The Cloud x Startup Thailand

คงไม่ต่างจากผู้อ่านมากนัก เมื่อพูดถึง Silicon Valley (ซิลิคอนแวลลีย์) ผู้เขียนมักจะคิดถึงฉากในภาพยนตร์ที่เคยผ่านตา

ภาพของกลุ่มวิศวกรรวมหัวกันนั่งคิดค้นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่โรงรถหลังบ้านก่อนจะตัดภาพมาถึงฉากตอนปัจจุบันที่เป็นภาพออฟฟิศสุดทันสมัย ไปจนถึงห้องทำงานขนาดใหญ่ที่มีเหล่าผู้ประกอบการวัยรุ่นยืนถกเถียงไอเดียเขียนไวท์บอร์ด ไหนจะมุมพักผ่อนที่มีทั้งเกม ที่นั่งสบายๆ หรือบางครั้งหากต้องการที่นอน ออฟฟิศก็ยังมีให้ ที่ขาดไม่ได้เลยคือ CEO ในชุดเสื้อยืดกับรองเท้าผ้าใบเดินไปมา

แต่นี่คือความจริงของที่แห่งนั้นหรือเปล่า

สถานที่ที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันอยากจะไปทำงานมีแง่มุมอะไรที่เราไม่เคยรู้หรือไม่

โชคดีที่เราได้มีโอกาสคุยกับสองคนไทยในสองบทบาทที่ทำงานอยู่ ณ ซิลิคอนแวลลีย์ คนแรกคือ คุณเป๊ก- ปกรณ์ พงษ์แพทย์ ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ Impekable และ คุณไมเคิล-อธิวรรธน์ วงศ์ไวศยวรรณ Lead Consulting แห่งบริษัทที่ปรึกษาซอฟต์แวร์ ThoughtWorks

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

ซิลิคอนแวลลีย์ เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของพื้นที่อ่าวของซานฟรานซิสโก (San Francisco Bay Area) ในด้านเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นแหล่งฟูมฟักและเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีที่สำคัญของอเมริกาและของโลก เช่น Facebook, Google, Apple, Oracle และสตาร์ทอัพเกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งหลายที่เกิดขึ้นรายวัน ทำให้พื้นที่ซิลิคอนแวลลีย์มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ในแต่ละปีพื้นที่แห่งนี้ดึงดูดเงินลงทุนสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจาก Venture Capital ของทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

ไมเคิลเล่าเรื่องราวของซิลิคอนแวลลีย์ก่อนที่จะกลายมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ให้ฟังว่า ในอดีตช่วงก่อนสงครามโลก พื้นที่แห่งนี้เป็นฐานการผลิตวิทยุทรานซิสเตอร์ ก่อนจะมาถึงยุคอุตสาหกรรมกับเครื่องบินอวกาศ แล้วจึงเป็นแหล่งพัฒนาชิพคอมพิวเตอร์ที่มีบริษัทอย่าง HP, Intel และ Advanced Micro Devices หรือ AMD และ ไม่ว่าจะด้วยการนำโดยรัฐหรือเอกชน การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมเหล่านี้ดึงดูดให้เหล่านักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทั้งหลายตัดสินใจเข้ามาอาศัยในพื้นที่นี้

ไมเคิลเล่าว่า สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของซิลิคอนแวลลีย์คือ Serial Entrepreneur หรือผู้ประกอบการที่สร้างบริษัทใหม่โดยไม่ติดอยู่กับการบริหารบริษัทเดิม แต่มอบหมายให้ผู้อื่นบริหารแทนหรือขายบริษัทให้กับนักลงทุน เพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ต่อไป และเพราะการมีผู้ประกอบการประเภทนี้จำนวนมากทำให้ที่นี่มีเงินลงทุนโดยรวมวนเวียนอยู่จำนวนมากและมีบริษัทเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งผู้ประกอบการเหล่านี้ยังสนับสนุนสถานศึกษาต่างๆ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทในอนาคตต่อไป นับเป็นวงจรที่เสริมซึ่งกันและกัน

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

“การที่ซิลิคอนแวลลีย์มีระบบของนิเวศที่ครบถ้วนและดีพอทำให้คนในนั้นกล้าที่จะออกมาเสี่ยงเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ ได้ เช่น ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ที่ Google แล้วอยากออกมาลองตั้งสตาร์ทอัพดู หากลองทำไป 2 – 3 ปีแล้วล้มเหลว คุณก็ยังกลับเข้าไปทำงานในบริษัทเดิม หรือบริษัทอื่นๆ อย่าง Facebook ก็ได้”

วัฒนธรรมการทำงานของบริษัทที่ซิลิคอนแวลลีย์ค่อนข้างจะแตกต่างจากที่อื่นๆ ในโลก ตรงที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่าสิ่งอื่นๆ ไม่มีพิธีการที่ไม่จำเป็น แต่งตัวสบายและเรียบง่าย มีความเป็นกันเองในบริษัทที่ไม่ว่าจะเป็นระดับพนักงานหรือซีอีโอก็ทำงานใกล้ชิดกัน

“คุณจัดการชีวิตตัวเองได้หมดเลย ใช้ชีวิตยังไงก็ได้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด จะไม่บอกว่าใส่เสื้อสีขาว กาวเกงขายาวตรง ตัดผม หรือต้องตอกบัตร ถ้ามีคนใส่สูทไปทำงานนี่คนตกใจนะ เขาถามว่าคุณจะไปสัมภาษณ์อะไรเหรอ (หัวเราะ) ที่นี่เขาทำทุกอย่างให้เราแฮปปี้ มีขนมให้กินตลอดเวลา มีอาหารเที่ยงและอาหารเย็นฟรี ออกค่ารถให้ มีคอมพิวเตอร์ให้ถึง 2 จอแล้วยังมีแล็ปทอปอีก 1 ตัว ไม่มีที่ไหนให้ขนาดนี้ ขอเพียงให้คุณทำงานอย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร เขาจ้างเรามาเขียนโปรแกรมไม่ได้ให้มาแต่งตัว เขาเชื่อในเราว่าเราจะสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ มันทำให้เราก็ยิ่งอยากโชว์ความสามารถได้เต็มที่” ไมเคิลเล่าให้เราอิจฉาเล่นๆ ในใจ

เราถามเป๊กผู้เป็นตัวแทนฝั่งผู้ประกอบการถึงเรื่องการทำงานในซิลิคอนแวลลีย์ในบทบาทของนายจ้าง ซึ่งเป๊กมีความเห็นที่แตกต่างจากภาพฝันน่าอิจฉาด้านบน การที่บริษัทที่ตั้งอยู่ในซิลิคอนแวลลีย์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี ทำให้วิศวกรและบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีนี้กลายเป็นบุคคลที่สำคัญมากในบริษัท นอกจากจะได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่สูงแล้ว ยังเกิดการแข่งขันแย่งตัวพนักงาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนเหล่านี้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป๊กมีความคิดเห็นว่า บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยเกินไป

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

“เวลาที่เราเป็นเจ้าของกิจการมันก็เป็นอีกแบบหนึ่งนะ เพราะถ้าเราเงินน้อยเราก็ไม่สามารถสู้กับบริษัทอื่นๆ ได้ อย่างเช่นบริษัทผมถ้าคุณเป็นคนที่มาจากบริษัท Google หรือ Facebook เงินเดือนผมสู้ไม่ได้แน่นอน สวัสดิการที่ผมจะให้ก็สู้ไม่ได้ มันคนละระดับกัน มันจึงเป็นความลำบากของบริษัทเล็กๆ สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่เราจะทำยังไงให้พนักงานเชื่อในฝันของบริษัท เช่น การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัทด้วย เป็นต้น”

แม้การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่าส่วนอื่นจะเป็นเรื่องที่ดี ไมเคิลเสริมให้เราฟังว่าบางครั้งสิ่งนี้ก็ส่งผลให้บางบริษัทละเลยเรื่องสำคัญอื่นไป อย่างที่เห็นได้จากกรณีที่วิศวกรซอฟต์แวร์หญิงคนหนึ่งเขียนบล็อกเล่าประสบการณ์ช่วงที่เธอทำงานอยู่กับ Uber ว่าได้ประสบปัญหาโดนเจ้านายล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจา แต่เมื่อไปร้องเรียนแล้วกลับไม่มีการลงโทษเนื่องมาจากว่าบริษัทประเมินว่าผู้บริหารคนนั้นมีผลงานที่ดี นอกจากนี้เธอยังได้รับการเลือกปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมในหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นว่ายังมีปัญหาของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ในบางที่อยู่

เช่นเดียวกับเป๊กที่เสริมเรื่องราวอีกด้านของซิลิคอนแวลลีย์ที่สร้างกระทบต่อสังคมโดยรวมว่า เมื่อเหล่าผู้คลั่งไคล้ในเทคโนโลยีจากทั่วประเทศหรือแม้แต่ทั่วโลกต่างหลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำงานในบริษัทที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ทำให้ในหลายเมืองรอบๆ อย่างซานฟรานซิสโกต้องพบปัญหาค่าเช่าที่อยู่อาศัยแพงขึ้น ในขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นๆ ไม่ได้มีรายได้สูงเหมือนพนักงานบริษัทเหล่านี้ จึงต้องย้ายออกมาอยู่นอกเมืองเพราะทนรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นไม่ไหว

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

เพราะดินแดนแห่งความฝันเต็มไปด้วยฝันสวยงามจนไม่อยากออกจากความฝัน เราถามเป๊กและไมเคิลถึงฝันร้ายและความเข้าใจผิดๆ ที่มีต่อซิลิคอนแวลลีย์ ดินแดนในฝันของสตาร์ทอัพ และคำแนะนำต่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อไม่ให้ชะล่าใจกับความฝันที่สวยงามมากเกินไป ก่อนที่ทั้งคู่จะตกผลึกประสบการณ์ที่ผ่านมาให้เราฟังดังนี้

หนึ่ง ที่นี่ไม่ได้มีแต่ความสำเร็จ

คนส่วนใหญ่มองเห็นโอกาสและความสำเร็จของสตาร์ทอัพ ทั้งจากสื่อที่นำเสนอแต่ตัวอย่างบริษัทที่ได้รับการให้ทุนจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เปอร์เซ็นต์การประสบความสำเร็จของสตาร์ทอัพที่แม้จะอยู่เรียนรู้และเติบโตในซิลิคอนแวลลีย์เองก็ไม่สูงเหมือนกันกับที่อื่นๆ

สอง การนำเสนอได้ถือว่าจบ

คนส่วนใหญ่คิดว่าสตาร์ทอัพมีเพียงไอเดียอย่างเดียวไปนำเสนอ หรือที่เรียกว่า pitching ก็ประสบความสำเร็จได้ แต่ความเป็นจริง การสร้างบริษัทที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยอีกหลายปัจจัย ทั้งการสร้างทีม การลงมือปฏิบัติ การทดสอบตลาด การสร้างยอดขาย อย่างที่ทุกบริษัทในซิลิคอนแวลลีย์เองก็ต้องผ่านมา

สาม ปิ๊งไอเดียปุ๊บ ขอเงินปั๊บ

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเมื่อมีไอเดียแล้วต้องไปขอเงินลงทุนทันที แต่ในความเป็นจริง บริษัทที่จะสามารถขอทุนได้นั้นต้องเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ และปัจจุบันมาตรฐานของการขอทุนนั้นสูงขึ้นเยอะ ทำให้เหล่าสตาร์ทอัพมือใหม่ต้องมีความพร้อมทั้งมีผู้ใช้มีและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทำตลาดได้

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

สี่ ความสำเร็จชั่วข้ามคืน

ความคาดหวังว่าความสำเร็จใช้เวลาสร้างเพียงแค่ 1 ปีของบางคนมันไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้วบริษัทกว่าจะสร้าง กว่าจะโตได้ใช้เวลามากว่าแค่ 1 – 2 ปี ดังนั้นการสร้างสตาร์ทอัพต้องใช้เวลา

การคำนึงถึงฝันร้ายเป็นเรื่องที่ดี หากแต่นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรม หลายๆ เมืองในโลกก็สามารถสร้างสรรค์ซิลิคอนแวลลีย์ของตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม หุบเขาซิลิคอนแวลลีย์แห่งนี้ก็ได้สร้างคุณค่าบางอย่างที่สำคัญให้กับวงการธุรกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพหรือการให้ค่ากับนวัตกรรมและการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ให้สามารถนำมาปรับใช้กับเรื่องต่างๆ ในที่อื่นๆ ได้ แน่นอนว่าเราสามารถเรียนรู้บทเรียนหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากที่แห่งนี้ได้

การติดตั้งเครื่องดักฝันกับสองคนไทยในดินแดนสตาร์ทอัพ

Writer

ปวีร์ ศิริมัย

บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจงานข่าวและงานเขียน ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสัมภาษณ์ที่เก่ง ติดอ่านนิยาย ปรัชญา และรักการฟังเพลงแจ๊ส

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

สถานการณ์ในบ้านหลังเดียวของเราเต็มไปด้วยอณูสารเคมีทุกตารางเมตร ทั้งในอากาศ น้ำดื่ม รวมไปถึงอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทรนด์การกินอาหารออร์แกนิกเพื่อเสริมสุขภาพจึงเริ่มเป็นที่จับตามากขึ้น แต่ด้วยราคาที่สูงกว่าอาหารทั่วไป ทำให้ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายในทุกกลุ่ม

อีกด้านหนึ่ง เกษตรกรไทยก็มีข่าวราคาพืชผลตกต่ำ รายได้น้อยมาตลอดหลายปี เป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติเพราะการกดราคาจากพ่อคนกลาง ทำให้กลุ่มคนที่เปรียบเสมือนแหล่งอาหารของโลกยังอยู่ภายใต้เส้นความยากจนนับล้านคน

จะดีกว่าไหมหากมีการแก้ปัญหาทั้งสองสิ่งได้ภายในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทานอาหารออร์แกนิกราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเกษตรกรก็เพิ่มมูลค่าสินค้าของตนเองได้ ช่วยขยับฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น 

แอปพลิเคชัน ‘Kaspy’ ของ อั๋น-รังสิ ทุวิรัตน์ ตั้งขึ้นมาเพื่ออาสาแก้ปัญหานี้ โดยทำงานเป็นมาร์เก็ตเพลสให้แก่ผู้ขายอย่างเกษตรกรไทย ผู้ตั้งใจส่งมอบวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพดี และผู้ซื้อที่มองหาผลผลิตคุณภาพเยี่ยม

ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ ว่าอยากมีสวนป่าเป็นของตัวเอง สู่การพลิกงานประจำจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อทำแอปพลิเคชันที่ทำให้ ‘ผู้บริโภคกินได้ เกษตรกรยิ้มด้วย’

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

01

ชีวิตของหนุ่มไทยผู้ใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ เกือบ 20 ปี ทั้งยังมีประสบการณ์ด้านแบรนดิ้งจากการทำงานกับแบรนด์ Oakley ที่สำนักงานใหญ่ Foothill Ranch, California นานถึง 10 ปี เขาตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อปลุกปั้นบริษัทแบรนดิ้งเอเจนซี่ชื่อ Mad Arai-D ก่อนจะได้พบเจอบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“3 สิ่งที่ว่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลยว่า เราต้องทำอะไรเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”

สิ่งแรกคือการได้พูดคุยกับ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพยนต์โฆษณาชื่อดัง ขณะนั้นต่อกำลังจัดเตรียมสวนป่าขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 6 ไร่ที่สะสมเงินซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง เขาให้เหตุผลว่าโลกกำลังตกอยู่ในวิกฤตโลกร้อน ป่าไม้กำลังถูกทำลาย การสร้างสวนนี้คือความพยายามเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

สิ่งที่สองคือพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผมเห็นพระองค์ทรงช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรมาตลอดระยะเวลาการครองราชย์ พระองค์ทรงเห็นว่าเกษตรกรไทยยังคงมีความยากลำบากด้านฐานะการเงิน น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ลืมตาอ้าปากได้” 

สิ่งที่สามคืออาการป่วยของคุณแม่ ซึ่งขณะนั้นป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปัจจัยไม่มากก็น้อยมาจากสารเคมีตกค้างในร่างกาย ทั้งครอบครัวจึงใส่ใจเรื่องอาหารการกินและสินค้าอุปโภคบริโภคปลอดภัยสำหรับดูแลผู้ป่วย

ด้วย 3 เหตุผลนี้ทำให้อั๋นตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มขายสินค้าออร์แกนิกที่ไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพดี แข็งแรง และหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือเกษตรกรไปพร้อม ๆ กัน 

Kaspy จึงเกิดขึ้น

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

02

“เราต้องการให้ Kaspy เป็นตลาดสินค้าออร์แกนิกที่ถูกและดี ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสุขภาพดี มีอาหารดี มีรายได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ช่วยให้พวกเขายิ้มได้มากขึ้น” เขาว่าอย่างนั้น “เกษตรกรเข้ามาขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อสร้างสังคมออร์แกนิกให้เติบโตยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าใช้สารเคมีก็ขายในพื้นที่แห่งนี้ได้ นี่คือสังคมแห่งการแบ่งปันที่จะทำให้เกษตรกรและผู้คนได้รับแต่สิ่งดี ๆ”

ปัจจุบัน Kaspy แบ่งแพลตฟอร์มสินค้าออกเป็น 2 ประเภทคือ สินค้าออร์แกนิกและสินค้าที่ยังคงใช้สารเคมี 

ประเภทสินค้าออร์แกนิก สินค้าที่จำหน่ายในหมวดนี้ต้องมีหลักฐานรับรองจึงอยู่บนแพลตฟอร์มของเขาได้ โดยต้องส่งใบรับรองให้อนุมัติก่อน จึงจะได้ตราออร์แกนิกจาก Kaspy ซึ่งโปร่งใสและตรวจสอบคุณภาพได้

ส่วนหมวดย่อยของสินค้าออร์แกนิกคือ Kaspy Kudsan หมวดสินค้าที่รับประกันว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก ปลอดภัยไร้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยรับประกันคุณภาพสินค้าจากที่ Kaspy รู้จักเหล่าเกษตรกรตัวจริง จากการเข้าไปคลุกลี ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำด้วยมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกที่กำหนด โดยวางขายในราคาเป็นมิตรที่จะทำให้วงการออร์แกนิกเติบโตต่อไปในแนวราบ

“ผักบางชนิดต้นทุนไม่แพงขนาดนั้น อาจจะต้นทุน 220 แต่เสนอขาย 600 บาท คนที่ซื้อไหวมีไม่มาก ถ้าอยากให้สังคมออร์แกนิกเติบโต เราต้องหาวัตถุดิบที่ดีแต่ราคาเข้าถึงได้ มานำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้กลุ่มอื่น ๆ”

แพลตฟอร์มส่วนที่สองคือตลาดสินค้าเกษตรที่ยังใช้สารเคมี

อั๋นเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้กับเกษตรกรที่ยังใช้สารเคมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้าน GMP (Good Manufacturing Practice) เพราะเข้าใจว่าการทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ให้เป็นแบบออร์แกนิกมีต้นทุน ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การปรับตัว ดังนั้น ไม่ใช่เกษตรกรทุกกลุ่มที่จะทำได้ 

แล้วใครจะอยากมาทำ หากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงมันใหญ่ขนาดนี้ – พวกเรายิงคำถามไปหาอั๋นด้วยความสงสัย

“เมื่อมีอุปสงค์ผู้บริโภคและผู้รับซื้อสินค้าออร์แกนิกในราคาที่สูงกว่าสินค้าเคมีทั่วไป เกษตรกรจะเริ่มหันมาทำรูปแบบออร์แกนิกตามความต้องการและคอมมูนิตี้ที่เพิ่มมากขึ้นเอง ส่วนเรื่องราคา เมื่อมีคนทำแบบเดียวกันจำนวนมาก ราคาสินค้าจะปรับตัวลดลงอยู่ในจุดที่ทุกคนเอื้อมถึง” 

ท้ายที่สุด เป้าหมายที่ตั้งไว้คือเกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เข้าถึงสินค้าคุณภาพได้

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

03

นอกจากพัฒนาวงการสินค้าเกษตรอินทรีย์ อั๋นยังหวังให้เกษตรกรไทยทำธุรกิจด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน เท่าทันต่อโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป

“เกษตรบ้านเราถนัดเพาะปลูก แต่ไม่ถนัดค้าขาย” อั๋นเว้นจังหวะให้คิดตาม 

“สมมติเวลาซื้อถั่วแระ เราไม่มีทางรู้ว่าเจ้าไหนดีกว่ากันเพราะเราไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นแบรนดิ้งที่สื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ดีที่สุด จะทำให้เขาเชื่อถือและซื้อสินค้าของเรา” ผู้คร่ำหวอดในวงการแบรนดิ้งมาหลายสิบปียืนยันหนักแน่น

Kaspy อบรมทักษะเหล่านี้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้พวกเขาสื่อสารตรงถึงผู้บริโภคให้เข้าใจถึงความตั้งใจดี โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ทะลุเป้าเกินกว่าที่นักพยากรณ์คนไหนจะทำนายถูก

อีกปัญหาคือพ่อค้าคนกลางและค่า GP ซึ่งเป็นข้อกำจัดของวงการนี้มายาวนาน อาหารที่ต้นทุนไม่แพงกลับมีราคาแพงขึ้นเมื่อผ่านการซื้อหลายต่อ มีการกดราคารับซื้อหรือหักค่า GP ที่อาจมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงอย่างไม่เป็นธรรม Kaspy จึงขออาสาเข้ามาขันน็อตในจุดนี้

ไม่มีพ่อค้าคนกลาง มีเพียงค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคยิ้มกว้างมากขึ้น

สิ่งที่ Kaspy ทำ เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดีโอบรับไว้

แม้แต่การพัฒนาแพลตฟอร์ม เขาก็ยังใส่ใจเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทุกปุ่ม ทุกฟังก์ชันของแอปพลิเคชัน Kaspy พัฒนาผ่านการสอบถามเกษตรกรตัวจริงถึงความยากง่ายในการใช้งาน 

ปุ่มเป็นยังไง สีแบบนี้มองชัดไหม

“Kaspy เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานกับ 2 ฝ่าย หากเกษตรกรใช้ไม่ได้คือพังตั้งแต่ต้นน้ำ”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

04

Kaspy อยู่รอดได้อย่างไรในสมรภูมินี้ที่มีคู่แข่งมากมาย

‘ความหลากหลายของสินค้าและผู้ค้ากว่า 700 ราย รวมถึง 14 หมวดสินค้าตั้งแต่อาหารไปจนถึงพันธุ์ไม้และสัตว์เกษตรกรรม’ คือหมัดน็อกแรก

แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ แต่การเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายบนมือถือเจ้าแรก ๆ ทำให้ได้เปรียบกว่าเจ้าเก่าที่ทำบนเว็บไซต์ และตอบสนองผู้บริโภคใหม่ ๆ นอกเหนือกลุ่มคนรักสุขภาพที่อาจเข้าถึงแหล่งสินค้าอาหารออร์แกนิกอยู่แล้ว ยังมีผู้คนที่คุ้นเคยกับ Mobile Application อีกมากมายที่พร้อมเปิดใจให้สินค้าออร์แกนิก 

หมัดน็อกที่สองคือ ระบบสมาชิก (Subscription) สำหรับลูกค้าที่สั่งอาหารออร์แกนิกเป็นประจำ โดยกำหนดได้ว่า ใน 1 สัปดาห์ต้องการหมู ปลา ผัก หรือธัญพืชจำนวนเท่าไหร่ อีกทั้งยังกำหนดรอบความถี่ในการส่งได้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าประจำและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

“คนที่ซื้อวัตถุดิบจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง เจอมลพิษ เขาควรได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เขารัก เราจึงอาสามาช่วยดูแลกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวในจุดนี้

“อีกกลุ่มเป้าหมายคือร้านอาหารระดับ A และ B ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดกับระบบนี้ ร้านอาหารระดับนี้กลุ่มลูกค้ามักมีกำลังจ่ายในระดับหนึ่ง การได้ใช้วัตถุดิบจากระบบ Subscribtion แลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน ไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ซึ่งมีกำลังซื้อและใส่ใจสุขภาพเป็นทุนเดิม ดังนั้น การใช้สินค้าออร์แกนิกที่ดีทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพิ่มมูลค่าให้ร้านค้า เกิดเป็น Customer Loyalty ต่อร้านอาหารในระยะยาว”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

ชุด Kit ตรวจสารเคมีจะส่งไปพร้อมกับสินค้าระบบ Subscribtion เพื่อให้ลูกค้าทดสอบสารเคมีในอาหาร ดังนั้น ก่อนส่งมอบอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นออร์แกนิกไร้สารเคมีจริง ๆ ตามที่ Kaspy กำหนดมาตรฐานไว้ 

หมัดน็อกที่สามคือ การขยายตลาดแบบออฟไลน์

อั๋นกระซิบบอกพวกเราว่า ขณะนี้กำลังซุ่มศึกษาโมเดลการขายสินค้าออฟไลน์ โดยกระจายไปตามกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการเสริมสร้างคอมมูนิตี้สินค้าออร์แกนิกให้แพร่หลาย ผู้บริโภคจะเข้าถึงและตรวจสอบสินค้าจริง ๆ ได้ด้วยตัวเอง และยังเป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สันทัดการสั่งสินค้าออนไลน์ โมเดลนี้จึงเป็นหนึ่งในช่องทางขยายกลุ่มลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าในละแวกที่ตั้งร้านค้าออฟไลน์ได้เป็นอย่างดี 

อั๋นยอมรับว่าตนเป็นเพียงคนตัวเล็กในวงการนี้ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด รายได้จากค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอต่อการดูแลธุรกิจในระยะยาว การตลาดแบบ Subscribtion และออฟไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้บริษัทและทีมงานดำเนินต่อไปได้ 

แม้ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล พร้อม Burn Cash ด้วยสารพัดโปรโมชัน แต่ Kaspy เป็นแอปพลิเคชันสัญชาติไทยที่สนับสนุนสินค้าออร์แกนิกแบบ E-Commerce จริง ๆ ซึ่งทำให้ ‘การซื้อขายสินค้าเป็นเรื่องง่าย’ ผู้ซื้อตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่กินคืออะไร ผลิตยังไง มาจากจังหวัดไหน มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและคุณภาพสินค้าให้โปร่งใสเสมอ จึงมั่นใจได้ว่า ‘ผู้ซื้อได้สินค้าที่ดี ผู้ขายได้รับเงินชัวร์’ และเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะนำไปพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะการแปรรูปสินค้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย 

การเป็นแพลตฟอร์มขนาดเล็ก ทำให้ Kaspy เข้าถึงผู้ซื้อและเกษตรกรได้ในระดับที่ใกล้ชิดกว่าแพลตฟอร์มใหญ่ เข้าใจทั้งคุณภาพ แหล่งที่มาสินของค้า และช่วยพัฒนาแบรนดิ้งของเกษตรกรเพื่ออุดรอยรั่วได้ตรงจุด อีกทั้ง Kaspy ยังเป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้มาเจอกัน จากบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่าง 2 ฝั่ง เกิดเป็นคอมมูนิตี้แฟนคลับของเกษตรกร

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

05

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในวงการนี้ – เราถาม 

“ยากทุกอย่างครับ” ทั้งเขาและเราหัวเราะกับคำตอบนี้ 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้

ยุคตั้งไข่ของสตาร์ทอัพมักไม่มีนายทุนหรือภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุนด้านการเงิน ทีมงานสตาร์ทอัพจึงต้องใช้เงินของตัวเองและครอบครัวในการพัฒนาแอปฯ จ่ายเงินค่าเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

อย่างที่สอง คือการวางแผนที่เกินตัว เขาเล่าถึงประสบการณ์ที่นิยามว่า เป็นประสบการณ์แห่งความโง่เขลาของตัวเอง

“เราคิดว่าองค์กรเราใหญ่ เลยวางตำแหน่งพนักงานหลายตำแหน่ง ที่จริงต้องเริ่มจากคนให้น้อยที่สุด ถ้ายังไม่จำเป็นอย่าไปหน้าใหญ่” 

อย่างที่สาม ความไม่รู้และการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไป เนื่องจากผู้เล่นใหม่มักคิดว่าตนรู้ทุกอย่าง เมื่อเจอสถานการณ์จริง มักเจอปัญหามากกว่าที่ได้ประเมินไว้

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่อั๋นและทีมงานพบเจอ ตั้งแต่การทำงานวันแรกจนถึงวันเปิดตัวแอปพลิเคชัน ซึ่งในการเปิดตัว ระบบการทำงานยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ ข้อตำหนิที่มาจากความหวังดีของคนรอบตัวที่อยากให้ Kaspy ดีขึ้น เป็นมีดทิ่มแทงอั๋นจนแทบหมดกำลังใจ 

“เราได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรว่าเราคือความหวังของเขา หากวันหนึ่งเราเลิกทำธุรกิจนี้ไป มันไม่ใช่เพียงเป็นการทำลายความฝันของเรา แต่เป็นการทำลายความหวังและความฝันของเกษตรกรจำนวนมาก ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเราตั้งแต่ยังไม่เริ่ม นี่จึงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะล้มเลิกความฝัน เราพร้อมสู้ต่อ” 

06

การได้ช่วยเหลือเกษตรกรและช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกที่มีคุณภาพ คือความสุขในปัจจุบันของชายคนนี้ 

ไม่ใช่การขายฝัน แต่ Kaspy แน่วแน่ในอุดมการณ์สินค้าที่ยั่งยืนในระยะยาว เแล้วหากวันหนึ่งมีข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้เข้ามา ธุรกิจนี้จะทำอย่างไร เขาให้คำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

“หากปลายทางเหมือนกับเราก็ไม่ผิด แต่หากเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาซื้อ แล้วบอกว่าเป้าหมายคือต้องทำสินค้าชนกับเกษตรกร เหมือนที่ทุนใหญ่หลายเจ้าทำ Kaspy จะไม่ทำ” 

ก่อนจากกัน เขาได้ทิ้งข้อคิดเอาไว้

“ต้นทุนที่แพงที่สุดสำหรับการทำสตาร์ทอัพไม่ใช่เงิน แต่คือ Cost of Delay หากมีความฝันจะทำอะไรให้ตั้งใจเริ่มทำทันที เพราะเมื่อมีคำว่า ‘ถ้า’ นั่นแปลว่าคนอื่นที่มีความฝันเหมือนกันเขาเริ่มไปหมดแล้ว จงพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับตัว ลองผิดลองถูกอยู่เสมอ”

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load