The Cloud x Startup Thailand

ทุกวันนี้เราเดินทางในความหมายที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว บางคนออกไปค้นหาความหมายของตัวเองระหว่างทาง บางคนออกไปสร้างความหมายใหม่ๆ ให้ผู้อื่น การท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้จึงมีจุดมุ่งหมายอื่นๆ แฝงมาด้วยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนรักษาสุขภาพ การท่องเที่ยวเพื่อสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ของรสชาติอาหารท้องถิ่น และอีกสารพัดสาขาที่การเดินทางตอบโจทย์ความชอบ ความสนใจของผู้คนทั่วโลกได้ ยิ่งประเทศไทยยิ่งมีความหลากหลายสูง ก็ยิ่งคิดสร้างสรรค์ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต่อยอดจากการท่องเที่ยวได้อีกไม่จำกัด นั่นรวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเล็กๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย

Local Alike เป็นบริษัทท่องเที่ยวชุมชนที่มีเป้าหมายมากกว่าความสนุก แต่ยังให้ความสำคัญแก่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย พวกเขากำลังแสดงให้เราเห็นว่าเราอาจไม่ได้ต้องการสถานที่ท่องเที่ยวใหม่มากเท่ามุมมองใหม่ในการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาพวกเขาได้โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนและความร่วมมือในระยะยาวกับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ช่วยเพิ่มรายได้ ให้ความรู้แก่ชุมชนในการเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว และพัฒนาชีวิตของชาวชุมชนให้ดีขึ้นตามไปด้วย

Local Alike

เติบโตมาด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน

“เราเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชนแบบนี้ เราสนุกที่ได้เรียนรู้ไปกับมัน ประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เข้าใจว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก รูปแบบการทำงานในตอนเริ่มต้น ตอนขยายธุรกิจ ตอนที่เราทำให้มันยั่งยืนขึ้น ไม่ว่าขั้นตอนไหนก็ตาม มันจะไม่มีทางเหมือนกัน” สุรัชนา ภควลีธร เล่าให้เราฟังว่า Local Alike เกิดขึ้นมาจากการเข้าไปฝึกงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ศึกษาเรื่องการทำโฮมสเตย์ในพื้นที่หมู่บ้านสวนป่า และหมู่บ้านปางพระราชทาน จังหวัดเชียงราย

“เรารู้จักท่องเที่ยวชุมชนก็ตอนมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เราเที่ยวเยอะมากแต่ก็ไม่เคยรู้จักการท่องเที่ยวแบบนี้มาก่อน เราเริ่มมาสนใจก็ตอนที่อาจารย์พาไปดูวัดเก่าตามต่างจังหวัด ทำให้ได้มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะไป พอไปเห็นด้วยตาตัวเอง ก็ได้รู้ว่าพื้นที่เหล่านั้นมันมีศักยภาพ มีสิ่งน่าสนใจที่เราไม่เคยรู้จักซ่อนอยู่เยอะมาก” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รับรู้ถึงศักยภาพของชุมชนเล็กๆ ในชนบทไทย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอและเพื่อนเข้ามาศึกษาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง และค้นพบแนวทางว่าปัญหาต่างๆ นั้นอาจถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการท่องเที่ยวที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจข้อจำกัดของชุมชน และจัดทำโดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้ผลประโยชน์ไปถึงชุมชนอย่างแท้จริง

ทีมงานโลคอล อะไลค์ จึงไม่เคยหยุดคิด หยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะพวกเขารู้ดีว่าความต้องการของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน และความเป็นน้องใหม่ในวงการท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่ข้ออ้างในการทำงานสำหรับพวกเขา

“มองดูเหมือนเราเสียเปรียบที่ไม่มีต้นทุนอะไรเลย ทั้งฐานะทางบ้าน การศึกษา อายุ ประสบการณ์ แต่การที่เราไม่มีต้นทุนตรงนี้กลับเป็นต้นทุนที่สำคัญมากสำหรับเรา พอไม่มีอะไรมาก่อน ก็เลยไม่มีความคาดหวัง ไม่มีความกดดันจากภายนอก แต่เราทำ เพราะอยากจะทำเรื่องนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น มันก็ทำให้เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น” สุรัชนาเล่าว่า ทุกคนในโลคอล อะไลค์ จับเข่าคุยกันตั้งแต่แรก ว่าเราทุกคนเริ่มจากศูนย์ ในทีมจึงช่วยกันเยอะมากตั้งแต่ต้น ทุกคนมาร่วมกันทำ ลงมือเองกันทั้งหมด “ปีแรกของการทำบริษัทจึงไม่มีใครมีเงินเดือน ทุกคนต้องหารายได้เสริม ทำงานทุกวัน เพื่อให้อยู่ได้ทั้งหมดคือเรื่องของใจล้วนๆ” สุรัชนาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เมื่อต้องพยายามมากกว่าคนอื่น โลคอล อะไลค์ จึงพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามทำอยู่คือการพัฒนาชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้ตัวเองชัดเจนที่สุดเพื่อยืนหยัดในวงการนี้ต่อไป

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับปัญหา

ด้วยแนวคิดที่มองปัญหาเป็นเพื่อนที่จะต้องเรียนรู้และหาทางปรับเข้ากัน ทำให้พวกเขาเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาอันห่างไกล ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงได้ แม้ภาพแรกจะดูน่าหนักใจแค่ไหนก็ตาม

“ตอนแรกไม่มีใครคิดว่าหมู่บ้านนี้จะทำการท่องเที่ยวได้ เพราะหมู่บ้านมีขยะเยอะ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานมาเก็บขยะ ผู้ใหญ่บ้านก็แบ่งรับแบ่งสู้ ชั่งใจว่าอะไรใหม่ๆ ที่เราเอาไปเสนอจะเวิร์กไหม เราก็เรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ชาวบ้านค่อยๆ ทดลองทำเส้นทางเดินป่าขึ้นเอง การพัฒนาชุมชนมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วมากอย่างที่เราอยากให้มันเป็น แต่มันจะค่อยเป็นค่อยไปในแบบของมันเอง เราไม่ได้ต้องไปบอกว่า พี่เก็บขยะกัน แต่พอนักท่องเที่ยวเข้าไปเขาก็รู้สึกกันเองว่าต้องทำอะไรบางอย่างให้บ้านตัวเองดีขึ้น เดิมที่เคยมีข่าวลือเรื่องยาเสพติด เมื่อทำการท่องเที่ยวแล้วชื่อเสียงของหมู่บ้านก็ดีขึ้น เมื่อเห็นผลว่าสิ่งที่ทำไปมีประโยชน์ ทุกคนก็อยากทำตามด้วย มันมีเกณฑ์มากมายในการทำท่องเที่ยวชุมชน ว่าจะต้องมีการจัดการอย่างไร ความสะอาด คุณภาพระดับไหน แต่สุดท้ายแล้วคนต่างหากที่เป็นหัวใจหลัก ถ้าคนมีความริเริ่ม มีใจอยากทำอยากเผยแพร่ ทุกที่ก็มีทางไปของมันจนได้”

โมเดลในการทำงานของโลคอล อะไลค์ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ๆ หนึ่งคือ การพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนจนกว่าพวกเขาจะทำได้เองทั้งหมด สอง แพลตฟอร์มซึ่งช่วยให้ชุมชนเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวได้โดยตรง สาม การติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงไปทำงานกับชุมชนอย่างจริงจัง ทำรายงานออกมาเป็นตัวเลขที่จับจ้องได้ สี่ ดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนส่วนกลางของชุมชนที่ทำร่วมกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนกลาง ทำให้การท่องเที่ยวพัฒนาชุมชนได้จริง และสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ นั่นคือการเป็นกระบอกเสียงให้ชุมชน ให้ภูมิปัญญาที่ถูกซ่อนอยู่ได้เป็นที่รับรู้มากขึ้น

ขึ้นชื่อว่าเป็นการทำงานเพื่อการแก้ปัญหา งานของโลคอล อะไลค์ จึงมีแต่จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ

“อนาคตมันต้องท้าทายขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว ปัญหาคือทำยังไงให้คงไว้ซึ่งสปิริตที่เราทำกันตอนเริ่มต้น”

ความยากในตอนแรกมันคือเรื่องของความเหมาะสมกันของสินค้ากับตลาด แต่เมื่อขยับขึ้นสู่ขั้นต่อไปเป็นเรื่องของการทำงาน ระบบที่ต้องพัฒนานโยบาย หรือวัฒนธรรมองค์กรที่มันแข็งแรง ในเมื่อเริ่มต้นนั้นยากอยู่แล้ว การประคองให้สิ่งที่ทำไปได้ดียิ่งขึ้นยิ่งยากกว่า ท้าทายกว่ามาก”

เปรียบเทียบกันแล้วโลคอล อะไลค์ จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยช่วยเหลือชุมชนในด้านที่พวกเขายังขาด ร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกันอย่างเข้าใจ “เราเลือกปัญหาที่จับต้องได้ ปัญหาจริงๆ จากประสบการณ์ของคนที่อยู่ท่ามกลางปัญหานั้น มันทำให้เราทำในสิ่งที่มีคนต้องการจริงๆ ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปใส่มากเกินไป ไม่คิดแทนว่าเขาต้องการอะไร แต่เข้าใจปัญหาในพื้นที่นั้นจริงๆ”

Local Alike

ยืนหยัดกับความยั่งยืน

“เรามองว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่นั้นมันคือการประกอบ 3 สิ่งเข้าด้วยกัน หนึ่งคือ ฟ้าดิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตนะ มันคือจังหวะ โอกาส ในการทำสิ่งที่คนต้องการ ถูกที่ถูกเวลา วันนี้โลคอล อะไลค์ อาจถูกที่ถูกเวลาประมาณหนึ่ง แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ เราจึงต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา สองคือ อย่าหลงในสิ่งที่เราทำว่ามันดีที่สุด วันหนึ่งชุมชนอาจจะเปลี่ยนไป เราเองก็ต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง ก่อนที่จะไปพัฒนาคนอื่น ให้ความสำคัญแก่คนรอบๆ ตัวเราที่ทำงานด้วยกันด้วย และสาม เป้าหมายต้องใหญ่กว่าตัวเราเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนมารวมกันตรงนี้ มาร่วมด้วยช่วยกันโดยเริ่มจากส่วนที่ตัวเองถนัดและมีความเชี่ยวชาญ”

และเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาชุมชน ในรูปแบบที่แต่ละคนถนัดและมีความเชี่ยวชาญ เช่น ในบริษัทใหญ่ๆ ที่มีแนวคิดเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านการส่งเสริมศักยภาพชุมชน โลคอล อะไลค์ จึงคิดหาทางเพิ่มวิธีการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ทั้งง่ายดายและหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างการไปเที่ยวเพื่อให้ชาวบ้านได้ฝึกการจัดการ อุดหนุนบริการของพวกเขา ไปจนถึงการทำโครงการระยะยาวให้พนักงานบริษัทใหญ่ๆ นำความรู้ความสามารถของพวกเขามาพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

แม้ความตั้งใจแรกจะเป็นการโฟกัสพื้นที่ทำงานในประเทศไทยเท่านั้น แต่เมื่อโอกาสเข้ามา โลคอล อะไลค์ ก็เลือกที่จะคว้าไว้ ในแบบที่ไม่ฝืนกระโดดลงไปว่ายในมหาสมุทรทั้งที่ยังไม่พร้อม แต่เลือกใช้วิธีการแชร์ความรู้ การทำงานด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่สั่งสมมากว่า 5 ปีให้บริษัทแห่งหนึ่งในเวียดนามซึ่งสนใจจะให้บริการในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในบ้านของตัวเองบ้าง โดยนำเอาบทเรียนของโลคอล อะไลค์ ไปใช้ และแชร์แพลตฟอร์มโดยมีเป้าหมายเป็นพื้นที่ของสตาร์ทอัพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

“ความสนุกในทุกวันนี้สำหรับเรา คือการที่ได้เจอคน เสน่ห์ที่โดดเด่นมากสำหรับการท่องเที่ยว คือมันเป็นธุรกิจที่ต้องข้องเกี่ยวกับคนเยอะมาก แต่ละชุมชนก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก การทำงานกับคนที่แตกต่างกับเรามากๆ ทำให้เราได้ความคิดใหม่ๆ เสมอ สำหรับการท่องเที่ยว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำไปแค่ไหน คนก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอยู่ดี”

Local Alike

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการท่องเที่ยว (TravelTech)

สุรัชนา ภควลีธร, Co-founder of Local Alike

Website: LocalAlike.com

Writer

Avatar

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

Avatar

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแแปลงของโลกชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้

สภาพอากาศที่ฝนตกในฤดูหนาว หรือฤดูหนาวมาช้าและอยู่ไม่นาน ยังไม่หายคิดถึง

แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกทุ่มสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง

ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำประกาศยกเลิกนโยบายแจกถุงพลาสติก หันมาขายถุงผ้า

มีกิจกรรมสาธารณะเกี่ยวกับความกรีนจากทั้งภาครัฐและเอกชนมากมาย

คนใกล้ตัวเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เราต่างหาทางช่วยโลกในแบบที่ตัวเองทำได้ แม้แต่บริษัทใหญ่อย่าง ปตท. ก็ลงสนามเข้ามาช่วยอีกแรง 

ทั้งหมดเกิดจากวิสัยทัศน์ล่าสุดที่ตั้งใจพาบริษัทให้เป็น Powering life with future energy and beyond การเลือกทำโปรเจกต์ภายในจึงเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ อย่าง ReAcc ที่เรานำมาเล่าให้ฟังวันนี้ ก็คือผลพวงจากโครงการ AI and Robotic ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถทำเป็นอีกธุรกิจบริหารแบบเอกชน

ถ้าต้องเล่าว่า ReAcc คืออะไรเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ กัส-ณัฐชาต เจิดนภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท รี แอค จำกัด (ReAcc) เอ่ยตรง ๆ ว่า มานั่งคุยกันคงอธิบายได้ง่ายที่สุด

ReAcc แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

ถ้าบอกเล่าต่อตามคำของเขา ReAcc คือผู้หาโซลูชั่นด้านพลังงานสีเขียว โดยมีบริการบุกเบิกเป็นแพลตฟอร์มซื้อ-ขายใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates : REC ซึ่งเอื้อประโยชน์ทั้งกับภาคธุรกิจและผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน

เรานั่งคุยกับเขาในสวนของร้านกาแฟใจกลางกรุง ลมอุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียสในเดือนธันวาคมปะทะหน้า สภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนฝนเพิ่งตก

01

ในยุคที่เทรนด์เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องใหญ่ คำว่า Carbon Neutrality และ Net Zero ปรากฏอยู่ในแผนธุรกิจและกลยุทธ์ของบริษัทใหญ่ ๆ ReAcc เกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 3 ปีก่อน จากโปรเจกต์เล็ก ๆ ของ ปตท. พร้อมทุน 29 ล้านบาท ทดลองทำดูถ้าไม่สำเร็จก็ยกเลิก สู่การดำเนินงานภายใต้ชื่อ บริษัท เมฆาวี จำกัด และทุนจดทะเบียน 302 ล้านบาท

“เราทำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Energy Management, Carbon Footprint และ REC ซึ่งต่อยอดเป็น Carbon Neutrality ได้” ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัสพูดเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน

เขาอธิบายต่อว่านี่คือโอกาสใหม่ของธุรกิจ ปกติเวลาคนต้องการทำเรื่องนี้ จะนึกถึงการติดโซลาร์เซลล์เป็นอย่างแรก ๆ แต่โซลาร์เซลล์ก็มีข้อจำกัด

หนึ่ง ผลิตไฟฟ้าได้ไม่แน่นอน บางวันอาจผลิตได้น้อยกว่าที่ใช้

สอง ใช้ได้แค่ตอนกลางวันถ้าไม่มีแบตเตอรี่ ซึ่งมีราคาสูงพอ ๆ กับการติดตั้ง 

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนเริ่มพูดถึง Carbon Credit มากขึ้น ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องรายงานความยั่งยืน ส่วนต่างที่เกิดขึ้นที่เขาหามาทดแทนไม่ได้ก็ต้องซื้อเครดิต”

ReAcc แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

02

กลไกของ Renewable Energy Certificates : REC ก็คล้าย ๆ กัน แต่เป็นเรื่องของการใช้พลังงานไฟฟ้า

1 REC เท่ากับไฟฟ้า 1 MWh

ใครที่ต้องการให้บริษัทเป็น Carbon Neutrality อย่างแท้จริง แต่ไม่สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนได้ครบถ้วน ก็ซื้อ REC ในส่วนที่เหลือเพื่อให้ยอดสุดท้ายหักลบกลบกันแล้วเป็นศูนย์

ฝั่งคนซื้อเครดิตได้ประโยชน์ ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่ต้องรายงานความยั่งยืนหรือเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ที่ต้องการความกรีนในทุกกระบวนการ ก็นำไปยืนยันได้ว่าธุรกิจนี้ดำเนินงานโดยการใช้พลังงานหมุนเวียนจริง ๆ

ส่วนฝ่ายขาย แทนที่จะขายแค่ไฟจากพลังงานหมุนเวียน เขาก็ขายเครดิตได้ด้วย 

“เนื่องจากค่าไฟบ้านเราไม่ได้สูงมากเหมือนต่างประเทศ สมมติค่าไฟหน่วยหนึ่งราคา 4 บาท คุณติดโซลาร์เซลล์ที่บ้านอาจจะใช้เวลา 8-10 ปีในการคืนทุน แต่ถ้าขาย REC ด้วย จะมีโอกาสทำให้เวลาคุ้มทุนสั้นลงกว่านั้น

“เราคาดหวังว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดโรงงานไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ในประเทศมากขึ้น ทุกวันนี้โรงงานโซลาร์เซลล์ต้องแข่งกับโรงงานไฟฟ้าถ่ายหิน ซึ่งมีมานานมากแล้ว คืนทุนได้เร็วกว่าแน่นอน ถ้าโซลาร์เซลล์ไม่มีแต้มต่อ โอกาสที่ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility) จะชนะถ่านหินน้อยมาก

“ปตท. อยากให้มี Renewable Energy ในกริดไฟฟ้ามากขึ้น ReAcc ก็เลยเกิดขึ้นมา”

คนผลิตในวันนี้จึงมีรายได้ 2 ทาง ทางแรกคือการขายไฟฟ้าเข้าไปในกริด ซึ่งมีโควต้ารับซื้อในกรณีที่ผลิตเองแล้วใช้ไม่หมด ทางที่สอง คือ นำเครดิตไปขึ้นทะเบียนเป็น REC แล้วนำเครดิตไปขายให้คนหรือองค์กรที่ต้องการได้

03

ก่อนจะมาเป็น Managing Director ของ ReAcc กัสเป็นวิศวกรมาก่อน

ตอนเป็นวิศวกรทำงานต้องเป็นหลักการ เป็นเหตุเป็นผล ไม่ว่าจะทำอะไรต้องไล่ตามขั้นตอน หนึ่ง สอง สาม สี่ มีบทบาทเป็นผู้ซื้อ มาตอนนี้วิธีการทำงานเปลี่ยนจากหน้าเป็นหลังมือ ย้ายจากคนซื้อมาเป็นคนขาย ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับลูกค้า ต้องหาทางแก้ปัญหาให้เขา ยืดหยุ่นมากขึ้น

“ถ้าคุณเป็นบริษัทที่ต้องการความกรีน เข้ามาหาเรา เราจะมีโซลูชันให้” เขาลองขายงานจริงกับเราเป็นตัวอย่าง

“ทุกบริษัทใหญ่พูดเรื่อง Net Zero กับ Carbon Neutrality อยู่แล้ว การที่บริษัทหนึ่งจะชดเชยการใช้พลังงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อาหาร การใช้ไฟฟ้า หรือทำให้ทุกกระบวนการใน Supply Chian ไม่มีการปล่อยของเสียเลย เป็นศูนย์ ในวันนี้ยังเป็นไปได้ยากมาก ส่วนต่างก็ต้องอาศัยเครดิตหรือ REC เพื่อนำไปบอกต่อได้ว่าเราใช้ Renewable Energy”

กระบวนการขึ้นทะเบียนพลังงานหมุนเวียนเพื่อทำการซื้อ-ขายต่อนั้นยุ่งยาก ReAcc จึงมองตัวเองเป็น One-stop Service เรื่อง REC บริการจัดการให้ทุกอย่าง เพราะต้องการให้เกิดตลาดขึ้นมาจริง ๆ 

“ทุกคนอยากทำ อยากเป็น แต่มันไม่มีโซลูชัน เราเชื่อว่าแต่ละบริษัทมีองค์ประกอบ มีองคาพยพไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเอาโซลูชั่นหนึ่งไป Fits all ได้ เราต้องเข้าไปพูดคุยกับเขา”

04

เขาเล่าต่อว่า ปตท. ตั้งเป้าว่าจะเป็น Carbon Neutrality ในปี 2040 และเป็น Net Zero ในปี 2050 ส่วนประเทศไทยวางแผนว่าในปี 2050 จะเป็น Carbon Neutrality และก้าวสู่ Net Zero ในปี 2065

Carbon Neutrality คือ ​การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอนปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณที่ดูดซับกลับคืนผ่านวิธีการต่าง ๆ

Net Zero คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 

ฟังดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากมาก แม้ในระดับระยะเวลากว่า 20 ปี แต่พอกัสอธิบายก็ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ เพราะนั่นก็คือสิ่งที่ ReAcc กำลังผลักดัน

ReAcc แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

“จะทำแบบนั้นได้ต้องให้กริดของไฟฟ้าส่วนกลางเป็น Renewable Energy ทั้งหมด ทุกวันนี้ในกริดมีพลังงานหมุนเวียนอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นสัดส่วนไม่มากที่เราสามารถพูดได้ว่าใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ 

“REC เป็นกลไกทำให้ตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้น เพราะพอผู้ผลิตสามารถขายพลังงานพร้อมขายเครดิตได้ จุดคุ้มทุนของการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนก็มีเร็วขึ้น คนก็จะหันมาผลิตมากขึ้น”

05

ยอดขาย ReAcc โตขึ้น 10,000% หรือ 100 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ เริ่มหันมาเอาใจใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างงานทายาทรุ่นสอง : ESG ที่ The Cloud จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็ใช้พลังงานหมุนเวียนในการจัดกิจกรรมทั้งหมด โดยซื้อเครดิต REC เช่นกัน

ReAcc จากโปรเจกต์ทดลองในองค์กรสู่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

“แต่ก่อนคนมองว่าจะทำเรื่องความยั่งยืนคือภาคสมัครใจ ตอนนี้เป็นความสมัครใจกึ่งบังคับ ยังไม่ได้บังคับด้วยกฎหมาย แต่บังคับด้วยโลกใบนี้”

Climate Change กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบกับชีวิตประจำวันขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5 ภาวะน้ำท่วม อากาศไม่ตรงฤดู ภาคธุรกิจก็ได้รับผลกระทบ อาทิ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ไม่สามารถคาดเดาสภาพอากาศเพื่อผลิตคอลเลกชันได้

หรืออย่างแบรนด์ใหญ่ ๆ ระดับนานาชาติที่มีข้อบังคับทางกฎหมายต้องปฏิบัติเรื่องความยั่งยืน ก็ต้องดูแลทุกกระบวนการทั้ง Supply Chain ต่อเนื่องมาถึงส่วนที่อยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นการบริการหรือโรงงานรับผลิตส่วนประกอบ 

“สมมติโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือสั่งชิพจากบ้านเรา โรงงานนี้ต้องการความกรีนทุกขั้นตอน เขาก็ต้องมาดูว่าซัพพลายเออร์ที่ผลิตชิพกรีนไหม ใช้วัสดุยังไง ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไหม ถ้าไม่ก็เลิกใช้เจ้านี้ หรือถ้ายกตัวอย่างใกล้ตัวไปอีก สมมติวันนี้คุณช่างภาพต้องไปถ่ายรูปงานอีเวนต์ แล้วเป็นงานอีเวนต์เกี่ยวกับความยั่งยืนที่เข้มงวดมาก ๆ เขาอาจต้องการให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากงานนี้กรีน รูปที่ถ่าย กล้องที่ใช้ ก็ต้องชาร์จแบตจากพลังงานกรีน ก็ซื้อ REC เพื่อชดเชยตรงนั้นได้

ReAcc จากโปรเจกต์ทดลองในองค์กรสู่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

“ถ้าถามว่าสเกลเล็กระดับบุคคลทำได้ไหม ทำได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะยังไม่คุ้มค่า เราเลยพยายามฝังความกรีนนี้ลงในสินค้า ในกระเป๋า เสื้อผ้า ของใช้ ที่จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน”

กัสยกตัวอย่างให้ฟังถึงสตรอว์เบอร์รี่ Harumiki ที่ล่าสุดได้ติดสติกเกอร์ว่าปลูกโดยพลังหมุนเวียนแล้ว เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคให้เขารู้ว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด 

“เป็นสตรอว์เบอร์รี่สีแดงที่ใช้พลังงานสีเขียวปลูก” กัสว่าอย่างนั้น

06

อนาคตจะมีคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ระดับบุคคลเวลาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็จะเอาใจใส่เรื่องนี้และยกให้เป็นเหตุผลในการใช้จ่าย

เมื่อโลกเปลี่ยน เราจะปรับ

กัสเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย และยังเป็นเรื่องใหม่ คำว่า Carbon Credit ยังไกลตัว ไม่ต้องพูดถึง REC ที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก 

ReAcc จากโปรเจกต์ทดลองในองค์กรสู่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเครดิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเรื่องความยั่งยืน

แต่ด้วยตัวเลขยอดขายที่ขึ้นกว่า 100 เท่าน่าจะการันตีว่า ReAcc เดินมาถูกทาง คนซื้อให้ความสนใจมากขึ้นทำให้มีลูกค้าใหญ่ ๆ อย่าง Harumiki ที่ทำเรื่องสตอเบอรี่จากพลังงานสีเขียว การชาร์จรถไฟฟ้าด้วย Renewable energy ของ On-ion การให้เช่ารถไฟฟ้าแบบ Green fleet ของ Evme หรือแม้กระทั่ง Siam Piwat ที่มีการใช้ใบรับรองพลังงานสะอาดชดเชยการใช้พลังงานของส่วนในตึกออฟฟิส Siam Discovery ขณะเดียวกันฝั่งผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างฟาร์มโซลาร์เซลล์ก็มีทางเลือกในการหารายได้มากขึ้น โอกาสมากขึ้น ทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เขาเชื่อว่าเรื่องนี้จะเข้มข้นขึ้นไปอีกในขวบปีหน้า และปีต่อ ๆ ไป และ REC น่าจะเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ 

“ง่ายสุดคือเรามานั่งคุยกัน ค่อย ๆ ไล่ทีละเปราะ จะค่อย ๆ เห็นภาพขึ้นเรื่อย ๆ” นี่คือสิ่งที่ MD คนนี้ฝากไว้ให้ลูกค้าที่สนใจ

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load