วันสิ้นปีใกล้เข้ามาอีกครั้ง สำหรับหลายๆ คน นี่อาจเป็นโอกาสที่จะได้พักงาน หนีไปเที่ยวไกลๆ สักแห่ง แต่หากปีใหม่นี้ยังไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน เราขอชวนทุกคนมาตกในห้วงภวังค์ไปกับ ‘นิทรรศการดาวจรัสฟ้า’ (Starry Sky Illumination) นิทรรศการภาพถ่ายดาราศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Science and Technology Museum) ที่รวบรวมภาพถ่ายดาราศาสตร์จากช่างภาพมืออาชีพและมือสมัครเล่นทั่วโลก ภาพถ่ายจากอวกาศโดยศิลปินชาวจีน และภาพภ่ายดาราศาสตร์โดยศิลปินชาวไทย จากความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) รวมทั้งหมด 110 ภาพ จัดแสดงในกล่องแสง (Light Box) ขนาดต่างกันในห้องนิทรรศการที่มืดสลัว ช่วยส่งให้ภาพถ่ายเหล่านั้นยิ่งโดดเด่นงดงามราวกับเห็นจริง

การนำนิทรรศการจากต่างประเทศเข้ามาจัดแสดงที่ไทยนั้นไม่ใช่แค่ยกมาก็จัดแสดงได้เลย พี่ต่าย หรือ คุณอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เล่าให้เราฟังถึงเบื้องหลังการทำงานที่ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาร่วมกัน เพื่อให้นิทรรศการสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ชมชาวไทยมากที่สุด

“โซนที่เราเพิ่มเข้ามาตั้งชื่อว่า โซนดวงดาราห่มฟ้าเมืองไทย ซึ่งเดิมทีทางจีนเขามีภาพของไทยแค่สามสี่ภาพ แต่เรามี MOU แลกเปลี่ยนทางวิชาการกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ทางนั้นเขามีช่างภาพทางดาราศาสตร์ที่เก่งมากๆ ชื่อ คุณศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ภาพในโซนไทยประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เป็นภาพของคุณศุภฤกษ์ทั้งหมดเลย”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“นิทรรศการชุดนี้ก็จะมีภาพที่ถ่ายที่เมืองไทยแต่เกิดจากมุมมองของคนจีน เพราะว่าคนจีนเขามาเที่ยวประเทศไทยที่จังหวัดสุโขทัยแล้วเขาก็ถ่ายรูปพระพุทธรูปที่นั่น ซึ่งภาพคนจีนกับภาพคนไทยจะต่างกัน ลองสังเกตนะว่าภาพคนจีนถ่ายจะโฟกัสสิ่งปลูกสร้าง วัดก็จะเป็นพระปรางค์ใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นภาพที่คนไทยถ่ายจะเน้นท้องฟ้า สิ่งปลูกสร้างจะเล็กๆมืดๆ แต่ฟ้าจะกว้างใหญ่”

การจัดเรียงภาพถ่าย ถูกออกแบบให้มีความต่อเนื่องเพื่อสื่อสารความหมายบางอย่างและกำหนดอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้สามารถเห็นความเชื่อมโยงของท้องฟ้ายามค่ำคืนจากทั่วโลก เมื่อดูภาพถ่ายต่อเนื่องกันมาจนถึงโซนหนึ่งโลกฟ้าเดียว (One World One Sky) ที่จัดแสดงภาพถ่ายท้องฟ้าในสถานที่สำคัญจากทั่วโลก จากลุ่มแม่น้ำไนล์ ไปจนถึงภูเขาไฟฟูจิ ก็ชวนให้สงสัยว่าการตีความหมายความงดงามของปรากฏการณ์บนท้องฟ้าของผู้คนต่างสถานที่ หลากอารยธรรม จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“อย่างต่ายเป็นคนชอบดูกลุ่มดาว ต่ายก็อยากรู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ความหมายมันคืออะไร ในแต่ละชาติ แต่ละวัฒนธรรมมันมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน มันมีกลุ่มดาวหลายๆกลุ่มที่คนอียิปต์เห็น คนไทยเห็น ฝรั่งเห็น เห็นกลุ่มเดียวกัน แต่ด้วยความเชื่อ วัฒนธรรมต่างๆ มันทำให้เขาตีความแตกต่างกันออกไป”

ความโดดเด่นของนิทรรศการนี้ไม่ใช่แค่การจัดแสดงภาพนิ่งเท่านั้น แต่ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดแสดง เพื่อทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ร่วมชมดวงดาราในสถานที่จริงอีกด้วย

“คุณซูต้ายี่ คิวเรเตอร์ของนิทรรศการนี้ก็ไม่ได้เป็นคนที่จบทางด้านดาราศาสตร์โดยตรง แต่ว่าเขาก็มีความสนใจด้านนี้ จริงๆ เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ มาทางสายไอที แต่เป็นสายไอทีที่ชอบทางด้านดาราศาสตร์ ชอบถ่ายภาพ เขาก็จะมีนำศิลปะการถ่ายภาพและการใช้เทคโนโลยีมาผสมผสานกัน”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

หนึ่งในห้องที่สะกดเด็กๆ วัยกำลังซุกซนให้อยู่นิ่งได้ชะงัดราวกับโดนเสกคือห้อง Starry Night Time-Lapse จัดแสดงภาพเคลื่อนไหวของท้องฟ้าจากหอดูดาวขององค์กรวิจัยท้องฟ้าซีกโลกใต้แห่งยุโรป สถานีอวกาศนานาชาติ และนักถ่ายภาพดาราศาสตร์ทั่วโลก โดยใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบไทม์แลปส์ ซึ่งจะย่อระยะเวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาวใน 1 คืนให้เหลือเพียง 7 นาที ฉายบนจอขนาดใหญ่จนเหมือนว่าดวงดาวที่เปล่งประกายเคลื่อนผ่านกาลเวลาไปอย่างรวดเร็ว แต่อันที่จริงแล้วพี่ต่ายได้เฉลยให้เราฟังว่า ดวงดาวที่ดูเหมือนจะเคลื่อนรอบโลก แท้จริงแล้วพวกมันไม่ได้ขยับไปไหน แต่เป็นเพราะโลกหมุนรอบตัวเองในหนึ่งคืนต่างหาก

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

อีกไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือการท่องอวกาศเสมือนจริงในโซน Space Travel ที่เราจะได้ท่องไปในห้วงอวกาศ เรียนรู้ความเป็นมาของระบบสุริยะและสังเกตเนบิวลาและกาแลกซีด้วยตาเปล่าของเราเองด้วยความคมชัดระดับ 4K การออกแบบการเล่าเรื่องและการเคลื่อนไหวของดวงดาวที่วูบวาบน่าตื่นเต้นบนจอ 270 องศา ยิ่งเพิ่มความสมจริงจนสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากเด็กๆได้ไม่ขาดสาย แต่สำหรับผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยเราคงต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าห้องนี้อาจทำให้คุณตาลายได้

“เขาไม่เรียกสิ่งที่อยู่ในนั้นว่าเป็นภาพยนตร์ เขาเรียกว่าเป็น Virtual Space Travel มันคือการใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์สร้างเป็นดิจิทัลคอนเทนต์ขึ้นมา คุณอาจจะไม่รู้ว่าในห้องควบคุมมีเซิร์ฟเวอร์ตัวใหญ่มากอยู่ในนั้น เป็นฐานข้อมูล LEDA (The Lyon-Meudon Extragalactic) ที่รวบรวมข้อมูลกาแลกซี่ล่าสุดที่สุดในเดือนเมษายน 2018 ดังนั้น ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในห้อง Space Travel เป็นชุดฐานข้อมูลกาแลกซี่ทั้งหมดที่นักดาราศาสตร์เคยค้นพบ

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“มันคือการใช้เครื่องฉาย 4K สามตัวที่ต้องฉายภาพให้ซิงค์กันทั้งหมด ซึ่งต่ายเห็นช่างทำก็ดูเหมือนไม่ยากนะ แต่ตอนคุยนี่ปวดหัวน่าดู คือเราก็มีปัญหาเรื่องเพดานของเรา เราขอแค่ 3 เมตรได้ไหม เขาก็บอกไม่ได้ เขาอยากให้งานออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการ เราต้องเอาพวกรางไฟออกหมดเลย ไม่เคยรื้ออะไรมากเท่านี้มาก่อน แต่มันก็จำเป็น เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ได้ภาพที่เราเห็น”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

ก่อนจบนิทรรศการ มาทำใจให้สงบนิ่งลงอีกครั้งด้วยการสัมผัสประสบการณ์แสงออโรร่าในห้องฉายดาวหกเหลี่ยมในโซนห้วงลึกแห่งจักรวาลกับดาว 40 ล้านดวง (Inner Cosmo) ที่ใช้เครื่องฉายดาว Super Megastar IIB ฉายภาพดวงดาวจากแคตาล็อก Gaia DR2 ซึ่งอัพเดตล่าสุดและครบถ้วนที่สุดของโลก โดยเราจะได้เห็นดาวกว่า 40 ล้านดวงเป็นจุดเล็กๆ พาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับวัตถุอวกาศอื่นๆ อีก 140 ชิ้น เสมือนว่าเรานั่งมองท้องฟ้าจริงจากพื้นโลกโดยไม่มีแสงไฟหรือเมฆมาบดบัง หากใครมีเวลาหรือใครที่มาเป็นกลุ่ม จะแข่งกันหากลุ่มดาวหรือชวนกันมองหาดาวเทียมดวงเล็กๆ วิ่งผ่านท้องฟ้าไปด้วยก็น่าสนุกดี

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

การนำเสนอความรู้ทางดาราศาสตร์ผ่านศิลปะการถ่ายภาพถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้นิทรรศการดาวจรัสฟ้าเข้าถึงได้ง่าย เพียงแค่ผู้ชมได้เข้าไปดื่มด่ำกับภาพที่เห็นตรงหน้า หรือสนุกไปกับการจินตนาการประสบการณ์ในห้วงอวกาศ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะกระตุ้นความคิด สร้างแรงบันดาลใจที่อาจจะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ที่น่าหลงใหลต่อไปได้ เหมือนเช่นที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกหลงใหลไม่ต่างกัน

“คุณอาจจะไม่รู้ว่านักวิจัยทางด้านดาราศาสตร์เขาทำอะไรกัน เขาพยายามค้นหาสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล พยายามค้นหาที่มาของแสงที่มันเป็นอดีตไปแล้ว การมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามันคือการมองขึ้นบนอดีต เราไม่รู้หรอกว่าบางทีแสงที่เราเห็น ณ ปัจจุบันนี้ ต้นกำเนิดของมันอาจจะตายไปแล้ว เพราะว่าแสงมันใช้เวลาเดินทางนานมาก หลายล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกใช้เวลา 8 นาที ดังนั้น แสงที่เราเห็นคืออดีตของดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว แต่ดาวที่เราเห็นระยิบระยับบนฟ้ามันเดินทางนานกว่านั้นมาก หลายพันล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา ดาวแต่ละดวงก็มีอายุของมัน ไม่ใช่ว่าจะอยู่ตลอดกัลปาวสาน บางดวงอาจจะระเบิดไปแล้ว ต่ายถึงพูดเสมอว่าการที่เรามองฟ้าคือการมองอดีตของสิ่งสิ่งหนึ่งนั่นเอง”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการ ‘ดาวจรัสฟ้า’ (STARRY SKY ILLUMINATION) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562 ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  แล้วคุณจะได้รู้ว่าในเวลาที่นอนไม่หลับ นอกจากจะมีหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเพื่อน มนุษย์ เรายังมีจอที่ใหญ่กว่านั้นมาก เพียงแค่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ก็จะพบกับดวงดาวให้พินิจพิเคราะห์ได้ไม่มีวันจบสิ้น

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เราได้เห็นพิพิธภัณฑ์ทั่วทั้งแผ่นดินพร้อมใจกันจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ หรือจัดแสดงวัตถุสิ่งของ รวมไปถึงเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์มากมาย แต่มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่มีแนวคิดการเล่าเรื่องที่แตกต่าง นำมาสู่รูปแบบที่แปลกใหม่และน่าสนใจจนเราอยากนำเสนอ นั่นก็คือ ‘พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพ่อ’ จัดทำโดยกลุ่ม Infographic Thailand

คุณรัชพล ผะอบเหล็ก สมาชิกทีมฝ่าย Infographic Creative เล่าที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้ให้เราฟังว่า

“จากเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีคนถ่ายทอดเรื่องของในหลวงท่านหลายแง่มุมมาก แต่แง่มุมที่เราเห็นมากที่สุดคือมุมที่ทำให้เราเศร้ามากขึ้นไปอีก เราในฐานะนักเล่าเรื่องด้วยข้อมูลคนหนึ่งเลยอยากนำเสนอในทางที่แตกต่างกันออกไป คือเล่าด้วยความสุข ความทรงจำ เลยเกิดเป็นคอนเซปต์ Moment ที่เก็บรวบรวมช่วงเวลาดีๆ ของพระองค์ท่านไว้ในที่เดียว แล้วถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังรู้สึกถึง Moment เหล่านั้นเหมือนที่เราเห็น”

หากใครไม่คุ้นชื่อ Infographic Thailand ขอให้นึกย้อนไปถึงตอนน้ำท่วมปี 2554 หลายคนคงจำวิดีโอของทีม ‘รู้ สู้ Flood’ ที่ทำออกมาให้ความรู้สำคัญและข้อควรปฏิบัติในช่วงวิกฤตนั้นได้ จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม หนึ่งในทีมงานผู้จัดทำ motion graphic ชิ้นนั้น จึงตั้งปณิธานและต่อยอดรวมพลังกับผู้ร่วมอุดมการณ์อีกจำนวนหนึ่ง มาเปิดเพจ Infographic Thailand บนเฟซบุ๊ก มีจุดประสงค์หลักเพื่อเผยเเพร่ความรู้ด้วยกลวิธีแบบ Infographic ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ เสพง่าย อ่านสนุก ได้ข้อคิด ได้วิธีหรือความรู้ใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้อ่านมีชีวิตที่ดีขึ้นได้นั่นเอง

ปัจจุบัน เพจของพวกเขามีคนติดตามกว่า 3 แสนคน แม้ว่าการขยับขยายจากแค่สร้างเนื้อหาลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก มาสู่การสร้างพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ อาจฟังดูเป็นก้าวกระโดดที่ใหญ่สำหรับทีม Infographic Thailand แต่สำหรับพวกเขา คาแรกเตอร์หลักของ ‘พิพิธภัณฑ์’ คือสถานที่รวบรวมและถ่ายทอดข้อมูลความรู้ ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มากนัก อาจจะแค่มีขอบเขตที่กว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นด้วย

“คนรุ่นใหม่มองพิพิธภัณฑ์หลายแบบนะ ขึ้นอยู่กับว่าในห้องนั้นนำเสนออะไร การที่ของในห้องเก่าก็ไม่ผิด ถ้ามันมีค่าและต้องรักษาเอาไว้ และการเปลี่ยนเป็นออนไลน์ที่แม้จะหน้าตาเปลี่ยนไป แต่สุดท้ายความมีค่าของสิ่งที่กำลังนำเสนออยู่ก็ยังอยู่ภายในเหมือนเดิม”

โปรเจกต์ใหม่นี้พวกเขาได้รับการสนับสนุนจาก AIS เมืองไทยประกันชีวิต และธนาคารไทยพาณิชย์ ในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 รูปแบบออนไลน์ ต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากกายภาพของห้องเก็บของเก่าที่คนอาจเคยคุ้น

พวกเขาตั้งเป้าที่จะสร้างสื่อสำหรับคนรุ่นใหม่ และมองว่า การจะสร้าง Moment ให้คนจดจำได้และมีประสิทธิผลในระยะยาว ผู้ใช้จำเป็นจะต้องมีประสบการณ์ร่วมกับมิวเซียมได้ด้วย อย่างในพิพิธภัณฑ์จริงผู้ใช้เดินได้ ดูได้ หรือบางครั้งก็จับวัตถุจริงได้ พอแปลงมาอยู่บนโลกออนไลน์ แม้ว่าข้อมูลจะเสพง่ายขึ้น ก็ยังจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการมีประสบการณ์ร่วมของคนที่เข้ามาดูในทุกๆ ห้องของเว็บ แต่ละส่วนจึงออกแบบให้มี Interactive ที่ผู้ใช้คลิกดูและบังคับการชมได้ด้วยตัวเองทุกหน้า มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาได้ (Crowdsourcing) ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี VR 360 องศาเข้ามาผสมด้วย ทั้งหมดนี้ถือเป็นความตั้งใจของทีมที่จะผลักดันโครงการนี้ให้สมกับนิยามของ ‘Interactive Online Museum’ หรือพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ที่ให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าแค่มิวเซียมปกติทั่วไปนั่นเอง

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า เราลองคลิกเข้าไปดู ‘พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เพื่อพ่อ’ ด้วยกันเลยดีกว่า…

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือโทนสีและสไตล์ของพิพิธภัณฑ์ที่อบอุ่นและเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะในห้องแรก ‘๘๙ ปีของพ่อ’ เป็นการเล่าพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ประสูติ เรื่องราวตอนทรงพระเยาว์ที่สวิตเซอร์แลนด์ วาระเสด็จขึ้นครองราชย์ การทรงงานในโครงการพระราชดำริ มาจนถึงการสวรรคตเมื่อปีที่ผ่านมา ทางทีมเลือกเล่าเรื่องด้วยเทคนิคภาพวาดร่วมสมัย ซึ่งต่างจากที่อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพจริง การใช้ภาพวาดนี้ทำให้ถ่ายทอดเนื้อหาสาระที่สมบูรณ์ ต่างจากภาพจริงที่มีข้อจำกัดทั้งการขออนุญาตและความสมบูรณ์ของภาพที่มีน้อย ทางทีมจึงตัดสินใจวาดขึ้นมาใหม่ให้เป็นทิศทางเดียวกันทั้งหมด เลื่อนเมาส์เพื่อรับชมได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล แต่ละภาพมีเนื้อหาประกอบไม่ยืดยาว ประหนึ่งป้ายคำอธิบายวัตถุแสดงให้อ่านเพลินๆ

อีกห้องที่น่าประทับใจคือห้อง ‘รักของพ่ออยู่รอบตัวเรา’ เป็นห้องจัดแสดงแบบ 360 องศา ไม่ว่าจะนั่งชมจากจอหรือใส่แว่น VR ก็ได้ประสบการณ์เสมือนนั่งอยู่ในห้องนั้นจริงๆ มองไปทางไหนก็จะเห็นสิ่งของประจำวันที่ล้วนมีเรื่องราวของพระองค์ซ่อนอยู่ หลายๆ เรื่องทำให้เรารู้สึกว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอย่างที่คิด เช่น บนโต๊ะอาหารเราจะเห็นกล่องนม เล่าถึงการเสด็จฯ เยี่ยมชมกิจการโคนมของประเทศเดนมาร์กในปี 2503 เป็นที่มาของการเปิดฟาร์มโคนม ‘ไทย-เดนมาร์ค’ ใน พ.ศ. 2505 ทางประเทศเดนมาร์กส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรชาวไทยด้วย มีขวดเกลือที่เล่าถึงโครงการนำร่องเกลือไอโอดีน ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ในหลวงทรงคำนึงถึงปัญหาภาวะโภชนาการของประชาชน มีโถข้าวสวย เล่าถึงแปลงนาทดลองในพระตำหนักจิตรลดา

บนตู้หนังสือก็มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน (เริ่มจัดทำเมื่อ พ.ศ. 2512) บนโต๊ะทำงานมีแผนที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสิ่งติดพระวรกายตลอดเวลา อีกทั้งแก้วกาแฟ ที่เล่าถึงการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนดอยอินทนนท์เมื่อ พ.ศ. 2517 และทรงสนับสนุนให้มีโครงการหลวง เข้าไปส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อรักษาพื้นที่อย่างเหมาะสม และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้ราษฎรในเวลาต่อมา ฯลฯ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าใจที่สุดของพิพิธภัณฑ์นี้สำหรับเราไม่ได้อยู่แค่ในวิธีการนำเสนอเนื้อหาที่ย่อยง่ายเท่านั้น แต่ไฮไลต์ของการเป็นพิพิธภัณฑ์ออนไลน์คือความอยู่บนพื้นที่ ‘เปิด’ อย่างแท้จริง ซึ่งตัวตึกของพิพิธภัณฑ์ทั่วไปไม่สามารถทำได้

คำว่า ‘เปิด’ ในที่นี้ไม่ใช่เพียงเวลาทำการที่เข้าไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยังรวมถึงการเป็นพื้นที่ซึ่งคนสามารถโต้ตอบ แสดงความเห็น และสร้างเนื้อหาใหม่ ลงไปด้วยได้ เราเห็นกลวิธี crowdsourcing หรือการรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้ได้ในหลายส่วน เริ่มจากห้องจัดแสดงภาพของนักวาดรุ่นใหม่ จำนวน 89 ภาพตามพระชนมพรรษาของพระองค์ท่าน

และที่น่าสนใจมากๆ คือห้อง ‘พ่อในความทรงจำของฉัน’ ซึ่งเปิดในผู้ใช้งานลงทะเบียนจากเฟซบุ๊ก และสามารถเขียนความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 อัพโหลดขึ้นในที่สาธารณะ ความทรงจำเหล่านี้จะถูกจัดส่งเป็นจดหมายถึงสำนักพระราชวังในอนาคต

“ปัจจุบันคนนิยมทำอะไรที่ง่ายและสะดวกมากขึ้นเลยคิดว่าการเขียนผ่านระบบออนไลน์น่าจะตอบโจทย์คนเข้าชม…ตัวพิพิธภัณฑ์เองเป็นเสมือนพื้นที่โชว์ผลงานและสิ่งมีค่า คนทั่วไปน่าจะอยากมีผลงานของตัวเองในพิพิธภัณฑ์บ้าง การจะส่งไปสำนักพระราชวังเป็นสิ่งที่ยุ่งยากในฐานะบุคคล การรวมเป็นกลุ่มน่าจะง่ายกว่า หลังจากเราเปิดมาครบ 2 – 3  ปี จะมีการรวบรวมจดหมายทั้งหมดและทำเรื่องยื่นจดหมายเข้าไปเก็บไว้ที่สำนักพระราชวัง” คุณรัชพลอธิบาย

“จุดเริ่มต้นเกิดจากเราเห็นว่า เพราะใน ณ วินาทีนั้น เป็นวินาทีที่ทุกคนอัดอั้น เเละอยากเเชร์เรื่องราวต่างๆ ของในหลวง เราจึงอยากเปิดพื้นที่นี้ขึ้นมาให้ได้ร่วมเเชร์ความทรงจำกันครับ”

ตอนนี้มีผู้เข้ามาร่วมเขียนกว่า 250 คนแล้ว แต่ละเรื่องต่างส่งเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ใช่เสียงของภัณฑารักษ์หรือนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น แต่เป็นเสียงของผู้ใช้ทุกๆ คนที่ตั้งใจจะส่งต่อความทรงจำของตัวเองอย่างเป็นปัจเจก บางเรื่องเศร้า บางเรื่องซึ้ง อย่างเรื่องที่คุณรัชพลประทับใจเป็นพิเศษเป็นเรื่องที่ผู้เขียนเคยเป็นนักวิ่งทีมชาติ ซึ่งถึงแม้เขาจะไม่เคยพบในหลวง แต่เขารับเอาคำสอนและความรู้สึกที่มีต่อในหลวงเป็นกำลังใจในการแข่งทุกครั้ง นประสบความสำเร็จ

“มันมหัศจรรย์มากที่คนคนหนึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นต่อๆ มาได้มากมายขนาดนี้” คุณรัชพลกล่าว

ข้อดีอีกอย่างของการทำพิพิธภัณฑ์ออนไลน์คือ ทีมงานสามารถประเมินผลการใช้งานของมิวเซียมจากตัวเลขที่ชัดเจน นอกจากจำนวนการเปิดเข้าชมแล้ว ยังนับยอดการเเชร์ ดูโปรไฟล์ของผู้ที่สนใจ รวมไปถึงการพูดถึงในสื่ออื่นๆ นอกจากเฟซบุ๊ก เช่น ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม สำนักข่าวทางโทรทัศน์ และเว็บไซต์ต่างๆ ให้ความสนใจอย่างมาก และยังมีการนำพิพิธภัณฑ์ไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในหลายโรงเรียน โดยเฉพาะห้องใหม่ของพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดเพิ่มในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อนำเสนอภาพบรรยากาศจำลอง ริ้วขบวน และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ผู้ชมสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ทีละจุดตั้งแต่จุดตั้งต้นจนถึงหน้าพระเมรุในรูปแบบ 360 องศา มีข้อมูลครบถ้วนและเห็นภาพชัดเจน แต่ละโซนนำไปบรรยายประกอบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพ่อ’ อาจมีลักษณะที่แตกต่างจากนิยามของพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติทั่วไป แต่เมื่อเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ แน่นอนว่ารูปทรงของพิพิธภัณฑ์คงไม่สามารถจำกัดอยู่ในกรอบของกำแพงอาคารอีกต่อไป การใช้ crowdsourcing เพื่อสร้างเนื้อหา ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ใช้ความได้เปรียบของออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อีกแง่หนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องการคัดกรองเนื้อหา เช่น เรื่องใดควรเล่าในพิพิธภัณฑ์นี้ (โดยเฉพาะเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของผู้คน) หรืออะไรควรอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ มาตรฐานของพิพิธภัณฑ์คืออะไร คำถามเหล่านี้คงเป็นประเด็นที่นักพิพิธภัณฑ์รวมไปถึงผู้ใช้สมัยใหม่ต้องช่วยกันคิดและจับตามองกันต่อไป

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load