วันสิ้นปีใกล้เข้ามาอีกครั้ง สำหรับหลายๆ คน นี่อาจเป็นโอกาสที่จะได้พักงาน หนีไปเที่ยวไกลๆ สักแห่ง แต่หากปีใหม่นี้ยังไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน เราขอชวนทุกคนมาตกในห้วงภวังค์ไปกับ ‘นิทรรศการดาวจรัสฟ้า’ (Starry Sky Illumination) นิทรรศการภาพถ่ายดาราศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Science and Technology Museum) ที่รวบรวมภาพถ่ายดาราศาสตร์จากช่างภาพมืออาชีพและมือสมัครเล่นทั่วโลก ภาพถ่ายจากอวกาศโดยศิลปินชาวจีน และภาพภ่ายดาราศาสตร์โดยศิลปินชาวไทย จากความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) รวมทั้งหมด 110 ภาพ จัดแสดงในกล่องแสง (Light Box) ขนาดต่างกันในห้องนิทรรศการที่มืดสลัว ช่วยส่งให้ภาพถ่ายเหล่านั้นยิ่งโดดเด่นงดงามราวกับเห็นจริง

การนำนิทรรศการจากต่างประเทศเข้ามาจัดแสดงที่ไทยนั้นไม่ใช่แค่ยกมาก็จัดแสดงได้เลย พี่ต่าย หรือ คุณอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เล่าให้เราฟังถึงเบื้องหลังการทำงานที่ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาร่วมกัน เพื่อให้นิทรรศการสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ชมชาวไทยมากที่สุด

“โซนที่เราเพิ่มเข้ามาตั้งชื่อว่า โซนดวงดาราห่มฟ้าเมืองไทย ซึ่งเดิมทีทางจีนเขามีภาพของไทยแค่สามสี่ภาพ แต่เรามี MOU แลกเปลี่ยนทางวิชาการกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ทางนั้นเขามีช่างภาพทางดาราศาสตร์ที่เก่งมากๆ ชื่อ คุณศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ภาพในโซนไทยประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เป็นภาพของคุณศุภฤกษ์ทั้งหมดเลย”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“นิทรรศการชุดนี้ก็จะมีภาพที่ถ่ายที่เมืองไทยแต่เกิดจากมุมมองของคนจีน เพราะว่าคนจีนเขามาเที่ยวประเทศไทยที่จังหวัดสุโขทัยแล้วเขาก็ถ่ายรูปพระพุทธรูปที่นั่น ซึ่งภาพคนจีนกับภาพคนไทยจะต่างกัน ลองสังเกตนะว่าภาพคนจีนถ่ายจะโฟกัสสิ่งปลูกสร้าง วัดก็จะเป็นพระปรางค์ใหญ่ๆ แต่ถ้าเป็นภาพที่คนไทยถ่ายจะเน้นท้องฟ้า สิ่งปลูกสร้างจะเล็กๆมืดๆ แต่ฟ้าจะกว้างใหญ่”

การจัดเรียงภาพถ่าย ถูกออกแบบให้มีความต่อเนื่องเพื่อสื่อสารความหมายบางอย่างและกำหนดอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้สามารถเห็นความเชื่อมโยงของท้องฟ้ายามค่ำคืนจากทั่วโลก เมื่อดูภาพถ่ายต่อเนื่องกันมาจนถึงโซนหนึ่งโลกฟ้าเดียว (One World One Sky) ที่จัดแสดงภาพถ่ายท้องฟ้าในสถานที่สำคัญจากทั่วโลก จากลุ่มแม่น้ำไนล์ ไปจนถึงภูเขาไฟฟูจิ ก็ชวนให้สงสัยว่าการตีความหมายความงดงามของปรากฏการณ์บนท้องฟ้าของผู้คนต่างสถานที่ หลากอารยธรรม จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“อย่างต่ายเป็นคนชอบดูกลุ่มดาว ต่ายก็อยากรู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร ความหมายมันคืออะไร ในแต่ละชาติ แต่ละวัฒนธรรมมันมีความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน มันมีกลุ่มดาวหลายๆกลุ่มที่คนอียิปต์เห็น คนไทยเห็น ฝรั่งเห็น เห็นกลุ่มเดียวกัน แต่ด้วยความเชื่อ วัฒนธรรมต่างๆ มันทำให้เขาตีความแตกต่างกันออกไป”

ความโดดเด่นของนิทรรศการนี้ไม่ใช่แค่การจัดแสดงภาพนิ่งเท่านั้น แต่ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดแสดง เพื่อทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ร่วมชมดวงดาราในสถานที่จริงอีกด้วย

“คุณซูต้ายี่ คิวเรเตอร์ของนิทรรศการนี้ก็ไม่ได้เป็นคนที่จบทางด้านดาราศาสตร์โดยตรง แต่ว่าเขาก็มีความสนใจด้านนี้ จริงๆ เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ มาทางสายไอที แต่เป็นสายไอทีที่ชอบทางด้านดาราศาสตร์ ชอบถ่ายภาพ เขาก็จะมีนำศิลปะการถ่ายภาพและการใช้เทคโนโลยีมาผสมผสานกัน”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

หนึ่งในห้องที่สะกดเด็กๆ วัยกำลังซุกซนให้อยู่นิ่งได้ชะงัดราวกับโดนเสกคือห้อง Starry Night Time-Lapse จัดแสดงภาพเคลื่อนไหวของท้องฟ้าจากหอดูดาวขององค์กรวิจัยท้องฟ้าซีกโลกใต้แห่งยุโรป สถานีอวกาศนานาชาติ และนักถ่ายภาพดาราศาสตร์ทั่วโลก โดยใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบไทม์แลปส์ ซึ่งจะย่อระยะเวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาวใน 1 คืนให้เหลือเพียง 7 นาที ฉายบนจอขนาดใหญ่จนเหมือนว่าดวงดาวที่เปล่งประกายเคลื่อนผ่านกาลเวลาไปอย่างรวดเร็ว แต่อันที่จริงแล้วพี่ต่ายได้เฉลยให้เราฟังว่า ดวงดาวที่ดูเหมือนจะเคลื่อนรอบโลก แท้จริงแล้วพวกมันไม่ได้ขยับไปไหน แต่เป็นเพราะโลกหมุนรอบตัวเองในหนึ่งคืนต่างหาก

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

อีกไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้คือการท่องอวกาศเสมือนจริงในโซน Space Travel ที่เราจะได้ท่องไปในห้วงอวกาศ เรียนรู้ความเป็นมาของระบบสุริยะและสังเกตเนบิวลาและกาแลกซีด้วยตาเปล่าของเราเองด้วยความคมชัดระดับ 4K การออกแบบการเล่าเรื่องและการเคลื่อนไหวของดวงดาวที่วูบวาบน่าตื่นเต้นบนจอ 270 องศา ยิ่งเพิ่มความสมจริงจนสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากเด็กๆได้ไม่ขาดสาย แต่สำหรับผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยเราคงต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าห้องนี้อาจทำให้คุณตาลายได้

“เขาไม่เรียกสิ่งที่อยู่ในนั้นว่าเป็นภาพยนตร์ เขาเรียกว่าเป็น Virtual Space Travel มันคือการใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์สร้างเป็นดิจิทัลคอนเทนต์ขึ้นมา คุณอาจจะไม่รู้ว่าในห้องควบคุมมีเซิร์ฟเวอร์ตัวใหญ่มากอยู่ในนั้น เป็นฐานข้อมูล LEDA (The Lyon-Meudon Extragalactic) ที่รวบรวมข้อมูลกาแลกซี่ล่าสุดที่สุดในเดือนเมษายน 2018 ดังนั้น ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในห้อง Space Travel เป็นชุดฐานข้อมูลกาแลกซี่ทั้งหมดที่นักดาราศาสตร์เคยค้นพบ

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

“มันคือการใช้เครื่องฉาย 4K สามตัวที่ต้องฉายภาพให้ซิงค์กันทั้งหมด ซึ่งต่ายเห็นช่างทำก็ดูเหมือนไม่ยากนะ แต่ตอนคุยนี่ปวดหัวน่าดู คือเราก็มีปัญหาเรื่องเพดานของเรา เราขอแค่ 3 เมตรได้ไหม เขาก็บอกไม่ได้ เขาอยากให้งานออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการ เราต้องเอาพวกรางไฟออกหมดเลย ไม่เคยรื้ออะไรมากเท่านี้มาก่อน แต่มันก็จำเป็น เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ได้ภาพที่เราเห็น”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

ก่อนจบนิทรรศการ มาทำใจให้สงบนิ่งลงอีกครั้งด้วยการสัมผัสประสบการณ์แสงออโรร่าในห้องฉายดาวหกเหลี่ยมในโซนห้วงลึกแห่งจักรวาลกับดาว 40 ล้านดวง (Inner Cosmo) ที่ใช้เครื่องฉายดาว Super Megastar IIB ฉายภาพดวงดาวจากแคตาล็อก Gaia DR2 ซึ่งอัพเดตล่าสุดและครบถ้วนที่สุดของโลก โดยเราจะได้เห็นดาวกว่า 40 ล้านดวงเป็นจุดเล็กๆ พาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับวัตถุอวกาศอื่นๆ อีก 140 ชิ้น เสมือนว่าเรานั่งมองท้องฟ้าจริงจากพื้นโลกโดยไม่มีแสงไฟหรือเมฆมาบดบัง หากใครมีเวลาหรือใครที่มาเป็นกลุ่ม จะแข่งกันหากลุ่มดาวหรือชวนกันมองหาดาวเทียมดวงเล็กๆ วิ่งผ่านท้องฟ้าไปด้วยก็น่าสนุกดี

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

การนำเสนอความรู้ทางดาราศาสตร์ผ่านศิลปะการถ่ายภาพถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้นิทรรศการดาวจรัสฟ้าเข้าถึงได้ง่าย เพียงแค่ผู้ชมได้เข้าไปดื่มด่ำกับภาพที่เห็นตรงหน้า หรือสนุกไปกับการจินตนาการประสบการณ์ในห้วงอวกาศ แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะกระตุ้นความคิด สร้างแรงบันดาลใจที่อาจจะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ที่น่าหลงใหลต่อไปได้ เหมือนเช่นที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกหลงใหลไม่ต่างกัน

“คุณอาจจะไม่รู้ว่านักวิจัยทางด้านดาราศาสตร์เขาทำอะไรกัน เขาพยายามค้นหาสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล พยายามค้นหาที่มาของแสงที่มันเป็นอดีตไปแล้ว การมองขึ้นไปบนท้องฟ้ามันคือการมองขึ้นบนอดีต เราไม่รู้หรอกว่าบางทีแสงที่เราเห็น ณ ปัจจุบันนี้ ต้นกำเนิดของมันอาจจะตายไปแล้ว เพราะว่าแสงมันใช้เวลาเดินทางนานมาก หลายล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงโลกใช้เวลา 8 นาที ดังนั้น แสงที่เราเห็นคืออดีตของดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว แต่ดาวที่เราเห็นระยิบระยับบนฟ้ามันเดินทางนานกว่านั้นมาก หลายพันล้านปีแสงกว่าจะมาถึงเรา ดาวแต่ละดวงก็มีอายุของมัน ไม่ใช่ว่าจะอยู่ตลอดกัลปาวสาน บางดวงอาจจะระเบิดไปแล้ว ต่ายถึงพูดเสมอว่าการที่เรามองฟ้าคือการมองอดีตของสิ่งสิ่งหนึ่งนั่นเอง”

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

นิทรรศการ ‘ดาวจรัสฟ้า’ (STARRY SKY ILLUMINATION) เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562 ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  แล้วคุณจะได้รู้ว่าในเวลาที่นอนไม่หลับ นอกจากจะมีหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเพื่อน มนุษย์ เรายังมีจอที่ใหญ่กว่านั้นมาก เพียงแค่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ก็จะพบกับดวงดาวให้พินิจพิเคราะห์ได้ไม่มีวันจบสิ้น

นิทรรศการดาวจรัสฟ้า

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2551 นิทรรศการเปิดตัวของมิวเซียมสยาม ‘เรียงความประเทศไทย’ ได้สร้างกระแสความตื่นตาตื่นใจให้กับทั้งผู้ชมและวงการพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างมาก มีคนไม่น้อยถือว่านิทรรศการนั้นเป็นหมุดหมายของกระบวนทัศน์ใหม่ (New Museology) ในบ้านเราด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นนิทรรศการที่ไม่เน้นของ แต่เน้นวิธีการเล่าเรื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมกับตัวนิทรรศการ และมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาอย่างไม่เคยมีมาก่อน

มาวันนี้นิทรรศการชุดนั้นถูกแทนที่ด้วย ‘ถอดรหัสไทย’ นิทรรศการชุดใหม่ที่ใช้เวลาสร้างกว่า 18 เดือน และเป็นม้าตัวเต็งที่จะเรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการมิวเซียมของบ้านเราอีกครั้ง

แนวคิดของนิทรรศการนี้คืออะไร นิทรรศการนี้ช่วยเรา ‘ถอดรหัส’ อัตลักษณ์ของเราอย่างไร คุณปรมินทร์ เครือทอง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ผู้อยู่เบื้องหลังงานภัณฑารักษ์ของนิทรรศการใหม่นี้จะมาเล่าให้เราฟังกัน

“เราตั้งโจทย์เสมอว่า อะไรก็ตามที่เข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต้องมี story จะเอาพระพุทธรูปมาวางก็ได้ แต่คุณต้องอธิบายได้มากกว่าแค่มันเป็นศิลปะยุคไหน ต้องพูดได้มากกว่านั้น”

ครุฑ

คุณปรมินทร์เล่าว่าแก่นความคิดของนิทรรศการชุดใหม่นี้ยังคงคล้ายกับชุดเก่า นั่นคือ ‘หลากหลายคือไทยแท้’ เนื้อหาของนิทรรศการพยายามสื่อสารถึงการผสมผสานของความคิด วัฒนธรรม และความรู้ ซึ่งมีอิทธิพลดั้งเดิมมาจากหลายเชื้อชาติ ทั้งฝรั่งตะวันตก จีน แขกมลายู แขกเปอร์เซีย มอญ ฯลฯ หล่อหลอมให้เราเป็นไทยในแบบทุกวันนี้

“ถ้าเรายอมรับความแตกต่าง ความหลากหลาย แล้วเราเชื่อว่าความหลากหลายคือความสวยงาม มันจะทำให้เราไปไกลกว่านี้ มิวเซียมสยามมีหน้าที่จุดประกายความคิดตรงนี้ว่า เฮ้ย เราลองมองตัวเองใหม่ซิ ว่าเราเกิดมาจากการผสมผสานอะไร มีสัดส่วนเท่าไร”

ในนิทรรศการที่แล้วเราเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ อย่างเจ้าแม่โคกพนมดี ที่ค้นพบพร้อมกับหอยจากมัลดีฟส์ สะท้อนว่าที่นี่มีการค้าขายกันมา 3,000 – 4,000 ปีแล้ว ยาวมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์

“ที่นี่มีสี่สิบกว่าชาติพันธุ์อยู่ในนี้ เขมรขุดคลอง ลาวสร้างวัง ผสมจนสวยงาม แต่ถ้าเราอยู่ของเราคนเดียวไม่รับอะไรเลยเนี่ย สังคมมันจะกระด้างมาก” คุณปรมินทร์เล่า

ห้องเรียน

แม้ว่าแนวคิดในนิทรรศการใหม่นี้จะยังคงจุดประกายและตั้งคำถามเหมือนเก่า แต่การจัดแสดงถูกออกแบบให้ต่างออกไปจากเดิมพอสมควร ครั้งนี้มีห้องนิทรรศการ 14 ห้อง แต่ละห้องมีธีมเฉพาะ เช่น ‘ไทยรึเปล่า’ ที่ชวนตั้งคำถาม โดยหยิบยกกรณีตัวอย่างปรากฏการณ์ ‘ความเป็นไทย’ ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม อาทิ เลดี้กาก้าสวมชฎา ชุดประจำชาติมิสยูนิเวิร์ส นักแสดงหน้าฝรั่งเล่นละครไทย เป็นต้น

นิทรรศการ

‘ไทยเชื่อ’ ห้องที่รวบรวมวัตถุด้านความเชื่อของเมืองไทยกว่า 108 สิ่ง ทั้งผี พราหมณ์ พุทธ

นิทรรศการ

‘ไทยสถาบัน’ นำเสนอแก่นแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

exhibition

‘ไทยตั้งแต่เกิด’ โชว์พัฒนาการความเป็นไทยใน 9 ยุคสมัย

นิทรรศการ

‘ไทยอลังการ’ ภายในจำลองบรรยากาศของท้องพระโรงและพระที่นั่ง

พิพิธภัณฑ์

‘ไทยวิทยา’ จำลองบรรยากาศห้องเรียน 4 ยุคสมัย ได้แก่ ยุคเริ่มต้นประชาธิปไตย ความเป็นไทยยุค 2500 ความเป็นไทยยุคโลกาภิวัตน์ และความเป็นไทยยุคพอเพียง

ห้องเรียน

อีกหนึ่งในจุดเด่นของนิทรรศการใหม่นี้คือความ ‘ถาวร แต่ ไม่ถาวร’ เนื่องจากนิทรรศการตั้งใจออกแบบให้มีความเป็นเอกเทศ ไม่มีเส้นเรื่องตายตัว สามารถปรับเปลี่ยน ดึงเนื้อหาเข้าออกได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มิวเซียมสยามตั้งใจให้ตัวเองมีความทันสมัย และมีพื้นที่พอที่ตอบกระแสต่างๆ ได้ทันที

สิ่งที่ต่างมากจากนิทรรศการครั้งที่แล้วคือการคัดเลือกเนื้อหาให้มีความกระชับ แต่หลากหลายมากขึ้น

“เราไม่ได้ใช้บอร์ดที่มีแต่ตัวหนังสือ เต็มไปด้วยคำอธิบาย เราเรียนรู้แล้วว่าปัจจุบันคนไม่อ่านเกิน 5 บรรทัด ไม่ยืนอ่านอะไรเกิน 5 วินาที ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เขาทำอะไรแบบนั้นที่นี่ บอร์ดข้อมูลเลยเหลือแค่นิดเดียว เป็นคอนเซปต์ของห้อง ส่วนเนื้อหาเราใช้ visual language แทนที่จะอ่านบอร์ดแล้วดูภาพประกอบ เราเริ่มจากเอาภาพประกอบมาวางให้เห็นเต็มไปหมด คุณชอบอันไหนก็ค่อยไปดูอันนั้น ทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่ง content ในสมองของผู้ชมเอง”

นิทรรศการ

แล้วการถอดรหัสคืออะไร ผู้ชมจะสามารถถอดรหัส ‘ความเป็นไทย’ ในนิทรรศการนี้ได้ไหมอย่างไร

จากปากคำของคุณปรมินทร์ เราพบว่าความหมายของการ ‘ถอดรหัสไทย’ ในนิทรรศการนี้ ดูเหมือนเป็นการหยิบเอาสิ่งรอบๆ ตัวเรามาสืบความเป็นมาเป็นไป รวมถึงหารากเหง้าแท้จริง (ที่เราอาจคิดไม่ถึง) ของมัน

“คุณจะมา ‘คุณพระช่วย!’ ที่นี่ไม่ได้นะ เพราะทุกอย่างที่คุณเห็นที่นี่คุณเห็นหมดแล้ว แต่เรามาดูว่าเห็นมันเป็นไทยได้อย่างไร อย่างตัวนางกวัก ถ้าเราเอามันมาในแบบที่คนคุ้นเคย มันจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า touch point ซึ่งเราต้องการมาก บางครั้งเราไปพิพิธภัณฑ์ที่ไหนก็ตาม นอนหลับไปคืนหนึ่งตื่นมาแล้วจำไม่ได้ว่า ที่นั่นมีอะไรนะ อันนี้อันตรายมาก…”

มิวเซียมสยาม มิวเซียมสยาม

“ในขณะเดียวกันมันมีหน้าที่ทาง content คือ หลังปี 30 มา สิ่งที่เรียกว่าป๊อปมันเป็นการเติบโตของคนชั้นกลางที่สามารถแหวกกรอบทั้งหลายทั้งปวงของความเป็นไทย tradition อะไรก็สร้างขึ้นมาได้ ความเป็นไทยมันมีเสรีมากขึ้น มุมมองของชนชั้นกลางรุ่นใหม่ เข้ามาแล้วก็บิดนั้น บิดนี้ ซึ่งกล้ามากนะ” คุณปรมินทร์กล่าว

ในแง่เนื้อหา เราได้รับคำใบ้ว่า ห้องสำคัญคือ ห้อง ‘ไทยแค่ไหน’ ถือเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า สรุปแล้วความเป็นไทยดูกันอย่างไร วัดกันอย่างไร ทำไมแบบนี้คือไทย เป็นคำตอบที่พบบ่อย

พิพิธภัณฑ์

และที่พลาดไม่ได้อีกห้องคือ ห้อง ‘ไทยแปลไทย’ หรือห้องลิ้นชัก ที่จะมีข้อมูลแน่นๆ ให้ไปศึกษาต่อได้อีก

พิพิธภัณฑ์

เมื่อถามว่านิทรรศการนี้มีวิธีทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างไร คุณปรมินทร์ให้น้ำหนักกับการเป็น discovery museum (พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้) โดยมองว่าควรมีการแทรกแซงให้น้อยที่สุด และให้ผู้ชมค้นพบเอง

แม้เราจะไม่เข้าใจในเจตนาการซ่อนเนื้อหาให้ผู้ชมต้องตีความเองผิดๆ ถูกๆ ในพิพิธภัณฑ์ แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่คำนึงถึงตัวใจความหลักแล้ว กายภาพของนิทรรศการชุดนี้มีความสนุกสนานมากๆ อย่างห้อง ‘ไทยชิม’ ที่มีการใช้เทคโนโลยีฉายแอนิเมชันลงบนจานข้าว

นิทรรศการ มิวเซียมสยาม

หรือห้อง ‘ไทยประเพณี’ ที่ผู้ชมยกกล่องใส่เกมการละเล่นต่างๆ ของไทยมาเล่นกันจริงๆ ในห้องได้ รับรองว่าถูกใจเด็กๆ แน่นอน

นิทรรศการ

คุณปรมินทร์มองว่า กลุ่มผู้ชมเป้าหมายของมิวเซียมสยามอยู่ที่ตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป คือผู้ชมตั้งแต่ระดับ ม.1 ถือว่า walk in ได้โดยไม่ต้องมากับกลุ่ม และมีความรู้ความเข้าใจโดยเฉลี่ยในระดับที่ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป คนอายุ 40 ที่ไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์เลยก็อ่านเข้าใจเนื้อหาระดับนี้ได้

“เราเรียกร้องสูงนะ แต่เมื่อเราลุกขึ้นมาเป็น discovery museum แล้ว ผมมองว่าเราควรจะแทรกแซงให้น้อยที่สุด play and learn คือการออกแบบที่เราจะต้องชี้ชวน ดึงความสนใจ ให้คุณมาเล่น แล้วเกิดการเรียนรู้ ส่วนระยะห่างสำหรับบางคนที่ทำยังไงก็ไม่เรียนรู้สักที ผมมองว่าคือสิทธิ์ของผู้ดูว่าเขาต้องการแค่นั้น เขาอยากจะนั่งห้องนี้ทั้งวัน อยากจะอ่านทีละตัว ค่อยๆ คัดลอก หรือจะถ่ายรูป อะไรก็ตามสะดวก ถามว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง ก็แล้วแต่คุณ”

มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยามตั้งปณิธานว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 30,000 คน ภายในสิ้นปี 2560 พร้อมตั้งเป้าผู้เข้าชมกว่า 5 แสนคน ภายในปี 2561 ด้วย

“สิ่งที่เราทำคือ exhibition lab ไม่ได้ยืนยันว่าจะประสบความสำเร็จ อาจจะล้มเหลวก็ได้

แต่เราก็เรียกมันว่าการเรียนรู้ เผื่อคนสายงานพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศที่เขาต้องการคำแนะนำจากเรา เราก็จะบอกได้ว่าควรจะทำแบบไหน” คุณปรมินทร์เล่า

“ทุกวันนี้เราก็พยายาม เราไม่ได้บอกว่าเราเซียน เราก็เรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องเรียนรู้กันไป

นอกจากตัวนิทรรศการแล้ว มิวเซียมสยามยังมีฝ่ายวิชาการที่จัดงานเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านงานพิพิธภัณฑ์ในไทย อย่าง Museum Academy คอร์สอบรมฟรีสำหรับนักพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงงานสัมมนาวิชาการ Museum Forum ที่เชิญผู้นำด้านแนวคิดและการปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์จากทั่วโลกมาให้ความรู้แลกเปลี่ยนกับผู้คนในสายงานที่บ้านเรา แสดงให้เห็นถึงต้องการที่จะขับเคลื่อนทั้งวงการไปข้างหน้า ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าแค่สิ่งจัดแสดงภายในกำแพงของตัวเอง

“การขับเคลื่อนคือทุกๆ คนต้องช่วยกันเรียนรู้ ช่วยกันรักพิพิธภัณฑ์ ทำยังไงให้คนรักพิพิธภัณฑ์ นั่นคือสิ่งที่มิวเซียมสยามควรจะพาคนไทยทุกๆ คนมา พอทุกๆ คนรักมัน มาเฝ้ามองมัน หรือมาจับผิดมัน จะทำให้เราทำงานหนักขึ้น ทำให้เราระวังมากขึ้น และจริงจังกับมันมากขึ้น

“10 ปีนี้ผมว่าเราทำไปเยอะนะ เราเชื่อว่าถ้าเราไปเรื่อยๆ คนจะตามเรา แล้วเราก็จะไม่หักหลังเขา พอมาก็ได้มาเห็นอะไรที่มันกระตุกต่อมความคิด มันน่าจะได้ผล”

พิพิธภัณฑ์

มิวเซียมสยาม

เปิดให้บริการ วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น. *หมายเหตุ หยุดทุกวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ค่าเข้าชม นักเรียน นักศึกษา (อายุ 15 ปีขึ้นไป) 50 บาท / ผู้ใหญ่คนไทย 100 บาท / ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 200 บาท

Writer & Photographer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load