ย่าน Asakasa เป็นโซนธุรกิจนิ่ง ๆ เท่ ๆ ที่มีทั้งความเก๋และความเงียบสงบ แต่ก็ไม่ใช่ย่านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะแวะมาสักเท่าไหร่ เราเลยแปลกใจเล็กน้อยที่ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เลือกคาเฟ่ในย่านนี้เป็นจุดนัดพบ แถมยังอยู่ในตึกที่ดูซอมซ่อ เอ๊ะ หรือพี่เขาจะอยากหนีความวุ่นวาย

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกและได้เห็นความกรุบกริบของคาเฟ่ไพ่นกกระจอกสุดเท่ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเงียบ ๆ ก็ได้แต่ร้องว้าว ๆๆ และเขกหัวตัวเองอยู่ในใจ อยู่โตเกียวมาตั้งหลายปียังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของที่นี่ นอกจากจะสวยเก๋ไม่แพ้คาเฟ่แถวชิบุยะ ฮาราจุกุ ที่นี่ยังเป็นคาเฟ่ของไอดอลสาวที่เขาชื่นชอบอีกด้วย ยังไม่ทันเริ่มสัมภาษณ์ ก็สัมผัสได้ถึงความรักและความสนิทสนมอันดีระหว่างนักร้องดังกับประเทศญี่ปุ่น

หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า แสตมป์เป็นศิลปินไทยคนแรก ๆ ที่ได้มาทำงานในญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เขาเริ่มจากการแสดงสดในไลฟ์เฮาส์กับเพื่อน ๆ เพื่อความสนุกสนาน และค่อย ๆ ขยับขยายทีละนิด จนได้ออกอัลบั้มกับค่ายอินดี้ จัดมินิคอนเสิร์ตที่ Tower Record ขึ้นแสดงบนเวที Summer Sonic ปี 2019 ปัจจุบันสังกัดค่ายใหญ่ที่มีศิลปินตัวท็อปของญี่ปุ่นมากมาย อย่าง AVEX (สังกัดเดียวกับ Ayumi Hamasaki, V6, Every Little Thing-เรฟตามวัยผู้เขียน) และได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น Depapepe, MIYAVI, Awesome City Club, THE CHARM PARK, chelmico และ SKY-HI อีกทั้งยังเดินสายออกรายการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์-ออนไลน์ชื่อดังของญี่ปุ่นเพียบ

ไอดอลสาวคนสวยเดินมารับออเดอร์ที่โต๊ะ แสตมป์ซังสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นอันคล่องแคล่วราวกับเป็นคนละคนกับที่เราเคยเจอในไลฟ์เฮาส์ นอกจากเรื่องงาน เราต้องคุยกันเรื่องความชื่นชอบที่เขามีต่อประเทศนี้แล้วล่ะ ท่ามกลางอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แสตมป์ซังบอกว่า 

“ชอบญี่ปุ่นมาก ชอบทุกอย่างเลย หน้าร้อนก็ยังไม่ร้อน แต่รู้สึกว่ามันสวยงามนะ”

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

คุณมีงานในประเทศญี่ปุ่นเยอะมาก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเริ่มต้นได้ยังไง

เริ่มแรกคือไลฟ์เฮาส์ก่อน แล้วก็เล่นมาเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร ได้รู้จักคนมากขึ้น ผมมาบ่อยมาก ชอบ ถ้าไม่ได้ทำงานก็จะมาญี่ปุ่นตลอด เลยค่อย ๆ ได้รู้จักคนในวงการ และได้เล่นงานที่ใหญ่ขึ้น เข้าค่ายที่ใหญ่ขึ้น

เล่นดนตรีในไลฟ์เฮาส์หรือเวทีต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นสนุกไหม เหมือนคนดูเขาจะค่อนข้างขี้อายนะ

สนุก ความรู้สึกเหมือนที่ได้อ่านในการ์ตูนเรื่อง BECK เลย บรรยากาศต่างกันแต่สุดท้ายก็คล้าย ๆ กันนะ คนดูอาจสงวนท่าที แต่ถ้าเราขอให้เขาทำอะไร เขาทำหมด ให้เกียรติเรามาก

แล้วการทำเพลงที่ทำร่วมกับศิลปินญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนมากเป็นการทำงานออนไลน์หมดเลย ก็เหงา ๆ หน่อยครับ แต่ทุกอย่างราบรื่นดี เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมแบบเรียลไทม์ส่งตรงจากห้องอัด เขาอัดที่นู่น เราอยู่ที่ไทย แต่เรารับรู้ทุกอย่างเหมือนอยู่ด้วยกัน

มีเกณฑ์ในการเลือกคนมา Feat. ด้วยมั้ย เห็นร่วมงานกับศิลปินหลากหลายแนวเพลงมาก ๆ

มีทั้งแบบที่เราอยากลองชวนมาร่วมงาน แล้วก็ศิลปินที่ทางค่ายเสนอมา ตอนทำเพลง เราจะคิดว่าถ้าเรา Feat. กับคนนี้ เราจะทำแนวไหน เช่น chelmico เป็นป๊อปที่ฮิพฮอพหน่อย Awesome City Club ก็ออกพังก์ ๆ THE CHARM PARK จะเป็นเพราะ ๆ บัลลาด ซึ่งเรามีสิทธิ์เลือก ทำเพลงไปก่อนได้เลย

แล้วเนื้อเพลงล่ะ มีทั้งร้องภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น 

เราจะเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยไปก่อน แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขา หรือแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบที่ไม่ได้เป็นกวี แล้วให้เขาเอาไปทำต่อ แล้วเราค่อยมาร้องภาษาญี่ปุ่น

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ
คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ฝึกสำเนียงในการร้องท่อนภาษาญี่ปุ่นยากไหม

เพลงแรก ๆ รู้สึกเหมือนยังร้องภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เพลงอื่น ๆ มีเพื่อนมาช่วยตอนอัดเพลงที่ไทย แต่ที่สุดแล้วเราเชื่อว่าต้องร้องดีไว้ก่อน สำเนียงอาจจะไม่ต้องเป๊ะขนาดนั้น ให้ฟีลลิ่งมันได้ อันนี้คิดเองนะ เพราะว่าขี้เกียจ (หัวเราะ)

ไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างของวัฒนธรรมอะไรเลยหรอ

อุปสรรคน้อยมาก อาจจะมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรมบ้าง แต่ผมไม่สนใจ แค่ได้ทำเพลงก็ดีแล้ว ผมชอบ 

ทุกวันนี้งานในญี่ปุ่นล้นมือ ได้เดินทางมาทำงานเรื่อย ๆ ได้ทำเพลงหลายสไตล์ ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย อิ่มใจแล้วรึยัง

อยากอยู่ที่นี่แล้วอะ (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบขนาดนี้

คือมาเที่ยวตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วรู้สึกว่าสนุก ผมว่าญี่ปุ่นเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ มีวัฒนธรรมที่ถูกฟรีซเอาไว้ เวลาโลกมีอะไรฮิตขึ้นมาใหม่ ประเทศไทยรับทุกอย่างเข้ามาไวซึ่งมันเหนื่อย ญี่ปุ่นรับรู้นะว่าโลกฮิตอะไรยังไง แต่เขาไม่ได้รับเข้ามาทั้งหมด เหมือนวัฒนธรรมหลักของเขาแข็งแรงมาก 

เวลามาที่นี่ เหมือนเรายังอยู่ในยุค 90 คนยังมีมารยาทที่ดีต่อกัน เรารู้สึกเหมือนตอนเด็ก ๆ ที่คนยังมีไมตรีต่อกัน ตอนนี้สังคมมันต่างไปแล้ว คนเกรี้ยวกราดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด่ากันในอินเทอร์เน็ต จริง ๆ แล้วที่นี่ก็อาจจะเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ผมอ่านไม่ออก พอได้มาอยู่ที่นี่เลยทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อน ไม่ต้องคอยตามกระแสโลกตลอดเวลา อยู่ที่นี่ไม่ต้องอินทุกเรื่องก็ได้ ที่นี่มีพื้นที่ให้หายใจ

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

ทุกคนบอกว่าที่นี่รีบ แต่ผมว่าช้า คือคนรีบแต่วัฒนธรรมช้า คนยังรักสิ่งเดิม ๆ

อ๋อ เช่น วงดนตรีเขาอยู่กันได้ยาวมากๆ ตั้งแต่หนุ่มน้อยยันเป็นหนุ่มใหญ่ อย่าง SMAP, ARASHI แบบนี้ใช่มั้ย

ใช่ ๆ ผมเคยถามคนญี่ปุ่นที่มาสัมภาษณ์ว่าวงเหล่านั้นทำได้ยังไง เขาตอบว่าคนญี่ปุ่นให้คุณค่ากับผลงาน (สิ่งที่เคยทำ/เคยเกิดขึ้น)

เราเคยถามคนญี่ปุ่นเหมือนกันว่า ทำไมหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ซีดี ดีวีดี ยังอยู่ได้ เขาบอกว่าเพราะคนชอบบันทึกความทรงจำหรือความรู้สึกไว้ในสิ่งที่จับต้องได้

ผมชอบสิ่งนี้ของญี่ปุ่นมากที่สุดเลย ถึงอยากมาอยู่ เพราะเราชอบของพวกนี้ ในขณะที่เครื่องเล่นซีดีในคอมอาจจะไม่มีแล้ว แต่แผ่นซีดี ดีวีดี ยังขายได้ที่นี่ เหมือนได้อยู่ในอดีต มีความ Nostalgic ยังได้เห็นคนขี่จักรยานมาซื้อกับข้าว เมืองเอื้อให้คนใช้ชีวิตแบบเก่า รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่เอนจอยกับโมเมนต์

ที่ญี่ปุ่นมีทั้งเรื่องที่เขาเร็วและช้า ผมเลยชอบ รู้สึกเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ ยุค 90

คนญี่ปุ่นใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากจริงๆ

ญี่ปุ่นเขาใส่ใจรายละเอียดทุกเรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคนญี่ปุ่นเขียนโปรไฟล์ผมลงบทความหรือเว็บไซต์ เขานับทุกอย่าง เพลงเคยขึ้นชาร์ตกี่เพลง อยู่นานเท่าไหร่ ได้กี่ล้านวิว 

(ผู้เขียนแอบไปส่องมาหลังสัมภาษณ์ เว็บญี่ปุ่นไม่ได้แค่เขียนละเอียดอย่างที่แสตมป์เล่า ขยันอัปเดตด้วย เช่น เขายกตัวอย่างผลงานเพลงแอบดี พร้อมคำโปรยว่า ยอดวิวทะลุ 10 ล้านใน 10 วัน เพลงปล่อยปี 2019 บทความเขียนปี 2020 ปีนี้ 2022 เข้าไปอ่าน คนเขียนอิดิตยอดวิวอัปเดตให้ด้วยว่า เดือน พ.ค. 2022 ตอนนี้ 56 ล้านวิวแล้ว) 

ปีนั้นเคยทำนั่นนี่ คอนเสิร์ตขายได้กี่ใบ บางเรื่องผมยังไม่เคยรู้เลย คนที่นี่เขาเห็นโปรไฟล์แล้ว โอ้โห ทำอะไรมาขนาดนี้เลยหรอ ไปดู Tower Records ก็ได้ จะมีการเขียนเล่าความสำเร็จที่ผ่านมาของศิลปินเพราะเขามองว่าเป็นสิ่งที่มีค่า 

สมมติว่าวง ​​Original Love กำลังคัมแบ็ก รายการจะทำสารคดีเล่าเรื่องในยุค 80 แล้วว่าเคยทำเพลงอะไรบ้าง คนรุ่นใหม่เองก็เห็นคุณค่าของสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำ เพลง City Pop ยังกลับมาดังได้

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

แต่มาอยู่ญี่ปุ่นจริง ๆ อาจจะไม่ชอบก็ได้นะ

หลายคนก็บอกผมแบบนั้นว่าอยู่ญี่ปุ่นไม่เหมือนมาเที่ยว เพื่อนชาวอเมริกันบอกว่า คนที่ย้ายไปแล้วชอบอยู่อเมริกา แปลว่าไม่ได้สนใจเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว ผมเข้าใจที่เขาพูดนะ ผมอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น เลยไม่เข้าใจปัญหาของที่นี่ หรือถึงเราจะรู้ แต่อาจจะไม่ได้เข้าใจในระดับเดียวกันกับคนท้องถิ่น ผมมองว่าญี่ปุ่นก็มีปัญหาเหมือนทุกที่ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แค่นั้นเอง

แล้วเวลาไม่ได้ทำงาน แสตมป์มาทำอะไรที่นี่บ้าง 

ผมมีกิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือ ที่ญี่ปุ่นมีโรงหนังอินดี้เป็นร้อยเลย แล้วหนังที่ฉายไม่ใช่หนังใหม่ เป็นหนังยุค 80 อะไรก็มี ตอนก่อนโควิด ผมมาอยู่นาน ๆ บางวันก็ออกไปดูหนังตามโรงหนังเล็ก ๆ เหล่านี้ สนุกมากเลย รู้สึกว่าโรงหนังเป็นที่เที่ยวได้ แต่ละที่ตกแต่งไม่เหมือนกัน บางที่ฉายหนังผู้หญิงก็จะชมพู ๆ บางที่ฉายอนิเมะก็จะน่ารัก ๆ ผมว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคาแรกเตอร์มาก แต่ละจังหวัดจะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง โรงหนังก็เป็นแบบนั้น เช่น ทาร์เก็ตประมาณนี้ ดังนั้นโรงหนังก็จะมีคาแรกเตอร์ประมาณนี้ 

ผมชอบดูหนังอยู่แล้ว แค่ได้ตระเวนไปตามโรงหนังเหล่านี้ก็เอนจอยแล้ว ที่เมืองไทยอาจจะยังมีโรงหนังเล็ก ๆ ไม่มากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นมีทุกหย่อม ทุกตึกอาจจะมีโรงหนังซ่อนอยู่ก็ได้

ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ ผมเลยรู้สึกว่าถ้าคุณเป็นคนเนิร์ดหน่อย อยู่ที่นี่ได้ไม่มีวันเบื่อ มีพื้นที่ให้ความชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกอย่าง

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

จริง ถ้ามีเรื่องอะไรที่ชอบสักอย่าง ญี่ปุ่นมีพื้นที่ให้คุณเสพสิ่งนั้นแน่ ๆ 

ถ้าเราไม่ได้อยากจะตามเทรนด์ให้ทันตลอดเวลา อยู่ที่นี่ก็สนุกแล้ว ไม่ต้องคิดว่าตอนนี้อะไรกำลังฮิต คนที่นี่ชอบอะไรก็ชอบเลย มีความเป็นโอตะคุในทุกวงการ Tower Records ถึงยังอยู่ได้เป็นประเทศเดียวในโลก

นอกจากโรงหนังก็มีไปเดินสวน แต่ละสวนก็ไม่เหมือนกันอีก ยิ่งถ้าชอบกินยิ่งกินสนุก ชอบการ์ตูน ชอบศิลปะ หรือชอบไลฟ์เฮาส์ก็มีให้ดูทุกคืน วงไม่ซ้ำ สวนสนุกก็ชอบมาก ไม่ได้ชอบเล่นหวาดเสียวนะ แต่เดินเข้าไปแล้วมีเพลง มีบรรยากาศที่เขาสร้างรายละเอียดให้เป็นอีกโลกหนึ่ง 

นอกจากนี้ก็ชอบที่ชั้นสอง ชั้นสามของแต่ละตึก มองจากข้างนอกไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่กลับกลายเป็นที่เด็ด ๆ เยอะมาก ผมเลยชอบเสาะหา ทั้งถามเพื่อน เสิร์ชอินเทอร์เน็ต เจอโดยบังเอิญก็มี

สเปซที่นี่เล็กมากจนเราเดาไม่ได้ว่าข้างในเป็นอะไร ถ้าเทียบกับนิวยอร์ก ตึกนี้ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด แต่ของญี่ปุ่น ใน 7 ชั้นมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เน็ตคาเฟ่ ร้านนวด ออฟฟิศ แม่งสนุกว่ะ นี่ขนาดอยู่แค่โตเกียวก็ยังไม่เบื่อ ยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย

ดูสนุกกับชีวิตในญี่ปุ่นมาก ถือว่าฝันเป็นจริงรึยัง

ยัง อยากเป็นตลกที่นี่ ถ้าได้เป็นตลกจะถือว่าฝันเป็นจริง (หัวเราะ)

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“พี่ชอบกินกาแฟกันไหมคะ”

มนุษย์ในเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง มัดผมลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ยื่นหน้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

เธอคือ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม หรือ sarah salola นักร้องเดบิวต์ใหม่วัย 21 ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในช่วงปีที่ผ่านมา จากเพลงฮิตของตัวเองอย่าง นะครับ (ได้ไหม) และล่าสุด จากเพลงที่คัฟเวอร์ร่วมกันกับ DoubleBam และ JIXGO อย่าง โต๊ะริม ซึ่งนอกจากเสียงเพราะ ๆ และฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ไม่ธรรมดาแล้ว ลุคที่ก้ำกึ่งว่าจะ Masculine หรือจะ Feminine ของเธอ ก็เป็นเสน่ห์ร้ายแรงสำหรับใครหลายคน

เราผู้เคยเห็นเธอแค่ในจอโทรศัพท์ ยอมรับว่าจังหวะนี้ออกจะแปลกใจกับบุคลิกตัวเป็น ๆ ที่ดูธรรมดาสามัญ ติดไปทางดุ๊กดิ๊กขี้เล่นของเธอ นึกว่าจะนิ่ง ๆ กว่านี้ซะอีก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

เราไม่ใช่คอกาแฟ อย่างมากก็สั่งแค่ลาเต้เย็นหวานน้อยพอให้รู้สึกว่าตื่นมาใช้ชีวิตได้ แต่ช่างภาพสาวที่มาด้วยกันดูเหมือนจะมาทางเดียวกับซาร่าห์ซึ่งเป็นบาริสต้าเก่า ซ้ำยังเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เธอเคยเรียนด้วย เธอจึงชวนช่างภาพของเราคุยได้ลื่นไหลราวกับรู้จักกันมาก่อน

“เขินอะ” ซาร่าห์ยิ้มออกตัว เมื่อเราบอกว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ (จริง ๆ) แล้วนะ

เธอมองว่าตัวเองเป็นใคร มีความหวัง ความฝันอะไรในชีวิตบ้าง ณ ห้องจิบกาแฟของสตูดิโอค่าย marr วันนี้ เด็กเชียงใหม่อย่างซาร่าห์จะมาเปิดตัวตนในแง่มุมที่ลึกกว่าเดิม กับคอลัมน์ Talk of The Cloud

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ความฝัน (อันเร่าร้อน!)

ก่อนอื่น แนะนำตัวให้ฟังกันสักนิด

ได้ค่ะ (ทำท่ากระตือรือร้น) สวัสดีค่ะ sarah salola นะคะ ตอนนี้เป็นศิลปินภายใต้สังกัดค่าย marr ค่ะ

อยู่ค่าย marr มานานหรือยัง

ถ้านับจากตอนเดบิวต์ก็ประมาณ 8 เดือนค่ะ

ถือว่าเป็นที่รู้จักแล้วเนอะ เห็นตลอดเลย

ก็นิดหนึ่งค่ะ นิดหนึ่ง (ยิ้ม)

ขอย้อนอดีตหน่อย ก่อนที่จะเป็นซาร่าห์คนนี้ คุณเคยเป็นเด็กยังไงมาก่อน

เป็นเด็กดื้อค่ะ (หัวเราะ) พูดเล่นค่ะ ไม่ดื้อก็ได้ อยู่เชียงใหม่ก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เรียน เล่นดนตรี ทำกิจกรรม แต่ไลฟ์สไตล์เราก็จะเป็นชาวเหนือ ช้า ๆ หน่อย

ที่เขาบอกกันว่าชาวเหนือช้านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม

เรื่องจริงค่ะ! คือเหมือนทุกอย่างมันจะสโลว์ อย่างตอนนี้เราคุยกันอยู่ใช่ไหมคะ ถ้ากลับไปอยู่เชียงใหม่ก็คือ… มองหน้าก่อนแล้วค่อยพูด (ทุกคนขำ) จริง ๆ ค่ะ จริง ๆ มันเรื่อย ๆ มาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

คุณเริ่มสนใจการร้องเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้าสนใจแบบจริงจังประมาณ ม.ปลาย ค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ร้องบ้าง เพราะที่บ้านคุณพ่อชอบร้องคาราโอเกะ

ปกติคุณพ่อร้องแนวไหน

อู้หู ร้อง Bodyslam, Big Ass อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ ซึ่งร่าห์ก็มีดนตรีร็อกในหัวใจเพราะซึมซับจากพ่อ ส่วนแม่จะเป็น หญิง ธิติกานต์ แล้วร่าห์ร้องได้ด้วยนะ ก็ร้องให้เขาฟัง (หัวเราะ) ได้มาหมดเลย ลูกทุ่งก็ชอบเหมือนกัน ร้องได้นิดหน่อย ร่าห์ชอบทุกแนวจริง ๆ

แต่คุณพ่อไม่ได้เป็นนักดนตรี

ไม่ได้เป็น ที่บ้านไม่ได้มีใครเป็นนักดนตรีเลย แต่ว่าชอบร้องเพลงเฉย ๆ มีร่าห์นี่แหละที่กระโดดออกมา

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ว่าคุณมีพ่อเป็นไอดอล แต่ได้ยินว่าจริง ๆ แล้วคุณพ่อไม่ได้สนับสนุนให้เป็นนักร้องใช่ไหม

ใช่ ทุกอย่างที่เราชอบ ร่าห์น่าจะซึมซับมาจากพ่อนี่แหละ เพราะพ่อชอบร้องเพลง เราก็เลยชอบร้องตาม ซึ่งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบ เพิ่งรู้ตัวตอนมัธยมปลาย แต่เหมือนกับว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มันเป็นงานอดิเรก เขาไม่ได้เข้าใจเส้นทางวัยรุ่นอันเร่าร้อนของเรา (ทำท่าวัยรุ่นอันเร่าร้อน) ความคิดมันคนละแบบอะค่ะ ผู้ใหญ่เขามีแนวคิดอีกแบบหนึ่ง เขาเป็นห่วงแหละ

ตอน ม.ปลาย เราเริ่มแต่งเพลง นะครับ (ได้ไหม) แล้ว แล้วก็ทำยูทูบเป็นของตัวเอง แต่พอเขารู้ว่าเราชอบดนตรี เขาก็จะเข้ามาควบคุมให้มันเป็นไปในแบบที่เขาต้องการ ต้องอัดแบบนี้นะ นั่งท่านี้นะ เราไม่ชอบถูกควบคุมอยู่แล้ว เราก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เหมือนว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็ต้องทำตาม เพราะเขาเป็นพ่อเป็นแม่เรา

แต่ยิ่งมันเป็นเรื่องดนตรี มันมีอารมณ์ มีศิลปะ มีทุกอย่างเกี่ยวกับจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง พอเขาเข้ามาควบคุมในแบบที่เราไม่ต้องการ เราก็ไม่ไหวแล้ว พอ 19 ก็เลยออกไปใช้ชีวิต

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ออกไปใช้ชีวิตคือ?

ออกไปจากบ้าน (หัวเราะ) ตอน 19 มหาลัยปี 1 ค่ะ แต่ยังอยู่ในเชียงใหม่นะคะ

เขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าเราทำเพราะอะไร เมื่อเขาไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แค่ความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน ก็เลยต้องแยกกันอยู่ ซึ่งในเมื่อร่าห์เลือกจะออกมาอยู่เอง ก็ต้องอยู่ให้ได้ หาประสบการณ์ หาเงินเองด้วย ช่วงแรก ๆ มีไม่ไหวบ้างด้วยความที่เราเป็นเด็ก เราก็ต้องขอจากเขามาก่อน พอหลัง ๆ ก็เริ่มใหม่

สิ่งที่เราทำในตอนนั้นคืออะไร

เขาชอบพูดว่าไม่ให้เราไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ห้ามทำงานหนัก พอออกจากบ้านมา ร่าห์ก็ไปเป็นในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น (หัวเราะ)

ร่าห์ทำงานดนตรีกลางคืนค่ะ ร้องเพลงทุกวัน ร้านไหนติดต่อมาเอาหมด ให้มีเงินประทังชีพตัวเองได้ในแต่ละเดือน แล้วก็เริ่มไปสมัครพาร์ตไทม์ร้านกาแฟ ซึ่งอันนี้แหละที่เปลี่ยนความคิดไปพอสมควร ออกจากบ้านมามันก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่เราต้องอยู่ให้ได้

พอได้ออกมาเล่นดนตรีสมใจอยากแล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นเราทำ 3 เดือนติดต่อกัน เล่นทุกวัน ทุกคืน จากที่รู้สึกว่า หูย ดีนะที่พ่อแม่ไม่เชื่อว่าเราทำได้ เราก็ทำได้นี่ แต่มาวันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างนี้แล้วต่อไปจะยังไงต่อ เราต้องวนลูปเดิมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหรอ

อยู่ดี ๆ แพสชันเรื่องดนตรีหรือความรู้สึกอยากเขียนเพลงเมื่อก่อนมันก็หายไป กลายเป็นว่าเราไปโฟกัสว่าต้องทำงาน ก็แค่ต้องร้องไป ไม่มีความรู้สึก

เป็นเพราะว่าเราทำเยอะเกินไปเหรอ

ใช่ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำทำไม คือให้ร่าห์ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ เล่นกีตาร์ตัวเดิม มันก็จำเจ เลยมานั่งทบทวนตัวเอง

เราลองเล่นดนตรีน้อยลง มาหาประสบการณ์เรื่องกาแฟแทน กลายเป็นว่าพอเราออกห่าง มีสเปซมากขึ้น แล้วเริ่มเห็นมวลแพสชันของคนอื่น ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อ้าว เขาก็ร้องเพลงกลางคืนเหมือนเรา แต่ทำไมเวลาร้องเพลงเขาดูมีความสุขมาก ๆ ทำไมเราไม่รู้สึกแบบนั้น เลยไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่ ๆ พวกนี้

พอเริ่มพูดคุย แพสชันก็กลับมาพร้อมกับความอยากเติบโตขึ้นทางด้านดนตรี เราอยากมีทักษะมากขึ้น เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราไม่เก่ง ต้องมีคนอื่นนำ แล้วเราก็อยากเติบโตด้านความคิดและการทำงานด้วย เลยปรึกษากับบอสใหญ่ที่ร้านกาแฟและอีกหลาย ๆ คน จนเริ่มคิดว่าต้องมีจุดเปลี่ยนแล้วแหละ อยู่แบบนี้ไม่ไหว

คงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่กลับไปทำเพลงก็ต้องไปเรียนอะไรเพิ่ม หรืออีกหนึ่งความคิดก็คือค่ายเพลง ที่พ่อกับแม่ไม่อยากให้เข้า (ยิ้ม) เราอยากทำงานเป็นทีม ต้องยอมรับว่าเราหาตัวเองไม่เจอ เราต้องไปเพื่อค้นหา ไม่ได้ไปเพื่อสำเร็จ

คิดว่าการเข้าค่ายเพลงมันช่วยค้นหาตัวเองเหรอ

ช่วยค่ะ ช่วยมาก ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่ แล้วก็ค้นพบเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย น่าแปลกใจมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ไกลบ้าน (กว่าเดิม)

แล้วเป็นไงมาไงคุณถึงเข้ามาสังกัดค่ายได้

พอนึกถึงค่ายปุ๊บ พอดิบพอดีว่า พี่ลูมู-ธนัญญา วัฒนกรการุณย์ มาสเกาต์ เขาเห็นเพลง นะครับ (ได้ไหม) ไม่เห็นหน้าร่าห์ด้วย เราไม่ได้ถ่ายหน้าลง ติสต์เกิ๊น (หัวเราะ) เราลงเป็น Audio แบบวงเล็บ Acoustic Version พอเห็นเพลงนั้น เขาก็ตามไปดูในไอจี ซึ่งก็มีรูปเราอยู่บ้าง

เขาบอกเราไหมว่าเขาเห็นอะไรในเพลง นะครับ (ได้ไหม)

เท่าที่ถาม เขาบอกว่ามันคือเพลงเพลงหนึ่งที่มีคุณภาพ ณ ช่วงเวลานั้น ณ อายุนั้น ร่าห์อายุ 19 แล้วก็ทำเพลงนั้น มันสุด ๆ ของเด็กคนนั้นแล้ว (หัวเราะ) เขาน่าจะสนใจอยากคุยด้วย แล้วพอมาคุยกับพี่ลูมู และ พี่พัด-วรภัทร วงศ์สุคนธ์ กับ พี่ปาล์ม-ปวีร์ ปรีชาวีรกุล จากวง MEAN เราไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไง เราพูดไม่รู้เรื่อง น่าจะยิ่งแบบ (ดีดนิ้ว) เอาเลย! ให้เราขึ้นมาเซ็นสัญญา

พอต้องขึ้นมาเซ็นสัญญาก็บอกพ่อเลยไหม

ไม่อยากบอก

แล้วไม่บอก? ได้เหรอ!

(หัวเราะ) บอก ๆ แต่แค่บอกเฉย ๆ ไม่ได้ขออนุญาต เพราะว่า… (นิ่งคิด) หลังจากที่เราออกจากบ้านมา เรารู้สึกว่าไม่ควรไปรบกวนเขาในการตัดสินใจแล้ว เราต้องตัดสินใจทุกอย่างเอง ให้เขาเป็นคนซัพพอร์ตความคิดเราดีกว่า คือถ้าเขาจะแย้งมาก็แย้งได้นะ แต่สุดท้ายแล้วร่าห์ต้องตัดสินใจเอง ก็เลยเซ็นเอง

พอเซ็นเสร็จร่าห์กลัวเขาไม่สบายใจ เลยให้เขาขึ้นมาเห็นว่าสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบนี้นะ พอมาเห็นเขาก็สบายใจมากขึ้น พี่จี๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ พี่พัด พี่ปาล์ม แล้วก็พี่ ๆ ในทีมเขาจัดการคุยให้ น่ารักมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ตอนนี้มีกี่เพลงแล้วที่ปล่อยออกมา

ประมาณ 6 – 7 เพลงค่ะ ไม่รวมคัฟเวอร์มี ฝนตกในใจ, นะครับ (ได้ไหม), ขอโทษที่ไปคิดถึง, นะนะได้ไหม, รักไม่ยาก, วิวโปรดของฉันคือเธอ รวม 6 เพลง กำลังจะปล่อยเพลงที่ 7 ค่ะ (ตอนนี้ เอาใจลงไปเล่น ปล่อยแล้วทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอ)

ในระยะเวลา 8 เดือน!

ช่าย 8 เดือน โหดมาก สนุกค่ะสนุก ๆ

เทียบกับก่อนหน้านี้ พอเข้ามาสังกัดค่ายแล้ว ชีวิตของเราหรือความคิดของเราเกี่ยวกับการเล่นดนตรีเปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนค่ะ อย่างแรกที่เปลี่ยนคือระบบการทำงาน เมื่อก่อนเราทำงานคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยเหนื่อย พลังงานหาย แต่พอมาอยู่ค่าย มันเหมือนถูกเฉือนออกเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีคนอื่นในทีมที่ช่วยซัพพอร์ตด้วยอีก 50 เปอร์เซ็นต์ พอมาทำตรงนี้ก็เลยโฟกัสงานได้มากขึ้น แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เราจะได้ไปโฟกัสสิ่งอื่นค่ะ

แล้วก็มีเรื่องความคิดค่ะ รู้สึกว่าบางเรื่องเราคิดได้มากขึ้นจากการมาอยู่ค่าย ด้วยวิธีการทำงานของที่นี่ มันบีบให้เราต้องโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอมานั่งคุยกับตัวเอง ก็คิดว่าจริง ๆ ร่าห์ไม่ได้อยากโตขึ้นหรอก แต่บางเรื่องที่เมื่อก่อนเราไม่เคยทำ ก็ต้องทำและต้องควบคุมมันให้ได้ เพราะมันเป็นงาน ถ้าควบคุมมันไม่ได้ เราจะเสีย แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วไงคะ เมื่อไหร่ที่เราพลาด คนข้างหลังเขาก็จะพลาดด้วย

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

อย่างนี้แปลว่าเครียดไหม

เครียดไหม ก็… เป็นคนหมกมุ่น ซีเรียสกับการทำงานมาก ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว พยายามเอามวลสารความเครียดไปพัฒนาเป็นพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก เอเนอจี้ก็เลยจะเยอะหน่อย

เทียบกับตอนที่ร้องกลางคืนกับตอนนี้ ตอนไหนเครียดกว่า

คนละแบบค่ะ (ยิ้ม) ตอนนั้นเครียดแล้วแย่กว่าตอนนี้ เครียดแล้วไม่อยากทำ แต่มาอยู่ตรงนี้เราเครียด เราอยากทำอะไรต่อไป มันเป็นเครียดที่สนุก มาเลย เอาอีก! น่าจะเป็นเพราะว่าทุกคนที่นี่บอกเสมอว่าร่าห์ทำได้ ร่าห์ไม่ค่อยเชื่อในตัวเอง แต่ทุกคนที่นี่เชื่อในตัวร่าห์ มันเลยเป็นแรงผลักมาก ๆ ว่า โอเค ฉันทำได้ ไม่ว่ามันจะยากหรือง่าย

ตอนแรกมาอยู่ค่าย ร่าห์จะมีน้องคนหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในการทำทุกอย่างมากขึ้นคือ น้องเฟิร์ส-อนุวัฒน์ แซ่โจว ตอนแรกร่าห์ยังไม่ปลดล็อกตัวเอง เฟิร์สนี่แหละเป็นคนทำให้ร่าห์ปลดล็อก มันจะมีอยู่คืนหนึ่งที่เราไปนั่งคุยกันเกี่ยวกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ร่าห์เครียดมากกับการอยู่ตรงนี้ รู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง มีวิธีจัดการแบบไหน แล้วเราต้องเริ่มยังไง ก็มีเฟิร์สนี่แหละที่ช่วย ทำให้รู้สึกว่าเราต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายเวลา และถ้าไม่ทำมันจะไม่เกิดขึ้น

ทุกอย่างที่ร่าห์เป็น ถ้าทุกคนมองว่าดีแล้ว เฟิร์สดียิ่งกว่า เขาเป็นคนที่โตมาก ๆ และให้คำปรึกษาเราได้ดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

นะครับ (ได้ไหม)

รู้สึกว่านอกจากเพลงแล้ว คนจะสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและบุคลิกพอสมควรนะ

อืม มั้งคะ น่าจะมีส่วนด้วย เพราะบุคลิกเราเป็นแบบนี้ เราเป็น LGBTQIA+ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้จำกัดว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ชอบใครก็คือชอบ ชอบได้ทุกเพศไม่จำกัด คุยได้กับทุกคน แค่ส่วนใหญ่ที่ร่าห์คุยหรือคบจะเป็นผู้หญิง

แสดงว่ามีผู้ชายด้วย

มีคุย ๆ บ้าง ผู้ชายก็เคยคุย เราเป็นผู้หญิงนี่แหละ แต่แค่อาจจะดูห้าวหน่อย เรื่องสไตล์การแต่งตัว จริง ๆ ร่าห์แต่งได้หมดเลยนะ แค่รู้สึกพอใจและมั่นใจกับตัวเองในการแต่งตัวแบบนี้ ใส่กางเกงยีนส์ กางเกงขายาว มันก็ปกติใช่ไหมคะ

แล้วจริง ๆ เรารู้ไหมว่าคนอื่นเขาสนใจในความที่เราเป็นแบบนี้

ตอนแรกไม่รู้ค่ะ ไม่ได้โฟกัสเลย เราก็เป็นของเราแบบนี้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนแม่จะถามตลอดว่าทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตด้วย แม่ไม่เห็นด้วย ทุกเรื่องในชีวิตไม่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ดีกันแล้วนะคะ คุยกันดีมากเหมือนได้พ่อแม่ใหม่ (หัวเราะ) คือเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นชมว่า วันนี้แต่งตัวดีนะ เช็กในไอจี เนี่ย โอเคนะ น่ารักดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

ได้ไปเจอแฟนคลับมาบ้างแล้วใช่ไหม

เจอค่ะ เจอตามงาน ร่าห์ชอบคุยกับแฟนคลับ เวลาเล่นเสร็จร่าห์จะมาเจอแฟนคลับตลอด มาคุยมาถ่ายรูปก็จะยืนคุยเป็นพัก ๆ จำหน้าค่าตา เราจะถามเขาว่ารู้จักเราได้ยังไง เราอยากรู้ความเป็นไป อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขา

ส่วนใหญ่เขาเป็นคนวัยไหนกัน

มีทุกวัยเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน หลัง ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่มาเอ็นดู มาชื่นชมในความเป็นเรา อารมณ์แบบ ลูกเอ๊ย… รู้สึกดีมาก แล้วก็มีเด็กมาดูด้วย น่ารักมาก ร่าห์เป็นคนชอบเด็กมาก เวลาเห็นเด็กร้องเพลงเรา ร่าห์แบบ โอ้โห หนูลูก

เวลาไปคุยกับแฟนคลับ เขาบอกไหมว่าเขาชอบอะไรในตัวเรา

ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าเรามีเสน่ห์ในความเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติ แล้วก็ดูเป็นคนตั้งใจ สิ่งที่เราภูมิใจมากคือ เขาดูออกว่าเราตั้งใจผลิตงานที่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นแกนหลักที่ทำให้เรามาเป็นศิลปิน ถ้าเขาเห็นเราก็ดีใจ

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซาร่าห์คิดว่าตัวเองควรจะได้แสดงออกทางเพศขนาดไหน

เอาจริง ๆ ไหม อย่างร่าห์เนี่ยถือว่าเป็นศิลปินที่เป็น LGBTQIA+ ใช่ไหมคะ แต่ด้วยความที่ร่าห์มองว่ามันปกติ ไม่ได้ไปโฟกัสว่าจะต้องแสดงออกยังไง แต่ร่าห์ทำมันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะซึมซับไปเอง การที่เราเป็นตัวของตัวเองตามปกติมันคือการแสดงออกอย่างหนึ่ง

อย่างเพลง โต๊ะริม ที่เป็นไวรัลที่จีน หลายคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่าห์เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พอเขารู้แล้วเขาก็แบบ เฮ้ย เธอเป็นผู้หญิงนี่ เธอเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ สิ่งนี้แหละมันทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องนี้ เรากำลังสื่อสารเรื่องนี้ให้เขาอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว

คือเราก็ทำของเราไป ให้เขาไปคิดต่อเอาเอง

ใช่ ให้ไปคิดต่อเอาเอง คือเขาอาจจะไม่เคยชอบแบบนี้มาก่อน แต่เขามาเจอเรา เขาชอบ นั่นคือสำเร็จ แสดงว่าคุณเริ่มให้ความเท่าเทียมในทางความรู้สึกบางอย่าง มันดีนะ ร่าห์เห็นผลตอบรับกับอะไรแบบนี้เยอะมากจากการที่ร่าห์ทำแบบนี้

ถือเป็นการขับเคลื่อนสังคมอีกแบบหนึ่งไหม

ใช่ ร่าห์มองว่ามันเป็นการขับเคลื่อนอีกแบบหนึ่ง เราคิดตลอดเวลาว่า เราจะออกมาเรียกร้องยังไงให้มันอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ร่าห์ก็ไม่ได้เก่งพอไง แค่รู้สึกว่าถ้าอยากให้เรื่องนี้มันทำงานได้ตลอด เราก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องปกติอยู่เสมอ

To Infinity (and Beyond)

ตอนนี้ซาร่าห์ก็มีไปออกงานหลายครั้งแล้ว เราเคยเห็นคลิปหลังเวทีคอนเสิร์ตที่หนึ่ง คุณดูตื้นตันมากนะ

อ๋อ (หัวเราะตัวเอง) อันนั้น CAT EXPO ค่ะ ที่มาที่ไปมันคือสมัยมัธยม ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราอยากไปงานแคทอยู่แล้ว อยากไปดูแต่พ่อแม่ไม่ให้ไป ก็เลยพูดกับเพื่อนชื่อ ปังปอนด์ ไว้ว่า “มึงคอยดู! สักวันกูจะไปงานแคทให้ได้ ถ้ากูไม่ได้ไปร้อง กูก็จะไปเก็บสายไฟ” วันนั้นที่ได้ไปเล่นก็ไม่สนหรอกว่าเวทีไหน แต่เราได้ไปเล่นที่งานแคทอะ โอ้โหพระเจ้า! (น้ำตาคลอ) มันคือการเช็กถูกในลิสต์ที่เราเคยพูดไว้ในชีวิต พอเล่นแล้วทุกคนร้องเพลงเราได้ ทุกคนอินตาม

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักดนตรี เขาอยู่ในทุก ๆ การผกผันของชีวิตร่าห์ชื่อ ดราก้อน drg. เป็นคนที่แต่งเพลง เรื่องราวที่เราเขียน แล้วก็ทำเพลงมาด้วยกัน วันนั้นร่าห์ให้เขามาเล่นเปียโนให้ เราก็น้ำตาแตกกันกลางเวที อะไรที่เคยพูดไว้มันทำได้แล้ว อยากให้เพื่อนได้เห็นว่าเพลงที่เราตั้งใจทำ มันส่งไปถึงคนดูนะ เพราะเพื่อนก็เป็นอีกคนที่มีความฝันเหมือนกัน

งาน CAT EXPO เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุดตั้งแต่เล่นมาเลยไหม

ใช่ค่ะ เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุด ณ ตอนนี้ เพราะมันเป็นความฝันที่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง มันไกลมากค่ะ เราไม่ได้คาดคิด

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

จากวันนั้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน รู้สึกยังไงกับจุดที่เรามายืนวันนี้บ้าง

รู้สึกงง (หัวเราะ) มัน Fulfill ค่ะ มันไม่ใช่แค่การทำตามความฝัน แต่เป็นอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว เพราะเราฝันแค่อยากไปงานแคท เราอยากเป็นศิลปิน แต่ตอนนี้มันไปไกลจนถึงขนาดร่าห์อยากทำอย่างอื่นด้วย อย่างเรื่องการแสดงหรือเรื่องเบื้องหลัง การทำภาพยนตร์

ตอนนี้กำลังจะเริ่มเรียนภาพยนตร์ ม.รังสิต เป็นเด็กทุนตัวน้อย ร่าห์กำลังสนใจภาพยนตร์อยู่ ซึ่งแต่ละอย่างที่มันเพิ่มขึ้นมา มันเชื่อมกันได้หมดเลย (ทำท่าตื่นเต้น) น่าจะสนุกมาก บ้าบอมาก เมื่อก่อนที่ไม่สนุก เพราะฝันแล้วทำไม่ได้ ดูไม่มีหนทาง แต่ตอนนี้มันกำลังมาแล้ว

ตอนนี้ sarah salola เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว คุณรับมือยังไงกับชื่อเสียงที่ได้มา

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ทำตัวปกติ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองดังเลย แค่มีคนรู้จักมากขึ้น ร่าห์จะพยายามไม่โฟกัสว่าต้องทำอะไรยังไง แค่เป็นตัวเองให้เป็นมาตรฐานก็พอ แล้วเราจะไม่เหนื่อย เขามาเจอเราอีกกี่ที เราก็เป็นแบบนี้แหละ ข้างหลังเป็นยังไง ข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้น

ถ้าถามว่าชีวิตนี้ซาร่าห์ต้องการอะไร จะตอบว่ายังไง

ความสุขค่ะ ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่หมายถึงคือ ร่าห์อยากใช้ชีวิตแบบปกติ วันข้างหน้าอาจจะทำอย่างอื่น วันนี้อาจจะทำอย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะทำอีกอย่าง แต่อย่างน้อยมันต้องมีความสุข เรื่องการทำเพลงนี่เมื่อก่อนเราไม่มีความสุขเลย แต่ตอนนี้มีความสุขก็เลยทำได้ เรามีความสุขเลยยอมเหนื่อย เรายอมรับทุกอย่างเพราะเรามีความสุขกว่าเดิม

พ่อแม่เห็นไหมว่าเรามีความสุขกว่าเดิม

เขาคงไม่ได้คิดว่าเรามีความสุขกว่าเดิม แต่คงคิดว่าเราโตขึ้นแล้ว ส่วนตัวเขาเอง ร่าห์ว่าเขาก็น่าจะมีความสุขนะที่ลูกคนเดียวของเขาไม่ได้แย่อะไร

เมื่อก่อนเวลาไปเจอคนที่คุณพ่อคุณแม่เคารพ เราก็จะทำตัวไม่ถูก เพราะเราไม่ได้เรียนเก่ง หลาย ๆ คนก็กดดัน แต่พอมาตอนนี้ เราพูดได้อย่างมั่นใจเวลาไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ว่าเรากำลังทำแบบนี้ ๆ อยู่นะคะ พ่อแม่ก็ยิ้ม เขาภูมิใจแหละ

ร่าห์เองก็ดีใจด้วยที่ยังไม่ตาย อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

“รู้จักกันมากขึ้นไหมคะ” ซาร่าห์ถามอย่างขี้เล่น หลังจากจบบทสนทนาอันเข้มข้นเมื่อครู่

แน่นอน เราตอบในใจ และมากกว่ารู้จัก คือเราประทับใจในการคุยกับมนุษย์อายุน้อยกว่าคนนี้ แต่ละเหตุการณ์ชีวิต แต่ละการตัดสินใจ แต่ละประโยคที่เธอเล่าออกมา เราสัมผัสได้ว่าเธอผ่านการครุ่นคิดเกี่ยวกับมันมาแล้วหลายตลบ และเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากจะทำต่อไปในวันข้างหน้า แพสชันที่เธอมีก็เหลือเฟือ จนแผ่มาถึงเราที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะจิบกาแฟ

หวังว่าอนาคตเธอจะได้ทำทุกอย่างที่เธอหวัง ดีจริง ๆ ที่มีโอกาสได้มาคุยกับเธอในช่วงเริ่มต้นเส้นทางศิลปิน

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load