The Cloud x Startup Thailand

ทุกวันนี้เราเดินทางในความหมายที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว บางคนออกไปค้นหาความหมายของตัวเองระหว่างทาง บางคนออกไปสร้างความหมายใหม่ๆ ให้ผู้อื่น การท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้จึงมีจุดมุ่งหมายอื่นๆ แฝงมาด้วยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนรักษาสุขภาพ การท่องเที่ยวเพื่อสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ของรสชาติอาหารท้องถิ่น และอีกสารพัดสาขาที่การเดินทางตอบโจทย์ความชอบ ความสนใจของผู้คนทั่วโลกได้ ยิ่งประเทศไทยยิ่งมีความหลากหลายสูง ก็ยิ่งคิดสร้างสรรค์ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต่อยอดจากการท่องเที่ยวได้อีกไม่จำกัด นั่นรวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเล็กๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย

Local Alike เป็นบริษัทท่องเที่ยวชุมชนที่มีเป้าหมายมากกว่าความสนุก แต่ยังให้ความสำคัญแก่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย พวกเขากำลังแสดงให้เราเห็นว่าเราอาจไม่ได้ต้องการสถานที่ท่องเที่ยวใหม่มากเท่ามุมมองใหม่ในการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาพวกเขาได้โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนและความร่วมมือในระยะยาวกับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ช่วยเพิ่มรายได้ ให้ความรู้แก่ชุมชนในการเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว และพัฒนาชีวิตของชาวชุมชนให้ดีขึ้นตามไปด้วย

Local Alike

เติบโตมาด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน

“เราเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชนแบบนี้ เราสนุกที่ได้เรียนรู้ไปกับมัน ประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เข้าใจว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก รูปแบบการทำงานในตอนเริ่มต้น ตอนขยายธุรกิจ ตอนที่เราทำให้มันยั่งยืนขึ้น ไม่ว่าขั้นตอนไหนก็ตาม มันจะไม่มีทางเหมือนกัน” สุรัชนา ภควลีธร เล่าให้เราฟังว่า Local Alike เกิดขึ้นมาจากการเข้าไปฝึกงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ศึกษาเรื่องการทำโฮมสเตย์ในพื้นที่หมู่บ้านสวนป่า และหมู่บ้านปางพระราชทาน จังหวัดเชียงราย

“เรารู้จักท่องเที่ยวชุมชนก็ตอนมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เราเที่ยวเยอะมากแต่ก็ไม่เคยรู้จักการท่องเที่ยวแบบนี้มาก่อน เราเริ่มมาสนใจก็ตอนที่อาจารย์พาไปดูวัดเก่าตามต่างจังหวัด ทำให้ได้มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะไป พอไปเห็นด้วยตาตัวเอง ก็ได้รู้ว่าพื้นที่เหล่านั้นมันมีศักยภาพ มีสิ่งน่าสนใจที่เราไม่เคยรู้จักซ่อนอยู่เยอะมาก” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รับรู้ถึงศักยภาพของชุมชนเล็กๆ ในชนบทไทย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอและเพื่อนเข้ามาศึกษาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง และค้นพบแนวทางว่าปัญหาต่างๆ นั้นอาจถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการท่องเที่ยวที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจข้อจำกัดของชุมชน และจัดทำโดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้ผลประโยชน์ไปถึงชุมชนอย่างแท้จริง

ทีมงานโลคอล อะไลค์ จึงไม่เคยหยุดคิด หยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะพวกเขารู้ดีว่าความต้องการของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน และความเป็นน้องใหม่ในวงการท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่ข้ออ้างในการทำงานสำหรับพวกเขา

“มองดูเหมือนเราเสียเปรียบที่ไม่มีต้นทุนอะไรเลย ทั้งฐานะทางบ้าน การศึกษา อายุ ประสบการณ์ แต่การที่เราไม่มีต้นทุนตรงนี้กลับเป็นต้นทุนที่สำคัญมากสำหรับเรา พอไม่มีอะไรมาก่อน ก็เลยไม่มีความคาดหวัง ไม่มีความกดดันจากภายนอก แต่เราทำ เพราะอยากจะทำเรื่องนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น มันก็ทำให้เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น” สุรัชนาเล่าว่า ทุกคนในโลคอล อะไลค์ จับเข่าคุยกันตั้งแต่แรก ว่าเราทุกคนเริ่มจากศูนย์ ในทีมจึงช่วยกันเยอะมากตั้งแต่ต้น ทุกคนมาร่วมกันทำ ลงมือเองกันทั้งหมด “ปีแรกของการทำบริษัทจึงไม่มีใครมีเงินเดือน ทุกคนต้องหารายได้เสริม ทำงานทุกวัน เพื่อให้อยู่ได้ทั้งหมดคือเรื่องของใจล้วนๆ” สุรัชนาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เมื่อต้องพยายามมากกว่าคนอื่น โลคอล อะไลค์ จึงพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามทำอยู่คือการพัฒนาชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้ตัวเองชัดเจนที่สุดเพื่อยืนหยัดในวงการนี้ต่อไป

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับปัญหา

ด้วยแนวคิดที่มองปัญหาเป็นเพื่อนที่จะต้องเรียนรู้และหาทางปรับเข้ากัน ทำให้พวกเขาเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาอันห่างไกล ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงได้ แม้ภาพแรกจะดูน่าหนักใจแค่ไหนก็ตาม

“ตอนแรกไม่มีใครคิดว่าหมู่บ้านนี้จะทำการท่องเที่ยวได้ เพราะหมู่บ้านมีขยะเยอะ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานมาเก็บขยะ ผู้ใหญ่บ้านก็แบ่งรับแบ่งสู้ ชั่งใจว่าอะไรใหม่ๆ ที่เราเอาไปเสนอจะเวิร์กไหม เราก็เรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ชาวบ้านค่อยๆ ทดลองทำเส้นทางเดินป่าขึ้นเอง การพัฒนาชุมชนมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วมากอย่างที่เราอยากให้มันเป็น แต่มันจะค่อยเป็นค่อยไปในแบบของมันเอง เราไม่ได้ต้องไปบอกว่า พี่เก็บขยะกัน แต่พอนักท่องเที่ยวเข้าไปเขาก็รู้สึกกันเองว่าต้องทำอะไรบางอย่างให้บ้านตัวเองดีขึ้น เดิมที่เคยมีข่าวลือเรื่องยาเสพติด เมื่อทำการท่องเที่ยวแล้วชื่อเสียงของหมู่บ้านก็ดีขึ้น เมื่อเห็นผลว่าสิ่งที่ทำไปมีประโยชน์ ทุกคนก็อยากทำตามด้วย มันมีเกณฑ์มากมายในการทำท่องเที่ยวชุมชน ว่าจะต้องมีการจัดการอย่างไร ความสะอาด คุณภาพระดับไหน แต่สุดท้ายแล้วคนต่างหากที่เป็นหัวใจหลัก ถ้าคนมีความริเริ่ม มีใจอยากทำอยากเผยแพร่ ทุกที่ก็มีทางไปของมันจนได้”

โมเดลในการทำงานของโลคอล อะไลค์ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ๆ หนึ่งคือ การพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนจนกว่าพวกเขาจะทำได้เองทั้งหมด สอง แพลตฟอร์มซึ่งช่วยให้ชุมชนเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวได้โดยตรง สาม การติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงไปทำงานกับชุมชนอย่างจริงจัง ทำรายงานออกมาเป็นตัวเลขที่จับจ้องได้ สี่ ดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนส่วนกลางของชุมชนที่ทำร่วมกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนกลาง ทำให้การท่องเที่ยวพัฒนาชุมชนได้จริง และสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ นั่นคือการเป็นกระบอกเสียงให้ชุมชน ให้ภูมิปัญญาที่ถูกซ่อนอยู่ได้เป็นที่รับรู้มากขึ้น

ขึ้นชื่อว่าเป็นการทำงานเพื่อการแก้ปัญหา งานของโลคอล อะไลค์ จึงมีแต่จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ

“อนาคตมันต้องท้าทายขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว ปัญหาคือทำยังไงให้คงไว้ซึ่งสปิริตที่เราทำกันตอนเริ่มต้น”

ความยากในตอนแรกมันคือเรื่องของความเหมาะสมกันของสินค้ากับตลาด แต่เมื่อขยับขึ้นสู่ขั้นต่อไปเป็นเรื่องของการทำงาน ระบบที่ต้องพัฒนานโยบาย หรือวัฒนธรรมองค์กรที่มันแข็งแรง ในเมื่อเริ่มต้นนั้นยากอยู่แล้ว การประคองให้สิ่งที่ทำไปได้ดียิ่งขึ้นยิ่งยากกว่า ท้าทายกว่ามาก”

เปรียบเทียบกันแล้วโลคอล อะไลค์ จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยช่วยเหลือชุมชนในด้านที่พวกเขายังขาด ร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกันอย่างเข้าใจ “เราเลือกปัญหาที่จับต้องได้ ปัญหาจริงๆ จากประสบการณ์ของคนที่อยู่ท่ามกลางปัญหานั้น มันทำให้เราทำในสิ่งที่มีคนต้องการจริงๆ ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปใส่มากเกินไป ไม่คิดแทนว่าเขาต้องการอะไร แต่เข้าใจปัญหาในพื้นที่นั้นจริงๆ”

Local Alike

ยืนหยัดกับความยั่งยืน

“เรามองว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่นั้นมันคือการประกอบ 3 สิ่งเข้าด้วยกัน หนึ่งคือ ฟ้าดิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตนะ มันคือจังหวะ โอกาส ในการทำสิ่งที่คนต้องการ ถูกที่ถูกเวลา วันนี้โลคอล อะไลค์ อาจถูกที่ถูกเวลาประมาณหนึ่ง แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ เราจึงต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา สองคือ อย่าหลงในสิ่งที่เราทำว่ามันดีที่สุด วันหนึ่งชุมชนอาจจะเปลี่ยนไป เราเองก็ต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง ก่อนที่จะไปพัฒนาคนอื่น ให้ความสำคัญแก่คนรอบๆ ตัวเราที่ทำงานด้วยกันด้วย และสาม เป้าหมายต้องใหญ่กว่าตัวเราเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนมารวมกันตรงนี้ มาร่วมด้วยช่วยกันโดยเริ่มจากส่วนที่ตัวเองถนัดและมีความเชี่ยวชาญ”

และเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาชุมชน ในรูปแบบที่แต่ละคนถนัดและมีความเชี่ยวชาญ เช่น ในบริษัทใหญ่ๆ ที่มีแนวคิดเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านการส่งเสริมศักยภาพชุมชน โลคอล อะไลค์ จึงคิดหาทางเพิ่มวิธีการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ทั้งง่ายดายและหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างการไปเที่ยวเพื่อให้ชาวบ้านได้ฝึกการจัดการ อุดหนุนบริการของพวกเขา ไปจนถึงการทำโครงการระยะยาวให้พนักงานบริษัทใหญ่ๆ นำความรู้ความสามารถของพวกเขามาพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

แม้ความตั้งใจแรกจะเป็นการโฟกัสพื้นที่ทำงานในประเทศไทยเท่านั้น แต่เมื่อโอกาสเข้ามา โลคอล อะไลค์ ก็เลือกที่จะคว้าไว้ ในแบบที่ไม่ฝืนกระโดดลงไปว่ายในมหาสมุทรทั้งที่ยังไม่พร้อม แต่เลือกใช้วิธีการแชร์ความรู้ การทำงานด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่สั่งสมมากว่า 5 ปีให้บริษัทแห่งหนึ่งในเวียดนามซึ่งสนใจจะให้บริการในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในบ้านของตัวเองบ้าง โดยนำเอาบทเรียนของโลคอล อะไลค์ ไปใช้ และแชร์แพลตฟอร์มโดยมีเป้าหมายเป็นพื้นที่ของสตาร์ทอัพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

“ความสนุกในทุกวันนี้สำหรับเรา คือการที่ได้เจอคน เสน่ห์ที่โดดเด่นมากสำหรับการท่องเที่ยว คือมันเป็นธุรกิจที่ต้องข้องเกี่ยวกับคนเยอะมาก แต่ละชุมชนก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก การทำงานกับคนที่แตกต่างกับเรามากๆ ทำให้เราได้ความคิดใหม่ๆ เสมอ สำหรับการท่องเที่ยว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำไปแค่ไหน คนก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอยู่ดี”

Local Alike

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการท่องเที่ยว (TravelTech)

สุรัชนา ภควลีธร, Co-founder of Local Alike

Website: LocalAlike.com

Writer

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load