The Cloud x Startup Thailand

ปี 2008 สถาปนิกชาวอเมริกัน อดัม ทัคเกอร์ (Adam Tucker) ได้เข้าไปคุยกับ LEGO บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่แห่งประเทศเดนมาร์ก โดยพื้นฐานที่เขาเรียนสถาปัตย์มา เขาเสนอให้เลโก้ผลิตไลน์สินค้าใหม่ที่ผสมผสานความเป็นสถาปัตยกรรมและศิลปะเข้ากับตัวต่อเลโก เป็นคอลเลกชันเลโก้ที่จำลองอาคารที่มีความโดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมจากทั่วโลก

ตอนนั้นบริษัทเลโก้ตอบปฏิเสธอดัมไป โดยให้เหตุผลว่าเลโก้เป็นบริษัทผลิตของเล่นที่มีกลุ่มเป้าหมายคือเด็กและวัยรุ่นเท่านั้น หลังจากนั้น อดัมกลับไปบ้านเกิดของเขาที่สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งบริษัทชื่อ Brickstructures และสานต่อไอเดียตัวต่อรูปอาคารเหล่านั้นให้เป็นความจริง

ต่อมาไม่นาน อดัมได้รับการติดต่อกลับจากเลโก้ เนื่องจากบริษัทสนใจจะนำไอเดียของเขาไปผลิตเป็นสินค้าคอลเลกชันใหม่ ซึ่งกลายมาเป็น LEGO Architecture ที่ได้รับความนิยมจนกระทั่งปัจจุบัน ถือเป็นคอลเลกชันที่ประสบความสำเร็จมากของบริษัท และไม่ได้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กอย่างที่เป็นมา แต่ได้ขยายสู่ตลาดผู้ใหญ่ที่ต้องการเลโก้ ในฐานะของสะสม

เมื่อบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกกำลังต้องการ Creative Startups

นี่คือตัวอย่างสำคัญที่ Creative Startups สามารถร่วมมือและสร้างไอเดียใหม่ๆ ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ช่วยบริษัทคิดออกนอกกรอบเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการของตัวเอง

แล้ว Creative Startups คือธุรกิจอะไรกันแน่ จำเป็นต้องหมายถึงธุรกิจที่ทำงานสร้างสรรค์หรือเกี่ยวข้องกับศิลปะแค่นั้นเหรอ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ ราสมุส เทสเชนนิง (Rasmus Tschening) ผู้ก่อตั้งและ CEO แห่ง Creative Business Cup ถึง Creative Startups ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร และมันจะช่วยบริษัทใหญ่ๆ ปรับตัวได้อย่างไรบ้าง

ราสมุสบอกว่านิยามอย่างง่ายของ Creative Startups คือสตาร์ทอัพที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี การแสดง ศิลปะ เกม สวนสนุก และอื่นๆ เขาบอกว่าบริษัทเหล่านี้จะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เรียกว่า The Double Unknown นั่นคือการที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าสินค้าถัดไปจะออกมาเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั้งการตอบสนองต่อสินค้าใหม่ของลูกค้า

เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าหนังเรื่องถัดไปที่จะบริษัทจะทำหรือเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ควรจะเป็นแบบไหน เพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่แน่นอนอย่างสินค้าประเภท นม ชีส หรือรถยนต์ แต่เป็นสิ่งที่ไปข้องเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก วัฒนธรรม ศิลปะ หรือกระแสของสังคมว่าเรากำลังเคลื่อนไปในทางไหน ซึ่งล้วนเป็นนามธรรมและเป็นสิ่งที่อธิบายได้ยากกว่า

Rasmus Tschening

“ความไม่รู้หรือไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้เหล่า Creative Startups ทั้งหลาย คิดนอกกรอบ หรือหาวิธีอื่นที่ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งอาจมีเรื่องธุรกิจมาเป็นกรอบความคิด”

ราสมุสบอกว่าการทำธุรกิจรูปแบบนี้คาดเดาได้ยากกว่า ซึ่งอาจไม่ดีต่อการสร้างรายได้เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทที่ผลิตสินค้าทั่วไป เนื่องจากไม่มีใครรู้อนาคตแน่นอนว่าคนจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน รองเท้าที่ฮิตอยู่จะตกเทรนด์เมื่อไหร่ แต่เขามีความเห็นว่าเรายังสร้างรายได้จากโจทย์เหล่านี้ได้ หากพยายามตอบโจทย์พวกนี้อย่างที่หลายๆ คนเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ไม่ว่าจะในแวดวงธุรกิจแฟชั่น สื่อ หรือภาพยนตร์ ที่สำคัญ คือการรู้ว่าลูกค้าหรือผู้บริโภคต้องการอะไร

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ได้แค่ขายรถ เขาไม่ได้แค่ขายการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานและจากที่ทำงานกลับมาบ้าน แต่เขาขายตัวตนของคุณ ขายเรื่องราวของคุณที่จะบอกผ่านรถที่คุณขับ และในการที่จะเข้าใจเรื่องและตอบปัญหาเหล่านี้ Creative Startups อาจจะตัวช่วยที่ดี”

Creative Startups หรือ วิธีการทำงานแบบคิดออกนอกกรอบเพื่อสร้างเรื่องราว ประสบการณ์ หรือความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้ซื้อนั้น สามารถช่วยให้สินค้าหรือบริการโดดเด่นขึ้นได้

ราสมุสเสริมว่า คนเราสมัยนี้ไม่ได้ไปร้านอาหารเพียงเพื่อต้องการให้ท้องอิ่มเท่านั้น แต่เรายังต้องการประสบการณ์ ความบันเทิง สุนทรียภาพและศิลปะของการจัดวางอาหาร รวมถึงต้องการการรำลึกถึงอดีต ในเวลาเดียวกันราสมุสเปิดฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Ratatouille ผ่านมือถือให้เราดู เป็นตอนที่นักชิมอาหารตัวเอกของเรื่องลิ้มรสอาหารชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง ก่อนที่ภาพจะตัดสลับเล่าย้อนไปในวัยเด็กของเขา ในวันที่เขาได้กินอาหารชนิดเดียวกันด้วยฝีมือของแม่

Rasmus Tschening

อีกตัวอย่างที่ราสมุสเล่าให้เราฟัง คือเรือเฟอร์รี่นำส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองออสโล เหมืองหลวงของนอร์เวย์  กับเมืองโคเปนฮาเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ก ที่ใช้เวลาสิบกว่าชั่วโมงเปรียบเทียบกับเครื่องบินที่ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียว ทำให้เขาเชื่อว่าคนที่ขึ้นเรือดังกล่าว ไม่ได้ต้องการแค้การเดินทางที่รวดเร็วที่สุด แต่ต้องการประสบการณ์หรือความบันเทิงของการเดินทางนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม บริษัท DFDS ผู้เดินเรือพบว่าผู้โดยสารได้ลดลงอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา

เพราะการเดินทางโดยเรือเฟอร์รี่นั้นไม่ได้ให้ประสบการณ์ความบันเทิงที่ดีเลย บาร์ภายในเรือมีความเก่า มืด บรรยากาศดูอึมครึม มีวงดนตรีรัสเซียเล่นเพลงสุดโบราณ ต่อมาบริษัทจ้างบริษัทธุรกิจบันเทิงชื่อ VEGA เข้ามาช่วยเสนอทางออก โดยเสนอให้ปรับปรุงบาร์ให้มีความทันสมัย ปรับแสงให้ดูมีชีวิตชีวา หาดีเจเข้ามา ปรับเมนูเครื่องดื่ม อีกทั้งมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติม เช่น การโรยตัวบริเวณข้างเรือ ช่วยให้เรือเฟอร์รี่เส้นทางนั้นกลับมาคึกคักยิ่งกว่าเดิมได้

Rasmus Tschening

แม้ว่า Creative Startups จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับบริษัทใหญ่ๆ รวมถึงช่วยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่สตาร์ทอัพเหล่านี้ยังคงต้องพบกับความท้าทายไม่น้อย เช่น การที่ทรัพย์สินสำคัญของสตาร์ทอัพเหล่านี้คือความคิดที่จับต้องไม่ได้ คนส่วนใหญ่จึงมองว่าธุรกิจเหล่านี้มีความเสี่ยงกว่าปกติทำให้ไม่กล้าเข้ามาลงทุนหรือทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงินกู้ นอกจากนี้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่ดีพอก็เป็นอีกปัญหาสำคัญ

ราสมุสเล่าว่า ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนทำงานสร้างสรรค์ ด้วยเข้าใจว่าความเป็นศิลปิน ทำให้พวกเขามีความคิดหรือความรู้สึกรุนแรงมากพอที่จะปลดปล่อยและสร้างสรรค์งานออกมา แม้จะไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Creative Startups ทั้งหลาย ไม่ได้มีความทะเยอทะยานในการขยายธุรกิจน้อยไปกว่าสตาร์ทอัพทั่วไปเลย

“ไม่ใช่แค่ปัญหาทางธุรกิจ แต่ปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ หรือสิ่งแวดล้อมที่เราเจออยู่ตอนนี้ ทำให้พวกเราต้องเปลี่ยนวิธีการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ พวกเราต้องเลือกเส้นทางใหม่เพื่อสร้างโลกในแบบที่เราอยากเห็นหรือเลือกว่าเราอยากจะใช้ชีวิตอย่างไร และผมเชื่อว่าการทำทุกอย่างนี้มันต้องการความคิดสร้างสรรค์และการคิดนอกกรอบเป็นอย่างมาก”

Rasmus Tschening

Writer

ปวีร์ ศิริมัย

บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจงานข่าวและงานเขียน ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสัมภาษณ์ที่เก่ง ติดอ่านนิยาย ปรัชญา และรักการฟังเพลงแจ๊ส

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load