The Cloud X MILO

เด็กหญิงผิวขาวตาหยีในชุดคาราเต้สีขาวตรงหน้าคือ อาซึคิ อิวาตานิ หรือ อาจู สาวน้อยสัญชาติญี่ปุ่นวัย 16 ปี ชั้น ม.5 จากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์

มองจากภายนอก เธอก็ไม่ต่างจากเด็กในวัยเดียวกันเท่าไรนัก แต่เมื่ออยู่ในสนาม คาราเต้กลับทำให้เด็กสาวคนนี้มีบุคลิกเงียบขรึมราวกับคนละคน

อาซึคิบอกเราว่า เธอไม่รู้ตัวว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่หลังจากที่เราได้ดูเธอซ้อมมาสักพัก แววตาของเธอฉายความมุ่งมั่นออกมา สมาธิของเธอจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวในสนาม ท่วงท่าการร่ายรำของเธอมีเสน่ห์ชวนมอง สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอกวาดรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันคาราเต้ประเภทท่ารำหรือกาต้ามาแล้วหลายรายการจากทั้งในและต่างประเทศ

เด็กหญิงในชุดสีขาว สายสีดำ เล่าว่า เธอเริ่มเล่นคาราเต้เพราะบังเอิญได้เข้าไปดูการแข่งขันในสนาม และเป็นครั้งแรกที่เธอหลงใหลความสวยงามในการร่ายรำของ ญาณิศา ต่อรัตนวัฒนา นักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทยที่ปัจจุบันเป็นโค้ชฝึกซ้อมของเธอ สาวน้อยวัย 11 ปีในวันนั้นจึงกลับบ้านมาขออนุญาตคุณแม่หยุดพักจากเทควันโดไปลองเล่นคาราเต้ และหลังจากวันนั้นคาราเต้ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทของอาซึคิมาโดยตลอด

เมื่อถึงช่วงพักเบรก เธอเปลี่ยนชุดและเปลี่ยนบุคลิกกลับมาสดใสอีกครั้ง พร้อมที่จะเล่าให้เราฟังว่าบทเรียนที่เธอเรียนรู้จากกีฬาคาราเต้คืออะไร

คาราเต้

คาราเต้ คาราเต้

บทเรียนที่ 1

เราได้เพื่อนดีๆ จากการเล่นกีฬา”

6 วันต่อสัปดาห์ คือเวลาที่อาซึคิต้องอยู่กับคาราเต้ เธอใช้เวลาชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมงทุกวันหลังเลิกเรียนเพื่อฝึกซ้อม และหยุดพักทุกวันเสาร์ไปเรียนพิเศษ

เราสงสัยว่านี่เป็นตารางซ้อมที่หนักเกินไปสำหรับเด็กอายุ 16 หรือเปล่า เธอปฏิเสธอย่างเต็มใจว่า สำหรับคาราเต้ เธอให้เวลาได้มากกว่านั้น

“สำหรับเราคาราเต้คือเพื่อนสนิท เวลาว่างๆ ก็มาเล่น ถ้าเสาร์ไหนไม่มีนัดเราก็มาซ้อม หรือถ้าช่วงไหนไม่มีเรียนก็มีเวลาซ้อมมากขึ้นเป็น 3 – 4 ชั่วโมง เราไม่มีปัญหากับการซ้อมเยอะ และไม่ได้รู้สึกว่าถูกคาราเต้แย่งเวลาชีวิตไป เพราะว่าเวลามาซ้อมก็ได้เจอเพื่อนๆ แค่เปลี่ยนจากการเที่ยวเล่นที่อื่นมาเล่นในยิมแค่นั้นเอง”

อาซึคิเล่าว่า เธอไม่ได้เป็นเพื่อนแค่กับคาราเต้เท่านั้น แต่คาราเต้ยังสร้างมิตรภาพใหม่ๆ และโอกาสดีๆ ในชีวิตให้กับเธอ

“เราได้เพื่อนดีๆ จากการเล่นกีฬา เป็นเพื่อนจากต่างโรงเรียนที่ฝึกซ้อมในยิมเดียวกัน และพอเราเริ่มแข่งเยอะขึ้น เลเวลสูงขึ้น เราก็มีโอกาสได้ไปแข่งต่างประเทศ เราตื่นเต้นที่ได้ออกไปข้างนอก ได้ไปกินอาหารแปลกๆ ได้ไปเจออะไรใหม่ๆ กีฬาจึงเป็นเพื่อนที่พาเราออกไปเจอกับโลกกว้าง”

คงไม่เกินเลยไป ถ้าจะบอกว่า คาราเต้ คือกัลยาณมิตรของอาซึคินั่นเอง

ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันมีเวลาว่างให้เลือกใช้ได้อย่างจุใจ อาซึคิก็เคยอยากมีช่วงเวลาแบบนั้น แต่หากให้เลือกระหว่างเวลาเที่ยวเล่นกับคาราเต้ คำตอบของสาวน้อยคนนี้ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าเธอเลือกคาราเต้

คาราเต้

คาราเต้

บทเรียนที่ 2

คาราเต้สอนให้รู้จักเคารพคนอื่น”

ผู้สนับสนุนหลักที่ทำให้อาซึคิได้ฝึกซ้อมกับโค้ชที่เธอชื่นชมและอยู่เบื้องหลังการเล่นกีฬาตั้งแต่เด็กคือ ฟูยูกะ อิวาตานิ ผู้เป็นแม่ของเธอนั่นเอง

ฟูยูกะเล่าว่า แรกเริ่มที่อาซึคิขอเริ่มต้นเล่นคาราเต้ เธออนุญาตเพราะอยากให้ลูกเล่นกีฬาและอยากเห็นลูกแข็งแรง แต่ไม่คิดว่าลูกสาวจะรักคาราเต้มากขนาดนี้

“เราไม่ได้ให้เขาเล่นคาราเต้เพราะเป็นกีฬาญี่ปุ่น แต่เราเคยเรียนเทควันโดมาก่อนเลยเห็นว่าศิลปะป้องกันตัวมันสำคัญ ศิลปะป้องกันตัวสอนให้เคารพอาจารย์และเคารพรุ่นพี่ ส่วนคนเป็นรุ่นพี่ก็ต้องสอนสิ่งดีๆ ให้กับรุ่นน้อง กีฬาจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกรู้จักเคารพคนอื่นๆ”

วิธีเลี้ยงการลูกของฟูยูกะคือการให้อิสระในการตัดสินใจ ไม่ว่าอาซึคิจะสนใจอะไร เธอก็พร้อมสนับสนุนให้ลูกสาวได้ลองเรียนรู้ทุกอย่าง

“เราบอกเขาว่า ถ้าเขาอยากเรียนอะไรก็ทำได้หมดเลย แต่เขาต้องมีความขยัน ถ้าอยากเล่นกีฬา อยากชนะก็ต้องมาซ้อม เราบอกเขาแค่นี้ แต่ไม่เคยบังคับให้ลูกทำ เขาก็ไม่ค่อยอิดออดเลยนะ เขาจะมาซ้อมเองโดยที่ไม่ต้องบังคับ

“มีครั้งหนึ่งที่เขาแพ้ เราเห็นเขาร้องไห้เสียใจ เราจึงบอกเขาว่า ถ้าเสียใจมากก็ไม่ต้องเล่นแล้วดีไหม แต่เขาก็ยังยืนยันว่าอยากจะซ้อมต่อ”

บางที คำว่า ‘แพ้’ กับ ‘ยอมแพ้’ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะกับเด็กหญิงเลือดซามูไรอย่างอาซึคิ

คาราเต้ คาราเต้

บทเรียนที่ 3

คาราเต้คือการต่อสู้กับตัวเอง”

เด็กวัย 16 ปีทั่วไปคงแบ่งเวลาการเรียนและการเล่นได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่หลงรักคาราเต้จริงจังอย่างอาซึคิ ชีวิตของเธอต้องรู้จักการวางแผนมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

“ตอนยังไม่เล่นกีฬาเราไม่มีความกระตือรือร้นในตัวเองเลย เราทำทุกอย่างช้าๆ ทำเรื่อยๆ แต่พอมีกีฬาเข้ามาเราต้องรู้จักแบ่งเวลาว่าช่วงไหนต้องทำอะไรบ้าง หลักๆ คือเราต้องรู้จักบาลานซ์ระหว่างการเรียนกับการซ้อม ถ้ากีฬามากระทบการเรียนเราก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราอยากบาลานซ์ให้ได้ทั้งคู่ ถึงแม้ว่าเราจะชอบกีฬามากกว่า แต่เราไม่ได้เห็นอะไรสำคัญกว่ากัน เพราะถ้าผลการเรียนของเราดีและผลงานด้านกีฬาเด่นด้วย เราก็จะมีโอกาสดีๆ อย่างอื่นเข้ามา”

อาซึคิเล่าว่า เธอเองก็ติดโทรศัพท์มือถือไม่ต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องโฟกัสกับกีฬา เธอก็เลือกที่จะเก็บมันไว้ให้พ้นสายตา บางครั้งที่ต้องไปแข่งต่างประเทศ เธอจะเก็บโทรศัพท์ไว้กับโค้ชเพราะอยากจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แม้ว่าจะต้องพลาดบทสนทนาแบบเรียลไทม์กับเพื่อนๆ ที่ไทย แต่เธอก็รู้ว่าควรจัดลำดับความสำคัญยังไง

“สมาธิสำคัญมากในการเล่นคาราเต้ เวลาเล่นโทรศัพท์สมาธิเราจะหลุดไปเลย มันจะไปอยู่กับเรื่องราวในนั้นหมด คาราเต้คือการต่อสู้กับตัวเอง และการรู้จักห้ามใจตัวเองก็เป็นการต่อสู้ด้วยเหมือนกัน”

คาราเต้ คาราเต้

บทเรียนที่ 4

เวลาชนะเราจะกลับไปซ้อมให้หนักกว่าเดิม”

กีฬาสอนให้นักกีฬาทุกคนรู้จักแพ้ชนะ แต่สำหรับอาซึคิ กีฬาสอนให้เธอขยันฝึกซ้อม

ตั้งแต่เริ่มเล่นคาราเต้ อาซึคิแทบไม่คุ้นเคยกับความพ่ายแพ้เลยสักครั้ง เพราะผลงานการแข่งขันที่ผ่านมาเธอชนะเกือบทุกรายการและแทบจำไม่ได้เลยว่าเคยแพ้หรือเปล่า

ในปี 2016 เธอกวาดเหรียญทองจากทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็น Thailand Open Kararte-do Championship, 1st Vietnam Open Karate-do Championship, 10th Korea Open International Karatedo Championships และ Istanbul Open Karate Tournament

เหรียญทองทำให้เธอภูมิใจ แต่ชัยชนะไม่ใช่สิ่งที่อาซึคิเสพติด สิ่งที่เธอคิดถึงหลังจากชัยชนะคือการฝึกซ้อม

“พอชนะเราก็กลับมาคิดว่าที่ผ่านมาเราซ้อมมายังไง และกลับมาเราก็จะซ้อมให้หนักกว่าเดิม เพราะการแข่งขันครั้งหน้าเราต้องเจอคู่แข่งคนใหม่และมันอาจจะไม่ได้ง่ายแบบนี้ การฝึกซ้อมเป็นประจำและการมีสติในตอนแข่งคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

แม้ว่าคาราเต้จะเป็นกีฬาที่ต้องแบกรับทั้งการแข่งขันไว้คนเดียว แต่อาซึคิบอกว่าเธอไม่ชอบความกดดัน ทุกครั้งที่เธอลงแข่ง เธอจึงต้องแข่งกับตัวเองก่อนเสมอ

เราเป็นคนที่ไม่กดดันตัวเองอยู่แล้ว เวลาที่มีการแข่งขันก็เลยไม่ค่อยเครียด คาราเต้มันเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิ ถ้าเรายิ่งกดดันก็ยิ่งทำให้เล่นได้ไม่ดี ที่สำคัญคือก่อนแข่งเราวางแผนการซ้อมมาดีแล้ว เราฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ พอไปแข่งเราก็ไม่ค่อยกดดัน”

เรื่องโชคดีคือเธอไม่ได้ซ้อมเพราะอยากเอาชนะ แต่เธอซ้อมเพราะความรัก ซ้อมเพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของอาซึคิมีความสุข

หลังจากพูดคุยกัน อาซึคิกลับไปสวมชุดคาราเต้อีกครั้ง แววตาที่สดใสของสาวน้อยกลับมาฉายแววความมุ่งมั่นเหมือนเมื่อครั้งแรกพบ พร้อมที่จะร่ายรำไปกับวิถีของคาราเต้ บทเรียนจากกีฬาคาราเต้อาจไม่ได้ทำให้ภายนอกของเด็กสาววัย 16 ดูโตจนเกินวัย แต่บทเรียนจากคาราเต้ที่ฝังอยู่ในหัวใจจะทำให้เธอพร้อมต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต-ในอนาคต

คาราเต้

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

นาทีที่ผมยืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ภาพความทรงจำในชีวิตการดูฟุตบอลก็ย้อนกลับมาชนิดตั้งตัวไม่ทัน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าของน้องๆ นักฟุตบอลไทยทั้งสี่คนอย่าง ยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พรหมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง ซึ่งได้รับคัดเลือกในโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona มาฝึกซ้อมที่สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นกาตาลุญญาร่วมกับเด็กๆ จากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจาไมก้า นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โคลอมเบีย ปานามา ฯลฯ

การเดินทางมาฝึกซ้อมกับโค้ชระดับโลกที่สโมสรบาร์เซโลน่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดจากความเชื่อที่เหมือนกันของสโมสรยักษ์ใหญ่และแบรนด์ไมโล ว่ากีฬาคือครูของชีวิตจนทั้งสองแบรนด์จับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นหนึ่งในเส้นทางความฝันของเหล่าเด็กๆ จากทั่วโลก

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

นอกจากช่วงเวลาที่อยู่ในสนามฟุตบอล ทีมงานของสโมสรยังจัดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เด็กๆ ได้เยี่ยมชมส่วนที่เป็นมิวเซียมของสโมสร

เมื่อเดินเข้าไปภายใน เจ้าหน้าที่ผู้เป็นคนพาทัวร์มิวเซียมก็เริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรบาร์เซโลน่า โดยย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สโมสรยังไม่ได้เป็นยอดทีมที่คว้าแชมป์เป็นกอบเป็นกำอย่างเช่นทุกวันนี้ และเมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป เราเริ่มเห็นถ้วยรางวัลวางเรียงราย

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

สโมสรบาร์เซโลน่า

คล้ายเราเห็นสโมสรแห่งนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป

ผมเดินตามน้องๆ เข้าไปจนกระทั่งมายืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ซึ่งเป็นถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดาถ้วยรางวัลของสโมสรในทวีปยุโรป

Camp Nou

บาร์เซโลน่าคว้าถ้วยรางวัลที่มีชื่อเล่นว่า ‘Big Ears’ ถ้วยนี้มาแล้ว 5 ครั้ง สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ในทวีปยุโรป

นอกจากความสำเร็จของสโมสร มิวเซียมแห่งนี้ยังเป็นที่บรรจุความสำเร็จของนักฟุตบอลในทีมอีกด้วย โซนหนึ่งที่เด็กๆ มุงกันจนแทบไม่มีที่ว่างคือโซนที่รวมสิ่งของต่างๆ ของ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักฟุตบอลชาวอาเจนไตน์ซึ่งเป็นขวัญใจอันดับ 1 ของแฟนบอลบาร์เซโลน่า

สิ่งของเหล่านั้นมีทั้งรองเท้าสตั๊ดและเสื้อฟุตบอลที่เมสซี่สวมใส่ในนัดสำคัญ

ผมถามเด็กบางคนที่ยืนดูว่ารู้สึกยังไง เขาบอกว่า โตขึ้นอยากเป็นแบบนี้ อยากเป็นแบบเมสซี่ และจะเป็นให้ได้

หากการซ้อมในสนามเป็นเหมือนขั้นตอนหนึ่งในการเดินตามความฝัน การเยี่ยมชมมิวเซียมคงเป็นเหมือนกระตุ้นปลุกเร้าให้เหล่าเด็กน้อยเดินตามความฝันต่อไป เป็นการจุดไฟในหัวใจให้ลุกโชน

Camp Nou

นอกเหนือเด็กนานาชาติจากโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ผมเห็นเด็กๆ จำนวนไม่น้อยเดินตามผู้ปกครองเยี่ยมชมโซนต่างๆ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ และจากการฟังภาษาที่เขาพูดคุยอย่างออกรสขณะเดินชม ทำให้ผมรู้ว่าจำนวนไม่น้อยเป็นชาวกาตาลันนี่แหละ

นี่อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนว่าวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาของดินแดนแห่งนี้แข็งแกร่งเพียงใด

ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งที่บาร์เซโลน่าผมได้คุยกับอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่าง โค้ชหรั่ง-ชาญวิทย์ ผลชีวิน ถึงประเด็นนี้ โค้ชผู้มีประสบการณ์ข้องเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทยมาหลายสิบปีบอกว่า ในบ้านเราวัฒนธรรมทางด้านกีฬายังไม่แข็งแรง ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าใดๆ ทั้งหมด

“ที่นี่ชุมชนเขาแข็งแกร่งมาก” โค้ชหรั่งบอกผม

‘ที่นี่’ ในความหมายของโค้ชหรั่งหมายถึงเมืองบาร์เซโลน่า ‘แข็งแกร่ง’ ในความหมายของเขาหมายถึงวัฒธรรมการเล่นกีฬาที่ฝังรากลึกจนเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตอย่างแยกไม่ออก กีฬาไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจนมีพื้นที่จำกัดเหมือนในบ้านเรา

“ถ้าเรามีสนามกีฬาเยอะๆ ช่วยได้มั้ย” ผมสงสัย

“ถ้าวัฒนธรรมเรื่องกีฬาเราแข็งแรงเมื่อไหร่มันไปได้ เราจะเห็นว่าสโมสรหลายสโมสรพยายามสร้างอะไรเพียบเลย แล้วถามว่าพ่อแม่พาลูกไปมั้ยล่ะ ไม่มี ซึ่งมันเสียเงินไปเปล่าๆ

“คือถ้าคุณมีเงินก็ไปสร้างสนามได้แหละ แต่คำถามสำคัญคือคุณสร้างวัฒนธรรมหรือยัง สิ่งนี้สำคัญกว่า สนามคุณใช้เวลาสร้างแค่กี่เดือน แต่วัฒนธรรมคุณต้องใช้เวลาสร้างเท่าไหร่ล่ะ ให้คนในจังหวัดคุณ ในประเทศคุณหันมาเล่นกีฬา” โค้ชชาญวิทย์ทิ้งคำถามไว้อย่างน่าคิด

ผมนึกถึงโครงการคัดเลือกเยาวชนมาฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าอย่าง โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ที่สร้างพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มีเวทีในการแสดงออกความสามารถทางด้านกีฬา และอีกหลายๆ สิ่งที่ไมโลพยายามทำ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสื่อสารว่า กีฬาให้อะไรกับชีวิตมากกว่าที่เราคิด หรือที่เขาใช้คำว่า Sport Is a Great Teacher

สำหรับผม นี่ถือเป็นหนึ่งในความพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในบ้านเราที่วัฒนธรรมกีฬายังไม่แข็งแรง

กีฬาสำคัญยังไง ทำไมจึงพยายามผลักดันเรื่องกีฬาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” ผมชวน คุณอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของน้องๆ ทั้งสี่คุยในวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันที่บาร์เซโลน่า

“การเล่นกีฬาส่วนสำคัญอยู่ที่การซ้อม ทำซ้ำๆ จนกระทั่งจากทักษะของเราจากศูนย์เริ่มมาเป็นสองสามสี่ จนกระทั่งถึงขั้นเพอร์เฟกต์ ซึ่งกว่าที่เราจะเพอร์เฟกต์มันน่าเบื่อนะ เด็กๆ ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้ว่าการที่เขาจะเก่งได้มันไม่ใช่แค่ข้ามคืนแน่นอน เด็กๆ ต้องรู้จักเอาชนะความรู้สึกตัวเอง ก้าวข้ามความน่าเบื่อหน่ายให้ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนังสือมันสอนไม่ได้ แต่วันหนึ่งที่เด็กก้าวข้ามไปได้ เขาจะรู้ว่าความสำเร็จต้องใช้ความพยายาม

“สุดท้ายคือเรื่องที่ผมรู้สึกจากการได้ยินจากพ่อแม่ จากการจัดแข่งฟุตซอลของไมโลมาหลายปี คือในสังคมไทยค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเด็กที่เรียนเก่ง แล้วหลายครั้งที่วัฒนธรรมแบบนี้มันเป็นดาบสองคม มันทำให้เด็กที่อาจจะไม่ได้เรียนดีในห้องเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ซึ่งการเล่นกีฬานี่แหละ มันเป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่า เด็กสามารถสร้างความมั่นใจของตัวเองได้ผ่านการเล่นกีฬา

“เด็กบางคนอาจจะอยู่ในห้องเรียนแล้วไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่เมื่อเขาลงสนามแล้วแทบจะเป็นเหมือนศิลปิน ซึ่งการที่เราเปิดสนามให้เขาได้แสดงความสามารถแบบนี้ มีสนามให้เขาได้เล่นฟุตซอล มันทำให้ตัวเขาเองมีความมั่นใจ แล้วพ่อแม่จะรู้สึกภูมิใจในตัวเขามากกว่าที่จะดูแค่ผลการศึกษา

“ชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านนั้น มันมีด้านอื่นให้ภูมิใจ ทำให้เด็กๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง เขาไม่ได้เป็นเด็กหงอๆ แม้เขาจะไม่ได้เรียนเก่งก็ตาม ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องค้นพบได้ในการเล่นกีฬา” คุณพงศ์เล่าเสร็จแล้วชวนย้อนมองเด็กไทยทั้ง 4 ที่มาร่วมทริปในครั้งนี้

เมื่อถามถึงอนาคต ว่าวันหน้าปีหน้า จะยังมีเด็กไทยได้โอกาสบินมาฝึกซ้อมกับสโมสรบาร์เซโลน่าอีกไหม คุณพงศ์บอกว่าโครงการนี้จะมีอย่างต่อเนื่องแน่นอน

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า น้องๆ แต่ละคนแต่ละประเทศต่างเตรียมตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิด

ใช่หรือไม่ว่าไม่มีงานเลี้ยงใดหรอกที่ไม่เลิกลา สิ่งสำคัญคืองานเลี้ยงนั้นมันทิ้งสิ่งใดไว้ในใจเรามากกว่า

Camp Nou

บางคนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าช่วงเวลา 3 วันที่เด็กๆ มาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่านั้นสั้นเกินไป ซึ่งแน่นอนว่ากว่าที่เด็กคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักฟุตบอลได้ในอนาคตนั้นต้องใช้เวลาแรมปีหรืออาจทั้งชีวิต เวลา 3 วันไม่ได้เปลี่ยนให้ใครเป็นยอดนักเตะในช่วงข้ามคืนอยู่แล้ว ประเด็นนี้ใครก็รู้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลา 3 วันที่ว่านี้ไม่มีค่า

ตรงกันข้ามมันได้สร้างสิ่งที่สำคัญมากๆ ในหัวใจเด็กทุกคน

“ผมว่าช่วงที่อยู่ที่นี่เด็กๆ แต่ละคนจะมีโอกาสได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเองไม่มากก็น้อย อย่างน้องยูโรตอนที่เขาเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย แต่โมเมนต์หนึ่งที่เขาได้ออกไปแสดงความสามารถ ไปโชว์เดาะลูกฟุตบอลแล้ววิดพื้นโชว์ ผมว่าเขาคงภูมิใจ แล้วเขาได้รางวัลเป็นลูกฟุตบอลกลับมา โมเมนต์นั้นเขาได้รู้สึกว่าเราไม่แพ้ใคร เรามีข้อดี

“อีกอย่างผมรู้สึกดีที่เด็กๆ จะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาฉุกคิดในแบบที่เขาจะไม่ได้เจอยามอยู่เมืองไทย อย่างเช่นการเจอเด็กต่างชาติ ทำให้เด็กไทยมองเห็นว่าเราแตกต่างกัน แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากความแตกต่างนั้นมาใช้กับชีวิตเรา ทั้งหมดนี้มันเป็นการเดินทางของเด็กคนหนึ่ง มันจะทำให้เขาพัฒนาในอนาคต ตอนอยู่ที่บาร์เซโลน่ามันมีทั้งโมเมนต์ที่ขึ้นและลง ดีและแย่ ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะพาเขากลับจากโมเมนต์ที่เขารู้สึกดาวน์ขึ้นมาได้

“ผมเชื่อว่าจะเทรน 2 วัน 3 วัน 5 วัน กลับไปอาจไม่แตกต่างกันมาก สิ่งสำคัญคืออะไรอยู่ในหัวของเขาตอนที่เขากลับมา แล้ววันหนึ่งเวลาที่เขาอยากจะไปต่อในเส้นทางเขา เขาจะใช้เหตุการณ์ในหัวพวกนี้เป็นตัวทำให้เขาฮึดขึ้นมา ไม่ยอมแพ้”

แม้ผมจะไม่อาจรู้ว่าในหัวของน้องๆ ทั้งสี่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ แต่ดูจากแววตาอันเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝันและมุ่งมั่น ผมก็พอเดาได้ว่าภายในนั้นไม่ได้ว่างเปล่า

Camp Nou

ย้อนอ่าน EPISODE 1 ได้ที่นี่
ย้อนอ่าน EPISODE 2 ได้ที่นี่

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load