ปีนี้ น้อย-อรพิน พิทักษากร อายุครบ 63 ปี แต่ใบหน้าเธอยังยิ้มแย้มสดใสต้อนรับอย่างเยาว์วัยเป็นกันเอง

“น่าจะเพราะทำสวนตลอดเลย” น้อยเผยเคล็ดลับตั้งแต่เริ่ม

30 ปีก่อน เธอเป็นแอร์โฮสเตสสายการบิน Cathay Pacific ทำงานบนฟากฟ้าท่ามกลางหมู่คนมากมาย

ขณะเดียวกัน เธอเริ่มปลูกเมล็ดพันธุ์ผลไม้เป็นงานอดิเรกในวันหยุด ลงบนผืนดินว่างเปล่าในจังหวัดสระแก้ว

สวนสระแก้ว สวนในฝันและแบรนด์ของอดีตแอร์โฮสเตสที่ส่งผลไม้ในไทยไปเสิร์ฟถึงบนฟ้า

ปัจจุบัน ผืนดินของน้อยขยายอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 200 ไร่ มีพืชผลทางการเกษตรมากเอกลักษณ์อย่างมะละกอฮาวายและมะม่วงทับทิมทอง ผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเองในชื่อ ‘สวนสระแก้ว’ หรือ ‘SSK’ เข้าไปตีตลาดต่างแดนอย่างรัสเซีย ฮ่องกง สายการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงโรงแรมห้าดาวอีกหลายสิบ ด้วยความแตกต่างของผลิตภัณฑ์และความสามารถด้านการบริหารธุรกิจที่เฉียบขาด

ในวัยที่ควรเกษียณ น้อยผันตัวมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น ทุกวันนี้เธอใช้เวลาส่วนมากอยู่ในสวน

“เราคิดไว้ลึกๆ อยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะเป็นเกษตรกร มั่นใจมากว่าผลิตภัณฑ์การเกษตรของประเทศไทยมีศักยภาพสูงไม่แพ้ใคร และมีอะไรให้ทดลองอีกเยอะแยะไปหมดเลย” น้อยสื่อสารทางสายตาด้วยความปีติ 

สวนสระแก้ว

นอกจากผลไม้ทั่วไปแล้ว สวนสระแก้วยังคิดค้น Juice Ball เครื่องดื่มทรงลูกบอลชวนรับประทาน สร้างประสบการณ์ใหม่ในการดื่ม และคาดว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ปล่อยออกมาให้เราได้เห็นเรื่อยๆ

สวนสระแก้วมีแนวคิดอย่างไรถึงเติบโตผ่านกาลเวลาได้นาน 3 ทศวรรษ และน้อยมีเคล็ดลับใดในการประกอบธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ แบบที่เธอพูดเต็มปากเต็มคำอย่างหนักแน่นว่ารู้สึก ‘สนุก’ ในทุกวันที่ได้ตื่นขึ้นมาทำ

เตรียมตัวให้พร้อม เราขอชวนไปหาคำตอบท่ามกลางแสงแดดและร่มไม้นานาพันธุ์ของสวนสนุกแห่งนี้กัน

01

จากผืนฟ้าสู่พื้นดิน

น้อยเป็นคนจังหวัดพะเยา เติบโตในชนบทที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ เธอมีความใฝ่ฝัน 2 อย่าง

หนึ่งคือ เป็นแอร์โฮสเตส 

สองคือ มีพื้นที่และเวลาได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หากมีครอบครัวและลูก เธออยากให้พวกเขาได้สัมผัสชีวิตชนบทบ้าง

หลังทำความฝันแรกสำเร็จและมีลูก ใน พ.ศ. 2532 เธอลงมือทำความฝันที่ 2 ทันที แม้ไม่ได้มีความรู้พร้อม

สวนสระแก้ว

“ตอนนั้นเราทำงานเป็นแอร์โฮสเตสประจำอยู่ที่ฮ่องกง พอวันหยุดมีเวลาว่าง เลยเริ่มหาซื้อที่ดินเปล่าโดยไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย รู้แค่ว่าอยากลองทำสวนเล็กๆ พอเจอที่ที่สระแก้วซึ่งตอนนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จักจังหวัดนี้เท่าไหร่ เราซื้อและเริ่มลงมือปลูกเลย”

น้อยคาดหวังว่างานนี้จะเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น เธอเริ่มจากปลูกสิ่งที่ชอบ คือมะละกอ โดยนำเมล็ดพันธุ์ Sunrise จากฮาวายมาปลูก

“เราเห็นว่ากินมะละกอเท่าไหร่ก็กินไม่หมดสักที พอเก็บเอาไว้ วันต่อมาก็ไม่ค่อยอยากกินต่อแล้ว และบางคนรังเกียจมะละกอเพราะกลิ่นตุๆ เลยลองปลูกมะละกอฮาวายที่ผลเล็กๆ ทานหมดผลได้พอดี มีกลิ่นหอมตอนเราเริ่มปลูก คนก็ถามนะว่าทำไมไม่ปลูกพืชที่ชื่อเก๋ๆ เท่ๆ อย่างสตรอว์เบอร์รี่หรือกีวี” น้อยอธิบายเสริม

สวนสระแก้ว

เมื่อออกผล น้อยนำผลไม้ไปแบ่งปันให้ผู้คนรอบตัวทั้งในและต่างประเทศได้ทาน ได้รับเสียงตอบรับว่า ‘อร่อย’ รสชาติโดนใจ เกิดปรากฏการณ์บอกต่อแบบปากต่อปาก จนมีห้างสรรพสินค้ารวมถึงสายการบินติดต่อมาถามหาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบด้วยตัวเอง เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งมะละกอฮาวายเข้าสู่ตลาด

ภายหลัง มะละกอฮาวายที่น้อยโปรดปรานกลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่น รสชาติหวานอร่อยไม่แพ้ชาติใด เป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่คู่พื้นดินสวนสระแก้วจนถึงทุกวันนี้

02

ไม่ต้องการเป็นสวนผลไม้ที่ทำกำไรสูงสุด

หลังน้อยก่อตั้งบริษัทจริงจังไม่นาน ประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2540

แต่สวนสระแก้วได้รับผลกระทบน้อย เพราะผลตอบรับของมะละกอฮาวายดีอย่างน่าประหลาดใจ ด้วยรสชาติที่ดีในราคาถูกกว่าใครจากการปลูกภายในประเทศ ทำให้ลูกค้ายังคงติดต่อรับซื้อเรื่อยๆ

ดูเหมือนง่ายและโชคดี แต่จริงๆ เป็นความตั้งใจอย่างหนักของน้อยที่ทำให้เธอผ่านพ้นวิกฤตได้ โดยในช่วงนั้นเธอยังทำงานเป็นแอร์โฮสเตสสลับกับการดูแลสวนสระแก้ว ทำให้มีโอกาสติดต่อกับสายการบินและโรงแรมต่างๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งคิดหาทางออกและมั่นคงในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์

“เราติดต่อหาลูกค้าเองด้วย บอกเขาว่ามีสินค้าใหม่ ส่งเข้าไปให้ดูได้ไหม และส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีผู้จัดจำหน่ายสินค้าที่เข้มแข็งมาช่วยอีกแรง และยังช่วยกันจนถึงตอนนี้ เวลาเจอปัญหาที่เราควบคุมไม่ค่อยได้อย่างเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรืออุณหภูมิเพิ่มขึ้นแค่หนึ่งองศา ก็ทำให้จำนวนผลผลิตและเวลาที่ใช้เปลี่ยนไป เราจะรีบสื่อสารให้เขารับรู้และพูดคุยด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แก้ตัว ทำให้คนเข้าใจและไว้ใจ”

นอกจากนี้ ทุกผลิตภัณฑ์ของสวนสระแก้วไม่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรม ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ แม้จะทำให้ไม่ได้ผลผลิตมากเท่าที่ควร แต่เป็นสิ่งพึงกระทำ

สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว

“แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจกันหมดนะ บางคนเขาทำงานเพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด เหมือนตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราเรียนรู้และพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก” น้อยเล่า ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นดีเห็นงามด้วย

พอประสบการณ์มากขึ้น เธอค่อยๆ เข้าใจว่าต้องป้องกันและดำเนินธุรกิจกับคนที่เชื่อใจกันได้ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความสุขเท่าเทียม

03

สวนกระแสด้วยการพัฒนาสายพันธุ์และค้นคว้าวิธีปลูกมะม่วงทับทิมทอง

ความแตกต่างแม้มีความเสี่ยง แต่เป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญในการสร้างความโดดเด่นของสวนสระแก้ว

หลังทดลองปลูกทั้งมะยงชิด ลิ้นจี่ ขนุน ลำไย แก้วมังกร ผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลที่พอต่อความต้องการของตลาด น้อยได้พบผลิตภัณฑ์ที่เมื่อเธอชิมครั้งแรกแล้วถึงกับหลงรักอย่างมะม่วงทับทิมทองที่มีผิวแดงสะอาด ซึ่งได้รับการแนะนำสายพันธุ์จากคนไต้หวันที่ทำงานร่วมกัน

แม้คนไทยไม่ค่อยนิยมปลูกสายพันธุ์นี้เท่าไหร่ น้อยมองว่านี่คือโอกาสชั้นดีที่จะสร้างความแตกต่าง

สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว

“เราเลือกของโดยจะไม่ไปแย่งตลาดใคร มีคนปลูกมะม่วงไทยเก่งๆ ดีเลิศประเสริฐศรีอยู่แล้ว ถ้ามีคนถามถึงมะม่วงไทย เราแนะนำที่อื่นให้ได้เลย ส่วนสวนสระแก้ว เราอยากลองมองหาอะไรที่แตกต่าง จนเจอมะม่วงทับทิมทอง ข้อดีคือผิวเขาหนาเป็นสีแดง เนื้อในแน่น ไม่เละ ไม่มีเสี้ยน เม็ดบาง ทานแล้วนุ่มละมุนลิ้น แต่เราไม่ได้มั่นใจเหมือนกันว่าจะขายได้ ต้องลองส่งไปให้ลูกค้าชิมก่อน ปรากฏว่าเขาชอบมากเลยเริ่มปลูกจริงจัง” น้อยแบ่งปันมุมมองการเลือกปลูกผลไม้ที่ไม่ไหลไปตามกระแสนิยม

นอกจากการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ไม่เหมือนใคร สวนสระแก้วพยายามวางแผน เตรียมพื้นที่ ปรับผืนดิน หาวิธีการใหม่ๆ ในการปลูกแบบของตัวเอง ด้วยการค้นคว้าหาความรู้ พบปะแลกเปลี่ยนทำวิจัยและตรวจสอบมาตรฐานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ

“จะใช้ชีวิตเกษตรกรต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วนะ ต้องเปิดรับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา” น้อยเสริมเคล็ดลับส่วนผสมของน้ำที่จำเป็นสำหรับการปลูกสวนที่เติบโต

04

ทำสวนให้พิถีพิถันอย่างคนมีความรัก

การดูแลใส่ใจเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การปลูก ไม่เช่นนั้นต่อให้ทำดีมาตั้งแต่เริ่มต้นก็ไม่สมหวัง

“ขั้นตอนการดูแลบ่มผลไม้หลังเก็บเกี่ยวสำคัญมาก ถ้าทำดีๆ จะเพิ่มคุณค่าด้วย อย่างที่ญี่ปุ่น เกษตรกรดูแลมะม่วงดีมาก มีสายพันธุ์ Egg of the Sun ที่สวยจนขายได้เป็นหมื่นหรือแสนเลย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยประณีตในขั้นตอนนี้ แม้ตอนปลูกดี แต่สุดท้ายของจะช้ำ ผิวไม่สวย”

วิธีการดูแลของสวนสระแก้วละเอียดถึงผลแต่ละผล เช่นการห่อถุงมะม่วงแต่ละลูกเพื่อป้องกันการกัดกินของแมลง ซึ่งต้องทำด้วยมือทั้งหมด โดยแต่ละครั้งจะเกิดการทดลองใหม่เสมอ เมื่อลองห่อด้วยถุงสีต่างๆ แต่ละสีจะทำให้ผิวของมะม่วงไม่เหมือนกัน พอเปลี่ยนวิธีการห่อ หากไม่ระวังจะเกิดจุดดำๆ ปรากฏขึ้นบนผิวเมื่อสุก ทำให้ขายในเกรดพรีเมียมไม่ได้ ต้องทดลองและวิจัยไปเรื่อยๆ ผิดถูกสลับกันไป

สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว

ความตั้งใจในการพัฒนาไม่รู้จบนี้ ส่งผลให้มะละกอฮาวายของสวนสระแก้วมีผิวเนียนสวย รูปทรงดั่งหลอดไฟตามธรรมชาติ รสชาติหวานและกลิ่นหอมละมุน จนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลไม้ถึง 3 ปี ในงานเกษตรแฟร์ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เหนือมาตรฐาน

แม้กระบวนการนี้จะเหน็ดเหนื่อย แต่การดูแลใส่ใจอย่างพิถีพิถันตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการเพื่อคุณภาพที่ดี ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สวนสระแก้วแตกต่างและสมหวังทางธุรกิจ ไม่ต่างอะไรกับความรักเท่าไหร่

สวนสระแก้ว

05

ของเดิมแต่ประสบการณ์ใหม่ ด้วยการแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ในทรงลูกบอล

ยุคสมัยนี้องค์กรต่างพูดถึงนวัตกรรม ที่สวนสระแก้วเองก็มีกระบวนการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ไม่แพ้ใคร เช่น น้ำผลไม้ทรงกลม Juice Ball ตรงหน้าเรา ที่นำผลผลิตเดิมๆ มาเปลี่ยนประสบการณ์การดื่มน้ำผลไม้ให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ปัญหาที่เจอคือเราทำให้ผลไม้ออกมาดีหมดไม่ได้ บางทีมีผลที่ไม่สวย ตำหนิประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ที่เหลืออีกเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์นั้นดีและทานได้ปกติ แต่ส่งเกรดพรีเมียมไม่ได้เลยต้องนำไปอบแห้ง ซึ่งมีหลายคนทำอยู่แล้ว เราเลยลองวิจัยร่วมกับสถาบันอาหาร เอาน้ำผลไม้เข้มข้นมาขึ้นรูปกลายเป็นทรงลูกบอลโดยปราศจากสารกันเสีย พอเคี้ยวแล้วจะละลายในปาก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ามากขึ้น เด็กๆ จะสนุกกับการทานแบบนี้มาก” น้อยเล่าต้นทางของนวัตกรรมที่เกิดจากปัญหา แก้ไขด้วยการร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ คาดว่า Juice Ball รสมะม่วง มะละกอ และมะพร้าว จะปรากฏตัวตามท้องตลาดทั่วไปให้เราได้ลิ้มลองกันในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ สวนสระแก้วยังนำเทคโนโลยีมาพัฒนาวิธีอบแห้งโดยไม่ใช้น้ำตาล นำตะลิงปลิงจากชาวบ้านมาสร้างคุณค่าใหม่ๆ ชวนให้เราติดตามความสร้างสรรค์และก้าวต่อไปของผลิตภัณฑ์ไทย ที่อนาคตอาจไปสร้างประสบการณ์ใหม่ในระดับนานาชาติ

สวนสระแก้ว

06

สวนนี้ไว้แบ่งปัน

“โชคดีที่เราได้เห็นโลกผ่านการเป็นแอร์โฮสเตสมายี่สิบห้าปี พอทำการเกษตร เราเห็นโอกาสเยอะแยะเลย เห็นว่าการเกษตรเรามีศักยภาพสูง แปรรูปและสร้างคุณค่าได้ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีภัยธรรมชาติ ได้เปรียบหลายๆ พื้นที่ในโลกนี้ เพียงแต่เราต้องทำผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพเท่านั้นเอง” น้อยตอบเมื่อเราถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการทำสองอาชีพที่แตกต่างกันเธอมองว่าก้าวที่ผ่านมาของชีวิตช่วยให้เธอเข้าใจโลกได้เป็นอย่างดี

เมื่อลูกทั้งสามคนของน้อยจบการศึกษาจนเติบโตในเส้นทางของตัวเองจนหมดกังวลใจ เธอหันมาทุ่มเทเวลาไปกับการพัฒนาสวนแห่งนี้ พร้อมๆ กับลูกสาวคนรองที่ยินดีเข้ามาช่วยเหลือกิจการ

และเป้าหมายต่อจากนี้ คือการแบ่งปันประสบการณ์ทั้งหมดที่มี มอบให้แก่ผู้อื่น

“เราค้นหาและทดลองกับการเกษตรมาสามสิบปี ได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรง่าย เลยตั้งใจว่าอีกสิบปีต่อจากนี้จะทำงานที่สวนสระแก้วอย่างมีความสุข และเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาเยี่ยมชม หากใครอยากเรียนรู้และทดลองใช้ชีวิตแบบเกษตรกรยุคใหม่ เรายินดีแบ่งปันด้วยความเต็มใจและขอเชิญชวนมาร่วมกันทำกันเยอะๆ” น้อยทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนเดินทางกลับเข้าไปทำงานที่สวนสระแก้ว

สวนสระแก้ว

Lesson Learnt

น้อยเริ่มต้นการเดินทางตามความฝันด้วยความหลงใหลเสมอ เธอรู้สึกโชคดีที่ได้ทั้งทำในสิ่งที่รักอย่างแอร์โฮสเตส และรักในสิ่งที่ทำอย่างเกษตรกร

“ทำอะไรก็ได้ที่เรารัก แม้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม ใครเขาจะหัวเราะเยาะเป็นเรื่องของเขา ชีวิตมันสั้นนะ อย่างชีวิตน้อยตอนนี้ไม่เหลืออะไรสำหรับความทุกข์อีกแล้ว มีแต่สิ่งที่สนุกและรัก” 

น้อยขอปฏิเสธหากใครบอกว่าชีวิตเธอประสบความสำเร็จแล้ว เธอยังพบเจอปัญหาและอุปสรรคอยู่ทุกวัน และกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย แต่ชีวิตคงสั้นเกินไปหากเรามัวแต่พะว้าพะวงกับอดีตและอนาคตจนลืมสิ่งสำคัญตรงหน้า

“ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ประโยคที่ชีวิตเราคงได้ฟังกันอยู่บ่อยครั้ง แต่จะมีความสุขใดมากกว่าการดำรงอยู่ในปัจจุบันเล่า

เว็บไซต์ : SSK Fruit

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ภายนอกของ ‘Mattaya Vision Center’ ดูเป็นคลินิกมากกว่าจะเป็นร้านตัดแว่น

คอนเซ็ปต์ของร้านนี้คือการตัดแว่นด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์สายตาเฉพาะบุคคล ทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือคนอายุมากกว่า 40 ปี

ร้านแว่นนี้เริ่มต้นจากจักษุแพทย์ที่เห็นความสำคัญของการวัดสายตา และเชื่อว่าการมองเห็นที่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น หัวใจหลักจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบริการ เพราะร้านแว่นไม่ใช่งานขายที่จบเฉพาะหน้าร้าน

ด้วยประสบการณ์ในการตรวจรักษาคนไข้โรคตามากว่า 10 ปีของ แพทย์หญิงมัทยา ขวัญอโนชา หรือ หมอหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ เธอพบว่าคนไข้ที่มาหาหมอตาส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องสายตาเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากโรคตาทั่วไป เธอจึงอยากแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้คนได้มากกว่าแค่หมอคนเดียวจะทำได้ การสร้างร้านแว่นตาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เธอเล็งเห็นว่าสามารถช่วยผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ส่วน แจน-เกียรติ​ศักดิ์​ วารวิจิตร วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจ และเข้าเรียนคอร์สเกี่ยวกับการทำแว่นและวัดสายตาโดยตรง ด้วยพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทำให้เขาเข้าใจกลไกของแว่นตาและเลนส์เป็นอย่างดี และกลายเป็นหัวกะทิของชั้นเพราะความชอบในวิชาที่เรียน

“Pain Point ที่เจอบ่อย ๆ คือคนไข้ตัดแว่นมาแล้วใส่ไม่ดี ใช้ชีวิตลำบาก เพราะแว่นที่ได้ค่าสายตาไม่ตรงบ้าง ไม่ตอบโจทย์บ้าง” หมอหลินเล่า “เราอยากทำร้านแว่นดี ๆ ที่รู้ใจ เข้าใจปัญหาของสายตาเขาจริง ๆ จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
01

ร้านแว่นของทั้งคู่ที่แรกอยู่ย่านลาดพร้าว เพราะเป็นร้านตัดแว่นของจักษุแพทย์ มีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับคำชักชวนให้ไปเปิดร้านที่โรงพยาบาลพญาไท 1

ร้านแรกย่านลาดพร้าวคือร้านแว่นทั่วไป ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรพิเศษ แต่ Mattaya Vision Center สาขาถัดมาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 และสาขา The Crystal Ekamai-Ramintra มีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

“พอได้ทำร้านแรก เราได้รู้ว่าเลนส์มีหลายเจ้า มีหลายแบบ ทำให้ได้รู้จักเลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ตัดยากที่สุดในบรรดาเลนส์ทั้งหมด” หมอหลินเล่าถึงที่มาของที่แห่งนี้

เลนส์โปรเกรสซีฟคือเลนส์สำหรับการมองชัดทุกระยะ พัฒนามาจากเลนส์ 2 ชั้น ส่วนความยากในการตัดแว่นของเลนส์ชนิดนี้ คือการตัดให้ตรงความต้องการของลูกค้า และใช้งานจริงได้เลย

“ถ้าสายตายาว แปลว่าเขามองไกลกับใกล้ได้ชัดไม่เท่ากัน สมมติไกลชัด ใกล้ไม่ชัด หรือใกล้ชัด ไกลไม่ชัด เลนส์นี้จะทำให้มองชัดทุกระยะ”

ลองนึกภาพตามว่า เรามักเห็นคนรุ่นพ่อแม่พกแว่นสายตายาวไว้สำหรับการอ่านหนังสือใกล้ ๆ 

แต่การตัดเลนส์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ศาสตร์ ความแม่นยำในการวัดสายตา และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเลนส์ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ จึงต้องใช้ศิลป์ในการพิถีพิถันช่วยลูกค้าเลือกสรร

เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าเหมาะ เหมาะกับแบบไหน หมอหลินดูจากไลฟ์สไตล์ผู้สวมใส่เป็นหลัก กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าจึงสำคัญที่สุด อาจจะยิ่งกว่าขั้นตอนการวัดสายตาด้วยซ้ำ เพราะการวัดสายตาที่ดีเป็นแค่พื้นฐานของร้านแว่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความเข้าใจปัญหาของลูกค้า

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“เริ่มจากซักประวัติ ให้เขาเล่าให้ฟังเลยว่าในวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ถามคำถามที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะกับเลนส์แบบไหน

“เช่น คุณเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกที่เราจะถามคืออายุเท่าไหร่ เพราะอายุก็เป็นตัววัดหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคุณเริ่มสายตายาวหรือยัง ต่อมาจะถามว่า ที่เข้ามาวันนี้ต้องการให้เราช่วยอะไร เพราะปัญหาบางคนอาจจะไม่ได้จบที่เลนส์โปรเกรสซีฟ อาจจะเหมาะกับเลนส์ชนิดอื่นมากกว่า”

การพูดคุยและขั้นตอนการตรวจวัดสายตาใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ได้แว่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สุด

02

 ไม่ว่าจะเดินไปห้างสรรพสินค้าไหน ก็ต้องพบร้านแว่น ถ้าห้างเล็กหน่อย อย่างน้อยก็ 1 ร้าน ห้างใหญ่ ๆ บางทีมีมากกว่า 5 แบรนด์

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mattaya Vision Center เป็นที่รักของลูกค้าและประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีคู่แข่งมากมายเพียงนี้

คำตอบอยู่ในสิ่งที่พวกเขาคิดและลงมือทำ

มัทยาคลินิกนี้ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ประกอบแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่รวมไปถึงคุณค่าของเวลาและเงิน ซึ่งประหยัดได้จากกระบวนการตัดแว่นที่แม่นยำและถูกต้องเหมาะสม

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

แจนเสริมว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและสุขภาพ ถ้าลูกค้ามาตัดแว่น ได้แว่นที่ถูกใจ เหมาะกับการใช้งาน ทำทีเดียวแล้วจบ เขาก็ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหลายรอบ ไม่เสียเวลาเขา แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ไปใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องมาพะวงเรื่องนี้อีก”

เริ่มจากพนักงานดูแลลูกค้าที่เป็นนักทัศนมาตรทั้งหมด 100% ไม่มีพนักงานขาย แก้ปัญหาที่เกิดระหว่างทางของการที่คนวัดสายตากับคนขายแว่นและเลนส์เป็นคนละคนกัน

“ถ้าเปรียบเทียบกับขั้นตอนในร้านแว่นปกติ เข้าไปเจอพนักงานขายก่อน เลือกกรอบเสร็จก็ไปวัดสายตากับหมอ วัดเสร็จได้ค่าสายตาแล้วก็ออกมาเจอพนักงานขายอีกทีเพื่อเลือกซื้อเลนส์” แจนเล่าก่อนหมอหลินจะเสริมต่อ

“มันเหมือนขาดการสื่อสาร คนวัดไม่ได้เลือกเลนส์ คนเลือกเลนส์ไม่ได้วัด เขาอาจไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องการอะไร เพราะไม่ได้คุยกันตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ทำให้ลูกค้าตัดแว่นแล้วใส่ไม่ได้ คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้ได้แว่นไม่ตรงความต้องการของตัวเอง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

ที่นี่จึงเป็นนักทัศนมาตรให้บริการตลอดทุกขั้นตอน แม่นยำเรื่องรายละเอียดในการวัดสายตา และรู้ว่าแต่ละไลฟ์สไตล์เหมาะกับเลนส์แบบไหน 

ร้านทั่วไปอาจมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ 1 – 2 คน แต่ที่มัทยาคลินิกมี 8 คน สลับให้บริการใน 2 สาขา

ทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา แทนที่จะให้เลือกกรอบ จะต้องมานั่งคุยกันก่อน คุยกันจนกว่าจะเข้าใจความต้องการ ปัญหา และการใช้ชีวิตของเขา

หลักการบริการมีแค่ 1 ข้อ คือให้คิดว่าลูกค้าคือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนของเรา เราจะดูแลเขาด้วยความหวังดีและใส่ใจเอง

หารือจนได้คำตอบแล้วก็ถึงกระบวนการวัดสายตา วัดเสร็จก็ลองใส่แว่นกับเลนส์ชนิดและยี่ห้อเดียวกับที่ต้องการได้เลย

“เราลงทุนกับตัวอย่างเลนส์มาก ๆ ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 5 – 6 รุ่น เลนส์มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ยี่ห้อ เฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟนะ ยังไม่รวมเลนส์เฉพาะทางอีก เลนส์เฉพาะทางก็จะมีอีกประมาณ 3 – 4 รุ่น รุ่นหนึ่งก็มีหลายค่าสายตา นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกทำ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าได้ลองเลยว่าสิ่งที่เขาจะได้คืออะไร ถ้าลองรุ่นนี้ไม่สบายตา ก็ลองเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ถูกใจที่สุดก่อนตัดแว่นจริง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

การทดลองว่าเลนส์ที่นักทัศนมาตรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานตัวเองหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เพียงแค่ใส่เดิน ถ้าพื้นไม่ลอยเป็นอันว่าใช้ได้ แต่มัทยาคลินิกมองไกลว่านั้น

ใน Experience Zone จะมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำลองจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ ชั้นวางหนังสือที่เทียบเท่าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ซิงก์ล้างจานในบ้าน ฯลฯ

ทดสอบในร้านเรียบร้อยก็พาไปเดินขึ้นลงบันไดนอกร้าน ลูกค้าบางคนขับรถเป็นประจำ นักทัศนมาตรที่ดูแลก็พาไปลองขับรถเลยจริง ๆ 

ขั้นตอนเลือกกรอบที่เราคุ้นชินว่าเป็นขั้นตอนแรกเพิ่งมาถึงตอนนี้ หลังได้เลนส์ที่ถูกต้องก็ไปเลือกกรอบที่ถูกใจ ซึ่งกรอบก็มีหลายยี่ห้อ ยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นกัน เลือกสรรมาเพราะเหมาะกับเลนส์ประเภทนี้ และไม่ว่าจะหยิบจับอันไหน หมอหลินก็เล่าที่มาและความตั้งใจของแบรนด์นั้นได้จนอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที หลังจากได้กรอบแล้วก็ไปฟิตติ้งความโค้ง ความพอดีของเลนส์กับดวงตา โดยวัดด้วยมือกับเครื่องวัดดิจิทัลสามมิติ แล้วนำทั้งสองค่ามาคิดร่วมกันอีกที

03

รอ 1 – 2 สัปดาห์ ลูกค้าก็จะได้รับแว่นที่ตัดด้วยความเอาใจใส่ แต่นั่นไม่ใช่จุดสุดท้ายของการขาย เหมือนที่แจนและหมอหลินบอกไว้ตอนต้น การตัดแว่นไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นการบริการระยะยาว

“การตัดแว่นโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ บริการหลังการขายเผลอ ๆ สำคัญกว่าก่อน ต่อให้เราพยายามเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาได้แว่นไปแล้วจะใช้งานได้ดีทันที เราจะขอให้เขามารับแว่นเองเพื่ออธิบายและให้ลูกค้าฝึกการใช้งานอีกรอบหนึ่ง

“แต่ฝึกแล้วก็อาจจะใส่ไม่ได้ทุกคนนะครับ” แจนว่าอย่างนั้น “ใส่แล้วอาจมีปัญหา แต่เราไม่ทิ้งเขา เราจะดูแลให้รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของหมอหลิน เราเป็นคนตัดแว่นให้เองเลย ลองใส่ครั้งแรก เขาอยากจะถอดทิ้ง เขาบอกว่าแว่นสายตายาวสำเร็จรูปที่ขายกันยังใส่ดีกว่านี้ เราเลยบอกว่าอดทนก่อนนะ ลองทำอย่างนั้น จนตอนนี้ไม่ถอดแว่นเลย เพราะใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องถอดเข้า ๆ ออก ๆ เหมือนแว่นสำเร็จรูปที่ใช้จนชิน ในตอนแรกถ้าตัดไปแล้วมีปัญหา เราจะถามว่าคุณลูกค้ามีเวลาไหม เข้ามาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“ร้านแว่นมักบอกให้ลูกค้าไปปรับตัวเองถ้ามีปัญหา เดี๋ยวก็ชิน แต่เราไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้า Complain เป็นเรื่องใหญ่ของเรา” หมอหลินย้ำอีกครั้ง

การมีลูกค้าขอเคลมสินค้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ไม่ใช่ในแง่ของต้นทุน แต่คือความพอใจและคุณภาพชีวิตของลูกค้า หมอและนักทัศนมาตรต้องประชุมหารือกันถึงปัญหาและวิธีแก้ไข เพื่อให้การแก้ปัญหาเด็ดขาด ไม่เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีก 

“การเคลมไม่ควรเกิดขึ้นเกิน 1 ครั้ง ลูกค้าบางคนที่เคยตัดจากร้านอื่นเข้ามา เคลมไปแล้ว 5 รอบ เราตกใจเลย ลูกค้าอดทนมาก ถามว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเคลมแต่ละครั้งขนาดนั้น เคลม 10 รอบเราก็ทำให้ได้ ขอแค่ลูกค้าใส่ได้ดี 

“แต่ถ้ามีปัญหาก็เคลม ไม่ได้หาต้นตอและวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการเสียเวลาลูกค้า

“หลักการที่เราใช้คือ Win-win Situation คือ Win ทั้งเราและลูกค้า เราต้องรู้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนถึงเคลม เพราะหนึ่ง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้หลายรอบ ไม่เสียความรู้สึก สอง คือ ลูกค้าเห็นถึงความ Professional ในการแก้ปัญหา และเห็นถึงความจริงใจของเราว่าไม่ทอดทิ้งเขา ถ้าจะเคลม ขอครั้งเดียวก็พอ อย่าหลายรอบเลย มันเสียเวลาลูกค้า” หมอหลินหัวเราะ

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ
04

การทำธุรกิจของคนเป็นหมอ ต่างจากนักธุรกิจคนอื่น ๆ ไหม – เราถามก่อนจากกันในวันนั้น

หมอหลินคิดครู่ใหญ่ก่อนตอบ “คนเป็นหมอชอบคิดให้ยาก” เธอหัวเราะ “เราจะเปิดร้านแว่นทั่วไปก็ได้ แต่ด้วยจริตที่มี เราทำไม่ได้ เราปล่อยผ่านไม่ไหว มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร้านเราเลือกทำเลนส์โปรเกรสซีฟด้วยนะ มันยาก มันท้าทาย มันต้องเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราแบกความคาดหวังของลูกค้าไว้เยอะมาก แต่เวลาที่ทำสำเร็จ ลูกค้าแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตดีขึ้น มันมีความสุขมาก ๆ”

การวัดความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากเรื่องยอดขายและผลกำไร ก็เป็นความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้เนื้อเชื่อใจ การบอกต่อ บางคนพาญาติ พาพ่อแม่ พาเพื่อนมาตัด และการกลับมาของลูกค้า 

“เพราะเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามอบให้ เขาจึงกลับมา”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ

Lessons Learned

  • รู้ลึกในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะได้ทำสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถ ทำให้ดีสมกับที่ลูกค้าไว้ใจให้เราทำ
  • หาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่ธุรกิจทำ เช่น หมอหลินและแจนอยากให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น เพื่อที่ทุกก้าวในดำเนินการจะได้มุ่งไปหาสิ่งนั้น และทำออกมาได้จริง ๆ
  • คิดแทนลูกค้าในตลอดเส้นทาง หา Pain Point ที่ธุรกิจจะแก้ปมให้เขาได้ เพื่อทำให้สินค้าและบริการตอบโจทย์ได้จริง ๆ

Mattaya Vision Center

Website : www.mattayaclinic.com

Facebook : Mattaya Clinic by Be My Glasses มัทยาคลินิก – คลินิกแว่นตาโปรเกรสซีฟ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load