The Cloud X MILO

หากใครติดตามมหกรรมกีฬาอย่างซีเกมส์ 2017 ที่แข่งขันกันที่มาเลเซียคงพอรับรู้ถึงความโหดหินกว่านักกีฬาทีมชาติไทยแต่ละคนจะคว้าเหรียญทองมาคล้องคอ

แต่ยากก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อคืนวานนักกีฬาแบดมินตันประเภททีมหญิงของไทยคว้าเหรียญทองมาครองด้วยการล้มชาติเจ้าภาพอย่างมาเลเซียได้สำเร็จ และหนึ่งในนั้นคือ แน็ต-ณิชชาอร จินดาพล นักแบดมินตันสาวน้อยที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ซึ่งเราได้พบกันก่อนเธอบินไปแข่งขันไม่กี่วัน

วันนั้นภาพที่เราเห็นคือภาพสาวน้อยหวดลูกขนไก่อย่างคล่องแคล่วอยู่ตรงหน้า สำหรับใครที่เป็นแฟนแบดมินตันทีมชาติไทยคงคุ้นหน้าค่าตาและฝีไม้ลายมือของเธอเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

แน็ตไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะมีความน่ารักเป็นอาวุธเท่านั้น แต่เธอคือมือวางอันดับ 14 ของโลกที่ผ่านการแข่งขันแมตช์สำคัญมาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังเคยโค่นมือ 1 ของโลกจากไต้หวันและกวาดรางวัลมาแล้วหลายรายการ ผลงานของเธอบนเส้นทางการเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติจึงโดดเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย

หญิงสาวเริ่มเล่นแบดมินตันตั้งแต่ 8 ขวบเพราะปัญหาสุขภาพ ด้วยความที่คุณพ่อชอบเล่นแบดมินตันอยู่แล้วจึงชวนเธอและพี่สาวมาเล่นกีฬาตามคำแนะนำของคุณหมอ เธอคลุกคลีกับลูกขนไก่อยู่นานหลายปี จนกระทั่งอายุ 15 เด็กสาวคนนี้จึงตัดสินใจบอกกับคุณพ่อว่าเธออยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ และเริ่มออกเดินทางตามฝันของตัวเองตั้งแต่วันนั้น แบดมินตันจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอมีวันนี้-วันที่คว้าเหรียญทองมาคล้องคอ

และสำหรับเธอ แบดมินตันไม่ได้เป็นแค่กีฬา แต่เป็นเกมชีวิตที่ให้บทเรียนกับเธอมาตลอด

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 1

“ไม่มีใครชนะได้ทุกวัน”

เส้นทางนักกีฬาอาชีพของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตั้งแต่แรก

หลังจากมีเป้าหมายว่าสักวันจะติดทีมชาติให้ได้ ครอบครัวของแน็ตก็วางแผนเส้นทางเพื่อให้เธอได้ไปถึงฝัน แน็ตในวัยนั้นจึงต้องย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หายิมฝึกซ้อม และเดินสายแข่งหลายรายการเพื่อตามฝันของตัวเองมาตลอด กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เกมในสนามก็สอนให้เธอเข้าใจกับรสชาติชีวิตมากขึ้น

เธอย้ำกับเราว่ากีฬามีแพ้-ชนะ และสิ่งที่มือวางอันดับ 14 ของโลกอย่างเธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีคือความพ่ายแพ้

“เราแพ้จนชินแล้ว” แน็ตพูดในสิ่งที่เราไม่คิดมาก่อน “เราแพ้จนเข้าใจทุกรูปแบบของความพ่ายแพ้ และเข้าใจสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ประสบการณ์ในทุกๆ ครั้งมันสอนให้เราแก้ไขตัวเองเพื่อไม่ให้ความพ่ายแพ้แบบเดิมเกิดขึ้นอีก มันอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เราต้องทำให้มันน้อยที่สุด

“เมื่อก่อนเวลาแพ้เราก็ร้องไห้เสียใจ แต่พอเรารู้จักแพ้ซ้ำๆ มันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น จากที่เมื่อก่อนเราไม่สามารถตอบตัวเองได้เลยว่าทำไมแพ้ แต่ตอนนี้ประสบการณ์ของเรามากขึ้น เราสามารถเขียนเป็นข้อๆ ได้เลยว่าเราพลาดตรงไหน เรามองเห็นตัวเองและเปิดใจยอมรับความพ่ายแพ้มากขึ้น”

บทเรียนจากความพ่ายแพ้สอนให้แน็ตเป็นนักสู้ ไม่ใช่แค่สู้กับคู่แข่ง สู้กับกีฬา แต่คือการสู้กับความกดดันในตัวเอง

“การกดดันเป็นเรื่องปกติของการแข่งขันกีฬา เพราะมันมีความรู้สึก มีความเครียด มีอารมณ์ร่วมลงไปในสนาม แต่อยู่ที่ว่าจะรู้จักสลัดมันทิ้งได้มากน้อยแค่ไหน เราแค่ทำหน้าที่ในวันนั้นให้ดีที่สุด ตีให้เต็มที่ ถ้ามันไม่ได้ก็คือไม่ได้ มันไม่มีใครชนะได้ทุกวัน แล้วก็ไม่มีใครแพ้ได้ทุกวันเหมือนกัน เราก็ตีตามที่เราซ้อมมา มีสมาธิกับเกม อย่าไปเครียดกับมันมาก ลงไปสนุกกับมันดีกว่า”

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 2

“กีฬาทำให้ได้เผชิญโลกความเป็นจริง”

แม้เริ่มแรกที่หันมาจับไม้แบดมินตันเพราะปัญหาสุขภาพ แต่เด็กที่ถูกเลี้ยงมาด้วยกีฬาอย่างแน็ตมองว่า กีฬาไม่ได้ให้แค่สุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กได้ออกไปสัมผัสและเรียนรู้กับโลกความเป็นจริงนอกบ้านด้วยตัวเอง

“เด็กสมัยนี้เด็กติดโซเชียลฯ และเทคโนโลยีมาก เราไม่ได้มองว่ามันไม่ดีนะ แต่เราก็อยากให้เขาได้มาเจอกับโลกความเป็นจริงมากกว่า เพราะกีฬาสอนให้เรารู้จักแพ้ชนะ รู้จักยอม รู้จักให้ รู้จักคิด และทำให้เขาได้เจอสังคมใหม่ๆ ที่สอนให้เขาเติบโตขึ้น”

เธอบอกว่า การเติบโตและความเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนออกมาจากการเล่นกีฬาคือความมีระเบียบวินัย ตั้งแต่เริ่มจริงจังกับความฝัน ชีวิตของแน็ตจึงขึ้นอยู่กับตารางการซ้อมแบดมินตันมาโดยตลอด

“กีฬาทำให้เรารู้จักรับผิดชอบมากขึ้นนะ เมื่อก่อนเราอยากจะตื่นตอนไหนก็ได้ แต่พอเราเล่นกีฬามันสอนเราเองว่าเราต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน และทั้งหมดก็มีเหตุผลของมันว่าเราทำเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่ตื่นมาตอนเช้าแล้วใช้ชีวิตไปวันๆ เรารู้ว่าเราตื่นมาเพื่อฝึกซ้อม และซ้อมเพื่อที่เราจะเป็นนักกีฬาที่ดี”

ไม่ใช่แค่แน็ตที่ทุ่มเทให้กับความฝันของตัวเองอย่างสุดกำลัง แต่ผู้สนับสนุนเบื้องหลังอย่างครอบครัวก็พร้อมที่จะผลักดันเธอให้ไปได้ไกลที่สุด

ในช่วงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเธอต้องเลือกระหว่างการเรียนกับแบดมินตัน ขณะนั้นเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติแล้ว คำถามของคุณพ่อในวันนั้นทำให้เธอได้คำตอบว่าเป้าหมายในชีวิตของเธอคืออะไร ถ้ายังอยากเป็นทีมชาติ การเรียนในที่ที่ให้โอกาสวิ่งตามความฝันคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับแน็ต

เมื่อเลือกสิ่งหนึ่งก็ย่อมต้องเสียสละอีกสิ่งหนึ่งเสมอ แต่แน็ตบอกว่า แบดมินตัวไม่เคยทำให้เธอรู้สึกเสียดายโอกาสอื่นๆ ในชีวิต

“สำหรับเราการเป็นนักกีฬาทีมชาติคือการได้เป็นคนพิเศษ เราภูมิใจในตัวเองมากกว่าที่เลือกแบดมินตันมาตลอด เพราะมันเป็นเส้นทางที่เราประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น คนอื่นอาจจะมีทั้งเวลาเรียนหนังสือ ไปเที่ยวกับครอบครัวหรือไปกับแฟน แต่เราเสียสละครึ่งชีวิตให้กับกีฬาไปเลย เรามองข้ามความสุขเล็กๆ ไปเพื่อมองหาความสุขในอนาคตข้างหน้า เพราะเราจะภูมิใจในตรงนี้มากกว่าที่เราสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ตั้งแต่เด็ก”

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 3

“แบดมินตันเป็นกีฬาที่ใช้ทั้งสมองและไหวพริบ”

จากประสบการณ์บนคอร์ตแบดมินตันตลอด 18 ปีที่ผ่านมา แน็ตบอกว่ากีฬาชนิดนี้ทำให้เธอเห็นโลกหลายด้าน บทเรียนชีวิตที่เธอได้สัมผัสทั้งในและนอกคอร์ตจึงมีความเชื่อมโยงกันเสมอ

บนเส้นทางของการเป็นนักกีฬาอาชีพ แบดมินตันพาเธอออกไปเจอโลกกว้างและได้เจอผู้คนหลากหลายที่บางครั้งก็อาจเข้ามาเพียงเพื่อผลประโยชน์ในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันแบดมินตันก็เป็นครูคนสำคัญที่สอนให้แน็ตมีมุมมองในการอ่านคนได้เหมือนกับที่เธออ่านเกมในสนาม

“แบดมินตันมันเป็นกีฬาที่ละเอียดอ่อน ใช้ทั้งสมอง ไหวพริบ ประสบการณ์ และทำให้เรารู้จักวิธีคิดพลิกแพลงที่หลายรูปแบบ บางทีแบดมินตันมันเป็นดาบสองคมนะ ถ้าเราใช้ความสามารถที่มีไม่ถูกทางมันก็อาจจะเป็นโทษได้เหมือนกัน แบดมินตันมันสอนให้เรารู้จักการแข่งขันทางความคิดและการรู้จักฉกฉวยโอกาสเพื่อทำแต้ม แต่เวลาใช้ชีวิตข้างนอกกับคนอื่นเราไม่เคยคิดจะฉวยโอกาสจากใคร เพราะเราจะรู้ว่าอะไรผิดชอบชั่วดี เราเลือกที่จะเก็บความสามารถนี้ไว้ใช้ในคอร์ตเท่านั้น”

เธอบอกว่า การวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามคือหัวใจสำคัญในการแข่งขันกีฬาชนิดนี้

“เรารู้สึกว่าสายตาที่เราเห็นคนอื่นมันเป็นพรสวรรค์นะ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ติดมากับตัวเรามาอยู่แล้ว ของแบบนี้มันฝึกกันได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถพิเศษของแต่ละคนด้วย เราแค่มองให้ทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลกันหมด ต้องเข้าใจมันก่อนว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงได้แบบนี้ ต้องรู้ว่าเหตุผลมันมาจากไหน ทำความเข้าใจทุกอย่างด้วยการฝึกใช้สมองบ่อยๆ และให้ความรู้สึกกับมันมากๆ ความสามารถนี้มันก็จะติดตัวเราเอง แต่มันอาจจะช้ากว่าคนที่มีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่แรก”

แบดมินตันไม่ใช่กีฬาที่ใช้เพียงแค่พลังสมอง แต่ยังเป็นกีฬาที่ผู้เล่นต้องใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วงเพื่อแข่งขันกับความเร็ว การทุ่มเทพลังให้กับการฝึกซ้อมจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรทำ แต่การรักษาร่างกายเพื่อยืดอายุขัยของความฝันก็คือสิ่งที่แน็ตให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

“เราจะดูแลร่างกายและทุกๆ อย่างให้ดีที่สุดเพื่อที่จะยืดระยะการเล่นกีฬาได้นาน เพราะว่ากีฬาแบดมินตันก็ถือว่าเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายหนักมากพอสมควร เราก็ต้องให้ความสำคัญกับร่างกายมาก ถ้าเราประคองมันได้ดีเราก็จะสามารถเล่นได้นานขึ้น เพราะเรายังอยากเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะรู้สึกไม่ไหว บางคนเขาบอกว่า 26 – 27 ก็ไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เราก็ 26 แล้วนะ แต่เรายังมีความสามารถและยังไหวอยู่ เราคิดแค่ว่าอายุมากขึ้นก็ท้าทายตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน”

จริงอย่างที่เธอว่า สิ่งที่แบดมินตันสอนเธอคือ การได้รู้ว่าชีวิตการเป็นนักกีฬาเมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ววันหนึ่งก็ต้องมีลง หากแต่เหรียญทองที่เธอคว้ามาครองอาจกำลังบอกเราว่าเวลาของเธอยังมีอยู่

และเมื่อวันหนึ่งข้างหน้าช่วงเวลาสุดท้ายมาเยือน บทเรียนที่เธอได้รับจากสนามแห่งนี้คงอยู่ติดตัวเธอตลอดไป

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

Més que un club

ผมเจอประโยคนี้อยู่ที่หน้าสนาม Camp Nou ของสโมสรบาร์เซโลน่า แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประโยคภาษาอังกฤษ ผมจึงยอมรับตามตรงว่าไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่คิดว่าคงเป็นประโยคที่มีความหมายสำคัญไม่น้อย เพราะผมเห็นประโยคเดียวกันอีกครั้งเมื่อเก้าอี้บนอัฒจันทร์เรียงกันเป็นประโยคนี้

ประโยคนี้สำคัญอย่างไร คือสิ่งที่ค้างคาใจเมื่อแรกเห็น

 

Més que un club

 

นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางมาเยือนเมืองบาร์เซโลน่า

แม้ขณะที่ไปเยือนบรรยากาศของเมืองจะยังคงคุกรุ่นด้วยประเด็นการแบ่งแยกดินแดนของแคว้นกาตาลุญญา แต่บนท้องถนนในเมืองยังคงสงบและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนเตือนด้วยความหวังดีก่อนออกเดินทาง สถาปัตยกรรมฝีมือ Antoni Gaudí (อันตอนี เกาดี) ในเมืองยังคงล้นหลามไปด้วยนักท่องเที่ยว

ครั้งนี้ผมเดินทางมาพร้อมน้องๆ 4 คนที่ได้รับคัดเลือกในโครงการไมโล ฟุตซอล 2017 Road to Barcelona ให้มาเรียนรู้ทักษะฟุตบอลที่สโมสรบาร์เซโลน่า ประกอบด้วยยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พหรมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง โดยมีอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล เดินทางมาดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนั้นยังมีอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่างโค้ชหรั่งชาญวิทย์ ผลชีวิน, โค้ชหมีรักษ์พล สายเนตรงาม เฮดโค้ชของทีมฟุตซอลอันดับ 1 ของไทยอย่างทีมพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี และ โค้ชหนึ่ง-อนุพงษ์ พลศักดิ์ อดีตนักฟุตซอลทีมชาติไทย ร่วมทริปมาด้วยกัน

ระหว่างเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังบาร์เซโลน่า มีนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยออกอาการตื่นเต้นเมื่อได้เจอกับเด็กๆ ทั้งสี่

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประโยค ‘ROAD TO BARCELONA’ ที่สกรีนอยู่บนหลังเสื้อสีเขียวที่น้องๆ สวมใส่ และธงชาติไทยที่ปักอยู่บริเวณอกข้างซ้าย

ระหว่างนั่งรอเครื่องบินออกเดินทาง ผมถือโอกาสชวนคุณอนุพงศ์หรือพี่พงศ์ของน้องๆ คุยถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ ซึ่งเขาว่าทั้งหมดต้องย้อนกลับไปยังความเชื่อดั้งเดิมของแบรนด์ไมโลที่ว่า Sport is a great teacher

“เราเชื่อว่ากีฬาทำให้คนเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นว่าต้องเล่นกีฬาเป็นสายอาชีพก็ได้ ขอแค่เล่นกีฬา กีฬาทำให้เรารู้จักความอดทน การก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง ซึ่งพวกนี้เป็นบทเรียนชีวิตที่หนังสือเขียนได้ แต่สอนไม่ได้ มันต้องสัมผัสเองผ่านการเล่นกีฬา” คุณพงศ์ย้อนเล่า

ผมเห็นด้วยกับเขา ใครที่เติบโตมากับกีฬาย่อมเห็นตรงกันว่า กีฬาให้อะไรมากกว่าที่คิดและมอบบทเรียนอันยิ่งใหญ่มากกว่าที่คาด

ผมนึกถึงนักเตะในสโมสรบาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเป็นลิโอเนล เมสซี่, อันเดรส อิเนียสต้า, เคราร์ด ปิเก้ และนักเตะคนอื่นๆ ที่เลือกฝากชีวิตไว้กับกีฬาตั้งแต่วัยเยาว์ พวกเขาได้อะไรจากกีฬาหรือประสบความสำเร็จในชีวิตแค่ไหนคงไม่ต้องเสียเวลาสาธยายให้เสียเวลา

หากใครเคยอ่านชีวประวัติของดาวเตะที่ดีที่สุดในโลกชาวอาร์เจนติน่าอย่างเมสซี่ ย่อมรู้ว่าชีวิตเขามีทุกวันนี้ได้ด้วยกีฬาล้วนๆ

จากเด็กที่มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนการเจริญเติบโตบกพร่อง วันนี้เขากลายเป็นนักฟุตบอลขวัญใจอันดับหนึ่งของกองเชียร์บาร์เซโลน่า

FC Barcelona

“ถ้าเรามองประเทศไทยในช่วง 20 – 30 ปี ที่ผ่านมา เด็กๆ ที่เล่นกีฬาอย่างจริงจังต่อเนื่องน้อยลง เด็กบ้านเราถูกเลี้ยงมาให้เรียนหนังสืออย่างเดียว เพราะว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต ทำให้เขาหาเงินได้ ซึ่งที่ผ่านมามันพอจะมีข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป การเรียนอย่างเดียวอาจจะทำให้เรียนเก่ง แต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นคนหรือผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้ มันมีสิ่งสำคัญอย่างอื่นด้วย ผมว่าพ่อแม่จึงเริ่มปรับตัว เริ่มหันมาเลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการรอบด้านมากขึ้น ไมโลก็อยากที่จะให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าการเล่นกีฬาไม่ได้เป็นอุปสรรคของการเรียน แต่การเล่นกีฬานี่แหละเป็นตัวเสริมให้เขาเติบโตไปได้ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงกลับมาทุกอย่างที่ไมโลทำ”

นั่นเป็นที่มาที่ไปที่ทำให้สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างไมโลและบาร์เซโลน่าจับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพกันโดยไม่ได้แค่หวังผลเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เพื่อทำบางสิ่งที่มีคุณค่าและยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการหว่านเมล็ดพันธุ์ความเชื่อความฝันทางด้านการเล่นกีฬาให้กับเด็กๆ และผู้ปกครอง

“เรากับบาร์เซโลน่ามีความเชื่อเหมือนกันเรื่องของการเล่นกีฬา เชื่อว่ากีฬาสามารถสร้างให้คนมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้ คือการที่สโมสรฟุตบอลเป็นพาร์ตเนอร์ชิพกับแบรนด์มันเป็นไปได้ อาจจะอยากได้ความนิยมของนักเตะเขา แต่สิ่งที่ไมโลทำค่อนข้างแตกต่าง เรามีสิ่งทีจะทำมากมาย แต่สำหรับปีแรกสิ่งที่จับต้องได้คือเราคุยกันว่า ไมโลแต่ละประเทศทั่วโลกจะส่งเด็กเข้าไปฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า เพื่อให้เขาได้รับ World-class coaching เรามองว่าเด็กที่แข่งเสร็จแล้วจะได้ไปต่อได้ มีที่ไป”

MILO

วิธีการคัดเลือกเด็กมาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่าเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจ

ผมรู้สึกว่ามันคล้ายรายการเรียลิตี้ไม่น้อย

จากทีมฟุตบอลระดับเยาวชนทั่วประเทศ 704 ทีม จากเด็กหลายพันคน คัดเหลือเพียง 40 คน เพื่อไปเข้าค่ายเก็บตัวที่สโมสรพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี ก่อนจะคัดเหลือเด็กเพียง 4 คนสุดท้าย โดยมีการเชิญโค้ชจากสโมสรบาร์เซโลน่ามาร่วมตัดสิน

“เรารับสมัครทีมจากทั่วประเทศโดยแบ่งเป็น 4 รุ่นอายุ แล้วเราก็คัดทีมที่ชนะของแต่ละภาคมาแข่งขันกันที่กรุงเทพฯ โดยมีแมวมองคอยหาช้างเผือก โดยที่ไม่เกี่ยวกับว่าทีมที่สังกัดจะเข้ารอบสุดท้ายหรือเปล่า แต่ว่าเราคัดกรองจากฝีเท้า จากคุณลักษณะของนักกีฬาที่ดีควรมี เช่น การมีน้ำใจนักกีฬา พร้อมที่จะเรียนรู้ เล่นเป็นทีมได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ถูกเอามาคิดทั้งหมด จนคัดเหลือ 4 คน

“การพาเด็กไปบาร์เซโลน่าไม่ได้ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ เบื้องหลังก็มีคนกว่า 50 ชีวิตที่ช่วยเราอยู่ กระทั่งตอนเข้าแคมป์ที่ชลบุรี มันผ่านอะไรกันมาเยอะมากกว่าจะถึงวันที่เราไปบาร์เซโลน่าได้ แต่วันที่เราได้ไปจริงๆ ผมถือว่าคุ้ม

“แค่ลงจากเครื่องบินก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขา ผมรู้ว่าเด็ก 4 คนดีใจมาก ตั้งแต่ก่อนจะไป ตอนที่เขาประกาศผลแจ๊คกับยูโรก็จะยิ้ม แต่บูมกับเอิร์ธเขาไม่ยิ้มเลยนะ พอไปถามพ่อแม่เขา ถึงรู้ว่าเจ้าบูมพอประกาศวิ่งเข้าห้องน้ำไปร้องไห้นะ เขาดีใจมาก ผมเชื่อว่าลึกๆ เขาอยากไปมาก เขาดีใจมาก แล้วพอได้ไปเขาก็อยากซ้อมตลอด ไม่ได้อยากไปเที่ยวเลย ผมรู้สึกดีที่เขาจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ให้เขาฉุกคิดในแบบที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่อาจเห็นได้

“ทั้งหมดนี้คือ journey ของเด็กทั้งสี่” คุณพงศ์เล่าด้วยรอยยิ้ม

ไมโล ฟุตซอล 2017 Road to Barcelona

Més que un club

ผมเจอประโยคนี้อยู่ที่หน้าสนาม Camp Nou ของสโมสรบาร์เซโลน่า แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประโยคภาษาอังกฤษ ผมจึงยอมรับตามตรงว่าไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่คิดว่าคงเป็นประโยคที่มีความหมายสำคัญไม่น้อย เพราะผมเห็นประโยคเดียวกันอีกครั้งเมื่อเก้าอี้บนอัฒจันทร์เรียงกันเป็นประโยคนี้

เมื่อค้นหาจึงรู้ว่าความหมายที่แท้จริงของประโยคดังกล่าวคือ ‘More than a club’

หากแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวก็คือ ‘สโมสรที่เป็นมากกว่าสโสมร’

ซึ่งผมคิดว่าช่วงเวลาที่ผมกับน้องๆ ทั้งสี่ชีวิตอยู่ที่บาร์เซโลน่า จะทำให้ผมเข้าใจความหมายของประโยคนี้อย่างแท้จริงที่ไม่ใช่เพียงคำแปลในพจนานุกรม

 

*อ่านต่อ EPISODE 2 ได้ที่นี่

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load