ปีนี้ น้อย-อรพิน พิทักษากร อายุครบ 63 ปี แต่ใบหน้าเธอยังยิ้มแย้มสดใสต้อนรับอย่างเยาว์วัยเป็นกันเอง

“น่าจะเพราะทำสวนตลอดเลย” น้อยเผยเคล็ดลับตั้งแต่เริ่ม

30 ปีก่อน เธอเป็นแอร์โฮสเตสสายการบิน Cathay Pacific ทำงานบนฟากฟ้าท่ามกลางหมู่คนมากมาย

ขณะเดียวกัน เธอเริ่มปลูกเมล็ดพันธุ์ผลไม้เป็นงานอดิเรกในวันหยุด ลงบนผืนดินว่างเปล่าในจังหวัดสระแก้ว

สวนสระแก้ว สวนในฝันและแบรนด์ของอดีตแอร์โฮสเตสที่ส่งผลไม้ในไทยไปเสิร์ฟถึงบนฟ้า

ปัจจุบัน ผืนดินของน้อยขยายอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 200 ไร่ มีพืชผลทางการเกษตรมากเอกลักษณ์อย่างมะละกอฮาวายและมะม่วงทับทิมทอง ผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเองในชื่อ ‘สวนสระแก้ว’ หรือ ‘SSK’ เข้าไปตีตลาดต่างแดนอย่างรัสเซีย ฮ่องกง สายการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงโรงแรมห้าดาวอีกหลายสิบ ด้วยความแตกต่างของผลิตภัณฑ์และความสามารถด้านการบริหารธุรกิจที่เฉียบขาด

ในวัยที่ควรเกษียณ น้อยผันตัวมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น ทุกวันนี้เธอใช้เวลาส่วนมากอยู่ในสวน

“เราคิดไว้ลึกๆ อยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะเป็นเกษตรกร มั่นใจมากว่าผลิตภัณฑ์การเกษตรของประเทศไทยมีศักยภาพสูงไม่แพ้ใคร และมีอะไรให้ทดลองอีกเยอะแยะไปหมดเลย” น้อยสื่อสารทางสายตาด้วยความปีติ 

สวนสระแก้ว

นอกจากผลไม้ทั่วไปแล้ว สวนสระแก้วยังคิดค้น Juice Ball เครื่องดื่มทรงลูกบอลชวนรับประทาน สร้างประสบการณ์ใหม่ในการดื่ม และคาดว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ปล่อยออกมาให้เราได้เห็นเรื่อยๆ

สวนสระแก้วมีแนวคิดอย่างไรถึงเติบโตผ่านกาลเวลาได้นาน 3 ทศวรรษ และน้อยมีเคล็ดลับใดในการประกอบธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ แบบที่เธอพูดเต็มปากเต็มคำอย่างหนักแน่นว่ารู้สึก ‘สนุก’ ในทุกวันที่ได้ตื่นขึ้นมาทำ

เตรียมตัวให้พร้อม เราขอชวนไปหาคำตอบท่ามกลางแสงแดดและร่มไม้นานาพันธุ์ของสวนสนุกแห่งนี้กัน

01

จากผืนฟ้าสู่พื้นดิน

น้อยเป็นคนจังหวัดพะเยา เติบโตในชนบทที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ เธอมีความใฝ่ฝัน 2 อย่าง

หนึ่งคือ เป็นแอร์โฮสเตส 

สองคือ มีพื้นที่และเวลาได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หากมีครอบครัวและลูก เธออยากให้พวกเขาได้สัมผัสชีวิตชนบทบ้าง

หลังทำความฝันแรกสำเร็จและมีลูก ใน พ.ศ. 2532 เธอลงมือทำความฝันที่ 2 ทันที แม้ไม่ได้มีความรู้พร้อม

สวนสระแก้ว

“ตอนนั้นเราทำงานเป็นแอร์โฮสเตสประจำอยู่ที่ฮ่องกง พอวันหยุดมีเวลาว่าง เลยเริ่มหาซื้อที่ดินเปล่าโดยไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย รู้แค่ว่าอยากลองทำสวนเล็กๆ พอเจอที่ที่สระแก้วซึ่งตอนนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จักจังหวัดนี้เท่าไหร่ เราซื้อและเริ่มลงมือปลูกเลย”

น้อยคาดหวังว่างานนี้จะเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น เธอเริ่มจากปลูกสิ่งที่ชอบ คือมะละกอ โดยนำเมล็ดพันธุ์ Sunrise จากฮาวายมาปลูก

“เราเห็นว่ากินมะละกอเท่าไหร่ก็กินไม่หมดสักที พอเก็บเอาไว้ วันต่อมาก็ไม่ค่อยอยากกินต่อแล้ว และบางคนรังเกียจมะละกอเพราะกลิ่นตุๆ เลยลองปลูกมะละกอฮาวายที่ผลเล็กๆ ทานหมดผลได้พอดี มีกลิ่นหอมตอนเราเริ่มปลูก คนก็ถามนะว่าทำไมไม่ปลูกพืชที่ชื่อเก๋ๆ เท่ๆ อย่างสตรอว์เบอร์รี่หรือกีวี” น้อยอธิบายเสริม

สวนสระแก้ว

เมื่อออกผล น้อยนำผลไม้ไปแบ่งปันให้ผู้คนรอบตัวทั้งในและต่างประเทศได้ทาน ได้รับเสียงตอบรับว่า ‘อร่อย’ รสชาติโดนใจ เกิดปรากฏการณ์บอกต่อแบบปากต่อปาก จนมีห้างสรรพสินค้ารวมถึงสายการบินติดต่อมาถามหาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบด้วยตัวเอง เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งมะละกอฮาวายเข้าสู่ตลาด

ภายหลัง มะละกอฮาวายที่น้อยโปรดปรานกลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่น รสชาติหวานอร่อยไม่แพ้ชาติใด เป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่คู่พื้นดินสวนสระแก้วจนถึงทุกวันนี้

02

ไม่ต้องการเป็นสวนผลไม้ที่ทำกำไรสูงสุด

หลังน้อยก่อตั้งบริษัทจริงจังไม่นาน ประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2540

แต่สวนสระแก้วได้รับผลกระทบน้อย เพราะผลตอบรับของมะละกอฮาวายดีอย่างน่าประหลาดใจ ด้วยรสชาติที่ดีในราคาถูกกว่าใครจากการปลูกภายในประเทศ ทำให้ลูกค้ายังคงติดต่อรับซื้อเรื่อยๆ

ดูเหมือนง่ายและโชคดี แต่จริงๆ เป็นความตั้งใจอย่างหนักของน้อยที่ทำให้เธอผ่านพ้นวิกฤตได้ โดยในช่วงนั้นเธอยังทำงานเป็นแอร์โฮสเตสสลับกับการดูแลสวนสระแก้ว ทำให้มีโอกาสติดต่อกับสายการบินและโรงแรมต่างๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งคิดหาทางออกและมั่นคงในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์

“เราติดต่อหาลูกค้าเองด้วย บอกเขาว่ามีสินค้าใหม่ ส่งเข้าไปให้ดูได้ไหม และส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีผู้จัดจำหน่ายสินค้าที่เข้มแข็งมาช่วยอีกแรง และยังช่วยกันจนถึงตอนนี้ เวลาเจอปัญหาที่เราควบคุมไม่ค่อยได้อย่างเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรืออุณหภูมิเพิ่มขึ้นแค่หนึ่งองศา ก็ทำให้จำนวนผลผลิตและเวลาที่ใช้เปลี่ยนไป เราจะรีบสื่อสารให้เขารับรู้และพูดคุยด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แก้ตัว ทำให้คนเข้าใจและไว้ใจ”

นอกจากนี้ ทุกผลิตภัณฑ์ของสวนสระแก้วไม่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรม ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ แม้จะทำให้ไม่ได้ผลผลิตมากเท่าที่ควร แต่เป็นสิ่งพึงกระทำ

สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว

“แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจกันหมดนะ บางคนเขาทำงานเพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด เหมือนตีหัวเข้าบ้าน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราเรียนรู้และพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก” น้อยเล่า ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นดีเห็นงามด้วย

พอประสบการณ์มากขึ้น เธอค่อยๆ เข้าใจว่าต้องป้องกันและดำเนินธุรกิจกับคนที่เชื่อใจกันได้ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความสุขเท่าเทียม

03

สวนกระแสด้วยการพัฒนาสายพันธุ์และค้นคว้าวิธีปลูกมะม่วงทับทิมทอง

ความแตกต่างแม้มีความเสี่ยง แต่เป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญในการสร้างความโดดเด่นของสวนสระแก้ว

หลังทดลองปลูกทั้งมะยงชิด ลิ้นจี่ ขนุน ลำไย แก้วมังกร ผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลที่พอต่อความต้องการของตลาด น้อยได้พบผลิตภัณฑ์ที่เมื่อเธอชิมครั้งแรกแล้วถึงกับหลงรักอย่างมะม่วงทับทิมทองที่มีผิวแดงสะอาด ซึ่งได้รับการแนะนำสายพันธุ์จากคนไต้หวันที่ทำงานร่วมกัน

แม้คนไทยไม่ค่อยนิยมปลูกสายพันธุ์นี้เท่าไหร่ น้อยมองว่านี่คือโอกาสชั้นดีที่จะสร้างความแตกต่าง

สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว

“เราเลือกของโดยจะไม่ไปแย่งตลาดใคร มีคนปลูกมะม่วงไทยเก่งๆ ดีเลิศประเสริฐศรีอยู่แล้ว ถ้ามีคนถามถึงมะม่วงไทย เราแนะนำที่อื่นให้ได้เลย ส่วนสวนสระแก้ว เราอยากลองมองหาอะไรที่แตกต่าง จนเจอมะม่วงทับทิมทอง ข้อดีคือผิวเขาหนาเป็นสีแดง เนื้อในแน่น ไม่เละ ไม่มีเสี้ยน เม็ดบาง ทานแล้วนุ่มละมุนลิ้น แต่เราไม่ได้มั่นใจเหมือนกันว่าจะขายได้ ต้องลองส่งไปให้ลูกค้าชิมก่อน ปรากฏว่าเขาชอบมากเลยเริ่มปลูกจริงจัง” น้อยแบ่งปันมุมมองการเลือกปลูกผลไม้ที่ไม่ไหลไปตามกระแสนิยม

นอกจากการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ไม่เหมือนใคร สวนสระแก้วพยายามวางแผน เตรียมพื้นที่ ปรับผืนดิน หาวิธีการใหม่ๆ ในการปลูกแบบของตัวเอง ด้วยการค้นคว้าหาความรู้ พบปะแลกเปลี่ยนทำวิจัยและตรวจสอบมาตรฐานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ

“จะใช้ชีวิตเกษตรกรต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วนะ ต้องเปิดรับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา” น้อยเสริมเคล็ดลับส่วนผสมของน้ำที่จำเป็นสำหรับการปลูกสวนที่เติบโต

04

ทำสวนให้พิถีพิถันอย่างคนมีความรัก

การดูแลใส่ใจเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การปลูก ไม่เช่นนั้นต่อให้ทำดีมาตั้งแต่เริ่มต้นก็ไม่สมหวัง

“ขั้นตอนการดูแลบ่มผลไม้หลังเก็บเกี่ยวสำคัญมาก ถ้าทำดีๆ จะเพิ่มคุณค่าด้วย อย่างที่ญี่ปุ่น เกษตรกรดูแลมะม่วงดีมาก มีสายพันธุ์ Egg of the Sun ที่สวยจนขายได้เป็นหมื่นหรือแสนเลย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยประณีตในขั้นตอนนี้ แม้ตอนปลูกดี แต่สุดท้ายของจะช้ำ ผิวไม่สวย”

วิธีการดูแลของสวนสระแก้วละเอียดถึงผลแต่ละผล เช่นการห่อถุงมะม่วงแต่ละลูกเพื่อป้องกันการกัดกินของแมลง ซึ่งต้องทำด้วยมือทั้งหมด โดยแต่ละครั้งจะเกิดการทดลองใหม่เสมอ เมื่อลองห่อด้วยถุงสีต่างๆ แต่ละสีจะทำให้ผิวของมะม่วงไม่เหมือนกัน พอเปลี่ยนวิธีการห่อ หากไม่ระวังจะเกิดจุดดำๆ ปรากฏขึ้นบนผิวเมื่อสุก ทำให้ขายในเกรดพรีเมียมไม่ได้ ต้องทดลองและวิจัยไปเรื่อยๆ ผิดถูกสลับกันไป

สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว
สวนสระแก้ว

ความตั้งใจในการพัฒนาไม่รู้จบนี้ ส่งผลให้มะละกอฮาวายของสวนสระแก้วมีผิวเนียนสวย รูปทรงดั่งหลอดไฟตามธรรมชาติ รสชาติหวานและกลิ่นหอมละมุน จนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลไม้ถึง 3 ปี ในงานเกษตรแฟร์ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เหนือมาตรฐาน

แม้กระบวนการนี้จะเหน็ดเหนื่อย แต่การดูแลใส่ใจอย่างพิถีพิถันตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการเพื่อคุณภาพที่ดี ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สวนสระแก้วแตกต่างและสมหวังทางธุรกิจ ไม่ต่างอะไรกับความรักเท่าไหร่

สวนสระแก้ว

05

ของเดิมแต่ประสบการณ์ใหม่ ด้วยการแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ในทรงลูกบอล

ยุคสมัยนี้องค์กรต่างพูดถึงนวัตกรรม ที่สวนสระแก้วเองก็มีกระบวนการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ไม่แพ้ใคร เช่น น้ำผลไม้ทรงกลม Juice Ball ตรงหน้าเรา ที่นำผลผลิตเดิมๆ มาเปลี่ยนประสบการณ์การดื่มน้ำผลไม้ให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ปัญหาที่เจอคือเราทำให้ผลไม้ออกมาดีหมดไม่ได้ บางทีมีผลที่ไม่สวย ตำหนิประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ แต่ที่เหลืออีกเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์นั้นดีและทานได้ปกติ แต่ส่งเกรดพรีเมียมไม่ได้เลยต้องนำไปอบแห้ง ซึ่งมีหลายคนทำอยู่แล้ว เราเลยลองวิจัยร่วมกับสถาบันอาหาร เอาน้ำผลไม้เข้มข้นมาขึ้นรูปกลายเป็นทรงลูกบอลโดยปราศจากสารกันเสีย พอเคี้ยวแล้วจะละลายในปาก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ามากขึ้น เด็กๆ จะสนุกกับการทานแบบนี้มาก” น้อยเล่าต้นทางของนวัตกรรมที่เกิดจากปัญหา แก้ไขด้วยการร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ คาดว่า Juice Ball รสมะม่วง มะละกอ และมะพร้าว จะปรากฏตัวตามท้องตลาดทั่วไปให้เราได้ลิ้มลองกันในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ สวนสระแก้วยังนำเทคโนโลยีมาพัฒนาวิธีอบแห้งโดยไม่ใช้น้ำตาล นำตะลิงปลิงจากชาวบ้านมาสร้างคุณค่าใหม่ๆ ชวนให้เราติดตามความสร้างสรรค์และก้าวต่อไปของผลิตภัณฑ์ไทย ที่อนาคตอาจไปสร้างประสบการณ์ใหม่ในระดับนานาชาติ

สวนสระแก้ว

06

สวนนี้ไว้แบ่งปัน

“โชคดีที่เราได้เห็นโลกผ่านการเป็นแอร์โฮสเตสมายี่สิบห้าปี พอทำการเกษตร เราเห็นโอกาสเยอะแยะเลย เห็นว่าการเกษตรเรามีศักยภาพสูง แปรรูปและสร้างคุณค่าได้ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีภัยธรรมชาติ ได้เปรียบหลายๆ พื้นที่ในโลกนี้ เพียงแต่เราต้องทำผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพเท่านั้นเอง” น้อยตอบเมื่อเราถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการทำสองอาชีพที่แตกต่างกันเธอมองว่าก้าวที่ผ่านมาของชีวิตช่วยให้เธอเข้าใจโลกได้เป็นอย่างดี

เมื่อลูกทั้งสามคนของน้อยจบการศึกษาจนเติบโตในเส้นทางของตัวเองจนหมดกังวลใจ เธอหันมาทุ่มเทเวลาไปกับการพัฒนาสวนแห่งนี้ พร้อมๆ กับลูกสาวคนรองที่ยินดีเข้ามาช่วยเหลือกิจการ

และเป้าหมายต่อจากนี้ คือการแบ่งปันประสบการณ์ทั้งหมดที่มี มอบให้แก่ผู้อื่น

“เราค้นหาและทดลองกับการเกษตรมาสามสิบปี ได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรง่าย เลยตั้งใจว่าอีกสิบปีต่อจากนี้จะทำงานที่สวนสระแก้วอย่างมีความสุข และเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาเยี่ยมชม หากใครอยากเรียนรู้และทดลองใช้ชีวิตแบบเกษตรกรยุคใหม่ เรายินดีแบ่งปันด้วยความเต็มใจและขอเชิญชวนมาร่วมกันทำกันเยอะๆ” น้อยทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนเดินทางกลับเข้าไปทำงานที่สวนสระแก้ว

สวนสระแก้ว

Lesson Learnt

น้อยเริ่มต้นการเดินทางตามความฝันด้วยความหลงใหลเสมอ เธอรู้สึกโชคดีที่ได้ทั้งทำในสิ่งที่รักอย่างแอร์โฮสเตส และรักในสิ่งที่ทำอย่างเกษตรกร

“ทำอะไรก็ได้ที่เรารัก แม้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม ใครเขาจะหัวเราะเยาะเป็นเรื่องของเขา ชีวิตมันสั้นนะ อย่างชีวิตน้อยตอนนี้ไม่เหลืออะไรสำหรับความทุกข์อีกแล้ว มีแต่สิ่งที่สนุกและรัก” 

น้อยขอปฏิเสธหากใครบอกว่าชีวิตเธอประสบความสำเร็จแล้ว เธอยังพบเจอปัญหาและอุปสรรคอยู่ทุกวัน และกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย แต่ชีวิตคงสั้นเกินไปหากเรามัวแต่พะว้าพะวงกับอดีตและอนาคตจนลืมสิ่งสำคัญตรงหน้า

“ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ประโยคที่ชีวิตเราคงได้ฟังกันอยู่บ่อยครั้ง แต่จะมีความสุขใดมากกว่าการดำรงอยู่ในปัจจุบันเล่า

เว็บไซต์ : SSK Fruit

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เงิน 2,000 บาท

กับไร่กาแฟที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นพ่อ แต่ถูกกดราคามาตลอด 30 ปี เพราะพูดภาษาไทยไม่ได้

เชื่อหรือไม่ว่า 2 สิ่งด้านบน คือสารตั้งต้นที่ทำให้ ABONZO Coffee อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่าเติบโตและยิ่งใหญ่ ขยายกิจการจากดอยสู่ดิน คืนกำไรทุกอย่างภายใน 7 เดือน และกำลังขยายผลไปสู่การผลิตคนรุ่นใหม่มาช่วยกันส่งเสริมวงการ

หากวันนี้ไม่ได้มาสนทนากับ ภัทร-ภัทรชัย มงคลกุลผ่องใส หนุ่มอาข่าเจ้าของกิจการ คงไม่อาจรู้ได้เลยว่า ABONZO Paradise ปลายทางแห่งดอยช้าง จังหวัดเชียงราย ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดปี คือผลลัพธ์ทางธุรกิจจากน้ำพักน้ำแรงที่ใช้ต่อสู้กับทัศนคติ ภาษา และความเหลื่อมล้ำที่ชาวไทยบนยอดดอยต้องเผชิญ

เราจับเข่าคุยกับเขาท่ามกลางความงามของธรรมชาติที่ประเมินค่าไม่ได้ ไถ่ถามความเป็นไปจนได้ทราบว่า

คนใหญ่ คนเล็ก ฝันใหญ่ ฝันเล็ก ไม่สำคัญ สำคัญว่าคุณกล้าลงมือทำหรือไม่ เพราะชายคนนี้ลงมือทำอย่างฉับไว เผื่อแผ่กำไรชีวิตให้คนรอบข้าง ธุรกิจที่ไม่เห็นแก่ได้ แต่เห็นแก่ให้ จึงถือกำเนิดขึ้น

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

Fortune favors the prepared mind
ตั้งต้นจากไร่ของปู่และความพยายามของตน

อะบ๊อ ภาษาอาข่า แปลว่า ปู่, โซ คือชื่อคุณปู่ของภัทร

รวมกันคือ ปู่โซ สมาชิกครอบครัวรุ่นแรกที่เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นเป็นการปลูกกาแฟตามคำแนะนำของรัฐบาล แต่หลังจากได้รับเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรกลับต้องหาช่องทางไปต่อเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับชาวอาข่าที่พูดภาษาไทยไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่รู้แหล่งขาย บางครั้งแบกกาแฟไปถึงเชียงใหม่กลับถูกพ่อค้าคนกลางหาเรื่องกดราคา แบกกลับมาก็ไม่คุ้ม จึงจำใจรับเงินอันน้อยนิดมา

วงการช่วงนั้นยังไม่เฟื่องฟู ช่วงหนึ่งครอบครัวรู้สึกท้อจึงกลับไปทำไร่แบบเดิมอีก กระทั่งกาแฟดอยช้างโด่งดัง พวกเขาจึงได้โอกาสส่งผลผลิตให้หลายบริษัท หนึ่งในนั้นคือ พี่อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ เจ้าของ Bluekoff

ชีวิตเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการสื่อสาร ทายาทรุ่นสามอย่างภัทรกลับกลายเป็นรุ่นแรกที่ได้เรียนภาษาไทย เพื่อเชื่อมคนเมืองกับคนดอยเข้าด้วยกัน รวมถึงต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ทั้งพัฒนา แปรรูป และทำการตลาด ซึ่งหากไม่ทำ เขาบอกว่า น่าจะอยู่ยาก

“ค่าปุ๋ยปีนี้กระโดดขึ้นมา 100 เปอร์เซ็นต์ เราใช้วิธีออร์แกนิกคือตัดหญ้า ไม่ใช้ยา ค่าใช้จ่ายเพิ่มมา 200 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยคนหนึ่งได้เงินแค่ 1,000 – 2,000 บาท ต่อเดือน พาร์ตที่ทำงานหนักที่สุดและได้เงินน้อยที่สุดคือเกษตรกร ดังนั้นจึงต้องเพิ่มมูลค่าให้ได้”

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

สิ่งสำคัญต่อมาคือ องค์ความรู้ ส่วนสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความพยายาม

การไม่มีรองเท้าใส่ถือเป็นเรื่องเล็ก เมื่อเทียบกับฤดูหนาวที่เย็นถึงขั้วกระดูกในบ้านไม้ไผ่ไร้ผ้าห่ม ทั้งวันต้องเผชิญกับความหิวที่ไม่มีสิทธิ์คิดว่ามื้อต่อไปอยากกินอะไร ภัทรไม่กล้าฝันไปไกลกว่านั้น

โรงเรียนบนดอยช้างมีถึงแค่ ป.6 นักเรียน 300 คน ครู 1 คน ภัทรยังพูดภาษาไทยไม่ได้ เขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 12 ปี ไปสร้างกระต๊อบอยู่เองคนเดียวที่เทอดไทย เพื่อเข้าถึงการศึกษาขั้นต่อไป โดยมุ่งเน้นภาษาจีนแทน เพราะพ่อแม่หวังให้ไปทำงานที่ไต้หวัน ค่อยส่งเงินกลับบ้าน

แต่ก่อนถึงจุดนั้น เงินเรียนทุกบาททุกสตางค์ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการแบกหามทุกวันที่มีเวลาว่าง เขาบอกตนเองไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นคนที่ไม่มีทางเลือก

วันแล้ววันเล่าผ่านไป พร้อมความคิดว่า จะไม่ยอมยากจน แต่จะทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น

ชีวิตของเขาระหกระเหินจากชายแดนที่เต็มไปด้วยยาเสพติดและการถูกทำร้าย สู่การเรียนพระคัมภีร์ในโบสถ์อเมริกันที่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 18 ปี เรียนจบปริญญาโท เกือบตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เมืองกรุง แต่พระคัมภีร์ท่อนหนึ่งหวนให้เขานึกถึงชาวอาข่าที่กำลังลำบากบนดอย 

ภัทรในวัย 30 ไร้เงินเก็บ ตัดสินใจกำเงิน 2,000 บาทสุดท้ายกลับบ้าน เพื่อเปลี่ยนชีวิตตนเองและพวกพ้องให้ดีกว่าเก่า

ปีแรกของว่าที่นักธุรกิจ เริ่มจากการรับจ้างเก็บกาแฟในไร่

ปีที่สองรับซื้อกาแฟข้างถนนให้กับพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง ใช้แรงกายในการแบกหามผลผลิตกว่า 5,000 กิโลกรัม

ปีที่สามขอพี่คนเดิมแปรรูป ทั้งที่ตนทำไม่เป็น ก่ออิฐไม่ถูกจนเตาแตกจากแรงดัน เมล็ดกาแฟตกพื้น ต้องไล่เก็บทีละเม็ด เพราะไม่มีเงินชดใช้ค่าเสียหาย

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

เมื่อเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ภัทรเห็นว่าการขายกาแฟในประเทศไทยเป็นเรื่องยาก จึงเริ่มต้นที่ต่างประเทศแทน การเรียนพระคัมภีร์ทำให้เขาได้ภาษาอังกฤษ จึงหอบผลิตภัณฑ์ไปขายฝันถึงอเมริกา ได้ออเดอร์แรกเต็ม 2 ตู้คอนเทนเนอร์ หนักประมาณ 40 ตัน แต่ความตื่นเต้นอยู่ที่เขาไม่มีทั้งกาแฟและโรงแปรรูป สุดท้ายจากมิตรไมตรีที่เคยสร้างจึงได้โรงคั่วเก่ามาเป็นตัวช่วย และมีชาวบ้านมาเป็นกำลังหลักทำให้ภารกิจแรกสำเร็จด้วยดี

ธุรกิจของเขาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ชาวต่างชาติสนใจอยากบินมาดูกิจการ 

ABONZO ที่ไร้ตัวตนจำต้องหาฐานที่มั่น ภัทรเริ่มหาทำเลตั้งโรงแปรรูปอย่างจริงจัง ซึ่งร้านสุดคลาสสิกพร้อมโรงคั่วของเขายังตั้งอยู่ด้านล่าง จากนั้นจึงขยับขยายเปลี่ยนไร่กาแฟเป็นร้าน ABONZO Paradise ในปัจจุบัน ก่อนขยายสาขาลงไปสู่ตัวเมืองเชียงราย และกำลังมีแผนเปิดที่กรุงเทพฯ ในอนาคต

“อุปสรรคในการเปิดร้านมีแน่นอน แต่ผมไม่ได้บอก เพราะมันไม่เยอะเท่าสิ่งที่ผมเจอตอนเด็ก เหมือนพระเจ้าเตรียมผมไว้ให้พร้อมรับความกดดันและการเติบโต”

ABONZO Paradise
เบื้องหลังสรวงสวรรค์บนดอยช้าง

ABONZO = อาข่า

นิยามอันยิ่งใหญ่ที่แม้กิจการจะเดินทางมาไกล แต่ก็ยังไม่ลืมต้นกำเนิด แม้จะมีบางช่วงที่ อารุ แยซอกุ อายว่าตนเป็นชาวอาข่า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ภัทรชัย มงคลกุลผ่องใส แต่สุดท้ายความภูมิใจในเรื่องนี้ก็ถูกใส่ไว้ในไบเบิลการทำธุรกิจของเขา โดยเฉพาะการตั้งชื่อและการออกแบบ 

โลโก้แบรนด์เป็นลายภูเขา สะท้อนถึงชนเผ่าบนดอย ชื่อที่พัก ARUTO Village มาจากชื่อเดิมของภัทร และการตกแต่งสิ่งปลูกสร้างด้วยไม้ไผ่ก็ได้แรงบันดาลใจจากบ้านยุคเก่าที่เขาเคยต้องทนหนาว

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย

การแสดงออกถึงความเป็นอาข่าถือเป็นการเล่าเรื่องเพื่อการตลาดส่วนหนึ่ง แต่ภัทรเชื่อว่าหากทำการตลาดจากเรื่องเล่า แต่คุณภาพกาแฟไปไม่ถึง คนจะซื้อด้วยความสงสารเพียงครั้งเดียว ดังนั้น กาแฟจึงต้องพัฒนา เมื่อพัฒนาแล้วผลผลิตจะทำให้เขาโด่งดัง ทั้งยังเล่าเรื่องได้มากกว่า

ส่วนองค์ประกอบสำคัญในการทำธุรกิจของเขา อย่างแรกที่ถูกบอกเล่าคือ ‘จินตนาการ’ 

“ผมเรียนไม่เก่ง ถูกกลั่นแกล้งเลยไปอยู่หลังห้อง มีเพียงศิลปะวิชาเดียวที่ชอบ ผมได้ใช้ทักษะนี้ตอนทำกาแฟ เพราะกาแฟเป็นเรื่องของศิลปะและการออกแบบ สถานที่ทั้งหมดผมออกแบบเองและช่วยกันทำ”

สิ่งที่สองคาบเกี่ยวกับสิ่งแรกคือ ‘การทำแบรนดิ้ง’ แต่ในอีกทางต้องรู้จักปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ภัทรออกแบบร้านกาแฟในเมืองให้เข้าตาวัยรุ่น ขณะที่บนดอยต้อนรับผู้ใหญ่

สิ่งที่สามคือ ‘ความไม่กลัวที่จะลงทุน’ เพราะเมื่อสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไว เขาต้องคิดให้ไวเช่นกัน เงินที่ได้จึงไม่เคยถูกเก็บ แต่ถูกนำไปลงทุนต่อ เขาไม่ซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นหรือทำเงินให้ไม่ได้ 

ยกตัวอย่าง การลงทุนสร้างร้านใหม่บนดอยช้าง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าด้านล่าง 2 เท่า ภัทรลงทุนไปราว 20 ล้านบาท ใช้เวลาคิดเพียง 2 สัปดาห์ ด้วยตอนนั้นมีคู่แข่งทางการตลาดและคาเฟ่เพิ่มขึ้น ลูกค้าต้องการขึ้นดอยเพื่อชมวิวและสูดอากาศบริสุทธิ์ หากไม่ขึ้นมาเปิดบนทำเลใหม่ที่สูงและสวยกว่าเก่า ลูกค้าย่อมหาย

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการทิ้งสิ่งที่เราลงทุนมา จะขยับทีหนึ่งต้องกล้าและต้องไวในเวลาที่เหมาะสม ผมเปิดร้านนี้ในช่วง High Season พอดี พฤศจิกายนปีที่แล้ว แค่ 5 – 6 เดือน เราคืนทุน”

เราถามเขากลับว่า มีการคำนวณเพื่อดูความเป็นไปได้ของการลงทุนบ้างไหม

“สมมติรายได้ที่พักคืนละ 35,000 รายได้จากร้านกาแฟ ซื้อของฝาก อาหาร 40,000 – 50,000 บาท ช่วงฤดูท่องเที่ยวตีไปวันละแสน คำนวณแค่นี้ พอเอาเข้าจริง ๆ ไม่ได้เหวี่ยงมาก บางทีเกินกว่าที่คิดไว้”

เขาเล่าต่อถึงการทำที่พัก ARUTO Village ซึ่งแรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อเอากำไร หากแต่เป็นการเอาคอนเนกชันเพื่อต่อยอดธุรกิจ

“ผมเรียนรู้หลายอย่างจากคนที่มาพักซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ หลายคนมีบ้านพักตากอากาศที่ไปแค่ปีละครั้งสองครั้ง 

“เราสงสัยว่าบ้านทั้งสวยทั้งใหญ่โต ทำไมไปแค่ไม่กี่ครั้ง แต่คนกลุ่มนี้คิดอีกแบบ เขาชวนลูกค้าที่ต้องการร่วมธุรกิจไปพัก กินอิ่ม หลับสบาย เสร็จแล้วดีลงาน จบงาน แค่งานเดียวก็คืนทุนทั้งหมดที่ลงไปกับบ้านพักตากอากาศ”

ABONZO อาณาจักรกาแฟของชาวอาข่า ผู้กำเงิน 2,000 บาท ใช้ไร่ของปู่สานฝันที่เชียงราย
ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

ภัทรจึงคิดเช่นกันว่า การสร้างที่พักของเขา แม้จะขายไม่ได้ก็เป็นไร เพราะถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ของเขาเอง นอกจากนี้เขายังมองว่า กาแฟและที่พักคือเรื่องเดียวกัน เพราะคนที่ชอบกาแฟมาพักเพื่อศึกษาเรื่องนี้ได้ เรียกว่าเป็นการส่งเสริมกิจการในเครืออย่างสมบูรณ์

Pass coffee on to the next generation
จิบจากรุ่นสู่รุ่น

อีกหนึ่งสถานที่ใหม่ ABONZO Tokyo กำลังจะเปิดใกล้ 2 มหาวิทยาลัย บนพื้นที่ 13 ไร่ ขยายความเป็นไปได้สู่วงการชาและโกโก้ แต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่กว่าการขยายกิจการคือ การสร้างสถานศึกษาเพื่อผลิตนักธุรกิจชาวดอยที่ช่วยสานต่อการพัฒนาชุมชน

ภัทรในวัย 39 บอกว่า มีเกิดย่อมมีตาย แต่เราจะตายในอีกกี่ปี สิ่งที่ยั่งยืนจึงเป็นองค์ความรู้ของนักธุรกิจที่มีอุดมการณ์และความเข้าใจ โดย ABONZO Tokyo จะรับเด็กมหาวิทยาลัย 12 คน มาอยู่ด้วยกันตลอดระยะเวลา 4 ปี อำนวยความสะดวกตั้งแต่ที่พักและพื้นที่เรียนรู้ศาสตร์อันหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นที่กาแฟเพียงอย่างเดียว

ปีแรก ค้นหาตัวเอง รักอะไรก็ได้ตั้งแต่พืชพันธุ์ จนถึงแฟชั่นดีไซน์

ปีที่สอง เรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน

ปีที่สาม เริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง และรู้จักทำการตลาด

ปีที่สี่ มีรายได้จากสิ่งที่ศึกษา เชื่อมต่อกับชุมชนที่ตนเองอาศัย

ไม่ว่าจะไร่ โรงคั่ว ที่พัก หรือสถานศึกษาที่กำลังจะเกิด ภัทรมองว่านี่เป็นเพียงการตอกเสาเข็มเพื่อการเป็นแบรนด์ท้องถิ่นของชาวอาข่าที่ก้าวขึ้นสู่เวทีโลก

ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

ส่วนในระดับท้องถิ่น ธุรกิจของเขาต้องส่งเสริมสมาชิกชุมชน โดยเฉพาะวัยรุ่นกว่า 400 – 500 ชีวิต ที่หลายครอบครัวไม่มีกำลังส่งเรียน เมื่อเด็กทำงานหนักไม่ได้เหมือนคนรุ่นเก่า พวกเขาหลายคนพ่ายแพ้ให้กับอบายมุขรอบตัว

“ชีวิตคนดอยเป็นแบบนี้ แต่ไม่มีโอกาสพูด ต้นทุนที่เราต้องจ่ายสูงมาก ไม่มีโรงเรียน ลงไปก็พูดไทยไม่ชัด โดนล้อ เรียนข้างล่างต้องหาหอพัก มีมอเตอร์ไซค์ ค่าอาหาร พ่อแม่ต้องมีเงินระดับหนึ่ง ความพยายามของเราต้องมากกว่าเขาเป็นเท่าตัว แต่ผมเชื่อว่าความลำบากสร้างชีวิต”

เจ้าของ ABONZO ไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เขาช่วยสร้างงานให้เด็กเหล่านั้นได้ เริ่มจากที่พักที่สร้างงานให้เด็กได้อีก 4 – 5 คน ร้านกาแฟที่ต้องการเด็กอีก 10 คน รวมถึงโรงงานแปรรูป แต่หากธุรกิจอยู่แค่บนดอยจะสร้างงานไม่ได้มากกว่านี้ จึงเกิดแนวคิดว่า หากขยายร้านไปทั่วไทย เขาจะส่งเด็กในหมู่บ้านไปเทรนด์ใน Coffee Academy ที่กำลังวางแผนบนดอย และส่งวัยรุ่นไปตามร้านกาแฟที่เขาเปิดใหม่ได้

หลังจากนั้นจึงให้ถือหุ้น เพื่อรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ 

ในอนาคต เจ้าของ ABONZO จะไม่ใช่แค่ภัทรคนเดียว แต่เป็นคนในชุมชน

ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

อีกหนึ่งกรณีน่าศึกษา คือการเปิดตัว ร้าน ABONZO in town ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งแรกที่ขยายอาณาจักรจากดอยสู่เมือง วันเปิดร้านคือวันแรกที่ล็อกดาวน์ เงินที่ลงไปจำนวนมหาศาลเหมือนถูกโยนเข้ากองไฟ 

แต่ใครจะเชื่อว่าหลังรอคอยอย่างอดทน ร้านเปิดวันแรกพร้อมคนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา ในช่วงโควิด-19 คนนอกอยากเข้ามาเที่ยว และคนเชียงรายร่วมใจกลับบ้าน เพียงแค่ 7 เดือน เขาคืนทุนทุกอย่าง

“เราเรียนรู้และมีความฝัน เมื่อ ABONZO in town เปิด เราคิดว่าจะไม่มีวันล้ม โควิด-19 มากี่รอบ เราเรียนรู้จากมัน หากเปิดในเมืองต้องคำนึงถึงการออกแบบและที่จอดรถ เมื่อมีแผนจะเปิดร้านต่อไป เราจึงนำสิ่งนี้มาปรับใช้”

การมีร้านกาแฟไม่ใช่เรื่องยาก แค่วางแผนและก่อสร้างก็ถือว่าเปิดร้านได้ แต่จะทำธุรกิจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จและไม่ตาย เคล็ดไม่ลับของภัทรคือ ความทุ่มเท ทุ่มพลังงานเกินร้อย เวลาเกินร้อย และเงินเกินร้อย สนุกกับทุกเช้าที่ตื่นมาและมีปัญหารอให้แก้

ไม่ว่าจะธุรกิจไหน เขาเชื่อว่าประสบความสำเร็จได้ทั้งหมด

ABONZO ธุรกิจของชาวอาข่าผู้เปลี่ยนเงิน 2,000 บาทและไร่ของปู่ สู่อาณาจักรกาแฟเพื่อชาวอาข่าและชุมชนชาวดอยในเชียงราย

Lesson Learned:

  • อย่ารอโอกาส แต่จงสร้างโอกาส เว้นแต่สภาพการณ์ต้องการความอดทน จงรออย่างมุ่งมั่น ไม่ใช่รออย่างท้อแท้
  • อายุเป็นเพียงตัวเลข อย่าให้เป็นอุปสรรคในการฝันหรือลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจ เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
  • ทุกธุรกิจต้องการเวลาและความทุ่มเทขั้นสูงสุด
  • ธุรกิจที่ดีและมีที่ทางไปต่อ คือธุรกิจที่ไม่เห็นแก่ได้ แต่คืนกำไรให้ชุมชนและคนรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือโอกาส
  • อย่าใช้เรื่องเล่าของความสงสารในการเรียกลูกค้า แต่ใช้คุณภาพสินค้าเป็นตัวชูโรง ให้เรื่องเล่าเป็นกำลังเสริมที่คนพูดถึงเป็นสิ่งต่อมา

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load