The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับทั้ง 3 พี่น้องผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sretsis อิ๊บ คล้ายเดือน, เอ๋ย พิมพ์ดาว และ แอ้-มทินา สุขะหุต เพราะสนใจวิธีคิดใหม่ของการบริหารแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น

ย้อนกลับไป 17 ปีก่อน Sretsis อยู่ในกลุ่มแบรนด์ไทยหน้าใหม่ของโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เป็นต้นแบบของแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงนับร้อยนับพันที่เกิดขึ้นตามหลัง มีร้านอยู่ในหลายเมืองสำคัญของวงการแฟชั่น มีคนดังมากมายหลายวงการติดตามเป็นแฟนคลับ

ไม่นานมานี้ Sretsis มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและทำงานกันภายใน ซึ่งเราพบว่าน่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงใหม่ในวงการแบรนด์แฟชั่น เรายังไม่ค่อยเห็นวิธีการแบบนี้กับธุรกิจไหน พวกเธอแลกงานกันทำ คนที่เคยดูแลการตลาดย้ายไปทำงานสายผลิต คนที่เคยทำแต่งานออกแบบต้องคิดวางแผนการสื่อสารไปพร้อมกันด้วย

จากที่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับแบรนด์แฟชั่นนี้น้อยมาก วันนี้เรามอง Sretsis ด้วยสายตาอีกแบบ เช่นสายตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปเพียงเพราะพวกเธอไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์ ความคลาสสิกจากการหยิบเสื้อคอลเลกชันเก่ามาใส่ตอนไหนก็ได้ หรือการต่อยอดแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Little Sister ให้เป็น Sustainable Brand ของ Sretsis

Sretsis

คนที่ไม่รู้จัก Sretsis จะบอกว่าเสื้อผ้าแบบนี้ใส่ยาก ใส่ 2 ครั้งคนก็จำได้แล้ว

ซึ่งสิ่งที่แบรนด์กำลังบอกเราตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน 2 ชั่วโมงกว่าคือ โปรดหยิบชั้นมาใส่บ่อยๆ ใส่จนคนจำได้ว่าชุดนี้ผ้าลายนี้เป็นของคุณ

“เราเป็นมนุษย์ลายพิมพ์ลายปัก จะให้เราไม่มีลายพิมพ์ในตัวเลยจะทำได้อย่างไร

“ถ้าเราอยู่ในห้องเรียบๆ สีขาวเราจะปวดหัว เราชอบอยู่กับลาย ถ้าไม่มีลายก็ขอมีลูกไม้ จะให้เรียบร้อยไปก็ไม่ไหว ขอโป๊ๆ หน่อย ถ้ามานั่งฟังพวกเราคุยกันจะรู้ว่ามีแต่เรื่องทะลึ่ง นี่แหละเฟมินิสม์ในแบบเรา เวลาพี่เอ๋ยพรีเซนต์ว่าชุดตัวนี้ดียังไง พี่เอ๋ยจะบอกว่า วิธีใส่เสื้อตัวนี้ที่ดีที่สุดคือไม่ใส่อะไรข้างในเลย ดูสิ ผู้หญิงเรียบร้อยเขาไม่พูดกันหรอก” แอ้เล่าพร้อมหัวเราะเสียงใส

เรื่องของแบรนด์ Sretsis ทำให้เราคิดถึงหนัง Coming of Age ดีๆ สักเรื่อง และ 17 ก็เป็นตัวเลขขวบปีที่โตพอที่จะรู้ความต้องการของตัวเอง

Sretsis

Sretsis

คนไทยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์บอกว่า Sretsis เป็นแบรนด์ของผู้หญิงสายหวาน

ใช่ พวกเธอเป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้ฟรุ้งฟริ้ง และผู้หญิงก็มีมิติที่มากกว่านั้น

“เรามีความซ่า ดาร์ก ทะลึ่ง ขณะเดียวกันเราชอบความเป็นผู้หญิง ชอบความละเอียดอ่อน เราโตมาในสังคมที่เหมารวมผู้หญิงว่ามีแบบเดียว ซึ่งจริงๆ มีทั้งผู้หญิงทำงาน มีความคิดเป็นของตัวเองชัดเจน มีความมั่นใจ รู้ว่าต้องการจะแต่งตัวยังไง” ทั้งสามยืนยัน

เราก็ยืนยัน

อย่าแปลกใจถ้าอยู่ๆ คนก็พบว่าตัวเองหมุนตัวลองเสื้อหน้ากระจกของ Sretsis หลังจบบทสนทนาSretsis

 

ความห้าวหาญของสามพี่น้องจากนิวยอร์ก ที่กลับมาทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่น

จุดเริ่มต้นของ Sretsis มาจากแม่ ผู้มีความฝันอยากเห็นลูกสาวทำงานด้วยกัน

“เป็นความฝันของคุณแม่ที่อยากเห็นลูกทำงานด้วยกัน ท่านอยากให้พี่อิ๊บเป็นสถาปนิก พี่เอ๋ยเป็นอินทีเรีย อยากให้แอ้เป็นวิศวกร อะไรก็ได้ขอให้ลูกทำงานด้วยกัน” แอ้เล่าย้อนกลับไปวันที่แม่เห็นประกาศหาผู้เช่าพื้นที่ร้านค้า ก่อนที่ท่านตัดสินใจมอบโจทย์เปิดร้านสร้างแบรนด์ของตัวเองแก่ลูกสาวทั้งสาม

23-21-18 คืออายุตอนเริ่มต้นแบรนด์ของอิ๊บ เอ๋ย แอ้ ตามลำดับ

อิ๊บ นักเรียนเศรษฐศาสตร์และธุรกิจสิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เอ๋ย นักเรียนแฟชั่นที่สถาบันพาร์สันส์ อดีตนักเรียน MIS (Management Information System) และแอ้ นักเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สถาบันพาร์สันส์ และนักเรียนออกแบบเครื่องประดับที่วิทยาลัยเซ็นทรัลเซนต์มาร์ตินส์

ไม่ต่างจากผู้ก่อตั้งแบรนด์ทุกคนในโลก ซึ่งล้วนอาศัยความกล้าด้วยกันทั้งนั้น

“พวกเราตัดสินใจทำ Sretsis เพราะอยากเห็นเสื้อผ้าที่เราอยากใส่แต่ไม่มีขายในตลาด” เอ๋ยเล่า โดยชื่อของ Sretsis มาจากการกลับตัวอักษรของคำว่า Sisters ได้แรงบันดาลใจมาจากกระจก Erised (เกิดจากการกลับคำว่า Desire) ในหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์

Sretsis เกิดขึ้นในยุคเฟื่องฟูของแฟชั่น คนไทยเริ่มมาใส่แบรนด์ไทยกันมากขึ้นจากเดิมที่นิยมแบรนด์ต่างประเทศมากกว่า โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น (Bangkok Fashion Society) และการสนับสนุนจากภาครัฐเมื่อสิบกว่าปีก่อนทำให้ Sretsis มีโอกาสเดินสายโชว์ผลงานที่มิลาน ปารีส ออสเตรเลีย

Sretsis

The Siamese Sisters ยืนหนึ่งจากประเทศไทย

เอ๋ยเล่าว่า ช่วงแรกของแบรนด์ Sretsis เป็นช่วงที่พวกเธอสนุกกับทดลองมาก ไม่ว่าจะทำคอลเลกชัน ทำตลาด ทำโชว์ ทุกอย่างทำอยู่ภายใต้โจทย์สนุกไว้ก่อน ต่อมาเริ่มมีโชว์รูม มีการวางแผนการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้นเพราะพวกเธอเริ่มทำงานกับตลาดต่างประเทศ ขณะที่ช่วงที่ 3 เป็นช่วงขยายสาขาไปที่ญี่ปุ่น รวมถึงคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนของแบรนด์ทำให้พวกเธอกล้าออกสินค้าแบรนด์ใหม่ ได้แก่ Sincerely Yours และ Little Sister ที่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก รวมถึงเปิดเว็บไซต์ sretsis.com

“เราทบทวนกันเสมอว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในตลาด เมื่อก่อนมีโชว์รูมหลายที่ในต่างประเทศซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนแบรนด์ ได้แก่ นิวยอร์ก ลอนดอน ซิดนีย์ และโตเกียว ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เราก็เริ่มให้ความสำคัญกับการสื่อสารในช่องทางออนไลน์เริ่มขายตรงผ่านเว็บไซต์มากขึ้น” อิ๊บเล่าSretsis

Sretsis

“มีบางช่วงที่เราน้อยใจว่า ใช่สิ เราไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์นี่นา เมื่อก่อนที่ไปงานเทรดโชว์จะมี Buyer ตื่นเต้นกับคอลเลกชันมาก และพอถามว่ามาจากไหน เขาจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไปเลย เหมือนไม่มั่นใจในคุณภาพ ซึ่งเราคิดมาตลอดว่าไม่ยุติธรรมเลย เพราะเขาคาดหวังว่าราคาจะต้องถูกกว่านี้ แต่ตอนนี้เราไม่สนใจอีกต่อไปแล้วเพราะเราคิดแบบใหม่ เราภูมิใจในรากของเรา เราเป็น Siamese Sisters ที่อยากจะเล่าเรื่องของเรามากกว่าในการแข่งขันกับแบรนด์ทั้งโลก” แอ้เล่าความในใจ

 

ความคลาสสิกคือการทำซ้ำ

ทั้งสามเล่าว่า ลูกค้าในประเทศอาจจะอินกับคอลเลกชันล่าสุด ซึ่งสิ่งที่คนมักลืมไปคือ เสื้อผ้าทุกชิ้นมีความพิเศษในตัวเอง

“เราไม่อยากให้คนคิดว่าต้องใส่เสื้อผ้าซีซั่นใหม่ตลอด เราดีใจและรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่เห็นแฟนๆ ของเราหยิบเสื้อผ้า Sretsis ของตัวเองมิกซ์แอนด์แมตช์ โดยเฉพาะลูกค้าที่ญี่ปุ่น เราได้เห็น Sretsis หลากหลายสไตล์มาก เขาทำให้เรารู้สึกได้โดยไม่ต้องพูดว่าเสื้อผ้าของเรามีค่าสำหรับเขาแค่ไหน เขาอาจจะมีเสื้อผ้าของเราแค่ 3 ชิ้น แต่เขาใส่กับเสื้อผ้าสไตล์ของเขาได้หลากหลายแบบมาก ลูกค้าบางคนหยิบเสื้อผ้าต่างซีซั่นมาใส่ร่วมกันได้สวยมากๆ เราเองก็นึกไม่ถึง” เอ๋ยเล่าด้วยตาเป็นประกาย

Sretsis

“Timeless ในความหมายของเราคือ เราไม่สนว่าเสื้อผ้ารุ่นนั้นออกมาเมื่อไหร่ แต่หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีเบื่อ” แอ้เสริม

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา Sretsis ทำเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์เพื่อหลากหลายวาระและโอกาส ชุดที่ใส่เดินทางที่ไหนเฉิดฉายและเหมาะสมกันดี ทั้งสามยืนยันมาว่ามีชุดที่เหมาะจะใส่ท่องดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ยังไม่นับชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ไปจนถึงชุดทำบุญ ชุดแต่งงาน เสื้อผ้าวันสบายๆ และเสื้อผ้าเด็ก

คุณอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าที่มีลวดลายใส่ในชีวิตประจำวันยาก ใส่ซ้ำก็มีคนจำได้

แต่ถ้าลองฟังคำตอบของทั้งสามสาว คุณจะคิดใหม่และอยากเลือกหาลายที่เหมาะที่เป็นตัวแทนคุณ

“คนชอบคิดว่าเสื้อผ้าลายพิมพ์ใส่ได้ไม่บ่อยเพราะคนจำได้ ในความเป็นจริงใส่บ่อยๆ สิคนจะได้จำได้ว่าเป็นของคุณ” เอ๋ยเล่าว่าที่ออฟฟิศ Sretsis มีน้องคนหนึ่งที่จะมีสไตล์ประจำ คล้ายเครื่องแบบ ถ้าเขาใส่เสื้อแดงเขาจะใส่กางเกงแดงตัวนี้ตัวเดียว หรือถ้าใส่ลายจุดจะใส่กับเสื้ออีกแบบหนึ่ง พวกเธอยืนยันว่า การใส่เสื้อซ้ำไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หากนั่นคือตัวเรา และเราเป็นเจ้าของสไตล์นี้ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าเป็นใครและถ้าใครใส่แบบนี้ก็รู้ทันทีว่าแต่งตัวตาม

SretsisSretsis

 

ความลับจักรวาลอยู่ในสถิติ

“พอทำแบรนด์ผ่านมา 10 ปี พวกเราเริ่มคิดถึงแผนมากขึ้น ทุกคนต่างเติบโต เราก็อยากทำงานของเราให้มีระบบและหลักการเพื่อเตรียมส่งต่อให้คนอื่นทำงานร่วมกันกับเราได้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย ทุกอย่างอยู่ในตัวเราทั้งหมด พวกเราตั้งคำถามกันว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว เราอยากให้คนจะพูดถึง Sretsis ว่ายังไง เช่น Sretsis มีชื่อเสียงในการทำชุดแบบนี้” เอ๋ยเล่าที่มา

ประสบการณ์กว่า 17 ปี ของการออกแบบเสื้อผ้าและลวดลาย พวกเธอเก็บข้อมูลเป็นสถิติมาวิเคราะห์ว่าอะไรที่ทำแล้วได้ผลที่ดี-ไม่ดีอย่างไร กระแสตอบรับที่ดีอาจจะไม่ได้หมายถึงยอดขายที่ดีตามมา

Sretsis

สิ่งที่รักษาไว้ไม่เปลี่ยนไป คือการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพและสวยงาม นอกจากความตั้งใจที่จะนำแฟนตาซีมาสู่ชีวิตผู้หญิงทุกคน Sretsis อยากทำให้เสื้อผ้าของพวกเธอเป็นสิ่งล้ำค่าในตู้เสื้อผ้าที่ส่งต่อได้ไร้กาลเวลา

“เป็นชุดเก่งที่พวกเธอชอบมากจนส่งต่อให้รุ่นต่อไป” เอ๋ยเล่า

ขณะที่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือการเล่าเรื่องของ Sretsis พวกเธอตกลงร่วมกันว่าจะกลั่นให้เหลือเพียงเรื่องเล่าที่จำเป็น

“โลกของเรามันซับซ้อนมาก เราใช้คำว่า Sretsis Universe คนที่เข้ามาที่ร้านจะเห็นว่ายูนิคอร์นของเราหน้าตาเป็นยังไง ดอกไม้ของเราเป็นยังไง มันไม่ใช่ยูนิคอร์นสายรุ้ง รายละเอียดเยอะมาก” อิ๊บเล่า

“เราเป็นมนุษย์แฟนตาซี เรามีเรื่องในหัวมากมายเต็มไปหมด ในคอลเลกชันหนึ่งมีความหมายที่ซ่อนอยู่มากมาย Sretsis วันนี้และในอนาคต เราตั้งใจลดทอนบางเรื่องที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือแต่เพียงกลิ่นอาย เราจะรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ถ้าเราทำให้คนใส่เสื้อผ้าของเราสัมผัสเรื่องราวที่เราตั้งใจบอกเล่าโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกไป เหมือนหนังที่สื่อสารกับหัวใจเรามากๆ ผู้กำกับเขาไม่จำเป็นต้องออกมาอธิบายเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่เราถึงทำแบบนี้” มนุษย์แฟนตาซีคนสุดท้องเล่าเสริม

“ถ้า Sretsis เป็นผู้หญิง ตอนนี้ Sretsis เป็นผู้หญิงที่เข้าใจตัวเองมากจากที่เคยทดลองมามากมาย เช่นกันกับ Sretsis ที่มีหลายอย่างให้ลองทำ” อิ๊บเล่า

SretsisSretsis

Sretsis Sretsis

เปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

Sretsis ในวันที่เริ่มต้นมีพนักงานเพียง 5 คน ได้แก่ อิ๊บ เอ๋ย แอ้ และช่างเย็บอีก 2 คน แต่ตอนนี้มีพนักงานกว่า 100 คน

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เรารู้ว่าการทำธุรกิจที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกขับเคลื่อนที่ไม่ใช่แค่เรา 3 คน แต่เป็นเราทุกคนที่ไม่อาจทำงานอยู่ในแค่หน้าที่ส่วนของเรา แต่รู้ว่างานที่ทำส่งผลต่อใครอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนจบงานของตัวเองก็หนีไปนอนกลางวันแล้ว แต่สิ่งที่ทำมันยิ่งใหญ่กว่านั้น” แอ้เล่า

เรื่องสนุกที่เราไม่เคยรู้มาก่อนคือ การย้ายหน้าที่กันเองภายใน จากหน้าที่เดิมเอ๋ยออกแบบเสื้อผ้า อิ๊บดูภาพรวมธุรกิจและการตลาด และแอ้ทำเครื่องประดับ

สู่หน้าที่ใหม่ อิ๊บย้ายไปดูแลฝ่ายการผลิต ซึ่งได้แก่ Factory Girl บริษัทผลิตเสื้อผ้าของ Sretsis ที่คุณแม่เป็นผู้ก่อตั้ง หาช่าง และดูแลการผลิตทุกกระบวนการทุกอย่างอย่างเต็มตัว เอ๋ยไม่เพียงออกแบบ แต่ดูแลส่วนการตลาดและการสื่อสารทั้งหมด ขณะที่แอ้ดูภาพรวมของธุรกิจ

ทุกคนเปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

Sretsis

Sretsis

“เมื่อก่อนพี่อิ๊บสงสัยว่าทำไมเสื้อผ้าเสร็จไม่ทันกำหนดวางขายในร้าน การย้ายงานทำให้พี่อิ๊บเห็นปัญหาซึ่งเขาจะคุยกันกับพี่เอ๋ยว่าถ้าอยากให้เสื้อผ้าวางขายทันวันนี้ เราจะเริ่มเปิดตัวตอนไหน ผลิตให้เสร็จเมื่อไหร่ เมื่อไม่เป็นตามกำหนดก็แสดงว่าฝ่ายผลิตมีปัญหา แล้วเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนไหน” แอ้เล่า

“ตอนนี้อยากเรียนเขียนโปรแกรมขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน แต่คิดว่าถ้าเราเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์เราคงจะช่วยได้เยอะขึ้น งานนี้ทำให้เราเรียนรู้ที่จะฟัง ฟังว่าเขาทำอะไร กำลังคิดอะไร ที่ผ่านมาทำงานยังไง อะไรคือปัญหาของเขา ก่อนที่จะหาวิธีช่วยแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงเขา” อิ๊บเสริม

Sretsis

ขณะที่บทเรียนของเอ๋ยคือเรื่องการวางแผนงานเพื่อให้การสื่อสารได้ประสิทธิภาพที่สุด เธอเรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อทำให้เป็นเรื่องเดียวกับการขาย “อยากขายเสื้อตัวนี้ซึ่งเราต้องรู้ว่าเสื้อตัวนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ จะไปวางหน้าร้านเมื่อไหร่ อยู่ในฤดูกาลอะไร มีเทศกาลอะไรบ้าง เมื่อก่อนออกแบบอย่างเดียวแล้วจบไป ฝ่ายการตลาดเขาจะไปคิดว่าจะขายยังไงต่อ แต่ตอนนี้ต้องคิดถึงช่องทางการสื่อสารด้วย ภาพนิ่งไม่พอแล้ว ต้องมีวิดีโอเพิ่มหรือเราต้องมีเนื้อหาอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้คนรู้สึกเข้าถึงสตอรี่ที่เราจะเล่าผ่านคอลเลกชัน

“เมื่อก่อนงานออกแบบเป็นเรื่องสำคัญเพราะคนต้องการของแปลกที่เขาไม่เคยเห็น ดังนั้น 70 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะของมีเรื่องราวจริงๆ อีก 30 เปอร์เซ็นต์คือการสื่อสารและการทำให้คนเห็น แต่เดี๋ยวนี้กลับกัน ของไม่ต้องมีเยอะก็ได้แต่ช่วยพูดให้ขายของเก่งๆ หน่อย พอมาทำก็รู้เลยว่าเราอยากลดทอนแบรนด์เราให้เหลือเพียงกลิ่นอาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ทุกครั้ง เราจะสื่อสารยังไงให้สนุกและตื่นเต้น” เอ๋ยเล่า
Sretsis

Blackpink in your area

Sretsis เป็นแบรนด์ที่ Blackpink และวงไอดอลเกาหลีมากมายเลือกใส่ถ่ายมิวสิกวิดีโอและขึ้นคอนเสิร์ตรายการเพลงต่างๆ

“ไม่ใช่เพราะวง Blackpink มีน้องลิซ่าซึ่งเป็นคนไทย พวกเราชื่นชมทุกคนในวงที่มีความสามารถและมีคาแรกเตอร์มาก วันที่เห็นเขาเติบโตเราก็รู้สึกดีใจไปกับเขา อยากส่งของขวัญไปให้จึงได้รู้ว่าการส่งของไปให้นั้นยากมาก ที่ผ่านมาเขาเลือกซื้อกันเองด้วยตัวเองและยังคงใส่ Sretsis เรื่อยๆ มา ที่รักที่สุดคือพวกเธอตัดกระโปรงให้สั้นขึ้นไปสะใจพวกเรามาก” เอ๋ยเล่าอีกว่าครั้งหนึ่งเคยเจอสไตลิสต์โดยบังเอิญ เขาบอกว่า ตั้งแต่ทำงานให้ Blackpink ก็เริ่มมีวงไอดอลอื่นๆ อยากใส่ Sretsis บ้าง ซึ่งเขาก็เริ่มทำให้ศิลปินวงอื่นใส่ Sretsis ด้วย ทำให้ตามมาด้วยการมีวงไอดอลเกาหลีที่ใส่ Sretsis แต่เป็นของปลอมทั้งวง

ก็เป็นโอกาสที่ทำให้แฟนคลับศิลปินเกาหลีที่มีอยู่ทั่วโลกรู้จักแบรนด์ Sretsis ซึ่งไม่ได้ส่งผลกลับมาในรูปแบบยอดขาย

SretsisSretsis

 

แบรนด์แฟชั่นที่ไม่ยอมให้เหลือผ้าทิ้งเสีย

“เราจะไม่สร้างขยะในตู้เสื้อผ้า ทุกชิ้นที่เราทำเราตั้งใจจะให้ Timeless” อิ๊บตอบทันทีที่เราถามถึงคุณค่าที่แบรนด์กำลังจะบอกสังคม

Sretsis อาจจะไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นใช้เส้นใยหรือใช้วัตถุดิบเป็นมิตรกับโลก แต่อย่างน้อยสิ่งที่พวกเธอทำ พวกเธอคิดอย่างตั้งใจ

 Sretsis
Sretsis

Little Sister เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นแบรนด์ลูกที่คิดเรื่อง Sustainable พวกเธอไม่ได้ทำเสื้อผ้าเด็กเพื่อขยายตลาด โดยวางแผนเปิดตัวและขายควบคู่กับแบรนด์หลักอย่าง Sretsis แต่เริ่มคิดจากการมองหาว่ามีผ้าคงเหลือลายอะไรอยู่ในคลังของพวกเธอบ้างหลังจากที่ผลิตเสื้อผ้าผู้ใหญ่จบไปแล้ว ก่อนนำมาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบของ Sretsis เพื่อไม่ให้เหลือผ้าทิ้งเสีย ผลพลอยได้ที่น่ารักจาก Little Sister ก็คือ คุณแม่ที่ซื้อให้ลูกจะนึกถึงชุดรุ่นเก่าที่ตัวเองเคยมี แทนที่จะปล่อยให้ตกยุคพวกเธอก็จะได้หยิบกลับมาใส่อีกครั้ง

“เราอยากทำให้เด็กใส่ พอๆ กับที่อยากให้แม่หยิบตัวเก่ามาใส่ ทำให้เสื้อผ้าตัวเดิมยังมีชีวิตและมีความหมาย รวมไปถึงเศษผ้าจากการตัดเย็บเราก็นำไปทำตุ๊กตาต่อไป” แอ้ทิ้งท้ายความตั้งใจในนาม Sretsis

Sretsis

ภาพ : Sretsis

Lesson Learnt

คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ อิ๊บและเอ๋ยบอกเหมือนกันว่า จงทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ ซึ่งช่วงแรกเราจะสนุก แต่โปรดรู้ไว้ว่าแต่ละปีที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ทำงานง่ายขึ้น เราจำเป็นต้องโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น ค้นหาพัฒนาการจากงานที่ทำ ขณะที่แอ้แนะนำให้ลองหาประสบการณ์จากหลายๆ บทบาทและหน้าที่ก่อน

“หลังจากพี่ๆ สองคนเข้าสู่เส้นทางแฟชั่นที่เขาชื่นชอบ เราเองก็ชอบเสื้อผ้า แต่รู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบเสื้อผ้าแบบที่พวกเขาชอบ เราอยากทำของเล่นเด็ก เราชอบเฟอร์นิเจอร์ อยากผลิตสินค้าเลยเลือกเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ เรียนไปสักพัก อยากอยู่กับพี่ พอพี่ๆ ทำเสื้อผ้าเราก็ขอทำเครื่องประดับ” แอ้ เล่าที่มาของ Matina Amanita แบรนด์เครื่องประดับของเธอ ก่อนมาเสริมทัพดูแลภาพรวมของ Sretsis เต็มตัว

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับทั้ง 3 พี่น้องผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sretsis อิ๊บ คล้ายเดือน, เอ๋ย พิมพ์ดาว และ แอ้-มทินา สุขะหุต เพราะสนใจวิธีคิดใหม่ของการบริหารแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น

ย้อนกลับไป 17 ปีก่อน Sretsis อยู่ในกลุ่มแบรนด์ไทยหน้าใหม่ของโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เป็นต้นแบบของแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงนับร้อยนับพันที่เกิดขึ้นตามหลัง มีร้านอยู่ในหลายเมืองสำคัญของวงการแฟชั่น มีคนดังมากมายหลายวงการติดตามเป็นแฟนคลับ

ไม่นานมานี้ Sretsis มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและทำงานกันภายใน ซึ่งเราพบว่าน่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงใหม่ในวงการแบรนด์แฟชั่น เรายังไม่ค่อยเห็นวิธีการแบบนี้กับธุรกิจไหน พวกเธอแลกงานกันทำ คนที่เคยดูแลการตลาดย้ายไปทำงานสายผลิต คนที่เคยทำแต่งานออกแบบต้องคิดวางแผนการสื่อสารไปพร้อมกันด้วย

จากที่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับแบรนด์แฟชั่นนี้น้อยมาก วันนี้เรามอง Sretsis ด้วยสายตาอีกแบบ เช่นสายตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปเพียงเพราะพวกเธอไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์ ความคลาสสิกจากการหยิบเสื้อคอลเลกชันเก่ามาใส่ตอนไหนก็ได้ หรือการต่อยอดแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Little Sister ให้เป็น Sustainable Brand ของ Sretsis

Sretsis

คนที่ไม่รู้จัก Sretsis จะบอกว่าเสื้อผ้าแบบนี้ใส่ยาก ใส่ 2 ครั้งคนก็จำได้แล้ว

ซึ่งสิ่งที่แบรนด์กำลังบอกเราตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน 2 ชั่วโมงกว่าคือ โปรดหยิบชั้นมาใส่บ่อยๆ ใส่จนคนจำได้ว่าชุดนี้ผ้าลายนี้เป็นของคุณ

“เราเป็นมนุษย์ลายพิมพ์ลายปัก จะให้เราไม่มีลายพิมพ์ในตัวเลยจะทำได้อย่างไร

“ถ้าเราอยู่ในห้องเรียบๆ สีขาวเราจะปวดหัว เราชอบอยู่กับลาย ถ้าไม่มีลายก็ขอมีลูกไม้ จะให้เรียบร้อยไปก็ไม่ไหว ขอโป๊ๆ หน่อย ถ้ามานั่งฟังพวกเราคุยกันจะรู้ว่ามีแต่เรื่องทะลึ่ง นี่แหละเฟมินิสม์ในแบบเรา เวลาพี่เอ๋ยพรีเซนต์ว่าชุดตัวนี้ดียังไง พี่เอ๋ยจะบอกว่า วิธีใส่เสื้อตัวนี้ที่ดีที่สุดคือไม่ใส่อะไรข้างในเลย ดูสิ ผู้หญิงเรียบร้อยเขาไม่พูดกันหรอก” แอ้เล่าพร้อมหัวเราะเสียงใส

เรื่องของแบรนด์ Sretsis ทำให้เราคิดถึงหนัง Coming of Age ดีๆ สักเรื่อง และ 17 ก็เป็นตัวเลขขวบปีที่โตพอที่จะรู้ความต้องการของตัวเอง

Sretsis

Sretsis

คนไทยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์บอกว่า Sretsis เป็นแบรนด์ของผู้หญิงสายหวาน

ใช่ พวกเธอเป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้ฟรุ้งฟริ้ง และผู้หญิงก็มีมิติที่มากกว่านั้น

“เรามีความซ่า ดาร์ก ทะลึ่ง ขณะเดียวกันเราชอบความเป็นผู้หญิง ชอบความละเอียดอ่อน เราโตมาในสังคมที่เหมารวมผู้หญิงว่ามีแบบเดียว ซึ่งจริงๆ มีทั้งผู้หญิงทำงาน มีความคิดเป็นของตัวเองชัดเจน มีความมั่นใจ รู้ว่าต้องการจะแต่งตัวยังไง” ทั้งสามยืนยัน

เราก็ยืนยัน

อย่าแปลกใจถ้าอยู่ๆ คนก็พบว่าตัวเองหมุนตัวลองเสื้อหน้ากระจกของ Sretsis หลังจบบทสนทนาSretsis

 

ความห้าวหาญของสามพี่น้องจากนิวยอร์ก ที่กลับมาทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่น

จุดเริ่มต้นของ Sretsis มาจากแม่ ผู้มีความฝันอยากเห็นลูกสาวทำงานด้วยกัน

“เป็นความฝันของคุณแม่ที่อยากเห็นลูกทำงานด้วยกัน ท่านอยากให้พี่อิ๊บเป็นสถาปนิก พี่เอ๋ยเป็นอินทีเรีย อยากให้แอ้เป็นวิศวกร อะไรก็ได้ขอให้ลูกทำงานด้วยกัน” แอ้เล่าย้อนกลับไปวันที่แม่เห็นประกาศหาผู้เช่าพื้นที่ร้านค้า ก่อนที่ท่านตัดสินใจมอบโจทย์เปิดร้านสร้างแบรนด์ของตัวเองแก่ลูกสาวทั้งสาม

23-21-18 คืออายุตอนเริ่มต้นแบรนด์ของอิ๊บ เอ๋ย แอ้ ตามลำดับ

อิ๊บ นักเรียนเศรษฐศาสตร์และธุรกิจสิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เอ๋ย นักเรียนแฟชั่นที่สถาบันพาร์สันส์ อดีตนักเรียน MIS (Management Information System) และแอ้ นักเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สถาบันพาร์สันส์ และนักเรียนออกแบบเครื่องประดับที่วิทยาลัยเซ็นทรัลเซนต์มาร์ตินส์

ไม่ต่างจากผู้ก่อตั้งแบรนด์ทุกคนในโลก ซึ่งล้วนอาศัยความกล้าด้วยกันทั้งนั้น

“พวกเราตัดสินใจทำ Sretsis เพราะอยากเห็นเสื้อผ้าที่เราอยากใส่แต่ไม่มีขายในตลาด” เอ๋ยเล่า โดยชื่อของ Sretsis มาจากการกลับตัวอักษรของคำว่า Sisters ได้แรงบันดาลใจมาจากกระจก Erised (เกิดจากการกลับคำว่า Desire) ในหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์

Sretsis เกิดขึ้นในยุคเฟื่องฟูของแฟชั่น คนไทยเริ่มมาใส่แบรนด์ไทยกันมากขึ้นจากเดิมที่นิยมแบรนด์ต่างประเทศมากกว่า โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น (Bangkok Fashion Society) และการสนับสนุนจากภาครัฐเมื่อสิบกว่าปีก่อนทำให้ Sretsis มีโอกาสเดินสายโชว์ผลงานที่มิลาน ปารีส ออสเตรเลีย

Sretsis

The Siamese Sisters ยืนหนึ่งจากประเทศไทย

เอ๋ยเล่าว่า ช่วงแรกของแบรนด์ Sretsis เป็นช่วงที่พวกเธอสนุกกับทดลองมาก ไม่ว่าจะทำคอลเลกชัน ทำตลาด ทำโชว์ ทุกอย่างทำอยู่ภายใต้โจทย์สนุกไว้ก่อน ต่อมาเริ่มมีโชว์รูม มีการวางแผนการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้นเพราะพวกเธอเริ่มทำงานกับตลาดต่างประเทศ ขณะที่ช่วงที่ 3 เป็นช่วงขยายสาขาไปที่ญี่ปุ่น รวมถึงคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนของแบรนด์ทำให้พวกเธอกล้าออกสินค้าแบรนด์ใหม่ ได้แก่ Sincerely Yours และ Little Sister ที่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก รวมถึงเปิดเว็บไซต์ sretsis.com

“เราทบทวนกันเสมอว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในตลาด เมื่อก่อนมีโชว์รูมหลายที่ในต่างประเทศซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนแบรนด์ ได้แก่ นิวยอร์ก ลอนดอน ซิดนีย์ และโตเกียว ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เราก็เริ่มให้ความสำคัญกับการสื่อสารในช่องทางออนไลน์เริ่มขายตรงผ่านเว็บไซต์มากขึ้น” อิ๊บเล่าSretsis

Sretsis

“มีบางช่วงที่เราน้อยใจว่า ใช่สิ เราไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์นี่นา เมื่อก่อนที่ไปงานเทรดโชว์จะมี Buyer ตื่นเต้นกับคอลเลกชันมาก และพอถามว่ามาจากไหน เขาจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไปเลย เหมือนไม่มั่นใจในคุณภาพ ซึ่งเราคิดมาตลอดว่าไม่ยุติธรรมเลย เพราะเขาคาดหวังว่าราคาจะต้องถูกกว่านี้ แต่ตอนนี้เราไม่สนใจอีกต่อไปแล้วเพราะเราคิดแบบใหม่ เราภูมิใจในรากของเรา เราเป็น Siamese Sisters ที่อยากจะเล่าเรื่องของเรามากกว่าในการแข่งขันกับแบรนด์ทั้งโลก” แอ้เล่าความในใจ

 

ความคลาสสิกคือการทำซ้ำ

ทั้งสามเล่าว่า ลูกค้าในประเทศอาจจะอินกับคอลเลกชันล่าสุด ซึ่งสิ่งที่คนมักลืมไปคือ เสื้อผ้าทุกชิ้นมีความพิเศษในตัวเอง

“เราไม่อยากให้คนคิดว่าต้องใส่เสื้อผ้าซีซั่นใหม่ตลอด เราดีใจและรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่เห็นแฟนๆ ของเราหยิบเสื้อผ้า Sretsis ของตัวเองมิกซ์แอนด์แมตช์ โดยเฉพาะลูกค้าที่ญี่ปุ่น เราได้เห็น Sretsis หลากหลายสไตล์มาก เขาทำให้เรารู้สึกได้โดยไม่ต้องพูดว่าเสื้อผ้าของเรามีค่าสำหรับเขาแค่ไหน เขาอาจจะมีเสื้อผ้าของเราแค่ 3 ชิ้น แต่เขาใส่กับเสื้อผ้าสไตล์ของเขาได้หลากหลายแบบมาก ลูกค้าบางคนหยิบเสื้อผ้าต่างซีซั่นมาใส่ร่วมกันได้สวยมากๆ เราเองก็นึกไม่ถึง” เอ๋ยเล่าด้วยตาเป็นประกาย

Sretsis

“Timeless ในความหมายของเราคือ เราไม่สนว่าเสื้อผ้ารุ่นนั้นออกมาเมื่อไหร่ แต่หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีเบื่อ” แอ้เสริม

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา Sretsis ทำเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์เพื่อหลากหลายวาระและโอกาส ชุดที่ใส่เดินทางที่ไหนเฉิดฉายและเหมาะสมกันดี ทั้งสามยืนยันมาว่ามีชุดที่เหมาะจะใส่ท่องดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ยังไม่นับชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ไปจนถึงชุดทำบุญ ชุดแต่งงาน เสื้อผ้าวันสบายๆ และเสื้อผ้าเด็ก

คุณอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าที่มีลวดลายใส่ในชีวิตประจำวันยาก ใส่ซ้ำก็มีคนจำได้

แต่ถ้าลองฟังคำตอบของทั้งสามสาว คุณจะคิดใหม่และอยากเลือกหาลายที่เหมาะที่เป็นตัวแทนคุณ

“คนชอบคิดว่าเสื้อผ้าลายพิมพ์ใส่ได้ไม่บ่อยเพราะคนจำได้ ในความเป็นจริงใส่บ่อยๆ สิคนจะได้จำได้ว่าเป็นของคุณ” เอ๋ยเล่าว่าที่ออฟฟิศ Sretsis มีน้องคนหนึ่งที่จะมีสไตล์ประจำ คล้ายเครื่องแบบ ถ้าเขาใส่เสื้อแดงเขาจะใส่กางเกงแดงตัวนี้ตัวเดียว หรือถ้าใส่ลายจุดจะใส่กับเสื้ออีกแบบหนึ่ง พวกเธอยืนยันว่า การใส่เสื้อซ้ำไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หากนั่นคือตัวเรา และเราเป็นเจ้าของสไตล์นี้ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าเป็นใครและถ้าใครใส่แบบนี้ก็รู้ทันทีว่าแต่งตัวตาม

SretsisSretsis

 

ความลับจักรวาลอยู่ในสถิติ

“พอทำแบรนด์ผ่านมา 10 ปี พวกเราเริ่มคิดถึงแผนมากขึ้น ทุกคนต่างเติบโต เราก็อยากทำงานของเราให้มีระบบและหลักการเพื่อเตรียมส่งต่อให้คนอื่นทำงานร่วมกันกับเราได้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย ทุกอย่างอยู่ในตัวเราทั้งหมด พวกเราตั้งคำถามกันว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว เราอยากให้คนจะพูดถึง Sretsis ว่ายังไง เช่น Sretsis มีชื่อเสียงในการทำชุดแบบนี้” เอ๋ยเล่าที่มา

ประสบการณ์กว่า 17 ปี ของการออกแบบเสื้อผ้าและลวดลาย พวกเธอเก็บข้อมูลเป็นสถิติมาวิเคราะห์ว่าอะไรที่ทำแล้วได้ผลที่ดี-ไม่ดีอย่างไร กระแสตอบรับที่ดีอาจจะไม่ได้หมายถึงยอดขายที่ดีตามมา

Sretsis

สิ่งที่รักษาไว้ไม่เปลี่ยนไป คือการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพและสวยงาม นอกจากความตั้งใจที่จะนำแฟนตาซีมาสู่ชีวิตผู้หญิงทุกคน Sretsis อยากทำให้เสื้อผ้าของพวกเธอเป็นสิ่งล้ำค่าในตู้เสื้อผ้าที่ส่งต่อได้ไร้กาลเวลา

“เป็นชุดเก่งที่พวกเธอชอบมากจนส่งต่อให้รุ่นต่อไป” เอ๋ยเล่า

ขณะที่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือการเล่าเรื่องของ Sretsis พวกเธอตกลงร่วมกันว่าจะกลั่นให้เหลือเพียงเรื่องเล่าที่จำเป็น

“โลกของเรามันซับซ้อนมาก เราใช้คำว่า Sretsis Universe คนที่เข้ามาที่ร้านจะเห็นว่ายูนิคอร์นของเราหน้าตาเป็นยังไง ดอกไม้ของเราเป็นยังไง มันไม่ใช่ยูนิคอร์นสายรุ้ง รายละเอียดเยอะมาก” อิ๊บเล่า

“เราเป็นมนุษย์แฟนตาซี เรามีเรื่องในหัวมากมายเต็มไปหมด ในคอลเลกชันหนึ่งมีความหมายที่ซ่อนอยู่มากมาย Sretsis วันนี้และในอนาคต เราตั้งใจลดทอนบางเรื่องที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือแต่เพียงกลิ่นอาย เราจะรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ถ้าเราทำให้คนใส่เสื้อผ้าของเราสัมผัสเรื่องราวที่เราตั้งใจบอกเล่าโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกไป เหมือนหนังที่สื่อสารกับหัวใจเรามากๆ ผู้กำกับเขาไม่จำเป็นต้องออกมาอธิบายเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่เราถึงทำแบบนี้” มนุษย์แฟนตาซีคนสุดท้องเล่าเสริม

“ถ้า Sretsis เป็นผู้หญิง ตอนนี้ Sretsis เป็นผู้หญิงที่เข้าใจตัวเองมากจากที่เคยทดลองมามากมาย เช่นกันกับ Sretsis ที่มีหลายอย่างให้ลองทำ” อิ๊บเล่า

SretsisSretsis

Sretsis Sretsis

เปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

Sretsis ในวันที่เริ่มต้นมีพนักงานเพียง 5 คน ได้แก่ อิ๊บ เอ๋ย แอ้ และช่างเย็บอีก 2 คน แต่ตอนนี้มีพนักงานกว่า 100 คน

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เรารู้ว่าการทำธุรกิจที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกขับเคลื่อนที่ไม่ใช่แค่เรา 3 คน แต่เป็นเราทุกคนที่ไม่อาจทำงานอยู่ในแค่หน้าที่ส่วนของเรา แต่รู้ว่างานที่ทำส่งผลต่อใครอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนจบงานของตัวเองก็หนีไปนอนกลางวันแล้ว แต่สิ่งที่ทำมันยิ่งใหญ่กว่านั้น” แอ้เล่า

เรื่องสนุกที่เราไม่เคยรู้มาก่อนคือ การย้ายหน้าที่กันเองภายใน จากหน้าที่เดิมเอ๋ยออกแบบเสื้อผ้า อิ๊บดูภาพรวมธุรกิจและการตลาด และแอ้ทำเครื่องประดับ

สู่หน้าที่ใหม่ อิ๊บย้ายไปดูแลฝ่ายการผลิต ซึ่งได้แก่ Factory Girl บริษัทผลิตเสื้อผ้าของ Sretsis ที่คุณแม่เป็นผู้ก่อตั้ง หาช่าง และดูแลการผลิตทุกกระบวนการทุกอย่างอย่างเต็มตัว เอ๋ยไม่เพียงออกแบบ แต่ดูแลส่วนการตลาดและการสื่อสารทั้งหมด ขณะที่แอ้ดูภาพรวมของธุรกิจ

ทุกคนเปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

Sretsis

Sretsis

“เมื่อก่อนพี่อิ๊บสงสัยว่าทำไมเสื้อผ้าเสร็จไม่ทันกำหนดวางขายในร้าน การย้ายงานทำให้พี่อิ๊บเห็นปัญหาซึ่งเขาจะคุยกันกับพี่เอ๋ยว่าถ้าอยากให้เสื้อผ้าวางขายทันวันนี้ เราจะเริ่มเปิดตัวตอนไหน ผลิตให้เสร็จเมื่อไหร่ เมื่อไม่เป็นตามกำหนดก็แสดงว่าฝ่ายผลิตมีปัญหา แล้วเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนไหน” แอ้เล่า

“ตอนนี้อยากเรียนเขียนโปรแกรมขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน แต่คิดว่าถ้าเราเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์เราคงจะช่วยได้เยอะขึ้น งานนี้ทำให้เราเรียนรู้ที่จะฟัง ฟังว่าเขาทำอะไร กำลังคิดอะไร ที่ผ่านมาทำงานยังไง อะไรคือปัญหาของเขา ก่อนที่จะหาวิธีช่วยแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงเขา” อิ๊บเสริม

Sretsis

ขณะที่บทเรียนของเอ๋ยคือเรื่องการวางแผนงานเพื่อให้การสื่อสารได้ประสิทธิภาพที่สุด เธอเรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อทำให้เป็นเรื่องเดียวกับการขาย “อยากขายเสื้อตัวนี้ซึ่งเราต้องรู้ว่าเสื้อตัวนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ จะไปวางหน้าร้านเมื่อไหร่ อยู่ในฤดูกาลอะไร มีเทศกาลอะไรบ้าง เมื่อก่อนออกแบบอย่างเดียวแล้วจบไป ฝ่ายการตลาดเขาจะไปคิดว่าจะขายยังไงต่อ แต่ตอนนี้ต้องคิดถึงช่องทางการสื่อสารด้วย ภาพนิ่งไม่พอแล้ว ต้องมีวิดีโอเพิ่มหรือเราต้องมีเนื้อหาอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้คนรู้สึกเข้าถึงสตอรี่ที่เราจะเล่าผ่านคอลเลกชัน

“เมื่อก่อนงานออกแบบเป็นเรื่องสำคัญเพราะคนต้องการของแปลกที่เขาไม่เคยเห็น ดังนั้น 70 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะของมีเรื่องราวจริงๆ อีก 30 เปอร์เซ็นต์คือการสื่อสารและการทำให้คนเห็น แต่เดี๋ยวนี้กลับกัน ของไม่ต้องมีเยอะก็ได้แต่ช่วยพูดให้ขายของเก่งๆ หน่อย พอมาทำก็รู้เลยว่าเราอยากลดทอนแบรนด์เราให้เหลือเพียงกลิ่นอาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ทุกครั้ง เราจะสื่อสารยังไงให้สนุกและตื่นเต้น” เอ๋ยเล่า
Sretsis

Blackpink in your area

Sretsis เป็นแบรนด์ที่ Blackpink และวงไอดอลเกาหลีมากมายเลือกใส่ถ่ายมิวสิกวิดีโอและขึ้นคอนเสิร์ตรายการเพลงต่างๆ

“ไม่ใช่เพราะวง Blackpink มีน้องลิซ่าซึ่งเป็นคนไทย พวกเราชื่นชมทุกคนในวงที่มีความสามารถและมีคาแรกเตอร์มาก วันที่เห็นเขาเติบโตเราก็รู้สึกดีใจไปกับเขา อยากส่งของขวัญไปให้จึงได้รู้ว่าการส่งของไปให้นั้นยากมาก ที่ผ่านมาเขาเลือกซื้อกันเองด้วยตัวเองและยังคงใส่ Sretsis เรื่อยๆ มา ที่รักที่สุดคือพวกเธอตัดกระโปรงให้สั้นขึ้นไปสะใจพวกเรามาก” เอ๋ยเล่าอีกว่าครั้งหนึ่งเคยเจอสไตลิสต์โดยบังเอิญ เขาบอกว่า ตั้งแต่ทำงานให้ Blackpink ก็เริ่มมีวงไอดอลอื่นๆ อยากใส่ Sretsis บ้าง ซึ่งเขาก็เริ่มทำให้ศิลปินวงอื่นใส่ Sretsis ด้วย ทำให้ตามมาด้วยการมีวงไอดอลเกาหลีที่ใส่ Sretsis แต่เป็นของปลอมทั้งวง

ก็เป็นโอกาสที่ทำให้แฟนคลับศิลปินเกาหลีที่มีอยู่ทั่วโลกรู้จักแบรนด์ Sretsis ซึ่งไม่ได้ส่งผลกลับมาในรูปแบบยอดขาย

SretsisSretsis

 

แบรนด์แฟชั่นที่ไม่ยอมให้เหลือผ้าทิ้งเสีย

“เราจะไม่สร้างขยะในตู้เสื้อผ้า ทุกชิ้นที่เราทำเราตั้งใจจะให้ Timeless” อิ๊บตอบทันทีที่เราถามถึงคุณค่าที่แบรนด์กำลังจะบอกสังคม

Sretsis อาจจะไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นใช้เส้นใยหรือใช้วัตถุดิบเป็นมิตรกับโลก แต่อย่างน้อยสิ่งที่พวกเธอทำ พวกเธอคิดอย่างตั้งใจ

 Sretsis
Sretsis

Little Sister เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นแบรนด์ลูกที่คิดเรื่อง Sustainable พวกเธอไม่ได้ทำเสื้อผ้าเด็กเพื่อขยายตลาด โดยวางแผนเปิดตัวและขายควบคู่กับแบรนด์หลักอย่าง Sretsis แต่เริ่มคิดจากการมองหาว่ามีผ้าคงเหลือลายอะไรอยู่ในคลังของพวกเธอบ้างหลังจากที่ผลิตเสื้อผ้าผู้ใหญ่จบไปแล้ว ก่อนนำมาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบของ Sretsis เพื่อไม่ให้เหลือผ้าทิ้งเสีย ผลพลอยได้ที่น่ารักจาก Little Sister ก็คือ คุณแม่ที่ซื้อให้ลูกจะนึกถึงชุดรุ่นเก่าที่ตัวเองเคยมี แทนที่จะปล่อยให้ตกยุคพวกเธอก็จะได้หยิบกลับมาใส่อีกครั้ง

“เราอยากทำให้เด็กใส่ พอๆ กับที่อยากให้แม่หยิบตัวเก่ามาใส่ ทำให้เสื้อผ้าตัวเดิมยังมีชีวิตและมีความหมาย รวมไปถึงเศษผ้าจากการตัดเย็บเราก็นำไปทำตุ๊กตาต่อไป” แอ้ทิ้งท้ายความตั้งใจในนาม Sretsis

Sretsis

ภาพ : Sretsis

Lesson Learnt

คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ อิ๊บและเอ๋ยบอกเหมือนกันว่า จงทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ ซึ่งช่วงแรกเราจะสนุก แต่โปรดรู้ไว้ว่าแต่ละปีที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ทำงานง่ายขึ้น เราจำเป็นต้องโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น ค้นหาพัฒนาการจากงานที่ทำ ขณะที่แอ้แนะนำให้ลองหาประสบการณ์จากหลายๆ บทบาทและหน้าที่ก่อน

“หลังจากพี่ๆ สองคนเข้าสู่เส้นทางแฟชั่นที่เขาชื่นชอบ เราเองก็ชอบเสื้อผ้า แต่รู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบเสื้อผ้าแบบที่พวกเขาชอบ เราอยากทำของเล่นเด็ก เราชอบเฟอร์นิเจอร์ อยากผลิตสินค้าเลยเลือกเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ เรียนไปสักพัก อยากอยู่กับพี่ พอพี่ๆ ทำเสื้อผ้าเราก็ขอทำเครื่องประดับ” แอ้ เล่าที่มาของ Matina Amanita แบรนด์เครื่องประดับของเธอ ก่อนมาเสริมทัพดูแลภาพรวมของ Sretsis เต็มตัว

Writer & Photographer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load