วันสิ้นปีใกล้เข้ามาอีกครั้ง สำหรับหลายๆ คน นี่อาจเป็นโอกาสที่จะได้พักงาน หนีไปเที่ยวไกลๆ สักแห่ง แต่หากปีใหม่นี้ยังไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน เราขอชวนทุกคนมาตกในห้วงภวังค์ไปกับ ‘นิทรรศการดาวจรัสฟ้า’ (Starry Sky Illumination) นิทรรศการภาพถ่ายดาราศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Science and Technology Museum) ที่รวบรวมภาพถ่ายดาราศาสตร์จากช่างภาพมืออาชีพและมือสมัครเล่นทั่วโลก ภาพถ่ายจากอวกาศโดยศิลปินชาวจีน และภาพภ่ายดาราศาสตร์โดยศิลปินชาวไทย จากความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) รวมทั้งหมด 110 ภาพ จัดแสดงในกล่องแสง (Light Box) ขนาดต่างกันในห้องนิทรรศการที่มืดสลัว ช่วยส่งให้ภาพถ่ายเหล่านั้นยิ่งโดดเด่นงดงามราวกับเห็นจริง

การนำนิทรรศการจากต่างประเทศเข้ามาจัดแสดงที่ไทยนั้นไม่ใช่แค่ยกมาก็จัดแสดงได้เลย พี่ต่าย หรือ คุณอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เล่าให้เราฟังถึงเบื้องหลังการทำงานที่ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาร่วมกัน เพื่อให้นิทรรศการสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ชมชาวไทยมากที่สุด

“โซนที่เราเพิ่มเข้ามาตั้งชื่อว่า โซนดวงดาราห่มฟ้าเมืองไทย ซึ่งเดิมทีทางจีนเขามีภาพของไทยแค่สามสี่ภาพ แต่เรามี MOU แลกเปลี่ยนทางวิชาการกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ทางนั้นเขามีช่างภาพทางดาราศาสตร์ที่เก่งมากๆ ชื่อ คุณศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ภาพในโซนไทยประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เป็นภาพของคุณศุภฤกษ์ทั้งหมดเลย”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“นิทรรศการชุดนี้ก็จะมีภาพที่ถ่ายที่เมืองไทยแต่เกิดจากมุมมองของคนจีน เพราะว่าคนจีนเขามาเที่ยวประเทศไทยที่จังหวัดสุโขทัยแล้วเขาก็ถ่ายรูปพระพุทธรูปที่นั่น ซึ่งภาพคนจีนกับภาพคนไทยจะต่างกัน ลองสังเกตนะว่าภาพคนจีนถ่ายจะโฟกัสสิ่งปลูกสร้าง วัดก็จะเป็นพระปรางค์ใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นภาพที่คนไทยถ่ายจะเน้นท้องฟ้า สิ่งปลูกสร้างจะเล็กๆมืดๆ แต่ฟ้าจะกว้างใหญ่”

การจัดเรียงภาพถ่าย ถูกออกแบบให้มีความต่อเนื่องเพื่อสื่อสารความหมายบางอย่างและกำหนดอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้สามารถเห็นความเชื่อมโยงของท้องฟ้ายามค่ำคืนจากทั่วโลก เมื่อดูภาพถ่ายต่อเนื่องกันมาจนถึงโซนหนึ่งโลกฟ้าเดียว (One World One Sky) ที่จัดแสดงภาพถ่ายท้องฟ้าในสถานที่สำคัญจากทั่วโลก จากลุ่มแม่น้ำไนล์ ไปจนถึงภูเขาไฟฟูจิ ก็ชวนให้สงสัยว่าการตีความหมายความงดงามของปรากฏการณ์บนท้องฟ้าของผู้คนต่างสถานที่ หลากอารยธรรม จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“อย่างต่ายเป็นคนชอบดูกลุ่มดาว ต่ายก็อยากรู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ความหมายมันคืออะไร ในแต่ละชาติ แต่ละวัฒนธรรมมันมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน มันมีกลุ่มดาวหลายๆกลุ่มที่คนอียิปต์เห็น คนไทยเห็น ฝรั่งเห็น เห็นกลุ่มเดียวกัน แต่ด้วยความเชื่อ วัฒนธรรมต่างๆ มันทำให้เขาตีความแตกต่างกันออกไป”

ความโดดเด่นของนิทรรศการนี้ไม่ใช่แค่การจัดแสดงภาพนิ่งเท่านั้น แต่ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดแสดง เพื่อทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ร่วมชมดวงดาราในสถานที่จริงอีกด้วย

“คุณซูต้ายี่ คิวเรเตอร์ของนิทรรศการนี้ก็ไม่ได้เป็นคนที่จบทางด้านดาราศาสตร์โดยตรง แต่ว่าเขาก็มีความสนใจด้านนี้ จริงๆ เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ มาทางสายไอที แต่เป็นสายไอทีที่ชอบทางด้านดาราศาสตร์ ชอบถ่ายภาพ เขาก็จะมีนำศิลปะการถ่ายภาพและการใช้เทคโนโลยีมาผสมผสานกัน”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

หนึ่งในห้องที่สะกดเด็กๆ วัยกำลังซุกซนให้อยู่นิ่งได้ชะงัดราวกับโดนเสกคือห้อง Starry Night Time-Lapse จัดแสดงภาพเคลื่อนไหวของท้องฟ้าจากหอดูดาวขององค์กรวิจัยท้องฟ้าซีกโลกใต้แห่งยุโรป สถานีอวกาศนานาชาติ และนักถ่ายภาพดาราศาสตร์ทั่วโลก โดยใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบไทม์แลปส์ ซึ่งจะย่อระยะเวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาวใน 1 คืนให้เหลือเพียง 7 นาที ฉายบนจอขนาดใหญ่จนเหมือนว่าดวงดาวที่เปล่งประกายเคลื่อนผ่านกาลเวลาไปอย่างรวดเร็ว แต่อันที่จริงแล้วพี่ต่ายได้เฉลยให้เราฟังว่า ดวงดาวที่ดูเหมือนจะเคลื่อนรอบโลก แท้จริงแล้วพวกมันไม่ได้ขยับไปไหน แต่เป็นเพราะโลกหมุนรอบตัวเองในหนึ่งคืนต่างหาก

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

อีกไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือการท่องอวกาศเสมือนจริงในโซน Space Travel ที่เราจะได้ท่องไปในห้วงอวกาศ เรียนรู้ความเป็นมาของระบบสุริยะและสังเกตเนบิวลาและกาแลกซีด้วยตาเปล่าของเราเองด้วยความคมชัดระดับ 4K การออกแบบการเล่าเรื่องและการเคลื่อนไหวของดวงดาวที่วูบวาบน่าตื่นเต้นบนจอ 270 องศา ยิ่งเพิ่มความสมจริงจนสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากเด็กๆได้ไม่ขาดสาย แต่สำหรับผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยเราคงต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าห้องนี้อาจทำให้คุณตาลายได้

“เขาไม่เรียกสิ่งที่อยู่ในนั้นว่าเป็นภาพยนตร์ เขาเรียกว่าเป็น Virtual Space Travel มันคือการใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์สร้างเป็นดิจิทัลคอนเทนต์ขึ้นมา คุณอาจจะไม่รู้ว่าในห้องควบคุมมีเซิร์ฟเวอร์ตัวใหญ่มากอยู่ในนั้น เป็นฐานข้อมูล LEDA (The Lyon-Meudon Extragalactic) ที่รวบรวมข้อมูลกาแลกซี่ล่าสุดที่สุดในเดือนเมษายน 2018 ดังนั้น ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในห้อง Space Travel เป็นชุดฐานข้อมูลกาแลกซี่ทั้งหมดที่นักดาราศาสตร์เคยค้นพบ

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“มันคือการใช้เครื่องฉาย 4K สามตัวที่ต้องฉายภาพให้ซิงค์กันทั้งหมด ซึ่งต่ายเห็นช่างทำก็ดูเหมือนไม่ยากนะ แต่ตอนคุยนี่ปวดหัวน่าดู คือเราก็มีปัญหาเรื่องเพดานของเรา เราขอแค่ 3 เมตรได้ไหม เขาก็บอกไม่ได้ เขาอยากให้งานออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการ เราต้องเอาพวกรางไฟออกหมดเลย ไม่เคยรื้ออะไรมากเท่านี้มาก่อน แต่มันก็จำเป็น เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ได้ภาพที่เราเห็น”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

ก่อนจบนิทรรศการ มาทำใจให้สงบนิ่งลงอีกครั้งด้วยการสัมผัสประสบการณ์แสงออโรร่าในห้องฉายดาวหกเหลี่ยมในโซนห้วงลึกแห่งจักรวาลกับดาว 40 ล้านดวง (Inner Cosmo) ที่ใช้เครื่องฉายดาว Super Megastar IIB ฉายภาพดวงดาวจากแคตาล็อก Gaia DR2 ซึ่งอัพเดตล่าสุดและครบถ้วนที่สุดของโลก โดยเราจะได้เห็นดาวกว่า 40 ล้านดวงเป็นจุดเล็กๆ พาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับวัตถุอวกาศอื่นๆ อีก 140 ชิ้น เสมือนว่าเรานั่งมองท้องฟ้าจริงจากพื้นโลกโดยไม่มีแสงไฟหรือเมฆมาบดบัง หากใครมีเวลาหรือใครที่มาเป็นกลุ่ม จะแข่งกันหากลุ่มดาวหรือชวนกันมองหาดาวเทียมดวงเล็กๆ วิ่งผ่านท้องฟ้าไปด้วยก็น่าสนุกดี

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

การนำเสนอความรู้ทางดาราศาสตร์ผ่านศิลปะการถ่ายภาพถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้นิทรรศการดาวจรัสฟ้าเข้าถึงได้ง่าย เพียงแค่ผู้ชมได้เข้าไปดื่มด่ำกับภาพที่เห็นตรงหน้า หรือสนุกไปกับการจินตนาการประสบการณ์ในห้วงอวกาศ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะกระตุ้นความคิด สร้างแรงบันดาลใจที่อาจจะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ที่น่าหลงใหลต่อไปได้ เหมือนเช่นที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกหลงใหลไม่ต่างกัน

“คุณอาจจะไม่รู้ว่านักวิจัยทางด้านดาราศาสตร์เขาทำอะไรกัน เขาพยายามค้นหาสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล พยายามค้นหาที่มาของแสงที่มันเป็นอดีตไปแล้ว การมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามันคือการมองขึ้นบนอดีต เราไม่รู้หรอกว่าบางทีแสงที่เราเห็น ณ ปัจจุบันนี้ ต้นกำเนิดของมันอาจจะตายไปแล้ว เพราะว่าแสงมันใช้เวลาเดินทางนานมาก หลายล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกใช้เวลา 8 นาที ดังนั้น แสงที่เราเห็นคืออดีตของดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว แต่ดาวที่เราเห็นระยิบระยับบนฟ้ามันเดินทางนานกว่านั้นมาก หลายพันล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา ดาวแต่ละดวงก็มีอายุของมัน ไม่ใช่ว่าจะอยู่ตลอดกัลปาวสาน บางดวงอาจจะระเบิดไปแล้ว ต่ายถึงพูดเสมอว่าการที่เรามองฟ้าคือการมองอดีตของสิ่งสิ่งหนึ่งนั่นเอง”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการ ‘ดาวจรัสฟ้า’ (STARRY SKY ILLUMINATION) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562 ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  แล้วคุณจะได้รู้ว่าในเวลาที่นอนไม่หลับ นอกจากจะมีหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเพื่อน มนุษย์ เรายังมีจอที่ใหญ่กว่านั้นมาก เพียงแค่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ก็จะพบกับดวงดาวให้พินิจพิเคราะห์ได้ไม่มีวันจบสิ้น

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

บ้านหลังนี้มีความพิเศษตั้งแต่หน้าประตู

ถ้าเรามองลอดผ่านประตูรั้วเหล็กที่มีสิงห์คาบดาบเข้าไป ใต้ป้ายชื่อ ‘บำรุงชาติสาสนายาไทย’ นั้นจะมีบานประตูไม้สีเข้มทรงสูงและแคบ ประดับด้วยกระจกสี สลับกับบานไม้สลักลายรูปเฉลวและหม้อยา สัญลักษณ์ของการปรุงยาแผนไทยโบราณ ซึ่งดูแปลกตาเหลือเกินเมื่อมาอยู่กับสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล อีกทั้งยังถูกขนาบข้างด้วยเหล่าขวดแก้ว ที่ด้วยทรงแล้วดูเหมือนขวดยาอังกฤษสมัยก่อน แต่ถ้าเข้าไปอ่านใกล้ๆ ก็จะเห็นเป็นชื่อยาตำรับไทยอย่างเด่นชัด ‘ยากำลังราชสีห์น้ำ’ ‘ยาอินทรจักรน้ำ’ ‘ยาหอมอุดมนพรักน้ำ’ ‘ยามหากำลัง’ ‘ยาขับเลือดน้ำคาวปลา’ ฯลฯ ซึ่งพอที่จะสร้างความพิศวงให้ผู้คนที่ผ่านไปมา (รวมทั้งเราด้วย) รู้สึกสงสัยใคร่รู้ว่าบ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในตรอกทางสามแพร่งของถนนบำรุงเมืองนี้ มีความเป็นมาอย่างไร? มีใครเป็นเจ้าของ? และที่สำคัญ มันยังดำรงอยู่ในวันนี้ได้อย่างไร?

บ้านหมอหวาน บ้านหมอหวาน บ้านหมอหวาน บ้านหมอหวาน

“บ้านหมอหวาน หรือชื่อเต็มคือ บำรุงชาติสาสนายาไทย เป็นบ้านซึ่งมีอายุเก้าสิบกว่าปีแล้ว สร้างในปลายสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นทั้งร้านขายยา เป็นทั้งสำนักงาน และเป็นทั้งบ้านพักอาศัยของครอบครัวด้วย”

คุณเอ๊ะ-ภาสินี ญาโณทัย ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านหมอหวานได้เล่าให้เราฟังว่าตัวบ้านหลังนี้สร้างทั้งแต่ พ.ศ. 2467 ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว ก่อนหน้านั้นเพียง 1 ปี มีการตราพระราชบัญญัติการแพทย์ขึ้นเป็นฉบับแรกในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในการรักษาสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยออกมาเป็นกฎหมายเพื่อจะยกระดับมาตรฐานการแพทย์ การสาธารณสุข ของเราให้ทันสมัยเหมือนสากล

ภาสินี ญาโณทัย

บ้านหมอหวาน

แต่ในขณะเดียวพระราชบัญญัติฉบับที่ว่าก็ส่งผลต่อหมอไทยในยุคนั้นอย่างมาก เพราะมีหมอไทยไม่น้อยที่อาจไม่ได้เรียนในโรงเรียน แต่สืบทอดกันในตระกูล หรือใช้วิธีครูพักลักจำมาจากพระสงฆ์ที่ปรุงยา บ้างอาจอ่านเขียนไม่ออกและไปสอบกับเขาไม่ได้ ก็ต้องล้มเลิกกิจการไป หลายๆ คนกลัวว่าตัวจะกลายเป็นคนผิดกฎหมาย ก็ต้องทำงานอย่างหลบๆซ่อนๆ แถมความนิยมยาฝรั่งก็เริ่มเข้ามาในพระนครเช่นกัน ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าเป็นยุคซบเซาของหมอแผนไทยก็คงไม่ผิดนัก

แต่ทว่า หมอหวาน รอดม่วง หนึ่งในหมอยาย่านพระนครในช่วงนั้น กลับมาสร้าง ‘ร้านบำรุงชาติสาสนายาไทย’ ขึ้นบนที่ดินผืนนี้ และสร้างแบบร้านขายยาฝรั่ง (Apothecary) ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นการแสดงนัยบางอย่างที่สำคัญทีเดียว

“พี่เชื่อว่าหมอหวานสร้างอย่างฝรั่งเพื่อที่จะทำให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นหมอไทย ปรุงยาไทย ก็ไม่ได้แปลว่าฉันคร่ำครึและไม่เอาความทันสมัยเข้ามา” คุณภาสินีเล่า “ไม่เพียงแค่รูปแบบอาคาร พอเข้ามาจะพบว่ามีอุปกรณ์ทางแพทย์หลายๆ อย่างซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบตะวันตก เช่น หูฟัง ปรอทวัดไข้ มีบีกเกอร์ มีตะเกียงแอลกอฮอล์ สำหรับการกลั่นสกัด ฯลฯ

ทำให้เห็นว่าหมอหวานมีความพยายามอย่างมากที่จะปรับให้ยาไทยมีความทันสมัย สู้กับยาฝรั่งได้ มีแม่พิมพ์ทองเหลือง ซึ่งใช้เป็นบล็อกพิมพ์อัดเนื้อยาให้มีขนาดเท่าๆ กันในแต่ละเม็ด ให้มีมาตรฐานในการกินยาแต่ละครั้ง

ถือเป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวของหมอไทยในยุคนั้น”

บ้านหมอหวาน บำรุงชาติสาสนายาไทย

จากตอนนั้นถึงตอนนี้ ผ่านมากว่า 90ปี การสืบกิจการจากบ้านหมอ กลายเป็นบ้านของลูกหมอ หลานหมอ และเหลนหมอ ตามลำดับ ลูกค้าคนไข้ที่เคยไปมาหาสู่เป็นประจำก็ลดน้อยลงเหลือไม่ถึง 20 ราย เมื่อมาถึงรุ่นของคุณภาสินี เธอจึงมีไอเดียที่จะขยายวงผู้ใช้ออกไป

จากผู้สูงอายุ ก็เป็นกลุ่มวัยที่ลดลงมาอย่างวัยทำงาน วัยรุ่น จนจับพลัดจับผลูมาเป็นพิพิธภัณฑ์ไปด้วย

“เจตนาแรกเราก็ไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น เราแค่คิดว่าเราจะสื่อสารทำความเข้าใจยังไงให้คนรู้ว่า ยาไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวยาหลักของที่นี่คือยาหอม เป็นยาที่เหมาะสำหรับทุกคน มันบำรุงหัวใจ ไม่จำเป็นต้องรอให้แก่ก่อน หรือเป็นลมก่อนแล้วค่อยใช้ เราค้นดูแล้วพบงานวิจัยที่พูดถึงวัฒนธรรมการใช้ยาหอมในสังคมไทย ซึ่งก็พูดว่าการจะพัฒนายาหอมให้มันยังอยู่ได้ในยุคปัจจุบัน จะไปปรับให้มันมีความทันสมัยเหมือนยาฝรั่งก็คงไม่ใช่แนวทาง สิ่งหนึ่งที่ควรจะทำคือการชี้ให้เห็นถึงคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์หรือบริบททางวัฒนธรรม

“เราเลยหันกลับมาดูว่า อ้อ สิ่งที่เรามีอยู่มันสามารถนำเสนออะไรได้มากกว่าแค่ความเป็นยา ทั้งตัวอาคาร ตัววัตถุต่างๆ ที่อยู่ในบ้าน เป็นต้น” คุณภาสินีอธิบาย “แล้วเราก็เริ่มพบว่ามีคนที่มาบ้านเราโดยไม่ได้อยากจะซื้อยา แต่อยากจะมาเที่ยว เลยคิดว่าเราน่าจะนำเสนอกิจการที่เรากำลังทำ ควบคู่ไปกับการปรุงยา เป็นการเล่าเรื่อง”

บำรุงชาติสาสนายาไทย บำรุงชาติสาสนายาไทย

ถ้าจะบอกว่าตำรับยาของหมอหวานถือเป็นขุมทัพย์เลอค่าของพิพิธภัณฑ์นี้ก็คงไม่ผิดเท่าไร แม้ว่าในปัจจุบัน ตำรับยามากมายที่เคยมีนั้นถูกลดทอนลงมาเหลือเพียงยาหอม 4 ตำรับเท่านั้น ซึ่งคุณภาสินีให้เหตุผลกับเราว่าไม่สามารถหาวัตถุดิบหลายๆ ชนิดได้เหมือนสมัยก่อน และการถ่ายทอดกระบวนการปรุงที่สลับซับซ้อนอาจจะขาดช่วงไปบ้าง ก็เลยเลือกปรุงเฉพาะตำรับที่มั่นใจว่าถูกต้องแน่นอน “พอมาถึงรุ่นพี่ พี่รับปากกับตัวเองว่า 4 ตำรับนี้มันต้องอยู่” เธอว่าอย่างนั้น

4 ตำรับที่ว่านี้ คือ 1. ยาหอมสุรามฤทธิ์ 2. ยาหอมอินทรโอสถ 3. ยาหอมประจักร์ และ 4. ยาหอมสว่างภพ  

“พอพูดถึงยาหอมปุ๊บ แน่นอนว่าคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นยาดม ใช้ดมเพื่อให้สดชื่น แต่จริงๆ แล้วยาหอมเป็นยากิน กินเพื่อบำรุงให้หัวใจทำงานได้ดี” คุณภาสินีเล่าขณะที่สาธิตการทำยาหอมให้เราดูเป็นขวัญตา  

คนสมัยก่อนนอกจากจะใช้เป็นยาสามัญประจำบ้านแล้ว เวลาไปมาหาสู่กัน ถ้าเขาเจอตำรับยาหอมที่ดี เขาก็จะซื้อมาฝากกัน อยากให้เธอสดชื่น หรืออยากให้ความปรารถนาดีกับเธอ ก็ให้ยาหอมกัน ถือเป็นวัฒนธรรมการให้ยาหอมที่เคยมีในอดีตของสังคมไทย

คนสมัยก่อนเรียกว่า ‘ยาว่าง’ คือไม่ต้องเจ็บป่วย ว่างๆ ฉันก็กินยาหอม และมีประโยคว่า ‘โปรยยาหอม’ ด้วย ซึ่งเวลาใครพูดชื่นชมให้กำลังใจใครก็จะเรียกว่าเป็นการ ‘โปรยยาหอม’

ในตัวส่วนผสมยาหอมทั้งสี่ตำรับนั้นก็ต้องปรุงจากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมตามชื่อ เช่น เกสรดอกไม้ 5 อย่างคือ เกสรมะลิ พิกุล บุนนาค สารภี และบัวหลวง หรือหญ้าฝรั่น (Saffron) เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ยาหอมตำรับหนึ่งนั้นมีสมุนไพรประกอบกันหลายสิบชนิดมาก มันอาจจะไม่เข้าข่าย ‘หอม’ ทุกตัว เช่น ชะมดเช็ด หรือไขของตัวชะมด ซึ่งเมื่อลองดมแล้วมันเป็นกลิ่นที่หาคำบรรยายได้ยากพอสมควร แต่คงไม่ใช้คำว่า ‘หอม’ แน่ๆ

ระหว่างที่คุยกัน คุณภาสินีจะค่อยๆ แนะนำสิ่งของต่างๆ ในบ้านที่เธอเคยคุ้น บางชิ้นดูธรรมดาและไม่มีป้ายอธิบายใดๆ แต่เมื่อเธอหยิบมันมาเล่ากลับสนุกกว่าที่คิด ตั้งแต่ตัวพิมพ์อักษรโบราณที่ถูกนำมาแกะเป็นฟอนต์ที่ใช้บนบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบัน ไปจนถึงส่วนผสมของยาแปลกๆ อย่างคุลิก่า เม็ดกรวดในถุงน้ำดีของค่าง หรืออำพันทอง อสุจิปลาวาฬ เป็นต้น แน่นอนว่าประสบการณ์สุดวิเศษนี้ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยของผู้บรรยายที่ไม่สามารถมีใครแทนได้ อีกทั้งยังต้องสละความเป็นส่วนตัวของคำว่า ‘บ้าน’ เพื่อเปิดรับและแบ่งปันกับคนข้างนอกแบบเต็มเวลาด้วย ในประเด็นนี้คุณภาสินีเล่าให้เราฟังว่า

บำรุงชาติสาสนายาไทย บำรุงชาติสาสนายาไทย

บำรุงชาติสาสนายาไทย

“ตอนแรกๆ สนุกมากค่ะ ตอนที่ออกจากงานมาทำใหม่ๆ เมื่อ 9 ปีที่แล้ว อะไรที่เคยคิดว่าอยากจะทำ มันได้ทำหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นการเอาเนื้อหาที่เราสะสมไว้มาใช้ มีโอกาสไปออกบูทนิทรรศการยาหอมที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำบรรจุภัณฑ์และปั้นแบรนด์ขึ้นมา ได้สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรของกระทรวงอุตสาหกรรม ทาง กทม. ก็เข้ามาสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฯลฯ

“แต่พอทำมาสักระยะหนึ่ง เราต้องเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น มันก็มีบางส่วนที่เรารู้สึกไม่ชอบทำแต่ก็ต้องทำ และความยากอีกอย่างคือการดีลกับใจตัวเอง คือการที่มีบ้านกับที่ทำงานเป็นที่เดียวกัน บางมุมเหมือนจะแฮปปี้ เช่นไม่ต้องออกไปรถติด แต่ช่วงแรกๆ มันก็แยกไม่ค่อยออกว่านี่ฉันกำลังนอนอยู่ในที่ทำงานใช่ไหม? นี่ฉันพักผ่อนจริงๆ หรอ?” เธอหัวเราะ

“แต่พอเริ่มบาลานซ์และปรับที่ใจได้ ก็ผ่านมาได้ และอีกความยากที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ คือการบริหารจัดการที่ตรงนี้ เพราะอย่างที่ทราบว่ามันเป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งร้านขายยา เป็นออฟฟิศ มันก็ทำให้เราต้องวางระบบการบริหารจัดการให้ดี ทำให้มันคล่องตัวมากขึ้น ตอนแรกก็เครียดว่ามันควรจะเป็นอย่างนี้ๆ พอเราคุยกับตัวเองจนโอเค เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เป็นธรรมชาติ แล้วก็เป็นแบบที่เราเป็น ไม่ต้องไปประดิษฐ์เยอะ…แค่ให้เขามา

บำรุงชาติสาสนายาไทย ภาสินี ญาโณทัย

“แต่ละคนที่เข้ามาจะได้อะไรกลับไปไม่เหมือนกัน ช่วงแรกๆ เราไปยึดกับความคาดหวังของคน ว่าถ้าเขามาแล้วจะผิดหวังไหม จะมีคำถามที่คนถามบ่อยมากคือ  “มีแค่นี้เองหรอ?” ในขณะที่บางคนก็จะบอกว่า โอย แค่ตู้เนี่ย ให้ยืนดู คุย ก็ครึ่งวันแล้ว มันก็แล้วแต่คน”

สำหรับเราคงเป็นผู้ชมแบบหลังที่รู้สึกว่า ภายในบ้านหลังเล็กๆ นี้บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตด้วยความรักและความตั้งใจจริง มันมีทั้งมนตร์ขลังของประวัติศาสตร์และการเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเรา ทำให้รู้สึกว่าน่าสนใจกว่าพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ หลายที่เสียอีก!

อันนี้ชมชอบจากใจจริง ไม่ใช่แค่ ‘โปรยยาหอม’ นะจ๊ะ

 

บำรุงชาติสาสนายาไทย (บ้านหมอหวาน)

เปิดจำหน่ายยาหอมและยาไทยตำรับอื่นๆ ทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น.
เลขที่ 9 ซอยเทศา ถนนบำรุงเมือง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
โทร 02 221 8070
mowaan.com

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load