเหล่าผู้ประกอบการวัยรุ่นยืนถกเถียงไอเดียเขียนไวท์บอร์ด ไหนจะมุมพักผ่อนที่มีทั้งเกม ที่นั่งสบายๆ หรือบางครั้งหากต้องการที่นอน ออฟฟิศก็ยังมีให้ ที่ขาดไม่ได้เลยคือ CEO ในชุดเสื้อยืดกับรองเท้าผ้าใบเดินไปมา

แต่นี่คือความจริงของที่แห่งนั้นหรือเปล่า

สถานที่ที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันอยากจะไปทำงานมีแง่มุมอะไรที่เราไม่เคยรู้หรือไม่

โชคดีที่เราได้มีโอกาสคุยกับสองคนไทยในสองบทบาทที่ทำงานอยู่ ณ ซิลิคอนแวลลีย์ คนแรกคือ คุณเป๊ก- ปกรณ์ พงษ์แพทย์ ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ Impekable และ คุณไมเคิล-อธิวรรธน์ วงศ์ไวศยวรรณ Lead Consulting แห่งบริษัทที่ปรึกษาซอฟต์แวร์ ThoughtWorks

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

ซิลิคอนแวลลีย์ เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของพื้นที่อ่าวของซานฟรานซิสโก (San Francisco Bay Area) ในด้านเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นแหล่งฟูมฟักและเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีที่สำคัญของอเมริกาและของโลก เช่น Facebook, Google, Apple, Oracle และสตาร์ทอัพเกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งหลายที่เกิดขึ้นรายวัน ทำให้พื้นที่ซิลิคอนแวลลีย์มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ในแต่ละปีพื้นที่แห่งนี้ดึงดูดเงินลงทุนสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจาก Venture Capital ของทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

ไมเคิลเล่าเรื่องราวของซิลิคอนแวลลีย์ก่อนที่จะกลายมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ให้ฟังว่า ในอดีตช่วงก่อนสงครามโลก พื้นที่แห่งนี้เป็นฐานการผลิตวิทยุทรานซิสเตอร์ ก่อนจะมาถึงยุคอุตสาหกรรมกับเครื่องบินอวกาศ แล้วจึงเป็นแหล่งพัฒนาชิพคอมพิวเตอร์ที่มีบริษัทอย่าง HP, Intel และ Advanced Micro Devices หรือ AMD และ ไม่ว่าจะด้วยการนำโดยรัฐหรือเอกชน การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมเหล่านี้ดึงดูดให้เหล่านักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทั้งหลายตัดสินใจเข้ามาอาศัยในพื้นที่นี้

ไมเคิลเล่าว่า สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของซิลิคอนแวลลีย์คือ Serial Entrepreneur หรือผู้ประกอบการที่สร้างบริษัทใหม่โดยไม่ติดอยู่กับการบริหารบริษัทเดิม แต่มอบหมายให้ผู้อื่นบริหารแทนหรือขายบริษัทให้กับนักลงทุน เพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ต่อไป และเพราะการมีผู้ประกอบการประเภทนี้จำนวนมากทำให้ที่นี่มีเงินลงทุนโดยรวมวนเวียนอยู่จำนวนมากและมีบริษัทเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งผู้ประกอบการเหล่านี้ยังสนับสนุนสถานศึกษาต่างๆ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทในอนาคตต่อไป นับเป็นวงจรที่เสริมซึ่งกันและกัน

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

“การที่ซิลิคอนแวลลีย์มีระบบของนิเวศที่ครบถ้วนและดีพอทำให้คนในนั้นกล้าที่จะออกมาเสี่ยงเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ ได้ เช่น ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่ Google แล้วอยากออกมาลองตั้งสตาร์ทอัพดู หากลองทำไป 2 – 3 ปีแล้วล้มเหลว คุณก็ยังกลับเข้าไปทำงานในบริษัทเดิม หรือบริษัทอื่นๆ อย่าง Facebook ก็ได้”

วัฒนธรรมการทำงานของบริษัทที่ซิลิคอนแวลลีย์ค่อนข้างจะแตกต่างจากที่อื่นๆ ในโลก ตรงที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่าสิ่งอื่นๆ ไม่มีพิธีการที่ไม่จำเป็น แต่งตัวสบายและเรียบง่าย มีความเป็นกันเองในบริษัทที่ไม่ว่าจะเป็นระดับพนักงานหรือซีอีโอก็ทำงานใกล้ชิดกัน

“คุณจัดการชีวิตตัวเองได้หมดเลย ใช้ชีวิตยังไงก็ได้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด จะไม่บอกว่าใส่เสื้อสีขาว กาวเกงขายาวตรง ตัดผม หรือต้องตอกบัตร ถ้ามีคนใส่สูทไปทำงานนี่คนตกใจนะ เขาถามว่าคุณจะไปสัมภาษณ์อะไรเหรอ (หัวเราะ) ที่นี่เขาทำทุกอย่างให้เราแฮปปี้ มีขนมให้กินตลอดเวลา มีอาหารเที่ยงและอาหารเย็นฟรี ออกค่ารถให้ มีคอมพิวเตอร์ให้ถึง 2 จอแล้วยังมีแล็ปทอปอีก 1 ตัว ไม่มีที่ไหนให้ขนาดนี้ ขอเพียงให้คุณทำงานอย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร เขาจ้างเรามาเขียนโปรแกรมไม่ได้ให้มาแต่งตัว เขาเชื่อในเราว่าเราจะสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ มันทำให้เราก็ยิ่งอยากโชว์ความสามารถได้เต็มที่” ไมเคิลเล่าให้เราอิจฉาเล่นๆ ในใจ

เราถามเป๊กผู้เป็นตัวแทนฝั่งผู้ประกอบการถึงเรื่องการทำงานในซิลิคอนแวลลีย์ในบทบาทของนายจ้าง ซึ่งเป๊กมีความเห็นที่แตกต่างจากภาพฝันน่าอิจฉาด้านบน การที่บริษัทที่ตั้งอยู่ในซิลิคอนแวลลีย์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี ทำให้วิศวกรและบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีนี้กลายเป็นบุคคลที่สำคัญมากในบริษัท นอกจากจะได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่สูงแล้ว ยังเกิดการแข่งขันแย่งตัวพนักงาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนเหล่านี้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป๊กมีความคิดเห็นว่า บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยเกินไป

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

“เวลาที่เราเป็นเจ้าของกิจการมันก็เป็นอีกแบบหนึ่งนะ เพราะถ้าเราเงินน้อยเราก็ไม่สามารถสู้กับบริษัทอื่นๆ ได้ อย่างเช่นบริษัทผมถ้าคุณเป็นคนที่มาจากบริษัท Google หรือ Facebook เงินเดือนผมสู้ไม่ได้แน่นอน สวัสดิการที่ผมจะให้ก็สู้ไม่ได้ มันคนละระดับกัน มันจึงเป็นความลำบากของบริษัทเล็กๆ สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่เราจะทำยังไงให้พนักงานเชื่อในฝันของบริษัท เช่น การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัทด้วย เป็นต้น”

แม้การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่าส่วนอื่นจะเป็นเรื่องที่ดี ไมเคิลเสริมให้เราฟังว่าบางครั้งสิ่งนี้ก็ส่งผลให้บางบริษัทละเลยเรื่องสำคัญอื่นไป อย่างที่เห็นได้จากกรณีที่วิศวกรซอฟต์แวร์หญิงคนหนึ่งเขียนบล็อกเล่าประสบการณ์ช่วงที่เธอทำงานอยู่กับ Uber ว่าได้ประสบปัญหาโดนเจ้านายล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจา แต่เมื่อไปร้องเรียนแล้วกลับไม่มีการลงโทษเนื่องมาจากว่าบริษัทประเมินว่าผู้บริหารคนนั้นมีผลงานที่ดี นอกจากนี้เธอยังได้รับการเลือกปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมในหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นว่ายังมีปัญหาของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ในบางที่อยู่

เช่นเดียวกับเป๊กที่เสริมเรื่องราวอีกด้านของซิลิคอนแวลลีย์ที่สร้างกระทบต่อสังคมโดยรวมว่า เมื่อเหล่าผู้คลั่งไคล้ในเทคโนโลยีจากทั่วประเทศหรือแม้แต่ทั่วโลกต่างหลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำงานในบริษัทที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ทำให้ในหลายเมืองรอบๆ อย่างซานฟรานซิสโกต้องพบปัญหาค่าเช่าที่อยู่อาศัยแพงขึ้น ในขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นๆ ไม่ได้มีรายได้สูงเหมือนพนักงานบริษัทเหล่านี้ จึงต้องย้ายออกมาอยู่นอกเมืองเพราะทนรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไม่ไหว

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

เพราะดินแดนแห่งความฝันเต็มไปด้วยฝันสวยงามจนไม่อยากออกจากความฝัน เราถามเป๊กและไมเคิลถึงฝันร้ายและความเข้าใจผิดๆ ที่มีต่อซิลิคอนแวลลีย์ ดินแดนในฝันของสตาร์ทอัพ และคำแนะนำต่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อไม่ให้ชะล่าใจกับความฝันที่สวยงามมากเกินไป ก่อนที่ทั้งคู่จะตกผลึกประสบการณ์ที่ผ่านมาให้เราฟังดังนี้

หนึ่ง ที่นี่ไม่ได้มีแต่ความสำเร็จ

คนส่วนใหญ่มองเห็นโอกาสและความสำเร็จของสตาร์ทอัพ ทั้งจากสื่อที่นำเสนอแต่ตัวอย่างบริษัทที่ได้รับการให้ทุนจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เปอร์เซ็นต์การประสบความสำเร็จของสตาร์ทอัพที่แม้จะอยู่เรียนรู้และเติบโตในซิลิคอนแวลลีย์เองก็ไม่สูงเหมือนกันกับที่อื่นๆ

สอง การนำเสนอได้ถือว่าจบ

คนส่วนใหญ่คิดว่าสตาร์ทอัพมีเพียงไอเดียอย่างเดียวไปนำเสนอ หรือที่เรียกว่า pitching ก็ประสบความสำเร็จได้ แต่ความเป็นจริง การสร้างบริษัทที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยอีกหลายปัจจัย ทั้งการสร้างทีม การลงมือปฏิบัติ การทดสอบตลาด การสร้างยอดขาย อย่างที่ทุกบริษัทในซิลิคอนแวลลีย์เองก็ต้องผ่านมา

สาม ปิ๊งไอเดียปุ๊บ ขอเงินปั๊บ

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเมื่อมีไอเดียแล้วต้องไปขอเงินลงทุนทันที แต่ในความเป็นจริง บริษัทที่จะสามารถขอทุนได้นั้นต้องเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ และปัจจุบันมาตรฐานของการขอทุนนั้นสูงขึ้นเยอะ ทำให้เหล่าสตาร์ทอัพมือใหม่ต้องมีความพร้อมทั้งมีผู้ใช้มีและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทำตลาดได้

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

สี่ ความสำเร็จชั่วข้ามคืน

ความคาดหวังว่าความสำเร็จใช้เวลาสร้างเพียงแค่ 1 ปีของบางคนมันไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้วบริษัทกว่าจะสร้าง กว่าจะโตได้ใช้เวลามากว่าแค่ 1 – 2 ปี ดังนั้นการสร้างสตาร์ทอัพต้องใช้เวลา

การคำนึงถึงฝันร้ายเป็นเรื่องที่ดี หากแต่นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรม หลายๆ เมืองในโลกก็สามารถสร้างสรรค์ซิลิคอนแวลลีย์ของตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม หุบเขาซิลิคอนแวลลีย์แห่งนี้ก็ได้สร้างคุณค่าบางอย่างที่สำคัญให้กับวงการธุรกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพหรือการให้ค่ากับนวัตกรรมและการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ให้สามารถนำมาปรับใช้กับเรื่องต่างๆ ในที่อื่นๆ ได้ แน่นอนว่าเราสามารถเรียนรู้บทเรียนหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากที่แห่งนี้ได้

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

Writer

ปวีร์ ศิริมัย

บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจงานข่าวและงานเขียน ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสัมภาษณ์ที่เก่ง ติดอ่านนิยาย ปรัชญา และรักการฟังเพลงแจ๊ส

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

The Cloud x Startup Thailand

คงเดาไม่ยากว่า หลายๆ คนน่าจะเคยเจอกับประสบการณ์เหล่านี้สักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นน้ำแอร์หยด ท่อน้ำแตก ต้องหากะละมังมารองแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราว หรืองานยุ่งจนบ้านรกไม่มีเวลามาปัดกวาดเช็ดถู จนต้องปิดตาข้างหนึ่งเพื่อมองข้ามความไม่เป็นระเบียบเหล่านั้นไป ครั้นจะหาผู้ช่วยตรงใจที่มาจัดการดูแลเรื่องจุกจิกเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ครั้งหนึ่ง ซาฮิบ อนันต์ทรงวิทย์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Seekster ก็เคยประสบปัญหาทำนองนี้ที่เข้าขั้นเร่งด่วน เมื่อแอร์ในโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวของเขาดันมีปัญหา ช่างประจำที่ใช้บริการสม่ำเสมอก็ไม่ว่างที่จะเข้ามาทันที ในขณะที่แขกก็กำลังจะมาเช็คอินเข้าพัก ในฐานะคนดูแลโรงแรม ซาฮิบจำเป็นต้องค้นหาช่างรายอื่นผ่านช่องทางต่างๆ ที่พอจะนึกได้ ท้ายที่สุดเขาก็เจอช่างที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้ทันเวลา แม้จะรู้สึกว่าค่าบริการสูงหน่อย แต่ด้วยความจำเป็นอย่างไม่ค่อยมีทางเลือกทำให้เขาต้องยอมจ่ายเงินตรงนั้นไป

แต่ซาฮิบไม่จบแค่ตรงนั้น ในเมื่อเราอยู่ในยุคที่อาหารจานร้อนจากร้านโปรดมาเสิร์ฟถึงรั้วบ้าน รถแท็กซี่มารับถึงปากประตูคอนโดได้โดยไม่ต้องเดินออกไปคอยเก้อ เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้แทบทุกความเป็นไปได้เกิดขึ้นจริงเพื่อจะทำให้ความเป็นอยู่สะดวกสบายและง่ายขึ้นได้เพียงแค่ปลายนิ้ว Seekster แพลตฟอร์มสำหรับงานบริการเรื่องบ้านๆ จึงค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้น

“ที่ผ่านมาผมเห็นช่องว่างของอุตสาหกรรม คือเราไม่ไว้ใจช่าง พอมีปัญหาแอร์ ปัญหาไฟฟ้า เราอยากให้ช่างประจำมาดูให้ แต่บางครั้งช่างไม่ว่างมาตอนนี้” ซาฮิบเล่าต่อว่าที่จริงช่างและผู้ให้บริการมีอยู่มากมาย เห็นได้จากป้ายประกาศตามต้นไม้และเสาไฟฟ้าที่มีอยู่ทั่วไป แต่คุณภาพและความน่าเชื่อถือคือความท้าทายสำคัญ

แน่นอนว่าสตาร์ทอัพที่เป็นผลผลิตจากเขาและทีมจึงถูกออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างตรงนี้ Seekster คือตัวกลางที่เป็นแหล่งรวมผู้ให้บริการที่จับคู่กับลูกค้า โดยที่ผู้ให้บริการทุกรายจะต้องผ่านการเทรนนิ่ง รวมทั้งตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่มีมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและราคา นอกจากนี้ยังมีระบบ rating ให้ผู้รับบริการประเมินผลการใช้งาน เพื่อที่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ให้บริการทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด

ไม่เพียงแต่ผู้รับบริการเท่านั้นที่เป็นหัวใจสำคัญของ Seekster ซาฮิบบอกว่าเขาตั้งใจจะให้แพลตฟอร์มนี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ให้บริการด้วย

“ระบบของเราให้ค่าตอบแทนผู้ให้บริการมากกว่ารายได้ที่เขาได้ปกติถึง 3 เท่า และพวกเขาสามารถทำงานแบบฟรีแลนซ์ เลือกวันหยุดได้ตามต้องการ”  

Seekster บริษัทที่ให้บริการจัดหาแม่บ้านและสารพัดช่าง

Seekster บริษัทที่ให้บริการจัดหาแม่บ้านและสารพัดช่าง

คิดเล็กค่อยคิดใหญ่

พอคิดจะก่อร่างสร้างธุรกิจขึ้นกับมือร่วมกับเพื่อนๆ ซาฮิบวาดฝันไว้ไกลอยากให้ Seekster เป็นศูนย์รวมที่มีครบทุกบริการ

“เราสรุปไอเดียได้ว่าเราจะเป็นตลาดออนไลน์สำหรับทุกบริการ ถ้าจะหาช่างภาพ ช่างแต่งหน้า คนล้างรถ ติวเตอร์ กราฟิกดีไซน์ เราจะเป็นศูนย์รวมทุกอย่าง” แต่ภาพแห่งความเป็นจริงนั้น ผ่านไปได้เพียง 3 เดือน ซาฮิบและเพื่อนๆ ก็ต้องกลับมาทบทวนจุดยืนกันอีกครั้ง “เรารู้เลยว่าเราไม่มีพลังที่จะกินตลาดทุกอย่างเพราะเราไม่มีทรัพยากรต่างๆ ที่เพียงพอ เราเลยกลับมาดูว่ามีตลาดไหนที่พอทำได้และใหญ่ที่สุดเราก็ควรจะโฟกัส สุดท้ายเราตัดสินใจว่าเป็นตลาด Home Repair Maintenance”

ระหว่างทาง Seekster สำรวจตลาดผ่านการเซอร์เวย์ กว่า 80 เปอร์เซนต์จากกว่า 300 คนบอกว่าสนใจที่จะใช้บริการ Seekster จึงไม่รอช้าเริ่มทดลองแพลทตฟอร์มที่ออกแบบไว้ทันที

เริ่มแรก Seekster ใช้ระบบแมนวล เมื่อมีลูกค้าส่งใบขอรับบริการ Seekster จะโทรติดต่อช่าง และเมื่อช่างรับงาน Seekster ก็จะส่งคำตอบรับกลับไปให้ลูกค้าอีกทีหนึ่ง Seekster ผ่านการลองผิดลองถูกหลายครั้ง เปลี่ยนระบบ ปรับวิธีการคิดค่าบริการมาหลายๆ แบบ สตาร์ทอัพเพื่อบ้านแห่งนี้ค่อยๆ พัฒนาตัวขึ้น จนทุกวันนี้ผู้ใช้ Seekster สามารถจับคู่กับผู้ให้บริการได้ภายใน 2 – 5 นาที และคิดค่าบริการแบบอัตราคงที่เพราะเชื่อว่าลูกค้าต้องการความแน่นอน ต้องการรู้ชัดว่าอะไรคือสิ่งที่เขาจะได้รับ

“ผมเชื่อใน A/B testing ไม่ว่าจะทำอะไรเราจะทดลองเลยว่าอันไหนได้รับการตอบรับที่ดีกว่ากัน และเราจะเลือกใช้สิ่งนั้น” ซาฮิบกล่าว

แม้ที่สุด Seekster ลงเอยด้วยการเป็นผู้ให้บริการที่เจาะจงเรื่อง Home Repair Maintenance โดยมีบริการแม่บ้านและช่างแอร์เป็นบริการหลักตลอดระยะเวลาขวบครึ่งที่เปิดให้บริการ แต่ทุกวันนี้ Seekster ก็ยังไม่หยุดนิ่ง

“บริษัทของเรามีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เราปรับปรุงตัวเองตามคำแนะนำจากลูกค้า” ซาฮิบเล่าว่าทุกวันนี้ถ้ามองหาบริการทำความสะอาดโซฟา กำจัดเบดบั๊ก กำจัดแมลง ซ่อมประปา ไฟฟ้า หรือแม้แต่บริการแม่บ้านที่รีดผ้าโดยเฉพาะ ก็สามารถหาได้ครบจบที่ Seekster

“ผมพบว่าลูกค้าที่ใช้บริการกับเราครั้งแรก มักกลับมาใช้บริการเราในครั้งต่อๆ ไป รวมถึงลองใช้บริการอื่นๆ ภายใต้แบรนด์เราด้วย”

Seekster บริษัทที่ให้บริการจัดหาแม่บ้านและสารพัดช่าง Seekster บริษัทที่ให้บริการจัดหาแม่บ้านและสารพัดช่าง

โลกอนาคตที่กำลังจะเป็นจริง

“ผมเชื่อว่าโลกอนาคตที่คุณตื่นมาพร้อมคำสั่งด้วยเสียง มีหุ่นยนต์มาจัดการเสิร์ฟกาแฟ และแสดงข้อมูลต่างๆ ที่คุณต้องการได้ในทันที เป็นความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น” ซาฮิบฉายภาพอนาคตอันใกล้ให้เราฟัง เขาเชื่อว่าสตาร์ทอัพสาย PropertyTech (เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จากการที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายๆ แห่งเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มคุณค่าให้แก่บริษัทและบริการของตัวเอง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นของลูกบ้าน เหมือนกับที่ Seekster เองที่กำลังจับมือกับ Property Developer บางเจ้าเพื่อให้บริการกับลูกบ้าน โดยภายในปีหน้า Seekster ตั้งเป้าเป็นผู้ให้บริการอันดับหนึ่งในประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ให้บริการมากที่สุด และกำลังหาโอกาสเข้าไปจับกลุ่มลูกค้าที่เป็น B to B มากขึ้น

“การทำงานในสาย PropertyTech เปิดโอกาสให้เราหลายมุม ทำให้เราเรียนรู้ว่าการใช้เทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงอะไรแค่เล็กๆ น้อยๆ มันสร้างอิมแพ็คได้เยอะมากแค่ไหน”

อย่างไรก็ตามซาฮิบบอกว่าสิ่งที่สตาร์ทอัพสายนี้ โดยเฉพาะอันที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีราคาสูง ควรคำนึงถึงคือเรื่องที่ว่าผู้อยู่อาศัยจะยอมจ่ายเงินเพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน และอีกหนึ่งความเสี่ยงก็คือ อาจมีคู่แข่งเข้ามาจับตลาดในรูปแบบธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน

“ความท้าทายก็คือเราจะป้องกันตัวเองจากคู่แข่งได้อย่างไรบ้าง จะโดดเด่นทางใดได้บ้าง ซึ่งต้องรับฟีดแบ็กจากลูกค้าและพาร์ตเนอร์มาปรับปรุงและพัฒนา ไม่งั้นก็อาจจะเติบโตยาก” ซาฮิบแนะนำ

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่สตาร์ทอัพสาย PropertyTech ไม่สามารถมองข้ามได้ก็คือ เรื่องความไว้วางใจ

“ขึ้นชื่อว่า PropertyTech มันคือการอนุญาตให้ผู้ให้บริการต้องเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของคุณ เพราะฉะนั้นเรื่องความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องจำเป็น”

Seekster บริษัทที่ให้บริการจัดหาแม่บ้านและสารพัดช่าง

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีเมือง (PropertyTech & UrbanTech)

ซาฮิบ อนันต์ทรงวิทย์, Co-founder of Seekster

Website: seekster.co

Writer

ภัทรมน สุขประเสริฐ

เคยทำงานข่าว ยังขีดเขียนบ้างบางคราว ชอบสำรวจบ้านเมืองสังเกตผู้คน กินง่ายมาก อยากเล่นบอร์ดเกมทุกอาทิตย์

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load