The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับทั้ง 3 พี่น้องผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sretsis อิ๊บ คล้ายเดือน, เอ๋ย พิมพ์ดาว และ แอ้-มทินา สุขะหุต เพราะสนใจวิธีคิดใหม่ของการบริหารแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น

ย้อนกลับไป 17 ปีก่อน แบรนด์อยู่ในกลุ่มแบรนด์ไทยหน้าใหม่ของโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เป็นต้นแบบของแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงนับร้อยนับพันที่เกิดขึ้นตามหลัง มีร้านอยู่ในหลายเมืองสำคัญของวงการแฟชั่น มีคนดังมากมายหลายวงการติดตามเป็นแฟนคลับ

ไม่นานมานี้ แบรนด์มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและทำงานกันภายใน ซึ่งเราพบว่าน่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงใหม่ในวงการแบรนด์แฟชั่น เรายังไม่ค่อยเห็นวิธีการแบบนี้กับธุรกิจไหน พวกเธอแลกงานกันทำ คนที่เคยดูแลการตลาดย้ายไปทำงานสายผลิต คนที่เคยทำแต่งานออกแบบต้องคิดวางแผนการสื่อสารไปพร้อมกันด้วย

จากที่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับแบรนด์แฟชั่นนี้น้อยมาก วันนี้เรามองแบรนด์เสื้อผ้านี้ด้วยสายตาอีกแบบ เช่นสายตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปเพียงเพราะพวกเธอไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์ ความคลาสสิกจากการหยิบเสื้อคอลเลกชันเก่ามาใส่ตอนไหนก็ได้ หรือการต่อยอดแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Little Sister ให้เป็น Sustainable Brand ของ Sretsis

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

คนที่ไม่รู้จักแบรนด์เราจะบอกว่าเสื้อผ้าแบบนี้ใส่ยาก ใส่ 2 ครั้งคนก็จำได้แล้ว

ซึ่งสิ่งที่แบรนด์กำลังบอกเราตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน 2 ชั่วโมงกว่าคือ โปรดหยิบชั้นมาใส่บ่อยๆ ใส่จนคนจำได้ว่าชุดนี้ผ้าลายนี้เป็นของคุณ

“เราเป็นมนุษย์ลายพิมพ์ลายปัก จะให้เราไม่มีลายพิมพ์ในตัวเลยจะทำได้อย่างไร

“ถ้าเราอยู่ในห้องเรียบๆ สีขาวเราจะปวดหัว เราชอบอยู่กับลาย ถ้าไม่มีลายก็ขอมีลูกไม้ จะให้เรียบร้อยไปก็ไม่ไหว ขอโป๊ๆ หน่อย ถ้ามานั่งฟังพวกเราคุยกันจะรู้ว่ามีแต่เรื่องทะลึ่ง นี่แหละเฟมินิสม์ในแบบเรา เวลาพี่เอ๋ยพรีเซนต์ว่าชุดตัวนี้ดียังไง พี่เอ๋ยจะบอกว่า วิธีใส่เสื้อตัวนี้ที่ดีที่สุดคือไม่ใส่อะไรข้างในเลย ดูสิ ผู้หญิงเรียบร้อยเขาไม่พูดกันหรอก” แอ้เล่าพร้อมหัวเราะเสียงใส

เรื่องของแบรนด์ทำให้เราคิดถึงหนัง Coming of Age ดีๆ สักเรื่อง และ 17 ก็เป็นตัวเลขขวบปีที่โตพอที่จะรู้ความต้องการของตัวเอง

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

คนไทยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์บอกว่า Sretsis เป็นแบรนด์ของผู้หญิงสายหวาน

ใช่ พวกเธอเป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้ฟรุ้งฟริ้ง และผู้หญิงก็มีมิติที่มากกว่านั้น

“เรามีความซ่า ดาร์ก ทะลึ่ง ขณะเดียวกันเราชอบความเป็นผู้หญิง ชอบความละเอียดอ่อน เราโตมาในสังคมที่เหมารวมผู้หญิงว่ามีแบบเดียว ซึ่งจริงๆ มีทั้งผู้หญิงทำงาน มีความคิดเป็นของตัวเองชัดเจน มีความมั่นใจ รู้ว่าต้องการจะแต่งตัวยังไง” ทั้งสามยืนยัน

เราก็ยืนยัน

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

อย่าแปลกใจถ้าอยู่ๆ คนก็พบว่าตัวเองหมุนตัวลองเสื้อหน้ากระจกของร้านหลังจบบทสนทนา

ความห้าวหาญของสามพี่น้องจากนิวยอร์ก ที่กลับมาทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่น

จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากแม่ ผู้มีความฝันอยากเห็นลูกสาวทำงานด้วยกัน

“เป็นความฝันของคุณแม่ที่อยากเห็นลูกทำงานด้วยกัน ท่านอยากให้พี่อิ๊บเป็นสถาปนิก พี่เอ๋ยเป็นอินทีเรีย อยากให้แอ้เป็นวิศวกร อะไรก็ได้ขอให้ลูกทำงานด้วยกัน” แอ้เล่าย้อนกลับไปวันที่แม่เห็นประกาศหาผู้เช่าพื้นที่ร้านค้า ก่อนที่ท่านตัดสินใจมอบโจทย์เปิดร้านสร้างแบรนด์ของตัวเองแก่ลูกสาวทั้งสาม

23-21-18 คืออายุตอนเริ่มต้นแบรนด์ของอิ๊บ เอ๋ย แอ้ ตามลำดับ

อิ๊บ นักเรียนเศรษฐศาสตร์และธุรกิจสิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เอ๋ย นักเรียนแฟชั่นที่สถาบันพาร์สันส์ อดีตนักเรียน MIS (Management Information System) และแอ้ นักเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สถาบันพาร์สันส์ และนักเรียนออกแบบเครื่องประดับที่วิทยาลัยเซ็นทรัลเซนต์มาร์ตินส์

ไม่ต่างจากผู้ก่อตั้งแบรนด์ทุกคนในโลก ซึ่งล้วนอาศัยความกล้าด้วยกันทั้งนั้น

“พวกเราตัดสินใจทำเพราะอยากเห็นเสื้อผ้าที่เราอยากใส่แต่ไม่มีขายในตลาด” เอ๋ยเล่า โดยชื่อของ Sretsis มาจากการกลับตัวอักษรของคำว่า Sisters ได้แรงบันดาลใจมาจากกระจก Erised (เกิดจากการกลับคำว่า Desire) ในหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์

แบรนด์เกิดขึ้นในยุคเฟื่องฟูของแฟชั่น คนไทยเริ่มมาใส่แบรนด์ไทยกันมากขึ้นจากเดิมที่นิยมแบรนด์ต่างประเทศมากกว่า โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น (Bangkok Fashion Society) และการสนับสนุนจากภาครัฐเมื่อสิบกว่าปีก่อนทำให้ แบรนด์มีโอกาสเดินสายโชว์ผลงานที่มิลาน ปารีส ออสเตรเลีย

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

The Siamese Sisters ยืนหนึ่งจากประเทศไทย

เอ๋ยเล่าว่า ช่วงแรกของแบรนด์เป็นช่วงที่พวกเธอสนุกกับทดลองมาก ไม่ว่าจะทำคอลเลกชัน ทำตลาด ทำโชว์ ทุกอย่างทำอยู่ภายใต้โจทย์สนุกไว้ก่อน ต่อมาเริ่มมีโชว์รูม มีการวางแผนการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้นเพราะพวกเธอเริ่มทำงานกับตลาดต่างประเทศ ขณะที่ช่วงที่ 3 เป็นช่วงขยายสาขาไปที่ญี่ปุ่น รวมถึงคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนของแบรนด์ทำให้พวกเธอกล้าออกสินค้าแบรนด์ใหม่ ได้แก่ Sincerely Yours และ Little Sister ที่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก รวมถึงเปิดเว็บไซต์

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“เราทบทวนกันเสมอว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในตลาด เมื่อก่อนมีโชว์รูมหลายที่ในต่างประเทศซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนแบรนด์ ได้แก่ นิวยอร์ก ลอนดอน ซิดนีย์ และโตเกียว ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เราก็เริ่มให้ความสำคัญกับการสื่อสารในช่องทางออนไลน์เริ่มขายตรงผ่านเว็บไซต์มากขึ้น” อิ๊บเล่า

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“มีบางช่วงที่เราน้อยใจว่า ใช่สิ เราไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์นี่นา เมื่อก่อนที่ไปงานเทรดโชว์จะมี Buyer ตื่นเต้นกับคอลเลกชันมาก และพอถามว่ามาจากไหน เขาจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไปเลย เหมือนไม่มั่นใจในคุณภาพ ซึ่งเราคิดมาตลอดว่าไม่ยุติธรรมเลย เพราะเขาคาดหวังว่าราคาจะต้องถูกกว่านี้ แต่ตอนนี้เราไม่สนใจอีกต่อไปแล้วเพราะเราคิดแบบใหม่ เราภูมิใจในรากของเรา เราเป็น Siamese Sisters ที่อยากจะเล่าเรื่องของเรามากกว่าในการแข่งขันกับแบรนด์ทั้งโลก” แอ้เล่าความในใจ

ความคลาสสิกคือการทำซ้ำ

ทั้งสามเล่าว่า ลูกค้าในประเทศอาจจะอินกับคอลเลกชันล่าสุด ซึ่งสิ่งที่คนมักลืมไปคือ เสื้อผ้าทุกชิ้นมีความพิเศษในตัวเอง

“เราไม่อยากให้คนคิดว่าต้องใส่เสื้อผ้าซีซั่นใหม่ตลอด เราดีใจและรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่เห็นแฟนๆ ของเราหยิบเสื้อผ้า Sretsis ของตัวเองมิกซ์แอนด์แมตช์ โดยเฉพาะลูกค้าที่ญี่ปุ่น เราได้เห็น Sretsis หลากหลายสไตล์มาก เขาทำให้เรารู้สึกได้โดยไม่ต้องพูดว่าเสื้อผ้าของเรามีค่าสำหรับเขาแค่ไหน เขาอาจจะมีเสื้อผ้าของเราแค่ 3 ชิ้น แต่เขาใส่กับเสื้อผ้าสไตล์ของเขาได้หลากหลายแบบมาก ลูกค้าบางคนหยิบเสื้อผ้าต่างซีซั่นมาใส่ร่วมกันได้สวยมากๆ เราเองก็นึกไม่ถึง” เอ๋ยเล่าด้วยตาเป็นประกาย

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“Timeless ในความหมายของเราคือ เราไม่สนว่าเสื้อผ้ารุ่นนั้นออกมาเมื่อไหร่ แต่หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีเบื่อ” แอ้เสริม

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ทำเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์เพื่อหลากหลายวาระและโอกาส ชุดที่ใส่เดินทางที่ไหนเฉิดฉายและเหมาะสมกันดี ทั้งสามยืนยันมาว่ามีชุดที่เหมาะจะใส่ท่องดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ยังไม่นับชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ไปจนถึงชุดทำบุญ ชุดแต่งงาน เสื้อผ้าวันสบายๆ และเสื้อผ้าเด็ก

คุณอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าที่มีลวดลายใส่ในชีวิตประจำวันยาก ใส่ซ้ำก็มีคนจำได้

แต่ถ้าลองฟังคำตอบของทั้งสามสาว คุณจะคิดใหม่และอยากเลือกหาลายที่เหมาะที่เป็นตัวแทนคุณ

“คนชอบคิดว่าเสื้อผ้าลายพิมพ์ใส่ได้ไม่บ่อยเพราะคนจำได้ ในความเป็นจริงใส่บ่อยๆ สิคนจะได้จำได้ว่าเป็นของคุณ” เอ๋ยเล่าว่าที่ออฟฟิศ มีน้องคนหนึ่งที่จะมีสไตล์ประจำ คล้ายเครื่องแบบ ถ้าเขาใส่เสื้อแดงเขาจะใส่กางเกงแดงตัวนี้ตัวเดียว หรือถ้าใส่ลายจุดจะใส่กับเสื้ออีกแบบหนึ่ง พวกเธอยืนยันว่า การใส่เสื้อซ้ำไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หากนั่นคือตัวเรา และเราเป็นเจ้าของสไตล์นี้ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าเป็นใครและถ้าใครใส่แบบนี้ก็รู้ทันทีว่าแต่งตัวตาม

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

ความลับจักรวาลอยู่ในสถิติ

“พอทำแบรนด์ผ่านมา 10 ปี พวกเราเริ่มคิดถึงแผนมากขึ้น ทุกคนต่างเติบโต เราก็อยากทำงานของเราให้มีระบบและหลักการเพื่อเตรียมส่งต่อให้คนอื่นทำงานร่วมกันกับเราได้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย ทุกอย่างอยู่ในตัวเราทั้งหมด พวกเราตั้งคำถามกันว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว เราอยากให้คนจะพูดถึงแบรนด์ว่ายังไง เช่น Sretsis มีชื่อเสียงในการทำชุดแบบนี้” เอ๋ยเล่าที่มา

ประสบการณ์กว่า 17 ปี ของการออกแบบเสื้อผ้าและลวดลาย พวกเธอเก็บข้อมูลเป็นสถิติมาวิเคราะห์ว่าอะไรที่ทำแล้วได้ผลที่ดี-ไม่ดีอย่างไร กระแสตอบรับที่ดีอาจจะไม่ได้หมายถึงยอดขายที่ดีตามมา

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

สิ่งที่รักษาไว้ไม่เปลี่ยนไป คือการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพและสวยงาม นอกจากความตั้งใจที่จะนำแฟนตาซีมาสู่ชีวิตผู้หญิงทุกคน เราอยากทำให้เสื้อผ้าของพวกเธอเป็นสิ่งล้ำค่าในตู้เสื้อผ้าที่ส่งต่อได้ไร้กาลเวลา

“เป็นชุดเก่งที่พวกเธอชอบมากจนส่งต่อให้รุ่นต่อไป” เอ๋ยเล่า

ขณะที่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือการเล่าเรื่องของแบรนด์ พวกเธอตกลงร่วมกันว่าจะกลั่นให้เหลือเพียงเรื่องเล่าที่จำเป็น

“โลกของเรามันซับซ้อนมาก เราใช้คำว่า Sretsis Universe คนที่เข้ามาที่ร้านจะเห็นว่ายูนิคอร์นของเราหน้าตาเป็นยังไง ดอกไม้ของเราเป็นยังไง มันไม่ใช่ยูนิคอร์นสายรุ้ง รายละเอียดเยอะมาก” อิ๊บเล่า

“เราเป็นมนุษย์แฟนตาซี เรามีเรื่องในหัวมากมายเต็มไปหมด ในคอลเลกชันหนึ่งมีความหมายที่ซ่อนอยู่มากมาย Sretsis วันนี้และในอนาคต เราตั้งใจลดทอนบางเรื่องที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือแต่เพียงกลิ่นอาย เราจะรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ถ้าเราทำให้คนใส่เสื้อผ้าของเราสัมผัสเรื่องราวที่เราตั้งใจบอกเล่าโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกไป เหมือนหนังที่สื่อสารกับหัวใจเรามากๆ ผู้กำกับเขาไม่จำเป็นต้องออกมาอธิบายเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่เราถึงทำแบบนี้” มนุษย์แฟนตาซีคนสุดท้องเล่าเสริม

“ถ้า Sretsis เป็นผู้หญิง ตอนนี้ Sretsis เป็นผู้หญิงที่เข้าใจตัวเองมากจากที่เคยทดลองมามากมาย เช่นกันกับ Sretsis ที่มีหลายอย่างให้ลองทำ” อิ๊บเล่า

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

เปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

วันที่เริ่มต้นมีพนักงานเพียง 5 คน ได้แก่ อิ๊บ เอ๋ย แอ้ และช่างเย็บอีก 2 คน แต่ตอนนี้มีพนักงานกว่า 100 คน

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เรารู้ว่าการทำธุรกิจที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกขับเคลื่อนที่ไม่ใช่แค่เรา 3 คน แต่เป็นเราทุกคนที่ไม่อาจทำงานอยู่ในแค่หน้าที่ส่วนของเรา แต่รู้ว่างานที่ทำส่งผลต่อใครอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนจบงานของตัวเองก็หนีไปนอนกลางวันแล้ว แต่สิ่งที่ทำมันยิ่งใหญ่กว่านั้น” แอ้เล่า

เรื่องสนุกที่เราไม่เคยรู้มาก่อนคือ การย้ายหน้าที่กันเองภายใน จากหน้าที่เดิมเอ๋ยออกแบบเสื้อผ้า อิ๊บดูภาพรวมธุรกิจและการตลาด และแอ้ทำเครื่องประดับ

สู่หน้าที่ใหม่ อิ๊บย้ายไปดูแลฝ่ายการผลิต ซึ่งได้แก่ Factory Girl บริษัทผลิตเสื้อผ้าของแบรนด์ ที่คุณแม่เป็นผู้ก่อตั้ง หาช่าง และดูแลการผลิตทุกกระบวนการทุกอย่างอย่างเต็มตัว เอ๋ยไม่เพียงออกแบบ แต่ดูแลส่วนการตลาดและการสื่อสารทั้งหมด ขณะที่แอ้ดูภาพรวมของธุรกิจ

ทุกคนเปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“เมื่อก่อนพี่อิ๊บสงสัยว่าทำไมเสื้อผ้าเสร็จไม่ทันกำหนดวางขายในร้าน การย้ายงานทำให้พี่อิ๊บเห็นปัญหาซึ่งเขาจะคุยกันกับพี่เอ๋ยว่าถ้าอยากให้เสื้อผ้าวางขายทันวันนี้ เราจะเริ่มเปิดตัวตอนไหน ผลิตให้เสร็จเมื่อไหร่ เมื่อไม่เป็นตามกำหนดก็แสดงว่าฝ่ายผลิตมีปัญหา แล้วเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนไหน” แอ้เล่า

“ตอนนี้อยากเรียนเขียนโปรแกรมขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน แต่คิดว่าถ้าเราเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์เราคงจะช่วยได้เยอะขึ้น งานนี้ทำให้เราเรียนรู้ที่จะฟัง ฟังว่าเขาทำอะไร กำลังคิดอะไร ที่ผ่านมาทำงานยังไง อะไรคือปัญหาของเขา ก่อนที่จะหาวิธีช่วยแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงเขา” อิ๊บเสริม

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

ขณะที่บทเรียนของเอ๋ยคือเรื่องการวางแผนงานเพื่อให้การสื่อสารได้ประสิทธิภาพที่สุด เธอเรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อทำให้เป็นเรื่องเดียวกับการขาย “อยากขายเสื้อตัวนี้ซึ่งเราต้องรู้ว่าเสื้อตัวนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ จะไปวางหน้าร้านเมื่อไหร่ อยู่ในฤดูกาลอะไร มีเทศกาลอะไรบ้าง เมื่อก่อนออกแบบอย่างเดียวแล้วจบไป ฝ่ายการตลาดเขาจะไปคิดว่าจะขายยังไงต่อ แต่ตอนนี้ต้องคิดถึงช่องทางการสื่อสารด้วย ภาพนิ่งไม่พอแล้ว ต้องมีวิดีโอเพิ่มหรือเราต้องมีเนื้อหาอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้คนรู้สึกเข้าถึงสตอรี่ที่เราจะเล่าผ่านคอลเลกชัน

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“เมื่อก่อนงานออกแบบเป็นเรื่องสำคัญเพราะคนต้องการของแปลกที่เขาไม่เคยเห็น ดังนั้น 70 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะของมีเรื่องราวจริงๆ อีก 30 เปอร์เซ็นต์คือการสื่อสารและการทำให้คนเห็น แต่เดี๋ยวนี้กลับกัน ของไม่ต้องมีเยอะก็ได้แต่ช่วยพูดให้ขายของเก่งๆ หน่อย พอมาทำก็รู้เลยว่าเราอยากลดทอนแบรนด์เราให้เหลือเพียงกลิ่นอาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ทุกครั้ง เราจะสื่อสารยังไงให้สนุกและตื่นเต้น” เอ๋ยเล่า

Blackpink in your area

Sretsis เป็นแบรนด์ที่ Blackpink และวงไอดอลเกาหลีมากมายเลือกใส่ถ่ายมิวสิกวิดีโอและขึ้นคอนเสิร์ตรายการเพลงต่างๆ

“ไม่ใช่เพราะวง Blackpink มีน้องลิซ่าซึ่งเป็นคนไทย พวกเราชื่นชมทุกคนในวงที่มีความสามารถและมีคาแรกเตอร์มาก วันที่เห็นเขาเติบโตเราก็รู้สึกดีใจไปกับเขา อยากส่งของขวัญไปให้จึงได้รู้ว่าการส่งของไปให้นั้นยากมาก ที่ผ่านมาเขาเลือกซื้อกันเองด้วยตัวเองและยังคงใส่เรื่อยๆ มา ที่รักที่สุดคือพวกเธอตัดกระโปรงให้สั้นขึ้นไปสะใจพวกเรามาก” เอ๋ยเล่าอีกว่าครั้งหนึ่งเคยเจอสไตลิสต์โดยบังเอิญ เขาบอกว่า ตั้งแต่ทำงานให้ Blackpink ก็เริ่มมีวงไอดอลอื่นๆ อยากใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เราบ้าง ซึ่งเขาก็เริ่มทำให้ศิลปินวงอื่นใส่ด้วย ทำให้ตามมาด้วยการมีวงไอดอลเกาหลีที่ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เรา แต่เป็นของปลอมทั้งวง

ก็เป็นโอกาสที่ทำให้แฟนคลับศิลปินเกาหลีที่มีอยู่ทั่วโลกรู้จักแบรนด์ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกลับมาในรูปแบบยอดขาย

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

แบรนด์แฟชั่นที่ไม่ยอมให้เหลือผ้าทิ้งเสีย

“เราจะไม่สร้างขยะในตู้เสื้อผ้า ทุกชิ้นที่เราทำเราตั้งใจจะให้ Timeless” อิ๊บตอบทันทีที่เราถามถึงคุณค่าที่แบรนด์กำลังจะบอกสังคม

บรนด์อาจจะไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นใช้เส้นใยหรือใช้วัตถุดิบเป็นมิตรกับโลก แต่อย่างน้อยสิ่งที่พวกเธอทำ พวกเธอคิดอย่างตั้งใจ

 Sretsis
Sretsis

Little Sister เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นแบรนด์ลูกที่คิดเรื่อง Sustainable พวกเธอไม่ได้ทำเสื้อผ้าเด็กเพื่อขยายตลาด โดยวางแผนเปิดตัวและขายควบคู่กับแบรนด์หลัก แต่เริ่มคิดจากการมองหาว่ามีผ้าคงเหลือลายอะไรอยู่ในคลังของพวกเธอบ้างหลังจากที่ผลิตเสื้อผ้าผู้ใหญ่จบไปแล้ว ก่อนนำมาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบของเรา เพื่อไม่ให้เหลือผ้าทิ้งเสีย ผลพลอยได้ที่น่ารักจาก Little Sister ก็คือ คุณแม่ที่ซื้อให้ลูกจะนึกถึงชุดรุ่นเก่าที่ตัวเองเคยมี แทนที่จะปล่อยให้ตกยุคพวกเธอก็จะได้หยิบกลับมาใส่อีกครั้ง

“เราอยากทำให้เด็กใส่ พอๆ กับที่อยากให้แม่หยิบตัวเก่ามาใส่ ทำให้เสื้อผ้าตัวเดิมยังมีชีวิตและมีความหมาย รวมไปถึงเศษผ้าจากการตัดเย็บเราก็นำไปทำตุ๊กตาต่อไป” แอ้ทิ้งท้ายความตั้งใจ

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
ภาพ : Sretsis

Lesson Learnt

คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ อิ๊บและเอ๋ยบอกเหมือนกันว่า จงทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ ซึ่งช่วงแรกเราจะสนุก แต่โปรดรู้ไว้ว่าแต่ละปีที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ทำงานง่ายขึ้น เราจำเป็นต้องโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น ค้นหาพัฒนาการจากงานที่ทำ ขณะที่แอ้แนะนำให้ลองหาประสบการณ์จากหลายๆ บทบาทและหน้าที่ก่อน

“หลังจากพี่ๆ สองคนเข้าสู่เส้นทางแฟชั่นที่เขาชื่นชอบ เราเองก็ชอบเสื้อผ้า แต่รู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบเสื้อผ้าแบบที่พวกเขาชอบ เราอยากทำของเล่นเด็ก เราชอบเฟอร์นิเจอร์ อยากผลิตสินค้าเลยเลือกเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ เรียนไปสักพัก อยากอยู่กับพี่ พอพี่ๆ ทำเสื้อผ้าเราก็ขอทำเครื่องประดับ” แอ้ เล่าที่มาของ Matina Amanita แบรนด์เครื่องประดับของเธอ ก่อนมาเสริมทัพดูแลภาพรวมของ Sretsis เต็มตัว

Writer & Photographer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เมื่อพูดถึงถึงนักกายภาพบำบัด (Physiotherapist) คงหนีไม่พ้นการทำท่ากายบริหาร หรือการฟื้นฟูความแข็งแรงของร่างกายจากการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ พวกเขามีหน้าที่หลักคือบำบัดรักษาผู้อื่น โดยใช้เครื่องมือและความรู้ทางฟิสิกส์ในการรักษาอาการผิดปกติทางร่างกาย แต่นักกายภาพบำบัดไม่ได้ดูแลเพียงแค่ตอนที่คนไข้กำลังพักฟื้น ขาหัก แขนหัก อัมพฤกษ์ อัมพาตเท่านั้น พวกเขายังอยู่ในห้องไอซียู คอยรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนให้กับผู้ป่วย และดูแลท่านอนที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วยในแผนก ก่อนส่งขึ้นไปพักฟื้นที่วอร์ดคนไข้ปกติ รวมไปถึงบำบัดรักษาผู้ป่วยติดเตียงที่พักฟื้นที่บ้าน

The Entrepreneur สัปดาห์นี้ขออาสาพาคุณไปทำความรู้จักกับ ‘mr.big’ ธุรกิจหมอนและเครื่องนอนโดยนักกายภาพบำบัด ที่หยิบยกเอาเทคนิค ความถนัด และความรู้จากศาสตร์ในการรักษา มาเป็นจุดแข็งในการทำธุรกิจ ดูแลการนอนของคุณให้ดียิ่งขึ้น และทำให้ทุกการนอนหลับเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่แท้จริง 

mr.big ธุรกิจหมอนของนักกายภาพบำบัด ผู้อาสาแก้ปัญหาการนอนอย่างถูกวิธี

จากความใส่ใจของ เซ้ง-ชวกิจ เก้าเอี้ยน บวกกับความรู้ที่เล่าเรียนมาจากคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล และประสบการณ์ในแวดวงการบำบัดรักษา ทำให้ชายคนนี้เข้าใจ Pain Point ของกลุ่มคนที่ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ จากการทำงานหรือภาวะออฟฟิศซินโดรมเป็นอย่างดี 

mr.big จึงถือกำเนิดขึ้นและตั้งใจดูแลทุกสรีระมานานกว่า 9 ปี ด้วยโปรดักต์ภายใต้แบรนด์กว่า 7 ประเภท พร้อมให้บริการลูกค้าในไทยกว่า 7 สาขา และยังมีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจกับในระดับนานาชาติอีกกว่า 7 ประเทศ 

เซ้งสร้างและฟูมฟักธุรกิจด้วยเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว คือ อยากให้คนที่มีปัญหาเรื่องการนอน ได้แก้ปัญหานั้นอย่างถูกวิธี มาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ 

นักกายภาพบำบัด

ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจในปัจจุบัน เซ้งคือชายหนุ่มที่ฝันอยากเรียนต่อในสายวิศวกรรม ก่อนจะจับพลัดจับผลูมาเป็นบัณฑิตจากคณะกายกาพบำบัด จุดเริ่มต้นของเส้นทางนักกายภาพบำบัดเกิดขึ้นเพราะพ่อของเขามีอาการจากหมอนรองกระดูกคอ รุนแรงจนต้องผ่าตัด แต่สุดท้ายก็หายจากความเจ็บปวดนั้นด้วยการทำกายภาพบำบัด พ่อจึงผลักดันให้เขาเข้าเรียนคณะนี้ 

เซ้งเทใจให้คณะวิศวกรรมศาสตร์เพราะชอบและหลงใหลในวิชาฟิสิกส์ แต่เมื่อได้เข้ามาเรียนในคณะกายภาพบำบัด จึงพบว่าศาสตร์นี้ก็ใช้ความรู้ทางฟิสิกส์เช่นกัน จากที่สมัครเรียนเพราะพ่อขอไว้ กายภาพบำบัดก็ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่เขารัก

mr.big ธุรกิจหมอนของนักกายภาพบำบัด ผู้อาสาแก้ปัญหาการนอนอย่างถูกวิธี

“กายภาพฯ กับวิศวะมันเหมือนกันมากเลย ผมชอบฟิสิกส์ กายภาพก็ใช้ฟิสิกส์ เราต้องคำนวณโครงสร้างของร่างกาย ต้องรู้ว่าตรงนี้ไปข้างหน้า ต้องมีแรงดึงเท่านี้ พื้นฐานของวิศวะก็ได้ใช้ในวิชากายภาพฯ

“ตอนที่ยายเราป่วยหนักก็ได้ใช้วิชาช่วย เลยรู้สึกว่ามันดี ทำให้รู้สึกรักวิชานี้”

หลังเรียนจบ เซ้งได้ใช้ความรู้ที่เล่าเรียนมาทำงานในสายงานเกี่ยวกับการดูแลสรีระ โดยการดูแลคนไข้ในห้อง ICU ในโรงพยาบาล และเป็นนักกายภาพบำบัดที่เดินทางไปรักษาผู้ป่วยตามบ้าน วันหนึ่งเซ้งค้นพบว่า แม้อาชีพนี้จะมั่นคง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาห่างไกลจากครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ 

“การทำงานในโรงพยาบาล ข้อดีคือมั่นคง ข้อเสียคือเราไม่ได้กลับไปดูแลครอบครัวอย่างที่เราอยากทำ ความอิสระมันไม่เท่ากัน เลยเป็นจุดที่ทำให้เราออกมาโฟกัสธุรกิจของตัวเอง”

mr.big ธุรกิจหมอนของนักกายภาพบำบัด ผู้อาสาแก้ปัญหาการนอนอย่างถูกวิธี

จุดเริ่มต้นของความนุ่ม

ระหว่างทำงานในโรงพยาบาล เซ้งเห็นโอกาสทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจแรกของเขา สิ่งที่เห็นผ่านตาเป็นประจำคือ พยาบาลจะนำสำลีเป็นม้วนมาคลี่ออกและตัดแบ่งไว้ใช้งาน สำหรับทำความสะอาดหรือเช็ดตัวผู้ป่วย เซ้งมองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากสิ่งที่เขาพบเจอในทุกๆ วัน 

เขาเข้าไปคุยกับโรงงานสำลี ให้ผลิตแผ่นสำลีขนาด 4 X 6 นิ้ว ซึ่งใหญ่กว่าสำลีเช็ดหน้าถึง 6 เท่า และนำออกมาขายตามท้องตลาด ในร้านขายยาละแวกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและโรงพยาบาลศิริราช โดยรับปากกับร้านเหล่านั้นว่าจะขายส่งให้โดยเฉพาะและจะไม่ขายให้เจ้าอื่น ในช่วงแรกธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ช่องโหว่ของธุรกิจนี้ก็ทำให้เกิดจุดอ่อน การผูกขาดซื้อขายกับร้านขายยาเพียงไม่กี่เจ้า ทำให้ขายกับร้านอื่นๆ ในละแวกนั้นไม่ได้ นั่นหมายถึงยอดขายไม่มากพอที่จะดันให้ธุรกิจสำลีนี้เติบโต 

ขณะเดียวกัน จุดอ่อนจากการที่เซ้งไม่ได้สร้างแบรนด์ของตัวเอง ทำให้โรงงานที่ผลิตสำลีให้เซ้ง ยึดเอาธุรกิจของเขาไปทำเป็นแบรนด์ของตัวเอง

mr.big ธุรกิจหมอนของนักกายภาพบำบัด ผู้อาสาแก้ปัญหาการนอนอย่างถูกวิธี

“ตอนนั้นเราไม่มีความรู้ เป็นแค่นักกายภาพ เห็นว่าอันนี้น่าจะทำได้ และมันก็ทำได้จริง แต่เราไม่ได้ปกป้องตัวเองไว้เลย เราไม่สร้างแบรนด์ ไม่สร้างการรับรู้ ธุรกิจนั้นก็เลยจบไป”

เหตุการณ์นั้นได้สอนบทเรียนทางธุรกิจครั้งใหญ่ให้กับเซ้ง ว่าการจะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรก็ตาม ต้องมีความรู้และต้องเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธทางธุรกิจป้องกันตัวเอง

“เราได้เรียนรู้ว่าทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว เราไม่มีภูมิคุ้มกัน เราไม่มีความรู้เรื่องการทำสำลี เราไม่ได้เป็นเจ้าของ ส่วนความรู้เรื่องตลาดกับแบรนดิ้งเราก็ไม่รู้อีก กลายเป็นการทำอะไรที่นอกความถนัดของตัวเองทั้งหมด มันเลยเป็นสำลีที่ใครๆ ก็ทำได้”

mr.big ธุรกิจหมอนของนักกายภาพบำบัด ผู้อาสาแก้ปัญหาการนอนอย่างถูกวิธี

ล้มลงบนหมอน

บทเรียนจากธุรกิจสำลีทำให้เซ้ง นักกายภาพบำบัดที่เบนเข็มออกมาทำธุรกิจของตัวเองได้บทเรียนครั้งสำคัญ การสูญเสียธุรกิจที่ตัวเองปลุกปั้นขึ้นมา ผลักดันให้เขาก้าวออกจาก Comfort Zone เพื่อเรียนรู้เทคนิควิธีการในการทำธุรกิจ 

“เราหาคอร์สเรียน อ่านหนังสือ เข้าไปเรียน Mini MBA ฟังจากคนที่เก่งๆ จากเดิมที่มีเฉพาะเพื่อนในวงการ ก็มีเพื่อนที่ทำธุรกิจ ไปหาอาจารย์ ก็มีคนให้คำแนะนำ” 

แม้ก้าวแรกในวงการธุรกิจของเซ้งอาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ทำให้เขาได้ทดลองสนามจริง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และปูทางให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ การเดินทางบนเส้นทางสายธุรกิจจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อเขาต้องแก้ปัญหาการนอนให้กับแฟนสาว

โจทย์ในการบำบัดรักษาครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งคู่ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน การจัดท่านอนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา ผู้นอนจะต้องจัดท่านอนเอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเท่าไหร่นัก เซ้งแก้ Pain Point เหล่านี้ด้วยการการนำหมอนหลายๆ ใบมาเย็บติดกัน เพื่อให้แฟนสาวได้ทดลองใช้ ช่วยให้การจัดท่านอนด้วยตัวเองใกล้เคียงกับการจัดท่านอนโดยนักกายภาพบำบัด และรองรับกับสรีระมากทีสุด

“ผมเย็บหมอนต่อกัน เขาได้ใช้ เพื่อนก็ได้ลองด้วย เพื่อนที่แวะเวียนมาก็มีโอกาสได้ลอง มันแปลกดี ผมเองก็แปลกใจเหมือนกัน สำหรับเรามันแค่หมอนทั่วไป ไม่ได้คิดว่าจะว้าวสำหรับคนอื่น”

หมอนทำมือใบแรกได้ผลดีเกินคาด จากเสียงตอบรับที่เหนือความคาดหมาย ทำให้เซ้งเชื่อว่าเจ้าหมอนเย็บติดนี้จะต่อยอดเป็นธุรกิจได้โปรโตไทป์แรกของ mr.big จึงถือกำเนิดขึ้นในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือน

เขาเริ่มจากติดต่อขอเอาโปรโตไทป์ไปเสนอห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ผ่านการส่งอีเมลตามระเบียบ จนได้ผลิตและวางจำหน่ายที่นี่เป็นที่แรก

mr.big ธุรกิจหมอนของนักกายภาพบำบัด ผู้อาสาแก้ปัญหาการนอนอย่างถูกวิธี

mr.big 1st Edition

หลังส่งไอเดียให้กับห้างใหญ่ จากหมอนทำมือก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นสินค้าใหม่ในตลาด แต่ผลตอบรับก็ทำให้เซ้งยิ้มได้อีกครั้ง หมอน mr.big ได้รับการพูดถึงเป็นวงกว้าง การไปร่วมงาน International Fair ยิ่งทำให้หมอนใบใหญ่เป็นที่รู้จักมากขึ้น จนได้ไปออกรายการและลงหนังสือพิมพ์ 

เขาพิสูจน์ว่าหมอนของเขาตอบโจทย์การนอนของลูกค้าได้ โดยการไปยืนขายหมอนด้วยตัวเอง ตั้งแผงขายหมอนที่ดิเอ็มโพเรียม ตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่มทุกวัน 

“พอไปยืนขายด้วยตัวเองเลยได้รู้ ตรงนี้เป็นจุดพีกของผม ผมเห็นคนไข้เต็มเลยที่เดินๆ อยู่ เป็นคนไข้ที่ยังไม่ป่วยมากถึงขั้นต้องมาหาเรา แต่เรา Detect ได้ว่าเขาป่วย รู้แหละว่าคนที่ยืนหรือเดินแบบนี้เจ็บแน่ 

“จากเมื่อก่อนทำงานเจอคนไข้แปดคน กลายเป็นเจอคนไข้สามสิบคน ผมเลยอยากทำสิ่งนี้ให้ดียิ่งขึ้น”

เซ้งเก็บเกี่ยวเอาสิ่งที่เห็นผ่านตา ได้ยินผ่านหู มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขา บทเรียนจากธุรกิจสำลีทำให้เขารู้จักป้องกันตัวเอง เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก เขาจึงยื่นจดสิทธิบัตรและส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวด จนได้รับรางวัล Design Excellence Award ใน ค.ศ. 2013 หลังจากนั้นยอดขายหมอนของแบรนด์ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ 

หมอนแบรนด์ไทยที่อยู่คู่เตียงของคนไทยมากว่า 9 ปี โดยนักกายภาพบำบัดที่ผันตัวมาทำธุรกิจเพราะอยากเห็นการนอนที่ถูกต้อง

ในช่วงยุครุ่งเรือง ขณะที่หน้าบ้านกำลังไปได้สวย หลังบ้านก็เริ่มติดขัดเพราะปัญหา อย่างขาดความเชี่ยวชาญในการคำนวณสินค้าเพื่อการผลิต จำนวนสินค้าที่สั่งผลิตไม่มากพอ โรงงานใหญ่คุณภาพดีจึงปฏิเสธที่จะผลิตให้ เมื่อหันไปพึ่งโรงงานเล็ก ก็ทำให้สินค้าไม่ได้คุณภาพตามต้องการ ธุรกิจจึงประสบปัญหาเรื่องเงินทุนในการขาย

“เวลาขายกับห้าง เขามี Credit Terms ยิ่งขายดี ยิ่งต้องมีเงินสำรองเยอะ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ การขายดีทำให้ Cash Flow มีปัญหา เลยได้รู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงินเยอะขึ้น ได้รู้จักกับธนาคาร เขาก็แนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับเรา แนะนำว่าทำแบบนี้ น้องต้องคิดถึงเรื่องนั้น เรื่องนี้ เลยทำให้เราได้บทเรียนนอกโรงเรียนมาเรื่อยๆ”

เมื่อโรงงานเล็กที่เป็นแหล่งผลิตทำสินค้าตามมาตรฐานของเซ้งไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจตั้งโรงงานของตัวเองขึ้นมา จากธุรกิจที่เริ่มจากหมอนทำมือ เริ่มขยายใหญ่ขึ้นสู่ระดับอุตสาหกรรม

แบรนด์เล็กที่ทุกคนรัก vs แบรนด์ใหญ่ที่มีแต่คนเกลียด

นอกเหนือจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและตลาดที่ใหญ่ขึ้น พนักงานก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ความท้าทายใหม่ที่เขาต้องเจอในยุคนี้แตกต่างจากช่วงก่อนมีโรงงานเป็นของตัวเอง เซ้งเริ่มสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้พนักงานของเขาทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ทำงานร่วมกันภายใต้ความเชื่อเดียวกัน 

“พอมาทำโรงงานเอง มันเริ่มเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น เราต้องเริ่มสร้างวัฒนธรรมองค์กร ต้องดูแลคนงาน รับสมัครคนงาน มีหลายชีวิตที่อยู่ให้เราช่วยดูแล ทำยังไงให้เขาอยู่แบบรักกัน มีคนงานต่างชาติก็ต้องให้เขาไม่ทะเลาะกัน ไม่ให้เขาทะเลาะกับคนไทย ไม่ให้เขาทะเลาะกันเอง”

เซ้งก้าวเข้ามาดูแลธุรกิจด้วยสองมือและสองเท้าอย่างเต็มตัว การได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน ทำให้ต้องคิดถึงการอยู่รอดของธุรกิจและพนักงานเป็นอย่างแรก ซึ่งนั่นทำให้เขาเริ่มหลงทาง

หมอนแบรนด์ไทยที่อยู่คู่เตียงของคนไทยมากว่า 9 ปี โดยนักกายภาพบำบัดที่ผันตัวมาทำธุรกิจเพราะอยากเห็นการนอนที่ถูกต้อง

“ช่วงหนึ่งบริษัทกลายเป็นธุรกิจที่มีความโลภเยอะ พอเรามีโรงงานก็ต้องคิดถึงกำลังการผลิต ทำยังไงให้หาออเดอร์มาให้เต็มกำลังการผลิต ทำยังไงให้ได้ต้นทุนวัตถุดิบน้อยลง ก็ต้องสั่งซื้อในปริมาณมาก เราเลยเปิดรับ OEM ให้แบรนด์อื่นอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากเปิดได้ไม่นาน”

ธุรกิจเติบโตขึ้นมาก ขณะเดียวกันก็เริ่มถอยห่างจาก Core Value ที่ยึดถือมา เซ้งเปลี่ยนบทบาทจากเจ้าของธุรกิจหมอนกลายมาเป็นเจ้าของโรงงานรับทำ OEM 

“จากจุดเริ่มต้นที่เราอยากจะทำหมอน ให้คนจัดท่านอนได้ด้วยตนเอง เรากลายเป็น OEM ผู้ผลิตหมอน เอาใยตัวนี้สิ เอาผ้าตัวนี้สิ เอามาประกอบๆ กันเป็นรุ่นนี้ แพ็กเกจจิ้งเขียนแบบนี้สิ คนซื้อต้องการเห็นแบบนี้ พอเป็นแบบนั้นแล้วเราเริ่มไม่มีความสุข แม้เปอร์เซ็นต์การขาย mr.big น้อยมาก ถ้าเทียบกับสี่แบรนด์ที่ OEM”

หลังจากที่รู้ตัวว่าหลงทาง เซ้งจึงกลับมาโฟกัสตรงผลิตภัณฑ์ที่เขารัก 

“ผมเลิกผลิต OEM แล้วมาทำ mr.big อย่างเดียว ทำในสิ่งที่ใช่เรามากกว่า มาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเดียวเลย แล้วเราได้เข้าคอร์ส พอแล้วดี The Creator ยิ่งเป็นการยืนยันความคิดว่าเรารู้จักตัวเอง และทำให้ผมรู้ว่าต่อไปควรจะพาบริษัทไปทางไหน”

เซ้งมั่นใจในสิ่งที่เชื่อมากขึ้น และอยากจะสร้างธุรกิจของเขาให้เป็นแบรนด์เล็กที่ทุกคนรัก มากกว่าแบรนด์ใหญ่ที่มีแต่คนเกลียด

สรีระที่ใช่

หลังจากหันกลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เชื่อ เซ้งทุ่มเทแรงกายและแรงความคิดให้กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเต็มที่ 2 สิ่งที่เซ้งและธุรกิจ mr.big ให้ความสำคัญที่สุด คือ สรีระและความรู้ ดังนั้น ที่ร้าน mr.big จึงเต็มไปด้วยสื่อให้ความรู้เรื่องสรีระ การจัดท่าทางการนอนที่ถูกต้อง และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ประสบการณ์ผู้บริโภค

“สิ่งที่อยากเห็น อยากให้เกิดคือลูกค้ามาถาม เราอยากให้ถาม ก่อนหน้านี้จะมีป้ายให้ความรู้ หลังคุณเป็นแบบไหน คุณต้องยืนแบบไหน อยากให้เขามาอ่านและมาลองที่ร้าน พอมาเราจะเห็นว่าลูกค้าเป็นยังไง พอนอนตะแคง เราควรจะให้ขาเขาอยู่แบบนี้นะ ยืดขานี้ งอขานี้ 

“เพื่อให้เขากลับไปปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ตอนนอนเขาจะได้ไม่บาดเจ็บ”

หมอนแบรนด์ไทยที่อยู่คู่เตียงของคนไทยมากว่า 9 ปี โดยนักกายภาพบำบัดที่ผันตัวมาทำธุรกิจเพราะอยากเห็นการนอนที่ถูกต้อง

ที่นี่ยังเชื่ออีกว่า หากลูกค้าทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ และทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของสรีระ จะช่วยให้ใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

“เราทำของที่ดีแล้ว เขาเอาไปใช้ได้ถูกต้อง มันถึงจะบวกกันแล้วดี และเราจะช่วยดูให้ได้ว่า ถ้าทำแบบนี้เขาจะเสี่ยงยังไง และแบบไหนถึงจะดี 

 “พนักงานที่ mr.big ผมต้องอบรมเขาให้บอกลูกค้าได้ว่าที่ถูกคือยังไง ถึงจะไม่สามารถ Detect ว่าผิดปกติยังไง แต่เขาบอกได้ว่าแบบที่ถูกต้องเป็นแบบนี้”

จากความใส่ใจเหล่านี้ mr.big จึงมี Product Line หลายแบบ เพื่อรองรับสรีระหลากหลายและการใช้งานที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยมีตั้งแต่หมอนหนุนปกติ หมอนจัดท่านอนรูปทรงแปลกตา ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ อย่างหมอนเลข 9 รวมถึงหมอนสำหรับคนเป็นกรดไหลย้อน หมอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ผ้าห่ม ท็อปเปอร์ ที่นอนและเตียง ทั้งเตียงไม้และเตียงปรับระดับ

หมอนแบรนด์ไทยที่อยู่คู่เตียงของคนไทยมากว่า 9 ปี โดยนักกายภาพบำบัดที่ผันตัวมาทำธุรกิจเพราะอยากเห็นการนอนที่ถูกต้อง

การเดินทางของ mr.big

เกือบ 10 ปีที่ mr.big ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมเตียงของใครหลายๆ คน สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนตามกาลและเวลา คือความเชี่ยวชาญในการดูแลสรีระ ก่อนจะออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ เซ้งใช้การรับฟังปัญหาของผู้ใช้ สำรวจตลาด และหาช่องว่างที่แบรนด์จะเข้าไปเติมเต็มได้ 

สิ่งที่ต่างไปจากช่วงแรก คงเป็นขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ทั้งธุรกิจและโรงงานเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของอีกหลายๆ ครอบครัว

“โปรดักต์เรายังเหมือนเดิม เรายังเต็มที่กับการทำแบบนี้เหมือนเดิม การทำงานเรายังเหมือนเดิมเลย เรายังเป็นบริษัทเล็กๆ ยังดูแลลูกค้าเหมือนเดิม สิ่งที่ต่างไปคือ เรามีหลายชีวิตที่ต้องดูแลมากขึ้น เป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น เราพยายามจะเปลี่ยนทิศทางไปในทางที่คิดว่าดีสำหรับทุกคน”

เมื่อระบบหลังบ้านแข็งแรงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปอีกขั้น ก้าวที่ใหญ่ขึ้นของแบรนด์นี้ คือการเปิดตลาดในต่างประเทศ ทำให้ทุกวันนี้ mr.big คือหมอนที่เป็นมิตรกับคนไทยและชาวต่างชาติในอีกกว่า 7 ประเทศ

“เริ่มจากการไปร่วมงาน International Fair ที่ไทยและมีลูกค้าสนใจ เลยได้ไปออกงานที่ต่างประเทศ ลูกค้าต่างประเทศสนใจ ความโชคดีก็คือทุกครั้งที่ออกงาน เราได้ประเทศพาร์ตเนอร์เพิ่มขึ้นทุกครั้ง ครั้งละหนึ่งประเทศ แม้แต่ละประเทศจะไม่ใช่เจ้าใหญ่ๆ แต่เราคำนึงถึงการมีพาร์ตเนอร์ที่เชื่อในคุณค่าเดียวกับเรา”

ความท้าทายจากการพาแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดนานาชาติคือการรักษาคุณภาพ และยังต้องอาศัยทีมที่แข็งแรง เพื่อดูแลด้านการตลาดและสื่อสาร เป้าหมายคือ ทำให้ลูกค้าในต่างประเทศ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เข้าใจในสิ่งที่แบรนด์พยายามสื่อสาร

ความท้าทายในบริบทนานาชาติ นอกจากภาษา ยังมีเรื่องบริบทสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การจะขายผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศ จึงมีความยากง่ายและวิธีการที่แตกต่างกันด้วย เซ้งยกตัวอย่างเช่น มอริเชียส ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ ที่ใช้วิธีการขายผ่านนักกายภาพบำบัด

การตีตลาดในต่างประเทศมีทั้งที่ไปได้ดีและติดขัด เพราะวัฒนธรรมบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น สังคมของคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเกรงใจและขี้อาย ทำให้การสร้าง Customer Experience นั้นทำได้ยาก ตลาดในญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเซ้ง ส่วนในประเทศโซนอาหรับ การทำธุรกิจต้องเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันก่อน ต้องรอจังหวะที่เป็นใจ และอาจต้องทานข้าวกันก่อนจึงจะเจรจาธุรกิจกันได้ ถือเป็นความท้าทายที่เซ้งบอกกับเราว่าเป็น ‘ประสบการณ์แสนสนุก’

หมอนแบรนด์ไทยที่อยู่คู่เตียงของคนไทยมากว่า 9 ปี โดยนักกายภาพบำบัดที่ผันตัวมาทำธุรกิจเพราะอยากเห็นการนอนที่ถูกต้อง
หมอนแบรนด์ไทยที่อยู่คู่เตียงของคนไทยมากว่า 9 ปี โดยนักกายภาพบำบัดที่ผันตัวมาทำธุรกิจเพราะอยากเห็นการนอนที่ถูกต้อง

Big Heart

ภายหลังการต่อสู้กับความท้าทายมาหลายครั้ง ปลายทางสำหรับเซ้งยังคงเป็นการช่วยให้คนที่มีปัญหาเรื่องการนอน แก้ปัญหานั้นอย่างถูกวิธี ซึ่งระหว่างทางก็มีเป้าหมายให้ได้ลองพิชิตอยู่หลายอย่าง จากการบริหารที่เคยมองเพียงแค่ Maximize Profit อย่างเดียว แบรนด์ยังมองไปถึงเรื่องคน (People) และเรื่องสิ่งแวดล้อม (Planet) มากขึ้นด้วย

“ด้าน People เรามอบหมอนให้ผู้ป่วยติดเตียง เพื่อให้คนที่เขาติดเตียงนอนได้ดี เพราะเขาเป็นคนที่นอนเยอะกว่าเรา เรานอนแปดชั่วโมง เขานอนยี่สิบสี่ชั่วโมง เราเลยรู้สึกว่าจะต้องทำให้เขาได้นอนดี”

จากความตั้งใจนี้ ก่อให้เกิดโครงการ Big Heart โดยแบรนด์สนับสนุนหมอนหนุน 1 ใบและหมอนรองหลัง 1 ใบให้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงติดเตียง พร้อมกับสอนวิธีการออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อและวิธีการจัดท่านอนที่ถูกต้องให้ผู้ที่ดูแลผู้ป่วย

“เรื่อง Planet หมอนของเราซักได้ แต่มีโอกาสที่ไมโครพลาสติกจะปนเปื้อนลงแม่น้ำ ร้านจึงรับเอาหมอนมาทำความสะอาดด้วยโอโซนและยูวี”

นอกจากแคมเปญเชิญชวนที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการ Renew คือนำหมอนเก่ามาแลกหมอนใหม่ เอาหมอนเก่าไปทำพรม และอีกส่วนหนึ่งคือการรับ Re-condition คืนสภาพให้หมอนที่ใช้งานไประยะหนึ่งแล้วประสิทธิภาพการคืนตัวของหมอนอาจลดลง 

เซ้งหวังเพียงว่า จะไม่เห็นหมอนแบรนด์นี้ถูกทิ้งตามคูคลอง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ใช้

บทเรียนจากธุรกิจหมอน

จากการเติบโตบนเส้นทางสายธุรกิจ การเผชิญปัญหาและฝ่าวิกฤตมาหลายต่อหลายครั้ง สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเขาและธุรกิจ 

สำหรับเซ้ง mr.big จึงเป็นมากกว่าธุรกิจ แต่ยังสอนให้เขารู้จักการใช้วิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม

“สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ ผมเป็นนักกายภาพบำบัด เมื่อลูกค้าที่มารู้เช่นนั้น เขาก็พร้อมจะเชื่อ และถ้าผมเป็นคนไม่มีคุณธรรม ผมก็จะ Mislead เขาไปในทางที่ไม่ดี ผมว่าคุณธรรมจริยธรรมสำคัญ

“ความซื่อสัตย์สำคัญ บอกลูกค้าว่าเหมาะคือเหมาะ ไม่เหมาะคือไม่เหมาะ ถ้ามัวแต่จะขาย มันจะทำให้เสียความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่เรา ต่อไปเขาได้ยินคำว่านักกายภาพบำบัด เขาก็จะไม่เชื่อแล้ว กลายเป็นทั้งวงการจะเสียไปด้วย”

แบรนด์หมอนและชุดเครื่องนอน mr.big ยังคงพัฒนารูปลักษณ์และคุณสมบัติอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อรองรับกับสรีระของทุกคน อีกเป้าหมายหนึ่งของแบรนด์ คือช่วยแก้ปัญหาให้กับคนได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การนอนในตอนกลางคืนไปจนถึงการทำงานหรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เซ้งแอบใบ้มาว่า เร็วๆ นี้เราอาจจะได้เห็นแผ่นรองนั่ง แผ่นรองเท้า รองเท้า และเก้าอี้ Ergonomic ภายใต้เครื่องหมายการค้า mr.big ก็เป็นได้

เซ้งหันมาพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น เมื่อเราถามว่า ธุรกิจที่ดีสำหรับเขาคืออะไร 

“ธุรกิจที่ดีสำหรับผมต้องมีกำไรก่อน มีกำไรอยู่ได้ด้วยตนเอง อย่างที่สองคือไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร ถ้ามีโอกาสก็ควรช่วยเหลือสังคมในขอบเขตของตนเอง ไม่จำเป็นจะต้องใหญ่ เพราะเราก็อยู่ได้เพราะคนเอื้อเฟื้อกัน

“เราคิดอยู่ว่าองค์กรที่ดีคือต้องเป็นแบบนี้ รู้จักให้ รู้จัก Give back ถ้าถามว่าเราทำสำเร็จรึยัง เรายังไม่สำเร็จ ยังพยายามทำอยู่ เรื่อง Profit, People, Planet สามขานี้มันยังไม่บาลานซ์กัน

“ถ้าสามอันนี้ทำแล้ววัดผลได้ดีถึงจะถือว่าสำเร็จ ถึงจะถือว่าเราเป็นองค์กรที่ดี”

หมอนแบรนด์ไทยที่อยู่คู่เตียงของคนไทยมากว่า 9 ปี โดยนักกายภาพบำบัดที่ผันตัวมาทำธุรกิจเพราะอยากเห็นการนอนที่ถูกต้อง

Lessons Learned 

  • อย่าปิดกั้นโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่หรือโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา จงขวนขวายหาความรู้ให้ตัวเองอยู่เสมอ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่นอกเหนือไปจากความถนัด เมื่อเจอปัญหาหรือเจอทางตัน ลองเรียนรู้จากปัญหานั้นแล้วนำบทเรียนมาพัฒนาให้ดีขึ้น
  • ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ จริงใจซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ คำนึงถึงผลกระทบให้รอบด้าน และอย่าหวังเพียงผลกำไรอย่างเดียว ควรรับผิดชอบและช่วยเหลือสังคมเมื่อมีโอกาส
  • สร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ รู้จักใช้อาวุธในการป้องกันตนเอง ทำความรู้จักและเรียนรู้เครื่องมือทางการเงิน เครื่องมือทางการตลาด 
  • ธุรกิจที่ดีนั้นขับเคลื่อนด้วยทีมที่ดี และต้องเป็นทีมที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การดูแลทีมงาน พนักงาน และดูแลธุรกิจไปพร้อมๆ กันจึงสำคัญมาก
  • ยึดคุณค่าของธุรกิจไว้ให้มั่น ระมัดระวังกับดักทางความคิด กับดักทางผลกำไรจะทำให้มุ่งทำยอดขายเพียงอย่างเดียว จนลืมคุณค่าทางธุรกิจ

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load