ย่าน Asakasa เป็นโซนธุรกิจนิ่ง ๆ เท่ ๆ ที่มีทั้งความเก๋และความเงียบสงบ แต่ก็ไม่ใช่ย่านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะแวะมาสักเท่าไหร่ เราเลยแปลกใจเล็กน้อยที่ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เลือกคาเฟ่ในย่านนี้เป็นจุดนัดพบ แถมยังอยู่ในตึกที่ดูซอมซ่อ เอ๊ะ หรือพี่เขาจะอยากหนีความวุ่นวาย

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกและได้เห็นความกรุบกริบของคาเฟ่ไพ่นกกระจอกสุดเท่ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเงียบ ๆ ก็ได้แต่ร้องว้าว ๆๆ และเขกหัวตัวเองอยู่ในใจ อยู่โตเกียวมาตั้งหลายปียังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของที่นี่ นอกจากจะสวยเก๋ไม่แพ้คาเฟ่แถวชิบุยะ ฮาราจุกุ ที่นี่ยังเป็นคาเฟ่ของไอดอลสาวที่เขาชื่นชอบอีกด้วย ยังไม่ทันเริ่มสัมภาษณ์ ก็สัมผัสได้ถึงความรักและความสนิทสนมอันดีระหว่างนักร้องดังกับประเทศญี่ปุ่น

หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า แสตมป์เป็นศิลปินไทยคนแรก ๆ ที่ได้มาทำงานในญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เขาเริ่มจากการแสดงสดในไลฟ์เฮาส์กับเพื่อน ๆ เพื่อความสนุกสนาน และค่อย ๆ ขยับขยายทีละนิด จนได้ออกอัลบั้มกับค่ายอินดี้ จัดมินิคอนเสิร์ตที่ Tower Record ขึ้นแสดงบนเวที Summer Sonic ปี 2019 ปัจจุบันสังกัดค่ายใหญ่ที่มีศิลปินตัวท็อปของญี่ปุ่นมากมาย อย่าง AVEX (สังกัดเดียวกับ Ayumi Hamasaki, V6, Every Little Thing-เรฟตามวัยผู้เขียน) และได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น Depapepe, MIYAVI, Awesome City Club, THE CHARM PARK, chelmico และ SKY-HI อีกทั้งยังเดินสายออกรายการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์-ออนไลน์ชื่อดังของญี่ปุ่นเพียบ

ไอดอลสาวคนสวยเดินมารับออเดอร์ที่โต๊ะ แสตมป์ซังสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นอันคล่องแคล่วราวกับเป็นคนละคนกับที่เราเคยเจอในไลฟ์เฮาส์ นอกจากเรื่องงาน เราต้องคุยกันเรื่องความชื่นชอบที่เขามีต่อประเทศนี้แล้วล่ะ ท่ามกลางอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แสตมป์ซังบอกว่า 

“ชอบญี่ปุ่นมาก ชอบทุกอย่างเลย หน้าร้อนก็ยังไม่ร้อน แต่รู้สึกว่ามันสวยงามนะ”

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

คุณมีงานในประเทศญี่ปุ่นเยอะมาก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเริ่มต้นได้ยังไง

เริ่มแรกคือไลฟ์เฮาส์ก่อน แล้วก็เล่นมาเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร ได้รู้จักคนมากขึ้น ผมมาบ่อยมาก ชอบ ถ้าไม่ได้ทำงานก็จะมาญี่ปุ่นตลอด เลยค่อย ๆ ได้รู้จักคนในวงการ และได้เล่นงานที่ใหญ่ขึ้น เข้าค่ายที่ใหญ่ขึ้น

เล่นดนตรีในไลฟ์เฮาส์หรือเวทีต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นสนุกไหม เหมือนคนดูเขาจะค่อนข้างขี้อายนะ

สนุก ความรู้สึกเหมือนที่ได้อ่านในการ์ตูนเรื่อง BECK เลย บรรยากาศต่างกันแต่สุดท้ายก็คล้าย ๆ กันนะ คนดูอาจสงวนท่าที แต่ถ้าเราขอให้เขาทำอะไร เขาทำหมด ให้เกียรติเรามาก

แล้วการทำเพลงที่ทำร่วมกับศิลปินญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนมากเป็นการทำงานออนไลน์หมดเลย ก็เหงา ๆ หน่อยครับ แต่ทุกอย่างราบรื่นดี เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมแบบเรียลไทม์ส่งตรงจากห้องอัด เขาอัดที่นู่น เราอยู่ที่ไทย แต่เรารับรู้ทุกอย่างเหมือนอยู่ด้วยกัน

มีเกณฑ์ในการเลือกคนมา Feat. ด้วยมั้ย เห็นร่วมงานกับศิลปินหลากหลายแนวเพลงมาก ๆ

มีทั้งแบบที่เราอยากลองชวนมาร่วมงาน แล้วก็ศิลปินที่ทางค่ายเสนอมา ตอนทำเพลง เราจะคิดว่าถ้าเรา Feat. กับคนนี้ เราจะทำแนวไหน เช่น chelmico เป็นป๊อปที่ฮิพฮอพหน่อย Awesome City Club ก็ออกพังก์ ๆ THE CHARM PARK จะเป็นเพราะ ๆ บัลลาด ซึ่งเรามีสิทธิ์เลือก ทำเพลงไปก่อนได้เลย

แล้วเนื้อเพลงล่ะ มีทั้งร้องภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น 

เราจะเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยไปก่อน แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขา หรือแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบที่ไม่ได้เป็นกวี แล้วให้เขาเอาไปทำต่อ แล้วเราค่อยมาร้องภาษาญี่ปุ่น

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ
คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ฝึกสำเนียงในการร้องท่อนภาษาญี่ปุ่นยากไหม

เพลงแรก ๆ รู้สึกเหมือนยังร้องภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เพลงอื่น ๆ มีเพื่อนมาช่วยตอนอัดเพลงที่ไทย แต่ที่สุดแล้วเราเชื่อว่าต้องร้องดีไว้ก่อน สำเนียงอาจจะไม่ต้องเป๊ะขนาดนั้น ให้ฟีลลิ่งมันได้ อันนี้คิดเองนะ เพราะว่าขี้เกียจ (หัวเราะ)

ไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างของวัฒนธรรมอะไรเลยหรอ

อุปสรรคน้อยมาก อาจจะมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรมบ้าง แต่ผมไม่สนใจ แค่ได้ทำเพลงก็ดีแล้ว ผมชอบ 

ทุกวันนี้งานในญี่ปุ่นล้นมือ ได้เดินทางมาทำงานเรื่อย ๆ ได้ทำเพลงหลายสไตล์ ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย อิ่มใจแล้วรึยัง

อยากอยู่ที่นี่แล้วอะ (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบขนาดนี้

คือมาเที่ยวตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วรู้สึกว่าสนุก ผมว่าญี่ปุ่นเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ มีวัฒนธรรมที่ถูกฟรีซเอาไว้ เวลาโลกมีอะไรฮิตขึ้นมาใหม่ ประเทศไทยรับทุกอย่างเข้ามาไวซึ่งมันเหนื่อย ญี่ปุ่นรับรู้นะว่าโลกฮิตอะไรยังไง แต่เขาไม่ได้รับเข้ามาทั้งหมด เหมือนวัฒนธรรมหลักของเขาแข็งแรงมาก 

เวลามาที่นี่ เหมือนเรายังอยู่ในยุค 90 คนยังมีมารยาทที่ดีต่อกัน เรารู้สึกเหมือนตอนเด็ก ๆ ที่คนยังมีไมตรีต่อกัน ตอนนี้สังคมมันต่างไปแล้ว คนเกรี้ยวกราดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด่ากันในอินเทอร์เน็ต จริง ๆ แล้วที่นี่ก็อาจจะเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ผมอ่านไม่ออก พอได้มาอยู่ที่นี่เลยทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อน ไม่ต้องคอยตามกระแสโลกตลอดเวลา อยู่ที่นี่ไม่ต้องอินทุกเรื่องก็ได้ ที่นี่มีพื้นที่ให้หายใจ

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

ทุกคนบอกว่าที่นี่รีบ แต่ผมว่าช้า คือคนรีบแต่วัฒนธรรมช้า คนยังรักสิ่งเดิม ๆ

อ๋อ เช่น วงดนตรีเขาอยู่กันได้ยาวมากๆ ตั้งแต่หนุ่มน้อยยันเป็นหนุ่มใหญ่ อย่าง SMAP, ARASHI แบบนี้ใช่มั้ย

ใช่ ๆ ผมเคยถามคนญี่ปุ่นที่มาสัมภาษณ์ว่าวงเหล่านั้นทำได้ยังไง เขาตอบว่าคนญี่ปุ่นให้คุณค่ากับผลงาน (สิ่งที่เคยทำ/เคยเกิดขึ้น)

เราเคยถามคนญี่ปุ่นเหมือนกันว่า ทำไมหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ซีดี ดีวีดี ยังอยู่ได้ เขาบอกว่าเพราะคนชอบบันทึกความทรงจำหรือความรู้สึกไว้ในสิ่งที่จับต้องได้

ผมชอบสิ่งนี้ของญี่ปุ่นมากที่สุดเลย ถึงอยากมาอยู่ เพราะเราชอบของพวกนี้ ในขณะที่เครื่องเล่นซีดีในคอมอาจจะไม่มีแล้ว แต่แผ่นซีดี ดีวีดี ยังขายได้ที่นี่ เหมือนได้อยู่ในอดีต มีความ Nostalgic ยังได้เห็นคนขี่จักรยานมาซื้อกับข้าว เมืองเอื้อให้คนใช้ชีวิตแบบเก่า รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่เอนจอยกับโมเมนต์

ที่ญี่ปุ่นมีทั้งเรื่องที่เขาเร็วและช้า ผมเลยชอบ รู้สึกเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ ยุค 90

คนญี่ปุ่นใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากจริงๆ

ญี่ปุ่นเขาใส่ใจรายละเอียดทุกเรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคนญี่ปุ่นเขียนโปรไฟล์ผมลงบทความหรือเว็บไซต์ เขานับทุกอย่าง เพลงเคยขึ้นชาร์ตกี่เพลง อยู่นานเท่าไหร่ ได้กี่ล้านวิว 

(ผู้เขียนแอบไปส่องมาหลังสัมภาษณ์ เว็บญี่ปุ่นไม่ได้แค่เขียนละเอียดอย่างที่แสตมป์เล่า ขยันอัปเดตด้วย เช่น เขายกตัวอย่างผลงานเพลงแอบดี พร้อมคำโปรยว่า ยอดวิวทะลุ 10 ล้านใน 10 วัน เพลงปล่อยปี 2019 บทความเขียนปี 2020 ปีนี้ 2022 เข้าไปอ่าน คนเขียนอิดิตยอดวิวอัปเดตให้ด้วยว่า เดือน พ.ค. 2022 ตอนนี้ 56 ล้านวิวแล้ว) 

ปีนั้นเคยทำนั่นนี่ คอนเสิร์ตขายได้กี่ใบ บางเรื่องผมยังไม่เคยรู้เลย คนที่นี่เขาเห็นโปรไฟล์แล้ว โอ้โห ทำอะไรมาขนาดนี้เลยหรอ ไปดู Tower Records ก็ได้ จะมีการเขียนเล่าความสำเร็จที่ผ่านมาของศิลปินเพราะเขามองว่าเป็นสิ่งที่มีค่า 

สมมติว่าวง ​​Original Love กำลังคัมแบ็ก รายการจะทำสารคดีเล่าเรื่องในยุค 80 แล้วว่าเคยทำเพลงอะไรบ้าง คนรุ่นใหม่เองก็เห็นคุณค่าของสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำ เพลง City Pop ยังกลับมาดังได้

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

แต่มาอยู่ญี่ปุ่นจริง ๆ อาจจะไม่ชอบก็ได้นะ

หลายคนก็บอกผมแบบนั้นว่าอยู่ญี่ปุ่นไม่เหมือนมาเที่ยว เพื่อนชาวอเมริกันบอกว่า คนที่ย้ายไปแล้วชอบอยู่อเมริกา แปลว่าไม่ได้สนใจเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว ผมเข้าใจที่เขาพูดนะ ผมอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น เลยไม่เข้าใจปัญหาของที่นี่ หรือถึงเราจะรู้ แต่อาจจะไม่ได้เข้าใจในระดับเดียวกันกับคนท้องถิ่น ผมมองว่าญี่ปุ่นก็มีปัญหาเหมือนทุกที่ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แค่นั้นเอง

แล้วเวลาไม่ได้ทำงาน แสตมป์มาทำอะไรที่นี่บ้าง 

ผมมีกิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือ ที่ญี่ปุ่นมีโรงหนังอินดี้เป็นร้อยเลย แล้วหนังที่ฉายไม่ใช่หนังใหม่ เป็นหนังยุค 80 อะไรก็มี ตอนก่อนโควิด ผมมาอยู่นาน ๆ บางวันก็ออกไปดูหนังตามโรงหนังเล็ก ๆ เหล่านี้ สนุกมากเลย รู้สึกว่าโรงหนังเป็นที่เที่ยวได้ แต่ละที่ตกแต่งไม่เหมือนกัน บางที่ฉายหนังผู้หญิงก็จะชมพู ๆ บางที่ฉายอนิเมะก็จะน่ารัก ๆ ผมว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคาแรกเตอร์มาก แต่ละจังหวัดจะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง โรงหนังก็เป็นแบบนั้น เช่น ทาร์เก็ตประมาณนี้ ดังนั้นโรงหนังก็จะมีคาแรกเตอร์ประมาณนี้ 

ผมชอบดูหนังอยู่แล้ว แค่ได้ตระเวนไปตามโรงหนังเหล่านี้ก็เอนจอยแล้ว ที่เมืองไทยอาจจะยังมีโรงหนังเล็ก ๆ ไม่มากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นมีทุกหย่อม ทุกตึกอาจจะมีโรงหนังซ่อนอยู่ก็ได้

ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ ผมเลยรู้สึกว่าถ้าคุณเป็นคนเนิร์ดหน่อย อยู่ที่นี่ได้ไม่มีวันเบื่อ มีพื้นที่ให้ความชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกอย่าง

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

จริง ถ้ามีเรื่องอะไรที่ชอบสักอย่าง ญี่ปุ่นมีพื้นที่ให้คุณเสพสิ่งนั้นแน่ ๆ 

ถ้าเราไม่ได้อยากจะตามเทรนด์ให้ทันตลอดเวลา อยู่ที่นี่ก็สนุกแล้ว ไม่ต้องคิดว่าตอนนี้อะไรกำลังฮิต คนที่นี่ชอบอะไรก็ชอบเลย มีความเป็นโอตะคุในทุกวงการ Tower Records ถึงยังอยู่ได้เป็นประเทศเดียวในโลก

นอกจากโรงหนังก็มีไปเดินสวน แต่ละสวนก็ไม่เหมือนกันอีก ยิ่งถ้าชอบกินยิ่งกินสนุก ชอบการ์ตูน ชอบศิลปะ หรือชอบไลฟ์เฮาส์ก็มีให้ดูทุกคืน วงไม่ซ้ำ สวนสนุกก็ชอบมาก ไม่ได้ชอบเล่นหวาดเสียวนะ แต่เดินเข้าไปแล้วมีเพลง มีบรรยากาศที่เขาสร้างรายละเอียดให้เป็นอีกโลกหนึ่ง 

นอกจากนี้ก็ชอบที่ชั้นสอง ชั้นสามของแต่ละตึก มองจากข้างนอกไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่กลับกลายเป็นที่เด็ด ๆ เยอะมาก ผมเลยชอบเสาะหา ทั้งถามเพื่อน เสิร์ชอินเทอร์เน็ต เจอโดยบังเอิญก็มี

สเปซที่นี่เล็กมากจนเราเดาไม่ได้ว่าข้างในเป็นอะไร ถ้าเทียบกับนิวยอร์ก ตึกนี้ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด แต่ของญี่ปุ่น ใน 7 ชั้นมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เน็ตคาเฟ่ ร้านนวด ออฟฟิศ แม่งสนุกว่ะ นี่ขนาดอยู่แค่โตเกียวก็ยังไม่เบื่อ ยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย

ดูสนุกกับชีวิตในญี่ปุ่นมาก ถือว่าฝันเป็นจริงรึยัง

ยัง อยากเป็นตลกที่นี่ ถ้าได้เป็นตลกจะถือว่าฝันเป็นจริง (หัวเราะ)

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ถึง กระติ๊บ

ยอมรับก่อนเลยว่าเราเริ่มต้นสนใจคุณ หลังจากที่คุณผันตัวเองเป็นช่างสัก คุณเองก็บอกว่าสื่อหลายสำนักติดต่อสัมภาษณ์ด้วยเหตุผลเดียวกันกับเรานี้

ถ้าแค่ชอบ ก็อาจจะธรรมดาทั่วไปแหละ แต่คุณดันคว้ารางวัลจากการประกวดรอยสักมาครอง เปิดให้จองตัวเพื่อลงเข็ม ซึ่งแปลว่าการสักสำหรับคุณไม่ใช่งานอดิเรกฆ่าเวลาอีกต่อไปแล้ว

ก่อนพบกัน เราทำการบ้านเรื่องคุณไปพอสมควรนะ พบว่ามีหลายเรื่องที่คนไม่รู้ ว่าคุณเป็น 1 ใน 3 คนสุดท้ายของรายการทำอาหาร เริ่มเข้าวงการจากการประกวดนางงาม สอบติดคณะจิตรกรรมด้วยคะแนนเต็ม 100 แล้วยังสวมหน้ากากนางเงือกร้องเพลงอีกต่างหาก

ระหว่างคุยกัน เราสัมผัสได้ถึงความขบถในตัวคุณมากมาย เป็นเหตุผลว่าทำไมบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จึงมีขนาดยาว เพื่อให้คุณได้สื่อสารในเรื่องที่อยากพูดมานาน เพื่อเปิดพื้นที่ให้คุณได้เป็นในสิ่งที่คุณใฝ่ฝัน และเพื่อบอกทุกคนว่าคุณทำเองทุกอย่าง ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย

หวังว่าผู้อ่านจะชื่นชมในสิ่งที่คุณทำมากพอ ๆ กับเรา

นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของ กระติ๊บ-ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล ที่ไม่เคยมีใครรู้

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เกิดหาดใหญ่ โตเชียงใหม่ แล้วมาใหญ่ที่กรุงเทพฯ

หลายคนเพิ่งทราบว่าคุณสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนเต็ม คุณเริ่มสนใจศิลปะเพราะอะไร

เราเป็นเด็กสมาธิสั้น พูดไม่รู้เรื่อง นี่เรื่องจริงนะ ทุกวันนี้เรายังต้องกินยาแก้สมาธิสั้นอยู่เลย

เริ่มเห็นว่ามีปัญหาตอน ม.1 – 2 เราเรียนไม่ได้ คือคนอื่นเขานั่งเรียน แต่เรายืน พ่อเลยพาไปปรึกษาคุณหมอ เขาบอกให้ลองอ่านหนังสือเยอะ ๆ ลองทำกิจกรรมที่เพิ่มสมาธิดู ไปเล่นกีฬา ไปเล่นดนตรี แต่ไม่เข้าหัวเลย เราทำไม่ได้ พ่อก็เลยพาไปเรียนเพนต์สีน้ำมัน แล้วดันเป็นกิจกรรมแรกในชีวิตที่ เฮ้ย ทำไมเรานั่งได้นาน

เราเป็นคนที่ทำ 2 อย่างพร้อม ๆ กัน ไม่เคยอยู่นิ่ง ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เซอร์ไพรส์ตัวเอง ตอนนั้นศิลปะกับเรามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการบำบัด ยังเฉย ๆ ไม่รู้หรอกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่นั่งเพนต์ได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ โดยไม่รู้สึกเหนื่อย

แล้วตอนไหนที่คุณชอบศิลปะจริงจัง

เราย้ายไปเรียนที่เชียงใหม่ตอน ม.ปลาย รู้สึกว่าสถานที่เรียนหรือภาคที่เรียนมีผลในการหล่อหลอมมากเลยนะ โชคดีที่ไปอยู่ในเมืองที่มีวัฒนธรรมเยอะมาก ๆ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น

แล้วก็สะระตะกับตัวเองด้วยแหละว่า เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง พ่อชอบส่งไปเรียนพิเศษตรงโอวาแป๊ะ (อนุสาวรีย์สามกษัตริย์) เราไม่คิดว่าตัวเองเรียนอะไรพวกนี้แล้วจะคุ้มค่าเงินของพ่อแม่ เลยพูดกับพ่อไปว่า ขอเรียนศิลปะได้ไหม

เรารู้ตัวเร็วกว่าคนอื่น ส่วนใหญ่เด็กจะชอบมาติวตอน ม.5 – 6 แต่เราติวตั้งแต่ ม.4 เลิกเรียนปุ๊บก็ไปฝึกพอร์เทรต ฝึกฟิกเกอร์ คนอื่นไปไหนไม่รู้ แต่เราไปเรียนพิเศษ

ตอนนั้นก็เถียงกับป๊า เพราะป๊า Conservative มาก เขาบอกว่าเราจะเรียนอาร์ตไปทำอะไร ไปวาดรูปข้างถนนเหรอ เราตอบว่า ป๊า ป๊าลองจับทุกอย่างสิ พัดลม เพดาน ตู้เย็น โคมไฟ ทุกอย่างมันเกิดมาจากศิลปะทั้งนั้น มันต้องผ่านการออกแบบ ป๊าเชื่อติ๊บเถอะ ยังไงอาชีพนี้มันก็ไม่ตาย ติ๊บตอบไม่ได้หรอกว่า โตขึ้นติ๊บจะเป็นอะไร แต่ติ๊บเรียนอย่างอื่นไม่รู้เรื่องเลย ป๊าเสียค่าเรียนฟรี ๆ สมองติ๊บรับได้แค่นี้จริง ๆ

พอ ม.6 เทอม 2 เราสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้คะแนนเต็ม 100 ป๊าก็เริ่มเห็นแล้วว่า เออ มันเอาจริงว่ะ เรากลายเป็นคนแรกในโรงเรียนที่สอบติด แล้วก็คิดในใจว่าเราติดมัณฑนศิลป์แล้ว จิตรกรรมเราก็ต้องติดดิวะ ซึ่งก็ติดด้วย

จิตรกรรมกับมัณฑนศิลป์แตกต่างกันมากไหม

คนละสไตล์ แต่เราติวฟิกเกอร์มา แล้วสมัยก่อนจิตรกรรมเข้ายากจริง ๆ เขายังรับไม่เยอะ ใครเข้าได้ก็คือเฟี้ยว ตอนสอบจิตรกรรมคือมันมาก ตอนนั้นเราก็ยังตอบตัวเองไม่ได้หรอกว่า ศิลปะมันจะต่อยอดอะไรได้ รู้แค่ว่าทำอันนี้แล้วสนุก ก็เลยเลือกเรียนจิตรกรรม

จากคนที่เรียนศิลปะเพื่อบำบัดสมาธิสั้น วินาทีที่รู้ว่าสอบได้คะแนนเต็ม 100 เป็นยังไง

ถามว่าดีใจไหม ก็ไม่ได้ดีใจเวอร์ แต่รู้สึกว่า ก็กูทำมันมาหนักอะ ทุกอย่างมันไม่ใช่โชคช่วย คิดอย่างนั้นตั้งแต่แรก ที่กูได้มามันไม่ได้ฟลุ๊ก แต่เพราะว่ากูฝึกจริง ๆ

สนุกไหม การใช้ชีวิตแบบมีสมาธิสั้นเป็นเพื่อน

เราว่าสนุกดีนะ มันทำให้เราทำหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เดี๋ยวก็กินข้าว เดี๋ยวก็ลุกไปรีดผ้า เราอย่ามองให้เป็นจุดด้อย มองมันเป็นพลังพิเศษที่เราได้มา เหมือนเราเป็นยอดมนุษย์ว่ะ

ถ้าไม่เป็นสมาธิสั้นก็คงไม่เริ่มเรียนศิลปะ

ใช่ แต่ก็คงฉลาดกว่านี้ (หัวเราะ)

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เลี้ยวขวาตรงทางแยก

ได้เรียนศิลปะสมดังใจแล้ว ทำไมอยู่ ๆ คุณกลายมาเป็นนางงามได้

ตอนนั้นอกหัก เราไปรักกับหนุ่มศิลปากรฝั่งเพชรบุรี แล้วตัวเองอยู่ท่าพระจันทร์ (หัวเราะ) ถือว่าเป็นปั๊ปปี้เลิฟเลย จุดเปลี่ยนคือเขาเรียกชื่อเราผิด

เขาเรียกเราเป็นอย่างอื่น เช่น แตงโม ส้มโอ เชอร์รี่ คือเดี๋ยวนะ มันห่างไกลชื่อกูมาก เราไปสืบจนรู้มาว่าคนนั้นเป็นดาวมหาวิทยาลัย แล้วคณะจิตรกรรมไม่มีประกวดดาวเดือน เราเกิดคำถามว่าหรือกูไม่สวยวะ หรือกูไม่ดีวะ

ช่วงนั้นเราเป็นครูสอนศิลปะ เพื่อนบอกว่ามันมีประกวดนางงามนะ เราก็คิดว่า เออ กูจะไม่มานั่งถามตัวเองแล้วว่ากูดีหรือเปล่า กูให้คนอื่นตัดสินแม่งเลย จะไม่มานั่งเวิ่นเว้ออีกแล้ว

การตัดสินใจประกวดนางงามถือว่าพลิกชีวิตคุณเลยไหม

พลิกเกมชีวิตครั้งใหญ่เลย ลงเวทีปุ๊บได้เล่น รุกฆาต เรื่องแรก เรตติ้ง 20 เยอะมากนะ ชีวิตหลังจากนั้นเรียกได้ว่าทิ้งงานศิลปะไปเลย

10 กว่าปีที่อยู่ในวงการมา คือไม่ได้แสดงแสนยานุภาพตัวเองเลย เหมือนดับตะเกียงตัวเองไป

เราว่าการเล่นละครมันคือศิลปะ แต่เรามักจะคิดตลอดว่า ไม่มีเวลา ว่างแค่เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่อยากจะเพนต์รูปแล้ว อยากนอน อยากทำอย่างอื่น แล้วเป็นแบบนี้มา 10 ปี

จนไปเจอดาราคนหนึ่งที่เขามีนิทรรศการเป็นของตัวเอง โดยไม่ได้เรียนเกี่ยวกับอาร์ตมาด้วย เขาบอกว่า แล้วทำไมเราถึงไม่ทำ เรารู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยก

เออว่ะ เรามีของ ทำไมเราไม่ทำ ปล่อยมานานขนาดนี้ได้ยังไง ช่วงโควิด-19 ก็เลยถามตัวเองตลอดว่า ถ้าวันนี้เราไม่เป็นดารา เราจะเป็นอะไรวะ ถ้าวันนั้นเราเลี้ยวซ้าย ถ้าวันนั้นเราไม่เป็นนางงาม ตอนนี้จะทำอะไรอยู่

ก็ตอบตัวเองได้ลึก ๆ ว่า คงทำงานศิลปะแหละ แต่ทำอะไรอะ เป็นครูเหรอ เป็นผู้จัดการแกลเลอรี่เหรอ หรือเรียนต่อ พอมานั่งคิดไปคิดมา มันมีอาชีพหนึ่งที่เคยอยากเป็นมานานแล้ว ก็คือช่างสัก

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

เลี้ยวซ้ายตรงทางเดิม

รู้ตัวตอนไหนว่าอยากเป็นช่างสัก

เราคบกับแฟนคนปัจจุบันตั้งแต่อยู่ปี 4 ก็พูดกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าอยากเป็นช่างสัก แต่สมัยนั้นมันเป็นเครื่องคอยล์ไง มันหนัก แล้วก็ไม่เคยเห็นช่างผู้หญิง เลยรู้สึกว่าแม่งยากว่ะ แต่อยากเป็นนะ คิดในใจว่า ศิลปะบนหนังคนคงจะท้าทายมาก ๆ

จนวันหนึ่งก็บ่นว่าอยากเป็นช่างสัก แฟนคงรำคาญ ตอนนั้นจะขับรถไปซื้อของที่แม็คโคร แต่แฟนเราไม่พาไปแล้ว เขาเสิร์ชเลยว่าอุปกรณ์เครื่องสักขายที่ไหน

แปลว่าคุณต้องบ่นเยอะมาก

ก็อยู่ ๆ บ่นขึ้นมา แต่เราพูดเรื่องนี้มานานมากแล้ว จนครั้งนี้เขาไม่รอ ถ้าเธออยากทำ เธอทำ เดี๋ยวจะซัพพอร์ตเอง

ปกติเขาไม่เคยซื้ออะไรให้เลยนะ แต่นี่คือซื้อหนังเทียม ซื้อเครื่องสักชุด Beginner แบบที่ราคา 2,000 – 3,000 บาท ซื้อสี ซื้อสเตนซิล (แผ่นทำรอยสัก) ซื้อทุกอย่างแบบที่ต้องกลับบ้านแล้วไปฝึก พอได้ของจริงมาแล้วก็เหวอ เอาจริงดิ แต่เขาซื้อให้แล้ว จะวางเฉย ๆ ที่บ้านก็ไม่ได้

กลับถึงบ้านก็ฉีกทุกอย่างออก เสิร์ชยูทูบว่า How to tattoo เรียนจากยูทูบแล้วก็สักเป็นรูป ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ลองโพสต์เล่น ๆ ในไอจี จนทำให้เจอเจ้าของร้าน BKK INK Tattoo Studio นี่แหละ

เล่าถึงช่วงเวลาที่คุณฝึกฝนให้ฟังหน่อยว่าหนักหนาขนาดไหน

ช่วงนั้นประดังประเด แข่ง MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ด้วย ก็ร้อยแปดพันก้าว แต่รู้สึกว่าเป็นช่วงที่สนุกสนานจังเลย ได้ทำหลายอย่างมาก ไม่เคยมีความคิดนี้มาก่อนในฐานะที่เป็นคนขี้เกียจมาก ๆ ว่าทำไมเราปล่อยเวลาให้มันเนิ่นนานขนาดนี้ ถ้าลงมือทำตั้งนานแล้วป่านนี้จะเป็นยังไง

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

จำครั้งแรกที่ลองสักลงบนตัวคนได้ไหม

อื้อหือ (ลากเสียง) ครั้งนั้นเอาแฟนตัวเองมาสัก ยังไม่ได้เรียน ยังไม่มีร้านติดต่อมา แต่เราอยากสักคนจริงแล้ว

ผ่านการฝึกมานานแค่ไหนก่อนจะสักคนจริง

2 วัน (หัวเราะ) เราทะเยอทะยาน ร้อนวิชา อ่านข้อมูลมาเยอะมากว่า Fake Skin กับ Real Skin มัน Not the same นะ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรือเปล่าว่ามันต่างกันยังไง แล้วหนังเทียมจะขยี้เท่าไหร่มันก็ไม่มีความรู้สึก

คนที่มีประสบการณ์บอกเราว่า มึงต้องลองไปซื้อหมูมาก่อน มึงอย่าเพิ่งไปลงคนจริงนะ เดี๋ยวมันแหก เราก็คิดว่า อ้าว มันไม่ยอมให้กูขึ้นหนังคนจริง เลยหันหน้าไปหาแฟนแล้วถามว่า เธออยากเป็นคนแรกของเราปะ แฟนเราทำหน้าผวามาก ตัวก็ไม่เคยมีรอยสัก ขาวจั๊วะ น่าจะเป็นหนังอาจารย์ใหญ่ให้เราชั้นดีเลย (หัวเราะ)

แล้วช่วงนั้นเหมือนเขาบ้าเล่นเซิร์ฟ เอารูปทะเลไหมเธอ เซิร์ฟบอยเขาต้องมีรูปคลื่นนะ หาแบบขายลูกค้า จนไปจบที่ลายคลื่นน้ำญี่ปุ่น ย่อขนาดลงมาที่ข้อเท้า

มันเป็นการสักครั้งแรกที่ปวดหัวมาก เขารอดมาได้ถือว่าโชคดีมากนะ เก้าอี้ที่บ้านก็ไม่มี ก็ยกขาเขาพาดมาที่ขาตัวเองแล้วสักเลย ซึ่งไม่รู้ว่าตรงข้อเท้าเป็นจุดที่เจ็บอันดับต้น ๆ ของร่างกาย คือดึงชักเย่อกันไปมา เราชักมา เขาก็ชักกลับ จำได้ว่าหน้าซีดทั้งคู่ มันเหมือนฝันร้าย

สักไปได้แค่ครึ่งหนึ่ง เราถามเขาว่าจะเอายังไงต่อ จะหยุดตรงนี้หรือเอาให้จบ เขาบอกเอาให้จบ แต่ตอนนี้เลือดไม่ขึ้นสมองแล้วนะ ขอนอนพื้น เราก็ย้ายอุปกรณ์ลงมาทำที่พื้น

ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเปิดหัวเข็ม เปิดความแรงเครื่อง ทุกอย่างผิดหมดเลย สักเสร็จเราเอาไปอวด พี่แจ็คเกอรีน คนแรก เขาบอกว่า “ติ๊บ แน่ใจนะว่าเป็นคลื่น พี่ว่ามันเหมือนกบว่ะ”

หลังจากนั้นก็เอามาให้ พี่บอล (Professional Tattoo Artist) ดู พี่บอลบอก “โอ้โห คุณทำเขาไปได้ยังไงเนี่ย เขาเป็นคนนะไม่ใช่กระดาษ ดีที่เส้นมันไม่แตก” จนผ่านการฝึกสักคนไป 10 กว่าคน ถึงค่อยกลับไปแก้ให้มันดูเป็นคลื่น

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

พี่บอลสอนอะไรคุณบ้าง

ทุกอย่าง เขาทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นนักเรียนใหม่อีกครั้ง ย่อเคล็ดลับจากประสบการณ์ชีวิตเขาเป็นทางลัดให้เรา ย่อเทคนิคจากการเป็นช่างมา 10 กว่าปี เราโชคดีมาก

ตอนไหนที่รู้ตัวว่าช่างสักเป็นอาชีพหลักของคุณได้

จริง ๆ ตอนแรกเขาไม่ยอมรับเรานะ ร้านนี้เป็นร้านที่ไม่ค่อยรับช่างเท่าไหร่ ช่างที่อยากท้าทายตัวเองจะอยากเข้าร้านนี้มาก กว่าเขาจะยอมรับว่าเราเป็นช่างของร้านเขาก็นานเหมือนกัน เกือบครึ่งปี

ต้องพิสูจน์ด้วยอะไร

ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าเจ้าของร้านจะพอใจ (หัวเราะ)

อะไรเปลี่ยนไปบ้าง จากกระติ๊บในวัยเด็กที่อยากเป็นช่างสัก กับกระติ๊บในอีก 10 ปีต่อมาที่ได้เป็นช่างสักจริง ๆ

เปลี่ยนเยอะนะ จากคิดว่า โห อะไรมันก็ง่ายไปหมด พอมาทำจริง ๆ ไม่มีอะไรง่าย กลับไปกระทบกับความคิดตัวเองอันเดิมที่ว่า ไม่มีคำว่าโชคช่วย มีแต่คำว่าชั่วโมงบิน

ตอนแรกก็มีช่วงที่ถอดใจ เพราะการสักมันยาก ไม่เหมือนการวาดรูปที่เคยเรียน มันคือการยัดน้ำหมึกเข้าไปในผิวคน แล้วแต่ละผิว หัวก็เปิดเข็มอีกแบบหนึ่ง ความแรงอีกแบบหนึ่ง สีข้าง หลัง แขน ทุกอย่างไม่เหมือนกัน จังหวะที่จะลงความลึก ความหนา สามารถไปได้กี่ครั้งก่อนผิวเขาจะช้ำ มันท้าทายมาก

มีช่วงหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองแม่งโคตรไม่เก่งเลย เปรียบแบบเถื่อน ๆ คืออารมณ์เหมือนมีเซ็กส์กับใครสักคนแล้วล่มปากอ่าว จนไม่กล้ามีเซ็กส์อีกแล้ว แต่เราดันไปเจอหนังสือเล่มหนึ่ง

เขาบอกว่า ถ้าคนเราทำอะไรก็ตามเกิน 10,000 ชั่วโมง เราจะเป็น Expert ด้านนั้น ก็เลยรู้สึกว่าคนที่ใช้เวลาไม่ถึง 10,000 ชั่วโมงสักที เพราะเขาคิดแบบเราว่ะ

ระหว่างทางมีจุดที่ทำให้อยากถอดใจเยอะมาก จนพูดกับตัวเองว่า มึงอายุ 34 แล้วนะ มึงไม่ใช่เด็กแล้ว วุฒิภาวะต้องมี ต้อง Keep Going ต่อได้แล้ว

ถ้าเกิดมีโอกาสพูด เราอยากพูดกับคนที่คิดคล้าย ๆ เรา เช่น เคยอยากทำอะไรแล้วไม่ได้ทำสักที ว่าลุกขึ้นมาทำเหอะ มาลุกตอนอายุ 34 เดี๋ยวจะเมื่อยหลัง

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

สักแต่จะพูด

พูดถึงการประกวดงานสักเพชรตัดเพชรที่คุณได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กันบ้าง การที่คุณได้รางวัลนี้มา ส่งผลอะไร

ขอบคุณที่ให้สื่ออย่างนี้มาสัมภาษณ์เรา ถึงเวลาที่เราจะได้พูดเรื่องพวกนี้สักที

แล้วตัวคุณเองคิดยังไงที่มีรางวัลมาการันตีความสามารถ

ไม่ได้สำคัญเลยสำหรับเรา ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกว่า 60 คน แต่เราแค่ถูกใจกรรมการ ณ ตรงนั้น

อะไรคือเป้าหมายของคุณในการลงแข่งครั้งนั้น

เป้าหมายของเราคือ Have Fun

จริง ๆ แล้วร้านนี้ชอบส่งคนไปประกวด เราเห็นเพื่อน ๆ ไปแข่ง ก็อยากแข่งบ้าง

ตกใจมากกว่าที่การประกวดแบบนี้มีทุกเดือนในเมืองไทย เพียงแต่คนไม่รู้ แล้วมันก็ไม่ใช่แค่คนกลุ่มน้อยด้วยนะที่สมัคร แค่ของเราประเภทเดียวก็ 60 กว่าคนแล้ว

ไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องแบบนี้จริง ๆ งั้นคุณช่วยเล่าเกี่ยวกับวงการสักไทยให้ฟังหน่อย

อย่างที่รู้กัน อุปนิสัยของคนไทยเหมาะจะทำงานช่าง งานฝีมือ แต่ก่อนหน้านี้เราขาดโอกาสที่จะ Express ออกไปว่าช่างไทยเก่ง ไม่มีมาตรฐานมารองรับจริง ๆ สักทีว่าวงการนี้ควรไปในทิศทางไหน และถ้าเกิดมีเหตุการณ์ต้องไปยืนประท้วง เราก็จะไปยืนอยู่ในนั้นด้วย เพราะการสักควรมีมาตรฐานที่รับทราบทั่วกัน เราควรจะก้าวไปสู่ความเป็น Professional ได้แล้ว

การสักเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาในเมืองไทยนะ คุณจะมัวแต่ให้เขาอยู่ใต้ดินเหรอ ยุคนี้มันอยู่ใต้ดินกันไม่ได้แล้ว มันคือยุคของดิจิทัล คุณห้ามยังไงก็ห้ามไม่อยู่

ฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะเข้ามาผลักดัน ตอนนี้มันคือเวลาที่เหมาะสม คุณมาจอยกับเราไหมล่ะ เพราะว่าวงการนี้มันไปได้ไกลแน่นอน

คุณเคยบอกว่า Soft Power จากต่างชาติส่งผลให้ดารา-ศิลปินไทยมีรอยสักได้ แสดงว่าสังคมไทยมีปัญหากับเรื่องนี้มาตลอด

เยอะแยะ ตลอดเวลา นักแสดงถ้าเล่นเป็นบทพระเอกหรือนางเอกที่ต้องเป็นคนดี ต้องห้ามมีรอยสัก ต้องปกปิดมันไว้ตลอด

โลกมันไปถึงไหนแล้ว คุณไม่ควรตัดสินคนที่เขาแสดงความเป็นตัวเองออกมาทางผิวหนัง ทำไมยังต้องยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งที่เราเป็นประเทศที่มีรอยสักเป็นวัฒนธรรม ทั้งการสักยันต์ การสักลายขาก้อม มันมีมานานมาก

รัฐมนตรีต่างประเทศที่นิวซีแลนด์ยังสักหน้าได้ด้วยซ้ำ แล้วทำไมเราถึงมองว่ามันไม่ดี

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

ตัวคุณมองคนที่มีรอยสักว่ายังไง

แต่ก่อนยอมรับว่าเราก็รู้สึกตกใจ รู้สึกกลัว แต่พอได้รู้จักกัน พวกเขาแค่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบรอยสัก แล้วก็อยากแสดงตัวตนออกมาทางร่างกาย คนเหล่านี้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร แต่ทำไมเราต้องไปวิจารณ์ มันไม่ใช่ร่างกายของเราด้วยซ้ำ

การสักคือเรื่องปกติธรรมดามาก มันกลายมาเป็นเรื่องผิดปกติตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือควรเลิกผิดปกติได้เมื่อไหร่

แล้วคุณคิดว่ามันจะเลิกผิดปกติได้เมื่อไหร่

โชคดีที่ได้เข้ามาในวงการนี้ มีสื่อมาติดต่อขอสัมภาษณ์ เราขอบคุณมาก เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่พูดออกไปว่า ขอเถอะค่ะ การสักคือศิลปะอย่างหนึ่ง และศิลปะไม่มีถูกหรือผิด

โลกเราให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น การสักก็ควรจะเป็นพื้นที่ของเขา และเราไม่ควรตัดสินว่าคนนี้ทำงานได้ดีหรือไม่ดีผ่านการมีรอยสัก คุณควรให้โอกาสเขาหรือเปล่า

แน่นอนคุณเป็นผู้ว่าจ้าง คุณตัดสินใจได้ว่า ฉันจะรับหรือไม่รับคนนี้ แต่มันควรจะกลายเป็นเรื่องปกติไหม เพราะนี่คือโลกของ Diversity โลกของความแตกต่าง เราควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน

คุณจะทำยังไงให้รอยสักกลายเป็น Soft Power ของเมืองไทย

ก็คงมีคนไม่น้อยแหละที่เข้ามาเจอบทความนี้ อยากให้พวกเขาค่อย ๆ เปลี่ยนความคิด และมองมันเป็นเรื่องปกติได้สักวันหนึ่ง

จากภาพใหญ่ของสังคม มองแคบลงมาถึงผู้หญิงในวงการช่างสัก คุณพบเจอปัญหาอะไรบ้างไหม

ส่วนใหญ่คนจะมองว่า ช่างสักผู้ชายต้องเก่งกว่าผู้หญิงแน่เลย คิดว่าผู้ชายจะทำงานได้ยาวนานกว่าผู้หญิง จากสรีระหรือความพร้อมของการเป็นเพศชาย แต่เราว่าเรื่องศิลปะไม่ควรวัดด้วยเพศ

บางคนมีภาพจำว่า ช่างสักผู้หญิงต้องแต่งตัวโป๊ ๆ มีรอยสัก ใส่สายเดี่ยว นมโต ๆ เจาะนู่นเจาะนี่ นั่นคือคุณยัดความคิดของตัวเองเข้าไปในความคิดของคนอื่นนะ แล้วจริง ๆ เขาจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของเขา

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง
การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

ส่วนมากเราจะเห็นศิลปินชายมีชื่อเสียงมากกว่าศิลปินหญิง

ใช่ เราก็รู้สึกอย่างนั้น โลกนี้ยังหนีไม่พ้นชุดความคิดเดิม ๆ

เอาจริงนะ เหมือนคำพูดที่เราคิดเสมอ คนที่ได้ที่ 1 ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด หรือศิลปะมันให้คะแนน 1 2 3 ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนกับทำอาหาร คุณทำถูกใจคนแค่โมเมนต์นั้นแหละ แต่มันไม่ได้เป็นตัวตัดสินคุณไปตลอดชีวิตสักหน่อยว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ตอนนี้ชุดความคิดเดิม ๆ ควรหมดไปได้แล้ว

คิดยังไงที่คนชอบพูดว่าการสักเป็นเรื่องของผู้ชาย

ใจหนึ่งเราอยากพูดเรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไง

คือ ช่างสักผู้หญิงหรือคนที่มีรอยสัก คุณลองดูดี ๆ ว่าอยากทำจริง ๆ หรือเปล่า อย่าให้ความคิดของคนอื่นหรือเพศอื่นมาครอบงำความคิดตัวเอง ต้องแน่ใจจริง ๆ ถึงทำมัน คุณสักตรงนี้เพื่ออะไร มองย้อนกลับมาว่าคุณแคร์ร่างกายของตัวเองมากแค่ไหน เพื่อตอบสนองความต้องการของคนอื่น หรือความต้องการของตัวคุณเอง

ก่อนหน้านี้เราก็ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เก้ ๆ กัง ๆ เวลาถ่ายรูปก็ถ่ายแบบดาราคนอื่น ต้องแต่งตัวแบบนี้ มุมกล้องแบบนี้ รูปในไอจีต้องแบบนี้ ส่วนตอนนี้คือช่างแม่งดิ ไม่ทำก็ได้

เราไลฟ์สดเก็บลำไยได้ 4 ล้านวิว! ไลฟ์สดจุดเตาถ่านอั้งโล่ได้ 3 ล้านกว่าวิว! การเป็นตัวของตัวเองมันดีอย่างนี้นี่เอง

เพราะอะไรคุณถึงอยากผลักดันขนาดนี้ การสักสำคัญกับคุณตรงไหน

การสักทำให้เรามีความสุข เวลาที่คุยกับลูกค้าว่าทำไมต้องสักลายนี้ เขาก็จะบอกว่า อยากบันทึกไว้ มันมีความหมาย

มีคนหนึ่งเขาจะให้สักลายซาตาน เราก็คิดเป็นลายเทพกรีก-โรมันให้ เขาบอกว่า ไม่ ๆๆ ผมจะเอาซาตาน เราถามว่าทำไม เขาบอกว่า “ผมเพิ่งออกมาจากคุกครับ อยากสักเอาไว้เตือนตัวเองว่าจะไม่ทำชั่วอีก”

เรานี่ โอ้โห เราเป็นนักบันทึกเรื่องราวบนผิวหนังของเขา ทุก ๆ อย่างมันมีเหตุและผล เหมือนเราได้รับมอบหมายหน้าที่ที่เขาไว้ใจ อาชีพช่างสักสำหรับเราเลยหมายถึงนักบันทึกเรื่องราวให้คนอื่น เราว่ามันเป็นอาชีพที่อบอุ่นและน่ารัก

นอกจากทักษะแล้ว นักบันทึกเรื่องราวต้องมีอะไรอีก

ต้องมีทุกอย่างที่ศิลปินคนหนึ่งควรจะมี

คุณจะบอกว่าช่างสักคือศิลปินคนหนึ่งเหรอ

แน่นอน ช่างสักคือ Artist ถึงได้มีคำว่า Tattoo Artist ไง

แต่ก็ยังมีคนในสังคมที่ไม่ได้มองแบบนั้นในตอนนี้

คงจะเป็นคนที่โลกแคบมาก ๆ ไปอยู่ไหนมา มือถือก็มี กูเกิลสิคะ ตอบแบบนี้แสบไปไหม กรี๊ดออกมาเลยค่า (หัวเราะ)

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

กระติ๊บเก่งมาก

นอกจากแฟนที่สนับสนุน ตอนที่จะเรียนศิลปะคุณยังทะเลาะกับพ่อ ครอบครัวว่ายังไงบ้างที่คุณมาเป็นช่างสัก

เขาก็รู้พร้อม ๆ กับที่ออกข่าว พ่อโทรมาบอกคำแรกเลย “มึงอย่าไปสักนะ สกปรก”

เราก็ โอ๊ย พ่อ Conservative อีกแล้ว ค่อย ๆ เปลี่ยนเขา จนล่าสุดกลับไปเช็กความคิดเขาอีกทีหนึ่ง ถามว่า “ป๊า เดี๋ยวนี้ติ๊บเริ่มเก่งแล้วนะ ป๊าไม่อยากได้รูปอาม่าเหรอ” คำตอบที่ได้มาคือเซอร์ไพรส์มาก ป๊าตอบว่า “ก็น่าสนใจนะ” เรารู้สึก โห ในที่สุดก็ได้ยินคำนี้

วันก่อนเราก็ถามแม่ว่า “ม้า ติ๊บจะสักนะ” แม่บอก “โตแล้วคิดเอาเอง แต่ดูแล้วกันว่ามันกระทบกับงานหรือเปล่า”

แปลว่าตอนนี้คุณยังไม่มีรอยสักบนร่างกาย

ใช่ ไม่มี

ทำไม

เราอยากสักตัวเอง

เราไม่ได้แคร์เรื่องการแสดงเลยนะ เพราะเดี๋ยวนี้มันค่อนข้างเปิดกว้างแล้ว ดาราก็สักได้ ต้องขอบคุณพลังของเกาหลีหรือประเทศอื่น ๆ แต่เรายังไม่เจอลายที่ใช่จริง ๆ ลายที่เราอยากได้มันมาก ๆ ลายที่เราไม่ลังเลเลยว่าเราจะแสดงตัวตนด้วยสิ่งนี้ มันยังหาไม่เจอ

บางคนเขาก็ไม่ได้คิดมาก แต่เราคิดเยอะไง เป็นคนขี้เบื่อ

ถ้าไปสักตรงที่มองไม่เห็นจะทำให้เบื่อน้อยลงไหม

ก็อาจจะ แต่มันต้องเป็นลายที่มีคุณค่ามากพอกับเราจริง ๆ

อายุ 34 แล้ว ยังไม่เจอลายที่ให้คุณค่ากับคุณมากขนาดนั้นอีกเหรอ

เราคิดว่าอาจจะต้องมีลูกหรือเปล่านะ

งั้นคุณมองตัวเองตอนนี้ว่ายังไง

มองว่าทำไมเพิ่งมาเริ่มทำอะไรตอนที่คนอื่นเขาเริ่มมีลูกมีเต้า ช่วงนี้ของเราเป็นช่วงที่สนุกกับชีวิตตัวเองโคตร ๆ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัก เรื่องทำอาหาร สนุกมาก ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่ดันมาเป็นตอนที่ตัวเองอายุเท่านี้

เหมือนเพิ่งได้ลองใช้ชีวิตจริง ๆ ตอนอายุ 30

ใช่ รู้สึกว่ายังไม่อยากมีลูกเลย แต่วันก่อนไปถามหมอ หมอบอกคุณต้องคิดแล้วนะ ตามอายุขัยของมดลูกคุณอายุไม่น้อยแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังมันกับการใช้ชีวิตมาก ๆ

เราขอบคุณตัวเองที่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นมา ก็ไม่เจอสังคม ไม่เจอคน แล้วก็ไม่เจอทางสว่างที่อาจจะเป็นไปได้ในอนาคต

คุณคิดว่าจะสักไปอีกนานแค่ไหน

คงทำไปเรื่อย ๆ เพราะเราทำอาชีพนักแสดง ด้วยความคิดว่าต้องมีอาชีพสำรอง ส่วนอาชีพช่างสักเป็นประตูทางออกที่โอบอุ้มเราได้

ทำจนกว่าจะไม่ไหว

ใช่ จนกว่าเจ้านายไล่ออก (มีเสียงสะท้อนมาว่า ไม่กล้าไล่ มันด่าเก่ง) วันหนึ่งถ้าจะไปอยู่มุมไหนของโลก เราว่าอาชีพนี้ก็พาเราไปได้

มีอะไรอีกที่คุณอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

ก็คงเป็นการสักกับการทำอาหารนี่แหละที่เราอยากไปให้สุดทาง

ได้ยินมาว่าคุณเคยไม่ชอบที่แม่ทำอาหารเลย เป็นมายังไงถึงได้มาทำอาหารซะเอง

เมื่อก่อนแม่เปิดร้านอาหาร แต่เปิดที่กัวลาลัมเปอร์ ส่วนเราเรียนหาดใหญ่ ห่างกับแม่ตั้งแต่ 3 ขวบ ช่วงวันพ่อวันแม่ก็ไม่เคยมีใครมา จนโดนเพื่อนล้อ

เรารู้สึกว่าอาชีพนี้มันขโมยแม่เราไป เราไม่ชอบ แต่ทุกครั้งที่ปิดเทอม ก็ต้องไปช่วยงานเขาที่ร้าน แล้วถ้าอยากนั่งใกล้ ๆ แม่ ก็ต้องไปช่วยทำอาหาร ช่วยขอดเกล็ดปลา ช่วยหั่นหอม ช่วยเด็ดผัก แต่เราคิดว่าทำไมต้องทำ เราแค่อยากอยู่กับแม่เฉย ๆ แค่อยากให้แม่พาไปเที่ยว

พอเป็นนักแสดงก็ลืมเรื่องนี้ไป รู้สึกว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตฉัน จนรายการทำอาหารติดต่อเข้ามา จำได้ว่าแม่ดีใจมาก แม่บอกว่าดีใจยิ่งกว่าเราไปประกวดนางงามอีก

ระหว่างการแข่งขันเราผูกพันกับแม่มาก แม่จะคอยโทรมาบอกทุกอย่าง อันนี้ทำอย่างนี้นะ คอยดูเทปที่เราไปแข่งว่าต้องเจออะไร เขาดูมีความสุขมากจนพูดว่า ติ๊บรู้ไหมว่าติ๊บได้ทำความฝันของหม่าม้าเลยนะ

ตอนแข่งก็คิดว่าทำไมเราปอกหอมเก่งจังวะ ทำไมขอดเกล็ดปลา สับไก่ หรือชำแหละได้ดี อ๋อ มันเป็นสกิลที่เราได้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ตัว

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณยืนระยะในวงการได้เป็น 10 ปี

ความสวยคงไม่ใช่เนอะ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะทุกครั้งที่เราเล่น เราคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย จะบอกตัวเองตลอดเลยว่า วันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่มึงจะได้อยู่ในวงการ เราไม่รู้อนาคตหรอก

แต่วันนี้ บทนี้มันอยู่ในมือ เราแต่งตัวมาแล้ว เป็นตัวละครนั้นแล้ว เราไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น เราจะคิดแบบนี้เสมอ

คุณไม่ได้แค่ชอบทำอาหาร แต่คุณไปแข่งรายการอาหาร คุณไม่ได้แค่ชอบสัก แต่คุณมาเป็นช่างสัก การแสดง คุณก็ทำเหมือนเป็นวันสุดท้าย ทำไมถึงต้องเป็นคนที่ไปสุดในทุก ๆ อย่าง

เราเป็นคริสเตียน เราไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า เราเชื่อว่าวันนี้มีได้แค่ครั้งเดียว แล้วเราลองทำอะไรสุดจิตสุดใจจริง ๆ หรือยัง

ช่วงเวลาที่เป็นนักแสดง เราทำมันดีที่สุดไปแล้ว แต่ตอนนี้เราขอโอกาสลองเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ มันถึงเวลาที่จะต้องออกไปหาตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่ง เราอยากเป็นคนแก่อายุ 60 – 70 ที่คิดย้อนกลับมาแล้วกูไม่เสียใจเลยสักอย่าง เพราะได้ทำมันแล้ว เรารู้สึกอย่างนั้น

แต่แทนที่จะเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งอย่างจริงจัง คุณกลับทำหลายอย่างพร้อมกันหมด

เราก็กวาดแค่ 2 อย่างนะ ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้เป็นดาราแล้ว 2 อย่างนี้แหละที่จะทำให้เราไม่อดตายแน่นอน

คุณได้นิสัยทะเยอทะยานมาจากไหน

เราชอบเล่นเกม ชอบแข่ง ต้องชนะ ซึ่งการแข่งขันทำให้เราถ่อมตัวลงทุกครั้ง

ถ้าแพ้ขึ้นมาล่ะ

ถามตัวเองว่าสู้สุดหรือยัง ถ้าสู้สุดแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปแข่งโดยที่ยังไม่ได้พยายามเลย เราก็ไม่ต้องมาโวยวายปะ การแข่งโดยที่รู้ดีว่าเราเต็มที่แล้ว มันก็เหมือนเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของตัวเอง

เป็นทั้งนางงาม ดารา เชฟ นักร้อง ช่างสัก ตอนนี้ชอบบทบาทไหนที่สุด

เราชอบตัวเอง ณ วันนี้ที่สุดแล้ว รู้สึกว่าเราเท่มาก

แล้วรู้ไหมว่ามีใครหลายคนชอบคุณเหมือนกัน

เราไม่แปลกใจเลยที่วันก่อนมีคนถามว่า ทำไมช่วงนี้ดังขึ้นวะ ก่อนหน้านี้เราไม่ทำอะไรจริง ๆ นะ โซเชียลก็ไม่เล่น ไอจีก็เพิ่งมาเปิดสาธารณะได้ไม่นาน

เพราะเรารู้ว่าทุกวันนี้เราลุกขึ้นมาสู้แล้วจริง ๆ เรามีความคิดลึก ๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าจะลองทำทุกอย่างอย่างสุดกำลัง ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ให้แม่งรู้ไปดิ

การทำทุกอย่างอย่างสุดกำลังมันให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เหนื่อยว่ะ อยากนอน (หัวเราะ) เหนื่อยจริง ๆ เหนื่อยจนแบบ ชีวิตฉันไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนเลย เหนื่อยจนบางทีนอนแล้วก็ยังเหนื่อย หรือบางคืนนอนยังฝันว่าถมดำ นั่งสักอยู่เลย แต่ก็ได้ความคิดมาว่า เหนื่อยมึงก็แค่นอน ไม่งั้นมึงก็ไม่ครบ 10,000 ชั่วโมงสักอย่างสักที

ในฐานะที่ใครหลายคนยกให้คุณเป็นไอดอล นิสัยอะไรในตัวคุณที่ไม่อยากให้คนทำตาม

อย่ารอเวลาเหมือนเรา จนวันหนึ่งมาเหนื่อยตอนแก่ คิดอะไรให้ทำเลย คนที่อายุเท่าเราหรือมากกว่าเรา เราอยากให้กำลังใจว่ามันไม่มีอะไรสายหรอกที่จะทำอะไรได้ครบ 10,000 ชั่วโมง

เราไม่เชื่อหรอกว่า ความพยายาม ความจริงใจ หรือความมุ่งมั่นมันจะทำร้ายเราลง เราไม่เชื่อคำนี้จริง ๆ

ทั้งชีวิตไม่เคยเชื่อเลยนะว่า คนเราต้องมีพรสวรรค์หรือต้องเก่ง เราเชื่อแต่คำว่าพรแสวง ก็กูพยายาม ก็กูตั้งใจ มันจะมีอะไรบ้างที่เขาทำได้แล้วกูทำไม่ได้

จากทั้งหมดที่ทำมา อยากให้คนจดจำคุณว่าอะไร

อยากให้คนจดจำว่า เราเป็นคนที่เฟรนด์ลี่ แล้วก็พร้อมให้กำลังใจทุกคนเหมือนกัน จากคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน

อยากเป็นกระจกสะท้อนว่า เด็กไม่ปกติอย่างเรายังทำอะไรได้ เราก็เชื่อว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ พูดแล้วน้ำตาจะไหลนะ เพราะบางทีเราก็ไม่เชื่อตัวเอง

บางทีอ่านคอมเมนต์ยังแบบ เราเป็นไอดอลให้คุณได้ขนาดนั้นเลยเหรอ ยิ่งรู้สึกว่าอยากทำให้มันดี เหมือนเรื่องวงการสัก เราอยากเป็นคนเปิดประตูคำว่า Soft Power เพราะเป้าหมายของเรามันใหญ่กว่าแค่การเป็นช่างที่เก่ง

เหนื่อยบ้างไหม

เหนื่อยก็แค่นอน ตื่นมาก็หาย นี่คือคติประจำใจตอนนี้เลย

การสานฝันของ ‘กระติ๊บ ชวัลกร’ ผู้เชื่อว่าอาชีพสักอบอุ่นและอยากฝึกให้ถึงหมื่นชั่วโมง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load