วันสิ้นปีใกล้เข้ามาอีกครั้ง สำหรับหลายๆ คน นี่อาจเป็นโอกาสที่จะได้พักงาน หนีไปเที่ยวไกลๆ สักแห่ง แต่หากปีใหม่นี้ยังไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน เราขอชวนทุกคนมาตกในห้วงภวังค์ไปกับ ‘นิทรรศการดาวจรัสฟ้า’ (Starry Sky Illumination) นิทรรศการภาพถ่ายดาราศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Science and Technology Museum) ที่รวบรวมภาพถ่ายดาราศาสตร์จากช่างภาพมืออาชีพและมือสมัครเล่นทั่วโลก ภาพถ่ายจากอวกาศโดยศิลปินชาวจีน และภาพภ่ายดาราศาสตร์โดยศิลปินชาวไทย จากความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) รวมทั้งหมด 110 ภาพ จัดแสดงในกล่องแสง (Light Box) ขนาดต่างกันในห้องนิทรรศการที่มืดสลัว ช่วยส่งให้ภาพถ่ายเหล่านั้นยิ่งโดดเด่นงดงามราวกับเห็นจริง

การนำนิทรรศการจากต่างประเทศเข้ามาจัดแสดงที่ไทยนั้นไม่ใช่แค่ยกมาก็จัดแสดงได้เลย พี่ต่าย หรือ คุณอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เล่าให้เราฟังถึงเบื้องหลังการทำงานที่ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาร่วมกัน เพื่อให้นิทรรศการสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ชมชาวไทยมากที่สุด

“โซนที่เราเพิ่มเข้ามาตั้งชื่อว่า โซนดวงดาราห่มฟ้าเมืองไทย ซึ่งเดิมทีทางจีนเขามีภาพของไทยแค่สามสี่ภาพ แต่เรามี MOU แลกเปลี่ยนทางวิชาการกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ทางนั้นเขามีช่างภาพทางดาราศาสตร์ที่เก่งมากๆ ชื่อ คุณศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ภาพในโซนไทยประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เป็นภาพของคุณศุภฤกษ์ทั้งหมดเลย”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“นิทรรศการชุดนี้ก็จะมีภาพที่ถ่ายที่เมืองไทยแต่เกิดจากมุมมองของคนจีน เพราะว่าคนจีนเขามาเที่ยวประเทศไทยที่จังหวัดสุโขทัยแล้วเขาก็ถ่ายรูปพระพุทธรูปที่นั่น ซึ่งภาพคนจีนกับภาพคนไทยจะต่างกัน ลองสังเกตนะว่าภาพคนจีนถ่ายจะโฟกัสสิ่งปลูกสร้าง วัดก็จะเป็นพระปรางค์ใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นภาพที่คนไทยถ่ายจะเน้นท้องฟ้า สิ่งปลูกสร้างจะเล็กๆมืดๆ แต่ฟ้าจะกว้างใหญ่”

การจัดเรียงภาพถ่าย ถูกออกแบบให้มีความต่อเนื่องเพื่อสื่อสารความหมายบางอย่างและกำหนดอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้สามารถเห็นความเชื่อมโยงของท้องฟ้ายามค่ำคืนจากทั่วโลก เมื่อดูภาพถ่ายต่อเนื่องกันมาจนถึงโซนหนึ่งโลกฟ้าเดียว (One World One Sky) ที่จัดแสดงภาพถ่ายท้องฟ้าในสถานที่สำคัญจากทั่วโลก จากลุ่มแม่น้ำไนล์ ไปจนถึงภูเขาไฟฟูจิ ก็ชวนให้สงสัยว่าการตีความหมายความงดงามของปรากฏการณ์บนท้องฟ้าของผู้คนต่างสถานที่ หลากอารยธรรม จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“อย่างต่ายเป็นคนชอบดูกลุ่มดาว ต่ายก็อยากรู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ความหมายมันคืออะไร ในแต่ละชาติ แต่ละวัฒนธรรมมันมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน มันมีกลุ่มดาวหลายๆกลุ่มที่คนอียิปต์เห็น คนไทยเห็น ฝรั่งเห็น เห็นกลุ่มเดียวกัน แต่ด้วยความเชื่อ วัฒนธรรมต่างๆ มันทำให้เขาตีความแตกต่างกันออกไป”

ความโดดเด่นของนิทรรศการนี้ไม่ใช่แค่การจัดแสดงภาพนิ่งเท่านั้น แต่ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดแสดง เพื่อทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ร่วมชมดวงดาราในสถานที่จริงอีกด้วย

“คุณซูต้ายี่ คิวเรเตอร์ของนิทรรศการนี้ก็ไม่ได้เป็นคนที่จบทางด้านดาราศาสตร์โดยตรง แต่ว่าเขาก็มีความสนใจด้านนี้ จริงๆ เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ มาทางสายไอที แต่เป็นสายไอทีที่ชอบทางด้านดาราศาสตร์ ชอบถ่ายภาพ เขาก็จะมีนำศิลปะการถ่ายภาพและการใช้เทคโนโลยีมาผสมผสานกัน”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

หนึ่งในห้องที่สะกดเด็กๆ วัยกำลังซุกซนให้อยู่นิ่งได้ชะงัดราวกับโดนเสกคือห้อง Starry Night Time-Lapse จัดแสดงภาพเคลื่อนไหวของท้องฟ้าจากหอดูดาวขององค์กรวิจัยท้องฟ้าซีกโลกใต้แห่งยุโรป สถานีอวกาศนานาชาติ และนักถ่ายภาพดาราศาสตร์ทั่วโลก โดยใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบไทม์แลปส์ ซึ่งจะย่อระยะเวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาวใน 1 คืนให้เหลือเพียง 7 นาที ฉายบนจอขนาดใหญ่จนเหมือนว่าดวงดาวที่เปล่งประกายเคลื่อนผ่านกาลเวลาไปอย่างรวดเร็ว แต่อันที่จริงแล้วพี่ต่ายได้เฉลยให้เราฟังว่า ดวงดาวที่ดูเหมือนจะเคลื่อนรอบโลก แท้จริงแล้วพวกมันไม่ได้ขยับไปไหน แต่เป็นเพราะโลกหมุนรอบตัวเองในหนึ่งคืนต่างหาก

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

อีกไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือการท่องอวกาศเสมือนจริงในโซน Space Travel ที่เราจะได้ท่องไปในห้วงอวกาศ เรียนรู้ความเป็นมาของระบบสุริยะและสังเกตเนบิวลาและกาแลกซีด้วยตาเปล่าของเราเองด้วยความคมชัดระดับ 4K การออกแบบการเล่าเรื่องและการเคลื่อนไหวของดวงดาวที่วูบวาบน่าตื่นเต้นบนจอ 270 องศา ยิ่งเพิ่มความสมจริงจนสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากเด็กๆได้ไม่ขาดสาย แต่สำหรับผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยเราคงต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าห้องนี้อาจทำให้คุณตาลายได้

“เขาไม่เรียกสิ่งที่อยู่ในนั้นว่าเป็นภาพยนตร์ เขาเรียกว่าเป็น Virtual Space Travel มันคือการใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์สร้างเป็นดิจิทัลคอนเทนต์ขึ้นมา คุณอาจจะไม่รู้ว่าในห้องควบคุมมีเซิร์ฟเวอร์ตัวใหญ่มากอยู่ในนั้น เป็นฐานข้อมูล LEDA (The Lyon-Meudon Extragalactic) ที่รวบรวมข้อมูลกาแลกซี่ล่าสุดที่สุดในเดือนเมษายน 2018 ดังนั้น ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในห้อง Space Travel เป็นชุดฐานข้อมูลกาแลกซี่ทั้งหมดที่นักดาราศาสตร์เคยค้นพบ

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“มันคือการใช้เครื่องฉาย 4K สามตัวที่ต้องฉายภาพให้ซิงค์กันทั้งหมด ซึ่งต่ายเห็นช่างทำก็ดูเหมือนไม่ยากนะ แต่ตอนคุยนี่ปวดหัวน่าดู คือเราก็มีปัญหาเรื่องเพดานของเรา เราขอแค่ 3 เมตรได้ไหม เขาก็บอกไม่ได้ เขาอยากให้งานออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการ เราต้องเอาพวกรางไฟออกหมดเลย ไม่เคยรื้ออะไรมากเท่านี้มาก่อน แต่มันก็จำเป็น เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ได้ภาพที่เราเห็น”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

ก่อนจบนิทรรศการ มาทำใจให้สงบนิ่งลงอีกครั้งด้วยการสัมผัสประสบการณ์แสงออโรร่าในห้องฉายดาวหกเหลี่ยมในโซนห้วงลึกแห่งจักรวาลกับดาว 40 ล้านดวง (Inner Cosmo) ที่ใช้เครื่องฉายดาว Super Megastar IIB ฉายภาพดวงดาวจากแคตาล็อก Gaia DR2 ซึ่งอัพเดตล่าสุดและครบถ้วนที่สุดของโลก โดยเราจะได้เห็นดาวกว่า 40 ล้านดวงเป็นจุดเล็กๆ พาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับวัตถุอวกาศอื่นๆ อีก 140 ชิ้น เสมือนว่าเรานั่งมองท้องฟ้าจริงจากพื้นโลกโดยไม่มีแสงไฟหรือเมฆมาบดบัง หากใครมีเวลาหรือใครที่มาเป็นกลุ่ม จะแข่งกันหากลุ่มดาวหรือชวนกันมองหาดาวเทียมดวงเล็กๆ วิ่งผ่านท้องฟ้าไปด้วยก็น่าสนุกดี

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

การนำเสนอความรู้ทางดาราศาสตร์ผ่านศิลปะการถ่ายภาพถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้นิทรรศการดาวจรัสฟ้าเข้าถึงได้ง่าย เพียงแค่ผู้ชมได้เข้าไปดื่มด่ำกับภาพที่เห็นตรงหน้า หรือสนุกไปกับการจินตนาการประสบการณ์ในห้วงอวกาศ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะกระตุ้นความคิด สร้างแรงบันดาลใจที่อาจจะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ที่น่าหลงใหลต่อไปได้ เหมือนเช่นที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกหลงใหลไม่ต่างกัน

“คุณอาจจะไม่รู้ว่านักวิจัยทางด้านดาราศาสตร์เขาทำอะไรกัน เขาพยายามค้นหาสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล พยายามค้นหาที่มาของแสงที่มันเป็นอดีตไปแล้ว การมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามันคือการมองขึ้นบนอดีต เราไม่รู้หรอกว่าบางทีแสงที่เราเห็น ณ ปัจจุบันนี้ ต้นกำเนิดของมันอาจจะตายไปแล้ว เพราะว่าแสงมันใช้เวลาเดินทางนานมาก หลายล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกใช้เวลา 8 นาที ดังนั้น แสงที่เราเห็นคืออดีตของดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว แต่ดาวที่เราเห็นระยิบระยับบนฟ้ามันเดินทางนานกว่านั้นมาก หลายพันล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา ดาวแต่ละดวงก็มีอายุของมัน ไม่ใช่ว่าจะอยู่ตลอดกัลปาวสาน บางดวงอาจจะระเบิดไปแล้ว ต่ายถึงพูดเสมอว่าการที่เรามองฟ้าคือการมองอดีตของสิ่งสิ่งหนึ่งนั่นเอง”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการ ‘ดาวจรัสฟ้า’ (STARRY SKY ILLUMINATION) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562 ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  แล้วคุณจะได้รู้ว่าในเวลาที่นอนไม่หลับ นอกจากจะมีหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเพื่อน มนุษย์ เรายังมีจอที่ใหญ่กว่านั้นมาก เพียงแค่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ก็จะพบกับดวงดาวให้พินิจพิเคราะห์ได้ไม่มีวันจบสิ้น

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

16 พฤศจิกายน 2560
8.45 K

การเล่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเรื่องที่ละเอียดอ่อนในช่วงเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน แต่มีนิทรรศการหนึ่งในพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เลือกเล่าเรื่องราวดังกล่าวผ่านอิสตรีผู้เคยมีชีวิตอยู่ถึง 5 แผ่นดิน และทรงขึ้นชื่อว่าเป็น ‘กุลสตรีศรีสยาม’ แถมยังมีวิธีนำเสนอที่ไม่ไกลตัว และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนคนทั่วๆ ไปได้อย่างดี

โดยเฉพาะเรื่อง ‘ความรัก’

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

อาคารสีเขียวอ่อนตรงสะพานผ่านฟ้า น่าจะเป็นภาพคุ้นตาของหลายๆ คนที่สัญจรไปมาในกรุงเทพฯ และแถวเกาะรัตนโกสินทร์ แต่นอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมของอาคารที่สวยงามแล้ว วันนี้เรายังอยากชวนไปชมเรื่องราวดีๆ ด้านในพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกันด้วย

ที่นี่มีจุดเริ่มมาจากการที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภาได้รับพระราชทานสมบัติส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 7  จากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เป็นจำนวนเจ็ดร้อยกว่าชิ้น ซึ่งเคยจัดแสดงอยู่ใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ที่นั่น จนเมื่อเกิดสถาบันพระปกเกล้าฯ ขึ้น จึงมีการเคลื่อนย้ายและได้สถานที่จัดแสดงเป็นอาคารปัจจุบัน

แต่เดิมแรกสุดที่นี่เคยเป็นห้าง ‘ยอนเซมสัน’ ออกแบบโดย นายชาร์ล เบเกอแลง สถาปนิกชาวฝรั่งเศส-สวิส ขายสินค้านำเข้าจากประเทศอังกฤษในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 6 เมื่อเลิกกิจการไปจึงเปลี่ยนเป็น ‘ห้างสุธาดิลก’ จนกระทั่ง พ.ศ. 2476 ถูกเช่าโดยกรมโยธาเทศบาล และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ภายใต้การดูแลของสถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

มีการจัดแสดงทั้งหมด 3 ชั้น แต่ละชั้นเต็มไปด้วยของที่น่าสนใจ ยังมีการจัดแสดงที่น่าสนใจไม่น้อย ตั้งแต่การจำลองบรรยากาศโรงหนังศาลาเฉลิมกรุง ไปจนถึงวัตถุสำคัญอย่างลายพระราชหัตถเลขา (จดหมาย) ประกาศสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 เป็นต้น

ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร

“เรามีพันธกิจหลักในการเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน…และในช่วงรัชกาลที่ 7 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เปลี่ยนผ่านจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องให้คนรุ่นใหม่ได้แง่คิดและมุมมองว่า จากประเทศสยามเปลี่ยนมาเป็นประเทศไทยของเราในปัจจุบันได้อย่างไร” คุณฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร นักวิชาการชำนาญการประจำพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่าและรับอาสาพาเราเดินชมหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่ นั่นก็คือ ‘นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระมเหสีองค์เดียวในรัชกาลที่เจ็ด’

ก่อนเข้าไปชม คุณฉัตรบงกชเล่าว่า นิทรรศการนี้เกิดขึ้นจากทางคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งมีท่านศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน ได้อนุมัติงานวิจัยขึ้นมาเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ มีลักษณะเป็นงานวิจัย ‘ประวัติศาสตร์บอกเล่า’ มีหม่อมราชวงศ์ พฤทธิสาณ ชุมพล เป็นผู้ศึกษาค้นคว้าและสังเคราะห์ข้อมูล

“ประวัติศาสตร์บอกเล่าคือการค้นคว้าที่ไม่ใช่แค่จากหนังสืออย่างเดียว แต่มาจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ เป็นเรื่องวงใน เป็นความรู้สึกของผู้คนต่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ว่าพระองค์เป็นอย่างไร มีการสัมภาษณ์ทั้งบรรดาเจ้านาย ไปจนถึงข้าราชบริพาร และประชาชนที่เคยเฝ้าพระองค์ด้วย เรื่องเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดผ่านคำพูด แล้วถูกนำไปเปรียบเทียบกับเอกสารยืนยันอีกต่อหนึ่ง”

งานวิจัยนี้พิมพ์เป็นเล่มหนังสือพระราชประวัติของพระองค์ชื่อ ‘กุลสตรีศรีสยาม สง่างามทุกกาลสถาน’ ต่อมาพิพิธภัณฑ์นำเนื้อหาในเล่มมาย่อยให้เป็นนิทรรศการ บอกเล่าเรื่องราวตลอดพระชนม์ชีพเกือบ 80 พรรษาของพระองค์ท่าน ว่าทรงผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง และพระองค์ทรงมีพระราชจริยวัตรที่งดงามอย่างไร

“เราเลือกใช้พระราชวจนะ (คำพูด) ของพระองค์ท่านเพื่อให้คนที่เข้ามาฉุกคิดและตั้งคำถามว่า ผู้หญิงคนนี้คือใคร ท่านทรงใช้ชีวิตอย่างไร ปรับพระองค์อย่างไรกับเหตุการณ์ต่างๆ และถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร” คุณฉัตรบงกชอธิบาย

“สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จพระราชสมภพในแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 จากนั้นอภิเษกสมรสในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 และขึ้นเป็นพระราชินีในรัชกาลที่ 7 แม้ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองท่านก็ทรงอยู่เคียงข้างพระสวามีเสมอ…อย่างตรงทางเข้านิทรรศการจะมีคำโปรยว่า “ต้องมีศักดิ์ศรี…ต้องมีสัจจะ” ซึ่งเรานำมาจากพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน เมื่อเสด็จฯ กลับมาเมืองไทยในช่วงนั้น”

ฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ

ภายในนิทรรศการแบ่งออกเป็น 6 โซน

แต่ละโซนเล่าเรื่องผ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มจากโซนพระราชประวัติในวัยเยาว์ พูดถึงความเป็นผู้หญิงคนเดียวในหมู่พี่น้องผู้ชายทั้งหมด ค่อยๆ อธิบายให้เห็นถึงการบ่มเพาะพระอุปนิสัยที่กล้าหาญตั้งแต่เด็ก อีกทั้งการหล่อหลอมทั้งทางสภาพแวดล้อมและทางสายพระโลหิต

จนกระทั่งทรงพบ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศุโขทัยธรรมราชา ที่พระราชวังพญาไท จนเกิดพระราชหฤทัยรักใคร่ และมีพระราชพิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน เมื่อ พ.ศ. 2461 นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำธรรมเนียมของชาวตะวันตกในการถามตอบความสมัครใจของคู่สมรสมาปรับใช้ องค์คู่อภิเษกสมรสยังทรงลงพระนามในสมุด ‘ทะเบียนแต่งงาน’ อันมีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระบรมนามาภิไธยเป็นประจักษ์พยานอีกด้วย

แหวนแต่งงาน ร.7 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ

ถัดมามีการจัดแสดงฉลองพระองค์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงนิยามของผู้หญิงที่กำลังเปลี่ยนแปลงในยุค ‘โมเดิร์น’ โดยผสมผสานสิ่งที่เก่าและใหม่ ตั้งแต่ฉลองพระองค์แบบยุโรปผสมไทย เข้าชุดกับพระมาลา และทรงเครื่องประดับที่พองาม ซึ่งท่านทรงเลือกตามวาระต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเสด็จประพาสร่วมกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ท่านถือเป็นตัวแทนของภาพลักษณ์ผู้หญิงไทยในสายตาโลกสมัยนั้นได้อย่างดีเยี่ยม

“เรามีการออกพระราชบัญญัติลักษณะผัวเมีย (พ.ศ. 2473) อีกทั้งกฎหมายอื่นๆ จากการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่เข้าร่วมองค์การสันนิบาตชาติเลยนะ ก็ต้องมีการพัฒนาตัวตนของเราให้เท่าเทียมกับชาติตะวันตกด้วย”

นอกจากนี้เราจะเริ่มเห็นลูกเล่นที่น่ารักอีกอย่างในนิทรรศการ เป็นกล่องเล็กๆ ที่มีปี พ.ศ. อยู่ด้านหน้า เมื่อเปิดข้างในจะมีภาพและข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เรื่องของผู้หญิงในสากล’ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการแต่งกายในช่วงวิคตอเรีย การลุกขึ้นมานิยมใส่กางเกงตาม Coco Chanel การบินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกของอมีเลีย แอร์ฮาร์ต การก่อตั้งสมาคมนักกอล์ฟอาชีพสตรีหรือ LPGA, ฯลฯ ให้เราได้ดูและเปรียบเทียบว่าประเทศไทยเรากำลังก้าวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกตอนนั้นอย่างไร

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือฉากจำลองของพระราชวังไกลกังวลในวันที่พระองค์ทราบข่าวการปฏิวัติ ก็มีการจำลองเสียงพระองค์ท่าน มีกระแสพระราชดำรัสที่แสดงความเด็ดเดี่ยวว่าจะทรงอยู่เคียงข้างพระสวามีแม้ในวาระวิกฤต

“เมื่อฉันได้รู้เรื่องจากในหลวง ฉันก็บอกว่าไม่ไปหรอก ยังไงก็ไม่ไป ตายก็ตายอยู่แถวนี้”

ต่อจากนั้นถึงเป็นเรื่องราวชีวิตเมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ มีข้อความจากหนังสือพิมพ์อังกฤษอย่าง The Daily Telegraph และสื่อหัวอื่นๆ ด้วย ไล่มาเป็นการจัดแสดงของสะสมของพระองค์ท่านยามประทับอยู่ ณ ตำหนัก Virginia Water ประเทศอังกฤษ พร้อมภาพถ่ายเรียงราย แสดงถึงชีวิตคู่เปี่ยมรักให้เราได้แอบยิ้มตามไปด้วย

แล้วตัดด้วยอารมณ์ตรงข้ามอย่างฉับพลันด้วยโซนสีมืดทึมชื่อว่า ‘จากนิราศสู่นิรันดร์’ แสดงช่วงเวลาการสวรรคตของรัชกาลที่ 7 มีวัตถุจัดแสดงเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในชุดเรียบง่ายสีขาวดำในกรอบเล็กๆ คู่กับพระราชดำรัสของพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ สั้นๆ ว่า “…เขาเอาไปแล้ว…” ถือเป็นความเรียบง่ายแต่ทรงพลังมากๆ เลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในโซนต่อมาเล่าถึงชีวิตของท่านหลังเสด็จนิวัตประเทศไทย แม้จะสูญเสียพระสวามี แต่พระองค์ยังคงอุทิศพระองค์ในการประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อช่วยเหลือสังคม และรักษาพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ได้อย่างสง่างาม โซนนี้มีแบบจำลองวังสวนบ้านแก้วที่จังหวัดจันทบุรี ท่านได้ทรงรวบรวมเงินเพื่อสร้างโรงพยาบาลที่นั่น และอุทิศชื่อในนามพระสวามี อีกทั้งยังมีน้ำพระทัยช่วยเหลือข้าราชบริพาร เป็นที่มาของโครงการส่วนพระองค์ต่างๆ อาทิ การสนับสนุนงานทอเสื่อของชาวบ้าน และก่อตั้ง ส.บ.ก. อุตสาหกรรมชาวบ้านและหัตถกรรมขึ้นมา เป็นต้น

ตลอดเวลาช่วงนั้น ข้าราชบริพารรอบข้างต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่เคยแสดงกิริยาที่เกรี้ยวกราด และวางตัวสมเป็นผู้ดีอย่างยิ่ง

ในจุดนี้เราจะสามารถฟังคำพูดและดูรายนามของผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นประจักษ์พยานของความดีงามของพระองค์ได้ด้วย

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

โซนสุดท้ายคือการเล่าเรื่องการสวรรคต ตรงนี้ไม่มีเนื้อหาข้อความที่ยาวยืด มีเพียงภาพเตียงสีขาวของพระองค์จากวังศุโขทัย วางคู่กับโต๊ะหัวเตียงเรียบๆ แต่หากใครได้ลองเปิดดูจะได้พบกับขวดโคโลญจ์

มีขวดโคโลญจ์ No. 4711 ให้ลองดมกลิ่นหอมที่พระองค์ทรงโปรดบนพระวรกายของพระองค์ ทำเอาเราถึงกับน้ำตาซึม

ติดๆ กันเป็นงานพระบรมศพที่กรุงเทพฯ

ตามศักดิ์แล้วท่านถือเป็นสมเด็จอาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และในช่วงบั้นปลายชีวิตก็ได้ทรงงานรับใช้พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ด้วย เราจะจึงได้เห็นในส่วนปิดท้ายนิทรรศการที่เล่าเรื่องงานถวายพระเพลิงของพระองค์ท่านใน พ.ศ. 2527 ซึ่งพระราชพิธีของท่านถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตและสมพระเกียรติที่ท้องสนามหลวง บางคนอาจจะมองว่าเป็นการทดแทนการถวายพระเพลิงพระบรมศพที่เรียบง่ายของรัชกาลที่ 7 ซึ่งสวรรคตที่อังกฤษด้วย

“คนที่มาจะได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่พระชีวประวัติของท่าน แต่จะได้เข้าใจความรู้สึกของท่านด้วย การที่ท่านเกิดมาในฐานันดรศักดิ์นี้ ชีวิตของท่านเป็นอย่างไร ตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นเจ้าหญิง สู่การที่ต้องขึ้นเป็นพระราชินี กระทั่งต้องสละพระราชสมบัติ จากนั้นก็เป็นหญิงหม้ายอยู่ที่อังกฤษ จนเสด็จนำพระบรมอัฐิกลับมา และไปประทับที่วังสวนบ้านแก้วที่จันทบุรี กล่าวคือมีความผันแปรตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งคนที่มาก็น่าจะได้แนวคิดเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถ การแก้ปัญหาและการใช้ชีวิตกลับไป”

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ก่อนออกมาเราถามคุณฉัตรบงกชว่า ชอบส่วนไหนของนิทรรศการเป็นการส่วนตัวบ้าง คุณฉัตรบงกชกล่าวว่าประทับใจเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของพระองค์ แม้หลังรัชกาลที่ 7 สวรรคตแล้ว เวลาท่านเสด็จฯ ไปไหนก็จะนำพระบรมอัฐิไปด้วยเสมอ

ถือเป็นการแสดงว่าทรงรักษาคำสัตย์สัญญาที่ให้ไว้ตอนอภิเษกสมรสว่าจะดูแลรักใคร่กันตลอดไปจริงๆ

“ของที่ประทับใจมากๆ เป็นลายเมฆที่วังไกลกังวลที่รัชกาลที่ 7 ทรงสร้างให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จะมีลายเมฆรัศมี จะมีก้อนเมฆกับแสงอาทิตย์และมีลูกศรสามศรอยู่ด้วยกัน เป็นเพราะพระนามรำไพพรรณีแปลว่า แสงอาทิตย์ที่ผ่านก้อนเมฆ ส่วนพระนามของรัชกาลที่ 7 คือ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ซึ่งแปลว่า ผู้ทรงอำนาจด้วยศร ดังนั้น ตราสัญลักษณ์นี้จึงเป็นเหมือนเครื่องหมายความรักของทั้งสองพระองค์ด้วย”

สุดท้ายคุณฉัตรบงกชยังฝากเชิญชวนทุกๆ คนให้ได้มาดูนิทรรศการนี้ เพราะเชื่อว่าทุกๆ คนจะได้อะไรกลับไปไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะผู้หญิงสมัยใหม่

“ท่านทรงเป็นแบบอย่างให้เราได้เลยนะ คือกุลสตรีไม่ใช่แค่เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคุณลักษณะ ความสามารถ มีรสนิยม และมีจิตใจเป็นคนดีด้วย…สามารถอยู่ดูแลคู่ชีวิต รู้ว่าตอนไหนควรอยู่เคียงข้าง ตอนไหนควรเป็นคู่คิดที่ปรึกษา หรือตอนไหนควรถอยออกมา” คุณฉัตรบงกชเล่า

“พี่ประทับใจมาก เคยมีคู่แต่งงานมาขอถ่ายรูปแต่งงานที่นี่ในวันแต่งงานของเขาด้วย เขาทำหนังสือเข้ามาขอเพราะว่าเขาเห็นท่านสองพระองค์เป็นแบบอย่างความรักที่ยืนยาวตลอดชีวิต”

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ขอขอบพระคุณ

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
คุณวิทวัส ชัยภาคภูมิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
คุณกาญจนา ศรีปัดถา ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
และ คุณฉัตรบงกช ศรีวัฒนสาร นักวิชาการชำนาญการ
ภาพ : เบญจ เขมาชีวะ และ บุณฑริก เขมาชีวะ

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เปิดทำการตั้งแต่วันอังคาร-วันอาทิตย์
เวลา 09:00-16:00 น.
ไม่เสียค่าเข้าชม
โทร 02 280 3413-4

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load