The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับทั้ง 3 พี่น้องผู้ก่อตั้งแบรนด์ Sretsis อิ๊บ คล้ายเดือน, เอ๋ย พิมพ์ดาว และ แอ้-มทินา สุขะหุต เพราะสนใจวิธีคิดใหม่ของการบริหารแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น

ย้อนกลับไป 17 ปีก่อน แบรนด์อยู่ในกลุ่มแบรนด์ไทยหน้าใหม่ของโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เป็นต้นแบบของแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงนับร้อยนับพันที่เกิดขึ้นตามหลัง มีร้านอยู่ในหลายเมืองสำคัญของวงการแฟชั่น มีคนดังมากมายหลายวงการติดตามเป็นแฟนคลับ

ไม่นานมานี้ แบรนด์มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและทำงานกันภายใน ซึ่งเราพบว่าน่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงใหม่ในวงการแบรนด์แฟชั่น เรายังไม่ค่อยเห็นวิธีการแบบนี้กับธุรกิจไหน พวกเธอแลกงานกันทำ คนที่เคยดูแลการตลาดย้ายไปทำงานสายผลิต คนที่เคยทำแต่งานออกแบบต้องคิดวางแผนการสื่อสารไปพร้อมกันด้วย

จากที่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับแบรนด์แฟชั่นนี้น้อยมาก วันนี้เรามองแบรนด์เสื้อผ้านี้ด้วยสายตาอีกแบบ เช่นสายตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปเพียงเพราะพวกเธอไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์ ความคลาสสิกจากการหยิบเสื้อคอลเลกชันเก่ามาใส่ตอนไหนก็ได้ หรือการต่อยอดแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Little Sister ให้เป็น Sustainable Brand ของ Sretsis

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

คนที่ไม่รู้จักแบรนด์เราจะบอกว่าเสื้อผ้าแบบนี้ใส่ยาก ใส่ 2 ครั้งคนก็จำได้แล้ว

ซึ่งสิ่งที่แบรนด์กำลังบอกเราตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน 2 ชั่วโมงกว่าคือ โปรดหยิบชั้นมาใส่บ่อยๆ ใส่จนคนจำได้ว่าชุดนี้ผ้าลายนี้เป็นของคุณ

“เราเป็นมนุษย์ลายพิมพ์ลายปัก จะให้เราไม่มีลายพิมพ์ในตัวเลยจะทำได้อย่างไร

“ถ้าเราอยู่ในห้องเรียบๆ สีขาวเราจะปวดหัว เราชอบอยู่กับลาย ถ้าไม่มีลายก็ขอมีลูกไม้ จะให้เรียบร้อยไปก็ไม่ไหว ขอโป๊ๆ หน่อย ถ้ามานั่งฟังพวกเราคุยกันจะรู้ว่ามีแต่เรื่องทะลึ่ง นี่แหละเฟมินิสม์ในแบบเรา เวลาพี่เอ๋ยพรีเซนต์ว่าชุดตัวนี้ดียังไง พี่เอ๋ยจะบอกว่า วิธีใส่เสื้อตัวนี้ที่ดีที่สุดคือไม่ใส่อะไรข้างในเลย ดูสิ ผู้หญิงเรียบร้อยเขาไม่พูดกันหรอก” แอ้เล่าพร้อมหัวเราะเสียงใส

เรื่องของแบรนด์ทำให้เราคิดถึงหนัง Coming of Age ดีๆ สักเรื่อง และ 17 ก็เป็นตัวเลขขวบปีที่โตพอที่จะรู้ความต้องการของตัวเอง

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

คนไทยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์บอกว่า Sretsis เป็นแบรนด์ของผู้หญิงสายหวาน

ใช่ พวกเธอเป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้ฟรุ้งฟริ้ง และผู้หญิงก็มีมิติที่มากกว่านั้น

“เรามีความซ่า ดาร์ก ทะลึ่ง ขณะเดียวกันเราชอบความเป็นผู้หญิง ชอบความละเอียดอ่อน เราโตมาในสังคมที่เหมารวมผู้หญิงว่ามีแบบเดียว ซึ่งจริงๆ มีทั้งผู้หญิงทำงาน มีความคิดเป็นของตัวเองชัดเจน มีความมั่นใจ รู้ว่าต้องการจะแต่งตัวยังไง” ทั้งสามยืนยัน

เราก็ยืนยัน

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

อย่าแปลกใจถ้าอยู่ๆ คนก็พบว่าตัวเองหมุนตัวลองเสื้อหน้ากระจกของร้านหลังจบบทสนทนา

ความห้าวหาญของสามพี่น้องจากนิวยอร์ก ที่กลับมาทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่น

จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากแม่ ผู้มีความฝันอยากเห็นลูกสาวทำงานด้วยกัน

“เป็นความฝันของคุณแม่ที่อยากเห็นลูกทำงานด้วยกัน ท่านอยากให้พี่อิ๊บเป็นสถาปนิก พี่เอ๋ยเป็นอินทีเรีย อยากให้แอ้เป็นวิศวกร อะไรก็ได้ขอให้ลูกทำงานด้วยกัน” แอ้เล่าย้อนกลับไปวันที่แม่เห็นประกาศหาผู้เช่าพื้นที่ร้านค้า ก่อนที่ท่านตัดสินใจมอบโจทย์เปิดร้านสร้างแบรนด์ของตัวเองแก่ลูกสาวทั้งสาม

23-21-18 คืออายุตอนเริ่มต้นแบรนด์ของอิ๊บ เอ๋ย แอ้ ตามลำดับ

อิ๊บ นักเรียนเศรษฐศาสตร์และธุรกิจสิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เอ๋ย นักเรียนแฟชั่นที่สถาบันพาร์สันส์ อดีตนักเรียน MIS (Management Information System) และแอ้ นักเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สถาบันพาร์สันส์ และนักเรียนออกแบบเครื่องประดับที่วิทยาลัยเซ็นทรัลเซนต์มาร์ตินส์

ไม่ต่างจากผู้ก่อตั้งแบรนด์ทุกคนในโลก ซึ่งล้วนอาศัยความกล้าด้วยกันทั้งนั้น

“พวกเราตัดสินใจทำเพราะอยากเห็นเสื้อผ้าที่เราอยากใส่แต่ไม่มีขายในตลาด” เอ๋ยเล่า โดยชื่อของ Sretsis มาจากการกลับตัวอักษรของคำว่า Sisters ได้แรงบันดาลใจมาจากกระจก Erised (เกิดจากการกลับคำว่า Desire) ในหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์

แบรนด์เกิดขึ้นในยุคเฟื่องฟูของแฟชั่น คนไทยเริ่มมาใส่แบรนด์ไทยกันมากขึ้นจากเดิมที่นิยมแบรนด์ต่างประเทศมากกว่า โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น (Bangkok Fashion Society) และการสนับสนุนจากภาครัฐเมื่อสิบกว่าปีก่อนทำให้ แบรนด์มีโอกาสเดินสายโชว์ผลงานที่มิลาน ปารีส ออสเตรเลีย

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

The Siamese Sisters ยืนหนึ่งจากประเทศไทย

เอ๋ยเล่าว่า ช่วงแรกของแบรนด์เป็นช่วงที่พวกเธอสนุกกับทดลองมาก ไม่ว่าจะทำคอลเลกชัน ทำตลาด ทำโชว์ ทุกอย่างทำอยู่ภายใต้โจทย์สนุกไว้ก่อน ต่อมาเริ่มมีโชว์รูม มีการวางแผนการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้นเพราะพวกเธอเริ่มทำงานกับตลาดต่างประเทศ ขณะที่ช่วงที่ 3 เป็นช่วงขยายสาขาไปที่ญี่ปุ่น รวมถึงคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนของแบรนด์ทำให้พวกเธอกล้าออกสินค้าแบรนด์ใหม่ ได้แก่ Sincerely Yours และ Little Sister ที่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก รวมถึงเปิดเว็บไซต์

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“เราทบทวนกันเสมอว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในตลาด เมื่อก่อนมีโชว์รูมหลายที่ในต่างประเทศซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนแบรนด์ ได้แก่ นิวยอร์ก ลอนดอน ซิดนีย์ และโตเกียว ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เราก็เริ่มให้ความสำคัญกับการสื่อสารในช่องทางออนไลน์เริ่มขายตรงผ่านเว็บไซต์มากขึ้น” อิ๊บเล่า

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“มีบางช่วงที่เราน้อยใจว่า ใช่สิ เราไม่ใช่สามพี่น้องผมบลอนด์นี่นา เมื่อก่อนที่ไปงานเทรดโชว์จะมี Buyer ตื่นเต้นกับคอลเลกชันมาก และพอถามว่ามาจากไหน เขาจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไปเลย เหมือนไม่มั่นใจในคุณภาพ ซึ่งเราคิดมาตลอดว่าไม่ยุติธรรมเลย เพราะเขาคาดหวังว่าราคาจะต้องถูกกว่านี้ แต่ตอนนี้เราไม่สนใจอีกต่อไปแล้วเพราะเราคิดแบบใหม่ เราภูมิใจในรากของเรา เราเป็น Siamese Sisters ที่อยากจะเล่าเรื่องของเรามากกว่าในการแข่งขันกับแบรนด์ทั้งโลก” แอ้เล่าความในใจ

ความคลาสสิกคือการทำซ้ำ

ทั้งสามเล่าว่า ลูกค้าในประเทศอาจจะอินกับคอลเลกชันล่าสุด ซึ่งสิ่งที่คนมักลืมไปคือ เสื้อผ้าทุกชิ้นมีความพิเศษในตัวเอง

“เราไม่อยากให้คนคิดว่าต้องใส่เสื้อผ้าซีซั่นใหม่ตลอด เราดีใจและรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่เห็นแฟนๆ ของเราหยิบเสื้อผ้า Sretsis ของตัวเองมิกซ์แอนด์แมตช์ โดยเฉพาะลูกค้าที่ญี่ปุ่น เราได้เห็น Sretsis หลากหลายสไตล์มาก เขาทำให้เรารู้สึกได้โดยไม่ต้องพูดว่าเสื้อผ้าของเรามีค่าสำหรับเขาแค่ไหน เขาอาจจะมีเสื้อผ้าของเราแค่ 3 ชิ้น แต่เขาใส่กับเสื้อผ้าสไตล์ของเขาได้หลากหลายแบบมาก ลูกค้าบางคนหยิบเสื้อผ้าต่างซีซั่นมาใส่ร่วมกันได้สวยมากๆ เราเองก็นึกไม่ถึง” เอ๋ยเล่าด้วยตาเป็นประกาย

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“Timeless ในความหมายของเราคือ เราไม่สนว่าเสื้อผ้ารุ่นนั้นออกมาเมื่อไหร่ แต่หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีเบื่อ” แอ้เสริม

ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ทำเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์เพื่อหลากหลายวาระและโอกาส ชุดที่ใส่เดินทางที่ไหนเฉิดฉายและเหมาะสมกันดี ทั้งสามยืนยันมาว่ามีชุดที่เหมาะจะใส่ท่องดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ยังไม่นับชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ไปจนถึงชุดทำบุญ ชุดแต่งงาน เสื้อผ้าวันสบายๆ และเสื้อผ้าเด็ก

คุณอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าที่มีลวดลายใส่ในชีวิตประจำวันยาก ใส่ซ้ำก็มีคนจำได้

แต่ถ้าลองฟังคำตอบของทั้งสามสาว คุณจะคิดใหม่และอยากเลือกหาลายที่เหมาะที่เป็นตัวแทนคุณ

“คนชอบคิดว่าเสื้อผ้าลายพิมพ์ใส่ได้ไม่บ่อยเพราะคนจำได้ ในความเป็นจริงใส่บ่อยๆ สิคนจะได้จำได้ว่าเป็นของคุณ” เอ๋ยเล่าว่าที่ออฟฟิศ มีน้องคนหนึ่งที่จะมีสไตล์ประจำ คล้ายเครื่องแบบ ถ้าเขาใส่เสื้อแดงเขาจะใส่กางเกงแดงตัวนี้ตัวเดียว หรือถ้าใส่ลายจุดจะใส่กับเสื้ออีกแบบหนึ่ง พวกเธอยืนยันว่า การใส่เสื้อซ้ำไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หากนั่นคือตัวเรา และเราเป็นเจ้าของสไตล์นี้ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าเป็นใครและถ้าใครใส่แบบนี้ก็รู้ทันทีว่าแต่งตัวตาม

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

ความลับจักรวาลอยู่ในสถิติ

“พอทำแบรนด์ผ่านมา 10 ปี พวกเราเริ่มคิดถึงแผนมากขึ้น ทุกคนต่างเติบโต เราก็อยากทำงานของเราให้มีระบบและหลักการเพื่อเตรียมส่งต่อให้คนอื่นทำงานร่วมกันกับเราได้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย ทุกอย่างอยู่ในตัวเราทั้งหมด พวกเราตั้งคำถามกันว่าในวันที่เราไม่อยู่แล้ว เราอยากให้คนจะพูดถึงแบรนด์ว่ายังไง เช่น Sretsis มีชื่อเสียงในการทำชุดแบบนี้” เอ๋ยเล่าที่มา

ประสบการณ์กว่า 17 ปี ของการออกแบบเสื้อผ้าและลวดลาย พวกเธอเก็บข้อมูลเป็นสถิติมาวิเคราะห์ว่าอะไรที่ทำแล้วได้ผลที่ดี-ไม่ดีอย่างไร กระแสตอบรับที่ดีอาจจะไม่ได้หมายถึงยอดขายที่ดีตามมา

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

สิ่งที่รักษาไว้ไม่เปลี่ยนไป คือการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพและสวยงาม นอกจากความตั้งใจที่จะนำแฟนตาซีมาสู่ชีวิตผู้หญิงทุกคน เราอยากทำให้เสื้อผ้าของพวกเธอเป็นสิ่งล้ำค่าในตู้เสื้อผ้าที่ส่งต่อได้ไร้กาลเวลา

“เป็นชุดเก่งที่พวกเธอชอบมากจนส่งต่อให้รุ่นต่อไป” เอ๋ยเล่า

ขณะที่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือการเล่าเรื่องของแบรนด์ พวกเธอตกลงร่วมกันว่าจะกลั่นให้เหลือเพียงเรื่องเล่าที่จำเป็น

“โลกของเรามันซับซ้อนมาก เราใช้คำว่า Sretsis Universe คนที่เข้ามาที่ร้านจะเห็นว่ายูนิคอร์นของเราหน้าตาเป็นยังไง ดอกไม้ของเราเป็นยังไง มันไม่ใช่ยูนิคอร์นสายรุ้ง รายละเอียดเยอะมาก” อิ๊บเล่า

“เราเป็นมนุษย์แฟนตาซี เรามีเรื่องในหัวมากมายเต็มไปหมด ในคอลเลกชันหนึ่งมีความหมายที่ซ่อนอยู่มากมาย Sretsis วันนี้และในอนาคต เราตั้งใจลดทอนบางเรื่องที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือแต่เพียงกลิ่นอาย เราจะรู้สึกประสบความสำเร็จมาก ถ้าเราทำให้คนใส่เสื้อผ้าของเราสัมผัสเรื่องราวที่เราตั้งใจบอกเล่าโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกไป เหมือนหนังที่สื่อสารกับหัวใจเรามากๆ ผู้กำกับเขาไม่จำเป็นต้องออกมาอธิบายเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่เราถึงทำแบบนี้” มนุษย์แฟนตาซีคนสุดท้องเล่าเสริม

“ถ้า Sretsis เป็นผู้หญิง ตอนนี้ Sretsis เป็นผู้หญิงที่เข้าใจตัวเองมากจากที่เคยทดลองมามากมาย เช่นกันกับ Sretsis ที่มีหลายอย่างให้ลองทำ” อิ๊บเล่า

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

เปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

วันที่เริ่มต้นมีพนักงานเพียง 5 คน ได้แก่ อิ๊บ เอ๋ย แอ้ และช่างเย็บอีก 2 คน แต่ตอนนี้มีพนักงานกว่า 100 คน

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เรารู้ว่าการทำธุรกิจที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกขับเคลื่อนที่ไม่ใช่แค่เรา 3 คน แต่เป็นเราทุกคนที่ไม่อาจทำงานอยู่ในแค่หน้าที่ส่วนของเรา แต่รู้ว่างานที่ทำส่งผลต่อใครอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนจบงานของตัวเองก็หนีไปนอนกลางวันแล้ว แต่สิ่งที่ทำมันยิ่งใหญ่กว่านั้น” แอ้เล่า

เรื่องสนุกที่เราไม่เคยรู้มาก่อนคือ การย้ายหน้าที่กันเองภายใน จากหน้าที่เดิมเอ๋ยออกแบบเสื้อผ้า อิ๊บดูภาพรวมธุรกิจและการตลาด และแอ้ทำเครื่องประดับ

สู่หน้าที่ใหม่ อิ๊บย้ายไปดูแลฝ่ายการผลิต ซึ่งได้แก่ Factory Girl บริษัทผลิตเสื้อผ้าของแบรนด์ ที่คุณแม่เป็นผู้ก่อตั้ง หาช่าง และดูแลการผลิตทุกกระบวนการทุกอย่างอย่างเต็มตัว เอ๋ยไม่เพียงออกแบบ แต่ดูแลส่วนการตลาดและการสื่อสารทั้งหมด ขณะที่แอ้ดูภาพรวมของธุรกิจ

ทุกคนเปลี่ยนหน้าที่กันเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละฝ่าย

คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“เมื่อก่อนพี่อิ๊บสงสัยว่าทำไมเสื้อผ้าเสร็จไม่ทันกำหนดวางขายในร้าน การย้ายงานทำให้พี่อิ๊บเห็นปัญหาซึ่งเขาจะคุยกันกับพี่เอ๋ยว่าถ้าอยากให้เสื้อผ้าวางขายทันวันนี้ เราจะเริ่มเปิดตัวตอนไหน ผลิตให้เสร็จเมื่อไหร่ เมื่อไม่เป็นตามกำหนดก็แสดงว่าฝ่ายผลิตมีปัญหา แล้วเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนไหน” แอ้เล่า

“ตอนนี้อยากเรียนเขียนโปรแกรมขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน แต่คิดว่าถ้าเราเข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์เราคงจะช่วยได้เยอะขึ้น งานนี้ทำให้เราเรียนรู้ที่จะฟัง ฟังว่าเขาทำอะไร กำลังคิดอะไร ที่ผ่านมาทำงานยังไง อะไรคือปัญหาของเขา ก่อนที่จะหาวิธีช่วยแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงเขา” อิ๊บเสริม

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

ขณะที่บทเรียนของเอ๋ยคือเรื่องการวางแผนงานเพื่อให้การสื่อสารได้ประสิทธิภาพที่สุด เธอเรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อทำให้เป็นเรื่องเดียวกับการขาย “อยากขายเสื้อตัวนี้ซึ่งเราต้องรู้ว่าเสื้อตัวนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ จะไปวางหน้าร้านเมื่อไหร่ อยู่ในฤดูกาลอะไร มีเทศกาลอะไรบ้าง เมื่อก่อนออกแบบอย่างเดียวแล้วจบไป ฝ่ายการตลาดเขาจะไปคิดว่าจะขายยังไงต่อ แต่ตอนนี้ต้องคิดถึงช่องทางการสื่อสารด้วย ภาพนิ่งไม่พอแล้ว ต้องมีวิดีโอเพิ่มหรือเราต้องมีเนื้อหาอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้คนรู้สึกเข้าถึงสตอรี่ที่เราจะเล่าผ่านคอลเลกชัน

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

“เมื่อก่อนงานออกแบบเป็นเรื่องสำคัญเพราะคนต้องการของแปลกที่เขาไม่เคยเห็น ดังนั้น 70 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะของมีเรื่องราวจริงๆ อีก 30 เปอร์เซ็นต์คือการสื่อสารและการทำให้คนเห็น แต่เดี๋ยวนี้กลับกัน ของไม่ต้องมีเยอะก็ได้แต่ช่วยพูดให้ขายของเก่งๆ หน่อย พอมาทำก็รู้เลยว่าเราอยากลดทอนแบรนด์เราให้เหลือเพียงกลิ่นอาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ทุกครั้ง เราจะสื่อสารยังไงให้สนุกและตื่นเต้น” เอ๋ยเล่า

Blackpink in your area

Sretsis เป็นแบรนด์ที่ Blackpink และวงไอดอลเกาหลีมากมายเลือกใส่ถ่ายมิวสิกวิดีโอและขึ้นคอนเสิร์ตรายการเพลงต่างๆ

“ไม่ใช่เพราะวง Blackpink มีน้องลิซ่าซึ่งเป็นคนไทย พวกเราชื่นชมทุกคนในวงที่มีความสามารถและมีคาแรกเตอร์มาก วันที่เห็นเขาเติบโตเราก็รู้สึกดีใจไปกับเขา อยากส่งของขวัญไปให้จึงได้รู้ว่าการส่งของไปให้นั้นยากมาก ที่ผ่านมาเขาเลือกซื้อกันเองด้วยตัวเองและยังคงใส่เรื่อยๆ มา ที่รักที่สุดคือพวกเธอตัดกระโปรงให้สั้นขึ้นไปสะใจพวกเรามาก” เอ๋ยเล่าอีกว่าครั้งหนึ่งเคยเจอสไตลิสต์โดยบังเอิญ เขาบอกว่า ตั้งแต่ทำงานให้ Blackpink ก็เริ่มมีวงไอดอลอื่นๆ อยากใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เราบ้าง ซึ่งเขาก็เริ่มทำให้ศิลปินวงอื่นใส่ด้วย ทำให้ตามมาด้วยการมีวงไอดอลเกาหลีที่ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เรา แต่เป็นของปลอมทั้งวง

ก็เป็นโอกาสที่ทำให้แฟนคลับศิลปินเกาหลีที่มีอยู่ทั่วโลกรู้จักแบรนด์ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกลับมาในรูปแบบยอดขาย

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี

แบรนด์แฟชั่นที่ไม่ยอมให้เหลือผ้าทิ้งเสีย

“เราจะไม่สร้างขยะในตู้เสื้อผ้า ทุกชิ้นที่เราทำเราตั้งใจจะให้ Timeless” อิ๊บตอบทันทีที่เราถามถึงคุณค่าที่แบรนด์กำลังจะบอกสังคม

บรนด์อาจจะไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นใช้เส้นใยหรือใช้วัตถุดิบเป็นมิตรกับโลก แต่อย่างน้อยสิ่งที่พวกเธอทำ พวกเธอคิดอย่างตั้งใจ

 Sretsis
Sretsis

Little Sister เป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นแบรนด์ลูกที่คิดเรื่อง Sustainable พวกเธอไม่ได้ทำเสื้อผ้าเด็กเพื่อขยายตลาด โดยวางแผนเปิดตัวและขายควบคู่กับแบรนด์หลัก แต่เริ่มคิดจากการมองหาว่ามีผ้าคงเหลือลายอะไรอยู่ในคลังของพวกเธอบ้างหลังจากที่ผลิตเสื้อผ้าผู้ใหญ่จบไปแล้ว ก่อนนำมาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบของเรา เพื่อไม่ให้เหลือผ้าทิ้งเสีย ผลพลอยได้ที่น่ารักจาก Little Sister ก็คือ คุณแม่ที่ซื้อให้ลูกจะนึกถึงชุดรุ่นเก่าที่ตัวเองเคยมี แทนที่จะปล่อยให้ตกยุคพวกเธอก็จะได้หยิบกลับมาใส่อีกครั้ง

“เราอยากทำให้เด็กใส่ พอๆ กับที่อยากให้แม่หยิบตัวเก่ามาใส่ ทำให้เสื้อผ้าตัวเดิมยังมีชีวิตและมีความหมาย รวมไปถึงเศษผ้าจากการตัดเย็บเราก็นำไปทำตุ๊กตาต่อไป” แอ้ทิ้งท้ายความตั้งใจ

คุยกับผู้ก่อตั้ง Sretsis แบรนด์ที่ตั้งใจทำเสื้อผ้าให้เป็นสมบัติที่ส่งต่อกันได้ ถึงแผนการไม่ซับซ้อนที่ประกอบจักรวาลแฟนตาซีมากว่า 17 ปี
ภาพ : Sretsis

Lesson Learnt

คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ อิ๊บและเอ๋ยบอกเหมือนกันว่า จงทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ ซึ่งช่วงแรกเราจะสนุก แต่โปรดรู้ไว้ว่าแต่ละปีที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ทำงานง่ายขึ้น เราจำเป็นต้องโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น ค้นหาพัฒนาการจากงานที่ทำ ขณะที่แอ้แนะนำให้ลองหาประสบการณ์จากหลายๆ บทบาทและหน้าที่ก่อน

“หลังจากพี่ๆ สองคนเข้าสู่เส้นทางแฟชั่นที่เขาชื่นชอบ เราเองก็ชอบเสื้อผ้า แต่รู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบเสื้อผ้าแบบที่พวกเขาชอบ เราอยากทำของเล่นเด็ก เราชอบเฟอร์นิเจอร์ อยากผลิตสินค้าเลยเลือกเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ เรียนไปสักพัก อยากอยู่กับพี่ พอพี่ๆ ทำเสื้อผ้าเราก็ขอทำเครื่องประดับ” แอ้ เล่าที่มาของ Matina Amanita แบรนด์เครื่องประดับของเธอ ก่อนมาเสริมทัพดูแลภาพรวมของ Sretsis เต็มตัว

Writer & Photographer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load