ย่าน Asakasa เป็นโซนธุรกิจนิ่ง ๆ เท่ ๆ ที่มีทั้งความเก๋และความเงียบสงบ แต่ก็ไม่ใช่ย่านที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะแวะมาสักเท่าไหร่ เราเลยแปลกใจเล็กน้อยที่ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เลือกคาเฟ่ในย่านนี้เป็นจุดนัดพบ แถมยังอยู่ในตึกที่ดูซอมซ่อ เอ๊ะ หรือพี่เขาจะอยากหนีความวุ่นวาย

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกและได้เห็นความกรุบกริบของคาเฟ่ไพ่นกกระจอกสุดเท่ที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเงียบ ๆ ก็ได้แต่ร้องว้าว ๆๆ และเขกหัวตัวเองอยู่ในใจ อยู่โตเกียวมาตั้งหลายปียังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของที่นี่ นอกจากจะสวยเก๋ไม่แพ้คาเฟ่แถวชิบุยะ ฮาราจุกุ ที่นี่ยังเป็นคาเฟ่ของไอดอลสาวที่เขาชื่นชอบอีกด้วย ยังไม่ทันเริ่มสัมภาษณ์ ก็สัมผัสได้ถึงความรักและความสนิทสนมอันดีระหว่างนักร้องดังกับประเทศญี่ปุ่น

หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า แสตมป์เป็นศิลปินไทยคนแรก ๆ ที่ได้มาทำงานในญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เขาเริ่มจากการแสดงสดในไลฟ์เฮาส์กับเพื่อน ๆ เพื่อความสนุกสนาน และค่อย ๆ ขยับขยายทีละนิด จนได้ออกอัลบั้มกับค่ายอินดี้ จัดมินิคอนเสิร์ตที่ Tower Record ขึ้นแสดงบนเวที Summer Sonic ปี 2019 ปัจจุบันสังกัดค่ายใหญ่ที่มีศิลปินตัวท็อปของญี่ปุ่นมากมาย อย่าง AVEX (สังกัดเดียวกับ Ayumi Hamasaki, V6, Every Little Thing-เรฟตามวัยผู้เขียน) และได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น Depapepe, MIYAVI, Awesome City Club, THE CHARM PARK, chelmico และ SKY-HI อีกทั้งยังเดินสายออกรายการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์-ออนไลน์ชื่อดังของญี่ปุ่นเพียบ

ไอดอลสาวคนสวยเดินมารับออเดอร์ที่โต๊ะ แสตมป์ซังสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นอันคล่องแคล่วราวกับเป็นคนละคนกับที่เราเคยเจอในไลฟ์เฮาส์ นอกจากเรื่องงาน เราต้องคุยกันเรื่องความชื่นชอบที่เขามีต่อประเทศนี้แล้วล่ะ ท่ามกลางอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แสตมป์ซังบอกว่า 

“ชอบญี่ปุ่นมาก ชอบทุกอย่างเลย หน้าร้อนก็ยังไม่ร้อน แต่รู้สึกว่ามันสวยงามนะ”

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

คุณมีงานในประเทศญี่ปุ่นเยอะมาก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเริ่มต้นได้ยังไง

เริ่มแรกคือไลฟ์เฮาส์ก่อน แล้วก็เล่นมาเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร ได้รู้จักคนมากขึ้น ผมมาบ่อยมาก ชอบ ถ้าไม่ได้ทำงานก็จะมาญี่ปุ่นตลอด เลยค่อย ๆ ได้รู้จักคนในวงการ และได้เล่นงานที่ใหญ่ขึ้น เข้าค่ายที่ใหญ่ขึ้น

เล่นดนตรีในไลฟ์เฮาส์หรือเวทีต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นสนุกไหม เหมือนคนดูเขาจะค่อนข้างขี้อายนะ

สนุก ความรู้สึกเหมือนที่ได้อ่านในการ์ตูนเรื่อง BECK เลย บรรยากาศต่างกันแต่สุดท้ายก็คล้าย ๆ กันนะ คนดูอาจสงวนท่าที แต่ถ้าเราขอให้เขาทำอะไร เขาทำหมด ให้เกียรติเรามาก

แล้วการทำเพลงที่ทำร่วมกับศิลปินญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนมากเป็นการทำงานออนไลน์หมดเลย ก็เหงา ๆ หน่อยครับ แต่ทุกอย่างราบรื่นดี เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมแบบเรียลไทม์ส่งตรงจากห้องอัด เขาอัดที่นู่น เราอยู่ที่ไทย แต่เรารับรู้ทุกอย่างเหมือนอยู่ด้วยกัน

มีเกณฑ์ในการเลือกคนมา Feat. ด้วยมั้ย เห็นร่วมงานกับศิลปินหลากหลายแนวเพลงมาก ๆ

มีทั้งแบบที่เราอยากลองชวนมาร่วมงาน แล้วก็ศิลปินที่ทางค่ายเสนอมา ตอนทำเพลง เราจะคิดว่าถ้าเรา Feat. กับคนนี้ เราจะทำแนวไหน เช่น chelmico เป็นป๊อปที่ฮิพฮอพหน่อย Awesome City Club ก็ออกพังก์ ๆ THE CHARM PARK จะเป็นเพราะ ๆ บัลลาด ซึ่งเรามีสิทธิ์เลือก ทำเพลงไปก่อนได้เลย

แล้วเนื้อเพลงล่ะ มีทั้งร้องภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น 

เราจะเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยไปก่อน แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เขา หรือแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบที่ไม่ได้เป็นกวี แล้วให้เขาเอาไปทำต่อ แล้วเราค่อยมาร้องภาษาญี่ปุ่น

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ
คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ฝึกสำเนียงในการร้องท่อนภาษาญี่ปุ่นยากไหม

เพลงแรก ๆ รู้สึกเหมือนยังร้องภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เพลงอื่น ๆ มีเพื่อนมาช่วยตอนอัดเพลงที่ไทย แต่ที่สุดแล้วเราเชื่อว่าต้องร้องดีไว้ก่อน สำเนียงอาจจะไม่ต้องเป๊ะขนาดนั้น ให้ฟีลลิ่งมันได้ อันนี้คิดเองนะ เพราะว่าขี้เกียจ (หัวเราะ)

ไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างของวัฒนธรรมอะไรเลยหรอ

อุปสรรคน้อยมาก อาจจะมีเรื่องความต่างของวัฒนธรรมบ้าง แต่ผมไม่สนใจ แค่ได้ทำเพลงก็ดีแล้ว ผมชอบ 

ทุกวันนี้งานในญี่ปุ่นล้นมือ ได้เดินทางมาทำงานเรื่อย ๆ ได้ทำเพลงหลายสไตล์ ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย อิ่มใจแล้วรึยัง

อยากอยู่ที่นี่แล้วอะ (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบขนาดนี้

คือมาเที่ยวตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วรู้สึกว่าสนุก ผมว่าญี่ปุ่นเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ มีวัฒนธรรมที่ถูกฟรีซเอาไว้ เวลาโลกมีอะไรฮิตขึ้นมาใหม่ ประเทศไทยรับทุกอย่างเข้ามาไวซึ่งมันเหนื่อย ญี่ปุ่นรับรู้นะว่าโลกฮิตอะไรยังไง แต่เขาไม่ได้รับเข้ามาทั้งหมด เหมือนวัฒนธรรมหลักของเขาแข็งแรงมาก 

เวลามาที่นี่ เหมือนเรายังอยู่ในยุค 90 คนยังมีมารยาทที่ดีต่อกัน เรารู้สึกเหมือนตอนเด็ก ๆ ที่คนยังมีไมตรีต่อกัน ตอนนี้สังคมมันต่างไปแล้ว คนเกรี้ยวกราดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด่ากันในอินเทอร์เน็ต จริง ๆ แล้วที่นี่ก็อาจจะเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ผมอ่านไม่ออก พอได้มาอยู่ที่นี่เลยทำให้รู้สึกว่าได้พักผ่อน ไม่ต้องคอยตามกระแสโลกตลอดเวลา อยู่ที่นี่ไม่ต้องอินทุกเรื่องก็ได้ ที่นี่มีพื้นที่ให้หายใจ

คุยกับ 'แสตมป์ อภิวัชร์' ที่ญี่ปุ่น เรื่องชีวิต การทำงานเพลง และความหลงใหลแดนปลาดิบ

ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

ทุกคนบอกว่าที่นี่รีบ แต่ผมว่าช้า คือคนรีบแต่วัฒนธรรมช้า คนยังรักสิ่งเดิม ๆ

อ๋อ เช่น วงดนตรีเขาอยู่กันได้ยาวมากๆ ตั้งแต่หนุ่มน้อยยันเป็นหนุ่มใหญ่ อย่าง SMAP, ARASHI แบบนี้ใช่มั้ย

ใช่ ๆ ผมเคยถามคนญี่ปุ่นที่มาสัมภาษณ์ว่าวงเหล่านั้นทำได้ยังไง เขาตอบว่าคนญี่ปุ่นให้คุณค่ากับผลงาน (สิ่งที่เคยทำ/เคยเกิดขึ้น)

เราเคยถามคนญี่ปุ่นเหมือนกันว่า ทำไมหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ซีดี ดีวีดี ยังอยู่ได้ เขาบอกว่าเพราะคนชอบบันทึกความทรงจำหรือความรู้สึกไว้ในสิ่งที่จับต้องได้

ผมชอบสิ่งนี้ของญี่ปุ่นมากที่สุดเลย ถึงอยากมาอยู่ เพราะเราชอบของพวกนี้ ในขณะที่เครื่องเล่นซีดีในคอมอาจจะไม่มีแล้ว แต่แผ่นซีดี ดีวีดี ยังขายได้ที่นี่ เหมือนได้อยู่ในอดีต มีความ Nostalgic ยังได้เห็นคนขี่จักรยานมาซื้อกับข้าว เมืองเอื้อให้คนใช้ชีวิตแบบเก่า รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่เอนจอยกับโมเมนต์

ที่ญี่ปุ่นมีทั้งเรื่องที่เขาเร็วและช้า ผมเลยชอบ รู้สึกเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ ยุค 90

คนญี่ปุ่นใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากจริงๆ

ญี่ปุ่นเขาใส่ใจรายละเอียดทุกเรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคนญี่ปุ่นเขียนโปรไฟล์ผมลงบทความหรือเว็บไซต์ เขานับทุกอย่าง เพลงเคยขึ้นชาร์ตกี่เพลง อยู่นานเท่าไหร่ ได้กี่ล้านวิว 

(ผู้เขียนแอบไปส่องมาหลังสัมภาษณ์ เว็บญี่ปุ่นไม่ได้แค่เขียนละเอียดอย่างที่แสตมป์เล่า ขยันอัปเดตด้วย เช่น เขายกตัวอย่างผลงานเพลงแอบดี พร้อมคำโปรยว่า ยอดวิวทะลุ 10 ล้านใน 10 วัน เพลงปล่อยปี 2019 บทความเขียนปี 2020 ปีนี้ 2022 เข้าไปอ่าน คนเขียนอิดิตยอดวิวอัปเดตให้ด้วยว่า เดือน พ.ค. 2022 ตอนนี้ 56 ล้านวิวแล้ว) 

ปีนั้นเคยทำนั่นนี่ คอนเสิร์ตขายได้กี่ใบ บางเรื่องผมยังไม่เคยรู้เลย คนที่นี่เขาเห็นโปรไฟล์แล้ว โอ้โห ทำอะไรมาขนาดนี้เลยหรอ ไปดู Tower Records ก็ได้ จะมีการเขียนเล่าความสำเร็จที่ผ่านมาของศิลปินเพราะเขามองว่าเป็นสิ่งที่มีค่า 

สมมติว่าวง ​​Original Love กำลังคัมแบ็ก รายการจะทำสารคดีเล่าเรื่องในยุค 80 แล้วว่าเคยทำเพลงอะไรบ้าง คนรุ่นใหม่เองก็เห็นคุณค่าของสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำ เพลง City Pop ยังกลับมาดังได้

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

แต่มาอยู่ญี่ปุ่นจริง ๆ อาจจะไม่ชอบก็ได้นะ

หลายคนก็บอกผมแบบนั้นว่าอยู่ญี่ปุ่นไม่เหมือนมาเที่ยว เพื่อนชาวอเมริกันบอกว่า คนที่ย้ายไปแล้วชอบอยู่อเมริกา แปลว่าไม่ได้สนใจเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว ผมเข้าใจที่เขาพูดนะ ผมอยู่ที่นี่ ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น เลยไม่เข้าใจปัญหาของที่นี่ หรือถึงเราจะรู้ แต่อาจจะไม่ได้เข้าใจในระดับเดียวกันกับคนท้องถิ่น ผมมองว่าญี่ปุ่นก็มีปัญหาเหมือนทุกที่ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แค่นั้นเอง

แล้วเวลาไม่ได้ทำงาน แสตมป์มาทำอะไรที่นี่บ้าง 

ผมมีกิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือ ที่ญี่ปุ่นมีโรงหนังอินดี้เป็นร้อยเลย แล้วหนังที่ฉายไม่ใช่หนังใหม่ เป็นหนังยุค 80 อะไรก็มี ตอนก่อนโควิด ผมมาอยู่นาน ๆ บางวันก็ออกไปดูหนังตามโรงหนังเล็ก ๆ เหล่านี้ สนุกมากเลย รู้สึกว่าโรงหนังเป็นที่เที่ยวได้ แต่ละที่ตกแต่งไม่เหมือนกัน บางที่ฉายหนังผู้หญิงก็จะชมพู ๆ บางที่ฉายอนิเมะก็จะน่ารัก ๆ ผมว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคาแรกเตอร์มาก แต่ละจังหวัดจะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง โรงหนังก็เป็นแบบนั้น เช่น ทาร์เก็ตประมาณนี้ ดังนั้นโรงหนังก็จะมีคาแรกเตอร์ประมาณนี้ 

ผมชอบดูหนังอยู่แล้ว แค่ได้ตระเวนไปตามโรงหนังเหล่านี้ก็เอนจอยแล้ว ที่เมืองไทยอาจจะยังมีโรงหนังเล็ก ๆ ไม่มากนัก แต่ที่ญี่ปุ่นมีทุกหย่อม ทุกตึกอาจจะมีโรงหนังซ่อนอยู่ก็ได้

ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ ผมเลยรู้สึกว่าถ้าคุณเป็นคนเนิร์ดหน่อย อยู่ที่นี่ได้ไม่มีวันเบื่อ มีพื้นที่ให้ความชอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกอย่าง

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

จริง ถ้ามีเรื่องอะไรที่ชอบสักอย่าง ญี่ปุ่นมีพื้นที่ให้คุณเสพสิ่งนั้นแน่ ๆ 

ถ้าเราไม่ได้อยากจะตามเทรนด์ให้ทันตลอดเวลา อยู่ที่นี่ก็สนุกแล้ว ไม่ต้องคิดว่าตอนนี้อะไรกำลังฮิต คนที่นี่ชอบอะไรก็ชอบเลย มีความเป็นโอตะคุในทุกวงการ Tower Records ถึงยังอยู่ได้เป็นประเทศเดียวในโลก

นอกจากโรงหนังก็มีไปเดินสวน แต่ละสวนก็ไม่เหมือนกันอีก ยิ่งถ้าชอบกินยิ่งกินสนุก ชอบการ์ตูน ชอบศิลปะ หรือชอบไลฟ์เฮาส์ก็มีให้ดูทุกคืน วงไม่ซ้ำ สวนสนุกก็ชอบมาก ไม่ได้ชอบเล่นหวาดเสียวนะ แต่เดินเข้าไปแล้วมีเพลง มีบรรยากาศที่เขาสร้างรายละเอียดให้เป็นอีกโลกหนึ่ง 

นอกจากนี้ก็ชอบที่ชั้นสอง ชั้นสามของแต่ละตึก มองจากข้างนอกไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่กลับกลายเป็นที่เด็ด ๆ เยอะมาก ผมเลยชอบเสาะหา ทั้งถามเพื่อน เสิร์ชอินเทอร์เน็ต เจอโดยบังเอิญก็มี

สเปซที่นี่เล็กมากจนเราเดาไม่ได้ว่าข้างในเป็นอะไร ถ้าเทียบกับนิวยอร์ก ตึกนี้ก็เป็นแบบนี้ทั้งหมด แต่ของญี่ปุ่น ใน 7 ชั้นมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เน็ตคาเฟ่ ร้านนวด ออฟฟิศ แม่งสนุกว่ะ นี่ขนาดอยู่แค่โตเกียวก็ยังไม่เบื่อ ยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย

ดูสนุกกับชีวิตในญี่ปุ่นมาก ถือว่าฝันเป็นจริงรึยัง

ยัง อยากเป็นตลกที่นี่ ถ้าได้เป็นตลกจะถือว่าฝันเป็นจริง (หัวเราะ)

คุยกับ แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ในคาเฟ่ของไอดอลสาวที่โตเกียว เรื่องชีวิตและการทำงานเพลงในญี่ปุ่น

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load