The Cloud X MILO

หากใครติดตามมหกรรมกีฬาอย่างซีเกมส์ 2017 ที่แข่งขันกันที่มาเลเซียคงพอรับรู้ถึงความโหดหินกว่านักกีฬาทีมชาติไทยแต่ละคนจะคว้าเหรียญทองมาคล้องคอ

แต่ยากก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อคืนวานนักกีฬาแบดมินตันประเภททีมหญิงของไทยคว้าเหรียญทองมาครองด้วยการล้มชาติเจ้าภาพอย่างมาเลเซียได้สำเร็จ และหนึ่งในนั้นคือ แน็ต-ณิชชาอร จินดาพล นักแบดมินตันสาวน้อยที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ซึ่งเราได้พบกันก่อนเธอบินไปแข่งขันไม่กี่วัน

วันนั้นภาพที่เราเห็นคือภาพสาวน้อยหวดลูกขนไก่อย่างคล่องแคล่วอยู่ตรงหน้า สำหรับใครที่เป็นแฟนแบดมินตันทีมชาติไทยคงคุ้นหน้าค่าตาและฝีไม้ลายมือของเธอเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

แน็ตไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะมีความน่ารักเป็นอาวุธเท่านั้น แต่เธอคือมือวางอันดับ 14 ของโลกที่ผ่านการแข่งขันแมตช์สำคัญมาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังเคยโค่นมือ 1 ของโลกจากไต้หวันและกวาดรางวัลมาแล้วหลายรายการ ผลงานของเธอบนเส้นทางการเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติจึงโดดเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย

หญิงสาวเริ่มเล่นแบดมินตันตั้งแต่ 8 ขวบเพราะปัญหาสุขภาพ ด้วยความที่คุณพ่อชอบเล่นแบดมินตันอยู่แล้วจึงชวนเธอและพี่สาวมาเล่นกีฬาตามคำแนะนำของคุณหมอ เธอคลุกคลีกับลูกขนไก่อยู่นานหลายปี จนกระทั่งอายุ 15 เด็กสาวคนนี้จึงตัดสินใจบอกกับคุณพ่อว่าเธออยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ และเริ่มออกเดินทางตามฝันของตัวเองตั้งแต่วันนั้น แบดมินตันจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอมีวันนี้-วันที่คว้าเหรียญทองมาคล้องคอ

และสำหรับเธอ แบดมินตันไม่ได้เป็นแค่กีฬา แต่เป็นเกมชีวิตที่ให้บทเรียนกับเธอมาตลอด

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 1

“ไม่มีใครชนะได้ทุกวัน”

เส้นทางนักกีฬาอาชีพของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตั้งแต่แรก

หลังจากมีเป้าหมายว่าสักวันจะติดทีมชาติให้ได้ ครอบครัวของแน็ตก็วางแผนเส้นทางเพื่อให้เธอได้ไปถึงฝัน แน็ตในวัยนั้นจึงต้องย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หายิมฝึกซ้อม และเดินสายแข่งหลายรายการเพื่อตามฝันของตัวเองมาตลอด กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เกมในสนามก็สอนให้เธอเข้าใจกับรสชาติชีวิตมากขึ้น

เธอย้ำกับเราว่ากีฬามีแพ้-ชนะ และสิ่งที่มือวางอันดับ 14 ของโลกอย่างเธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีคือความพ่ายแพ้

“เราแพ้จนชินแล้ว” แน็ตพูดในสิ่งที่เราไม่คิดมาก่อน “เราแพ้จนเข้าใจทุกรูปแบบของความพ่ายแพ้ และเข้าใจสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ประสบการณ์ในทุกๆ ครั้งมันสอนให้เราแก้ไขตัวเองเพื่อไม่ให้ความพ่ายแพ้แบบเดิมเกิดขึ้นอีก มันอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เราต้องทำให้มันน้อยที่สุด

“เมื่อก่อนเวลาแพ้เราก็ร้องไห้เสียใจ แต่พอเรารู้จักแพ้ซ้ำๆ มันจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น จากที่เมื่อก่อนเราไม่สามารถตอบตัวเองได้เลยว่าทำไมแพ้ แต่ตอนนี้ประสบการณ์ของเรามากขึ้น เราสามารถเขียนเป็นข้อๆ ได้เลยว่าเราพลาดตรงไหน เรามองเห็นตัวเองและเปิดใจยอมรับความพ่ายแพ้มากขึ้น”

บทเรียนจากความพ่ายแพ้สอนให้แน็ตเป็นนักสู้ ไม่ใช่แค่สู้กับคู่แข่ง สู้กับกีฬา แต่คือการสู้กับความกดดันในตัวเอง

“การกดดันเป็นเรื่องปกติของการแข่งขันกีฬา เพราะมันมีความรู้สึก มีความเครียด มีอารมณ์ร่วมลงไปในสนาม แต่อยู่ที่ว่าจะรู้จักสลัดมันทิ้งได้มากน้อยแค่ไหน เราแค่ทำหน้าที่ในวันนั้นให้ดีที่สุด ตีให้เต็มที่ ถ้ามันไม่ได้ก็คือไม่ได้ มันไม่มีใครชนะได้ทุกวัน แล้วก็ไม่มีใครแพ้ได้ทุกวันเหมือนกัน เราก็ตีตามที่เราซ้อมมา มีสมาธิกับเกม อย่าไปเครียดกับมันมาก ลงไปสนุกกับมันดีกว่า”

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 2

“กีฬาทำให้ได้เผชิญโลกความเป็นจริง”

แม้เริ่มแรกที่หันมาจับไม้แบดมินตันเพราะปัญหาสุขภาพ แต่เด็กที่ถูกเลี้ยงมาด้วยกีฬาอย่างแน็ตมองว่า กีฬาไม่ได้ให้แค่สุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กได้ออกไปสัมผัสและเรียนรู้กับโลกความเป็นจริงนอกบ้านด้วยตัวเอง

“เด็กสมัยนี้เด็กติดโซเชียลฯ และเทคโนโลยีมาก เราไม่ได้มองว่ามันไม่ดีนะ แต่เราก็อยากให้เขาได้มาเจอกับโลกความเป็นจริงมากกว่า เพราะกีฬาสอนให้เรารู้จักแพ้ชนะ รู้จักยอม รู้จักให้ รู้จักคิด และทำให้เขาได้เจอสังคมใหม่ๆ ที่สอนให้เขาเติบโตขึ้น”

เธอบอกว่า การเติบโตและความเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนออกมาจากการเล่นกีฬาคือความมีระเบียบวินัย ตั้งแต่เริ่มจริงจังกับความฝัน ชีวิตของแน็ตจึงขึ้นอยู่กับตารางการซ้อมแบดมินตันมาโดยตลอด

“กีฬาทำให้เรารู้จักรับผิดชอบมากขึ้นนะ เมื่อก่อนเราอยากจะตื่นตอนไหนก็ได้ แต่พอเราเล่นกีฬามันสอนเราเองว่าเราต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน และทั้งหมดก็มีเหตุผลของมันว่าเราทำเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่ตื่นมาตอนเช้าแล้วใช้ชีวิตไปวันๆ เรารู้ว่าเราตื่นมาเพื่อฝึกซ้อม และซ้อมเพื่อที่เราจะเป็นนักกีฬาที่ดี”

ไม่ใช่แค่แน็ตที่ทุ่มเทให้กับความฝันของตัวเองอย่างสุดกำลัง แต่ผู้สนับสนุนเบื้องหลังอย่างครอบครัวก็พร้อมที่จะผลักดันเธอให้ไปได้ไกลที่สุด

ในช่วงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเธอต้องเลือกระหว่างการเรียนกับแบดมินตัน ขณะนั้นเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติแล้ว คำถามของคุณพ่อในวันนั้นทำให้เธอได้คำตอบว่าเป้าหมายในชีวิตของเธอคืออะไร ถ้ายังอยากเป็นทีมชาติ การเรียนในที่ที่ให้โอกาสวิ่งตามความฝันคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับแน็ต

เมื่อเลือกสิ่งหนึ่งก็ย่อมต้องเสียสละอีกสิ่งหนึ่งเสมอ แต่แน็ตบอกว่า แบดมินตัวไม่เคยทำให้เธอรู้สึกเสียดายโอกาสอื่นๆ ในชีวิต

“สำหรับเราการเป็นนักกีฬาทีมชาติคือการได้เป็นคนพิเศษ เราภูมิใจในตัวเองมากกว่าที่เลือกแบดมินตันมาตลอด เพราะมันเป็นเส้นทางที่เราประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น คนอื่นอาจจะมีทั้งเวลาเรียนหนังสือ ไปเที่ยวกับครอบครัวหรือไปกับแฟน แต่เราเสียสละครึ่งชีวิตให้กับกีฬาไปเลย เรามองข้ามความสุขเล็กๆ ไปเพื่อมองหาความสุขในอนาคตข้างหน้า เพราะเราจะภูมิใจในตรงนี้มากกว่าที่เราสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ตั้งแต่เด็ก”

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

บทเรียนที่ 3

“แบดมินตันเป็นกีฬาที่ใช้ทั้งสมองและไหวพริบ”

จากประสบการณ์บนคอร์ตแบดมินตันตลอด 18 ปีที่ผ่านมา แน็ตบอกว่ากีฬาชนิดนี้ทำให้เธอเห็นโลกหลายด้าน บทเรียนชีวิตที่เธอได้สัมผัสทั้งในและนอกคอร์ตจึงมีความเชื่อมโยงกันเสมอ

บนเส้นทางของการเป็นนักกีฬาอาชีพ แบดมินตันพาเธอออกไปเจอโลกกว้างและได้เจอผู้คนหลากหลายที่บางครั้งก็อาจเข้ามาเพียงเพื่อผลประโยชน์ในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันแบดมินตันก็เป็นครูคนสำคัญที่สอนให้แน็ตมีมุมมองในการอ่านคนได้เหมือนกับที่เธออ่านเกมในสนาม

“แบดมินตันมันเป็นกีฬาที่ละเอียดอ่อน ใช้ทั้งสมอง ไหวพริบ ประสบการณ์ และทำให้เรารู้จักวิธีคิดพลิกแพลงที่หลายรูปแบบ บางทีแบดมินตันมันเป็นดาบสองคมนะ ถ้าเราใช้ความสามารถที่มีไม่ถูกทางมันก็อาจจะเป็นโทษได้เหมือนกัน แบดมินตันมันสอนให้เรารู้จักการแข่งขันทางความคิดและการรู้จักฉกฉวยโอกาสเพื่อทำแต้ม แต่เวลาใช้ชีวิตข้างนอกกับคนอื่นเราไม่เคยคิดจะฉวยโอกาสจากใคร เพราะเราจะรู้ว่าอะไรผิดชอบชั่วดี เราเลือกที่จะเก็บความสามารถนี้ไว้ใช้ในคอร์ตเท่านั้น”

เธอบอกว่า การวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามคือหัวใจสำคัญในการแข่งขันกีฬาชนิดนี้

“เรารู้สึกว่าสายตาที่เราเห็นคนอื่นมันเป็นพรสวรรค์นะ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ติดมากับตัวเรามาอยู่แล้ว ของแบบนี้มันฝึกกันได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถพิเศษของแต่ละคนด้วย เราแค่มองให้ทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลกันหมด ต้องเข้าใจมันก่อนว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงได้แบบนี้ ต้องรู้ว่าเหตุผลมันมาจากไหน ทำความเข้าใจทุกอย่างด้วยการฝึกใช้สมองบ่อยๆ และให้ความรู้สึกกับมันมากๆ ความสามารถนี้มันก็จะติดตัวเราเอง แต่มันอาจจะช้ากว่าคนที่มีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่แรก”

แบดมินตันไม่ใช่กีฬาที่ใช้เพียงแค่พลังสมอง แต่ยังเป็นกีฬาที่ผู้เล่นต้องใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วงเพื่อแข่งขันกับความเร็ว การทุ่มเทพลังให้กับการฝึกซ้อมจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรทำ แต่การรักษาร่างกายเพื่อยืดอายุขัยของความฝันก็คือสิ่งที่แน็ตให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

“เราจะดูแลร่างกายและทุกๆ อย่างให้ดีที่สุดเพื่อที่จะยืดระยะการเล่นกีฬาได้นาน เพราะว่ากีฬาแบดมินตันก็ถือว่าเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายหนักมากพอสมควร เราก็ต้องให้ความสำคัญกับร่างกายมาก ถ้าเราประคองมันได้ดีเราก็จะสามารถเล่นได้นานขึ้น เพราะเรายังอยากเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะรู้สึกไม่ไหว บางคนเขาบอกว่า 26 – 27 ก็ไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เราก็ 26 แล้วนะ แต่เรายังมีความสามารถและยังไหวอยู่ เราคิดแค่ว่าอายุมากขึ้นก็ท้าทายตัวเองมากขึ้นเหมือนกัน”

จริงอย่างที่เธอว่า สิ่งที่แบดมินตันสอนเธอคือ การได้รู้ว่าชีวิตการเป็นนักกีฬาเมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ววันหนึ่งก็ต้องมีลง หากแต่เหรียญทองที่เธอคว้ามาครองอาจกำลังบอกเราว่าเวลาของเธอยังมีอยู่

และเมื่อวันหนึ่งข้างหน้าช่วงเวลาสุดท้ายมาเยือน บทเรียนที่เธอได้รับจากสนามแห่งนี้คงอยู่ติดตัวเธอตลอดไป

แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์ แน็ต ณิชชาอร : บทเรียนจากสนามลูกขนไก่ก่อนคว้าชัยชนะในซีเกมส์

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

เสียงกองเชียร์ในสนาม Camp Nou ดังกระหึ่มเมื่อลูกฟุตบอลลอยออกจากเท้าซ้ายของ ลิโอเนล เมสซี่ ซุกก้นตาข่าย

บรรยากาศในสนามฟุตบอลอันเป็นรังเหย้าของสโมสรบาร์เซโลน่าเข้มขลังชนิดไม่สามารถบรรยายได้ทั้งหมดผ่านตัวอักษร ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยดูถ่ายทอดสด ไม่ใช่ไม่เคยเข้าสนามฟุตบอลที่ประเทศไทย เพียงแต่บรรยากาศที่สนามฟุตบอลแห่งนี้มันต่างออกไป

คงคล้ายการดูคอนเสิร์ต คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่ามันต่างยังไงกับการดูคลิปวิดีโอย้อนหลัง

หลังจากที่บาร์ซ่าทำสกอร์นำห่างผู้มาเยือน ผมสังเกตไปยังกองเชียร์บนอัฒจันทร์ฝั่งหลังประตู เห็นพวกเขายกธงเหลืองแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นกาตาลุญญาขึ้นมาโบกไปมา เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนออกมาปกครองตนเองของแคว้นกาตาลุญญา

‘Més que un club’ หรือ More than a club’ อันเป็นประโยคที่เป็นสโลแกนของสโมสรเริ่มแสดงความหมายของมัน

Camp Nou

ภาพตรงหน้าบอกผมว่าบาร์เซโลน่าไม่ใช่แค่สโมสรกีฬาธรรมดา แต่มันยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวกาตาลัน เป็นเรื่องการเมืองที่สะท้อนอยู่ในกีฬาอย่างแยกไม่ออก และหากเราสังเกตนักฟุตบอลในทีมจะเห็นว่านักเตะหลายคนเป็นชาวกาตาลันแท้ๆ เป็นนักฟุตบอลที่เติบโตมากับสโมสรตั้งแต่วัยเยาว์แล้วเล่นให้ทีมบ้านเกิด

นอกจากภาพในสนามจะสะท้อนเรื่องเชื้อชาติ การเมือง วัฒนธรรม มันยังบ่งบอกว่า สโมสรแห่งนี้เชื่อมั่นในพลังของเยาวชน เชื่อในการปลูกปั้นเด็กๆ ให้เติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง นั่นจึงทำให้สโมสรที่แม้จะมีฉายาว่าสโมสรเจ้าบุญทุ่มมีระบบเยาวชนที่แข็งแรงมาก

ผมเองนึกถึงสิ่งที่เคยคุยกับ โค้ชหมี-รักษ์พล สายเนตรงาม หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมพีทีที บลูเวฟ แชมป์ฟุตซอลสโมสรชิงแชมป์เอเชีย 2017

“จะสังเกตได้ พวกลิโอเนล เมสซี่ พวกอันเดรส อิเนียสต้า เขามาจากทีมเยาวชนของเขา ผมมาดู ผมรู้แล้วว่าทำไมบาร์เซโลน่าถึงไม่ต้องไปซื้อใครเยอะเลย เขาก็ดันเยาวชนของเขาขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ แล้วที่เราดูในโทรทัศน์ เราจะเห็นเด็กใหม่ๆ ของเขาที่เล่นดีมาก ซึ่งอนาคตพวกนี้ก็ขึ้นชุดใหญ่อยู่แล้ว ผมว่ามันเจ๋งตรงนี้ คือเขาพัฒนาตั้งแต่รากหญ้า จากเด็กขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ ซึ่งมันมั่นคงกว่า”

Camp Nou

ผมเห็นด้วยกับโค้ช นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีเหลือเกิน ท่ามกลางยุคที่ขอแค่มีเงินหนาก็หาซื้อนักเตะฝีเท้าดีเข้าทีมได้ไม่ยาก ยังมีใครที่เชื่อในการเฝ้ารอการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืนในระยะยาว

นั่นทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ผมอยู่กับน้องๆ นักฟุตบอลไทย 4 คนอย่าง ยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พหรมมา และ เอิร์ธนครินทร์ โม้แพง ที่ได้รับคัดเลือกในโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona มาฝึกซ้อมที่สโมสรแห่งนี้

โครงการคัดเลือกเยาวชนมาฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดจากความเชื่อที่เหมือนกันของสโมสรยักษ์ใหญ่และแบรนด์ไมโล ว่ากีฬาให้อะไรมากกว่าที่ทุกคนคิด กีฬาคือครูที่ดีในชีวิตของมนุษย์ จนทั้งสองแบรนด์จับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความรักกีฬาให้กับเด็กๆ โดยคาดหวังว่าท่ามกลางเด็กหลายล้านคนที่โตมากับแบรนด์ไมโลและสโมสรบาร์เซโลน่า จะมีคนที่เดินทางตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ

ย้อนกลับไปยังวันแรกที่พวกเรามาถึงบาร์เซโลน่า

ผมเห็นเด็กๆ จากนานาชาติมารวมอยู่ในสถานที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นไทย จาไมก้า นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โคลอมเบีย ปานามา ฯลฯ

ต่างสีผิว ต่างสีผม แต่ทุกคนมีความฝันเดียวกันคือเส้นทางในสายอาชีพฟุตบอล และอีกจุดร่วมของทุกคนคือสวมเสื้อสีเขียวอันเป็นสีของแบรนด์ไมโล ซึ่งทำให้ทุกคนได้มารวมตัวกันที่นี่

MILO

MILO

น้องๆ ตัวแทนจากไทยทั้ง 4 อย่าง ยูโร, แจ๊ค, บูม และ เอิร์ธ คือผู้ที่ได้รับคัดเลือกในโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ให้มาเรียนรู้ทักษะฟุตบอลที่สโมสรบาร์เซโลน่า

กว่าจะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของน้องๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย การคัดเลือกนั้นแสนเข้มข้น จากทีมฟุตบอลระดับเยาวชนทั่วประเทศ 704 ทีม รวมแล้วก็เป็นเด็กหลายพันชีวิต คัดจนเหลือ 40 คน ไปเข้าค่ายเก็บตัวที่สโมสรพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี โดยมีการเชิญโค้ชจากสโมสรบาร์เซโลน่าบินไปที่ไทยเพื่อร่วมตัดสินกับโค้ชระดับทีมชาติว่าเด็ก 4 คนที่เหมาะสมที่สุดคือใคร

การฟันฝ่าของน้องๆ ทั้งสี่จนมายืนอยู่ที่สโมสรบาร์เซโลน่าของน้องๆ จึงน่าภูมิใจไม่น้อย

ว่ากันด้วยดีกรี ยูโรและแจ๊คมาจากทีมหาดใหญ่จูเนียร์ ซึ่งชนะเลิศโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona รุ่นอายุ 7 – 8 ปี ในขณะที่บูมและเอิร์ธเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยอย่างเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รุ่นอายุ 9 – 10 ปี และ 11 – 12 ปี

ผมพยายามสังเกตว่าเด็กๆ แต่ละชาติที่ได้รับคัดเลือกมาจะคุยกันรู้เรื่องไหมเมื่อแรกพบ แล้วเขาจะคุยอะไรกัน คำที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดในบทสนทนาของคือคำว่า ‘ลิโอเนล เมสซี่’ เมื่อแต่ละคนถามกันและกันว่านักเตะในดวงใจคือใคร

วันรุ่งขึ้นพวกเราเดินทางโดยรถบัสจากที่พักไปยังสนามซ้อมเยาวชนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนาม Camp Nou ที่เป็นสนามแข่งขัน

“สวัสดีทุกคน ยินดีต้อนรับสู่สโมสรบาร์เซโลน่า ทุกคนสบายดีไหม” โค้ชผมทองซึ่งมองเผินๆ ใบหน้าคล้าย อิวาน ราคิติช ยอดกอดกลางชาวโครแอตของบาร์ซ่า กล่าวทักทายเด็กๆ จากทั่วโลกที่มารวมกันที่นี่ ก่อนจะเริ่มการฝึกสอนแบบเข้มข้น

แบบเดียวกันกับที่นักฟุตบอลเยาวชนบาร์เซโลน่าฝึกซ้อมกัน

Camp Nou

ตอนนั้นผมนั่งอยู่กับโค้ชหมี รักษ์พล เฝ้าดูอยู่ข้างสนามด้วยคำถามที่ค้างในใจว่าเขาฝึกซ้อมกันอย่างไร ทำไมเด็กๆ ที่เติบโตมาจึงกลายเป็นนักฟุตบอลระดับโลกที่เราเห็น

การฝึกสอนเริ่มจากการเล่นลิงชิงบอลง่ายๆ ก่อนจะเพิ่มเติมกฎและรูปแบบการเล่นจนกลายเป็นลิงชิงบอลที่ซับซ้อนแต่สอนให้เด็กได้ฝึกการตัดสินใจ ก่อนจะมีการแบ่งทีมเป็นสองฝั่งแล้วฝึกเข้าทำและตั้งรับ โดยมีโค้ชของสโมสรแห่งแคว้นกาตาลุญญาคอยกำกับและชี้แนะตลอดการซ้อม

สิ่งที่ผมพอสรุปได้คือบาร์เซโลน่าเป็นสโมสรที่ฝึกให้เด็กคิด จินตนาการคือสิ่งสำคัญ

จังหวะหนึ่งที่กองหลังตัวน้อยกำลังครอบครองบอล โค้ชที่ยืนอยู่ข้างสนามสั่งหยุดเกม แล้วลงมาถามทุกคนในสนามว่า “ถ้าเป็นจังหวะแบบนี้ กองหลังคนนี้ควรส่งบอลให้ใคร”

Camp Nou

เด็กในสนามทุกคนคิดตาม บางคนตอบว่า ถ้าเป็นเขา เขาจะส่งให้เพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุด ในขณะที่บางคนบอกว่าจะโยนบอลยาวไปยังกองหน้า

เมื่อได้ยินคำตอบของเด็กๆ โค้ชก็อธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก เช่น ถ้าส่งตัวใกล้ ก็จะเสียโอกาสในการเปิดเกมรุก ถ้าโยนยาวให้กองหน้าก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกตัดบอล

ทุกทางเลือกมีข้อเสีย มีข้อที่ต้องระวัง – คล้ายโค้ชกำลังบอกทุกคนว่าอย่างนั้น

“ทำอย่างนี้ดีกว่ามั้ย” โค้ชบอกทุกคน ก่อนจะเลี้ยงขึ้นหน้ากินระยะมาจนถึงกลางสนาม แล้วจึงค่อยแทงทะลุช่องให้กองหน้าหลุดเดี่ยว

ใช่, ทางเลือกมีมากกว่าที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า

ผมรู้สึกว่าโค้ชกำลังสอนให้เด็กรู้จักเลือก สอนให้เด็กมองเห็นทางเลือกที่ต้องอาศัยจินตนาการจึงมองเห็น

Camp nou

โค้ชหมี รักษ์พล ซึ่งนั่งเฝ้าชมการซ้อมด้วยกันบอกว่า นี่เป็นโอกาสดีเหลือเกินที่เด็กไทยทั้งสี่ได้มาฝึกซ้อมเช่นนี้ร่วมกับเด็กต่างชาติ

“เด็กบ้านเราพออยู่ในเมืองไทยมันก็อยู่ที่เดิม ไม่ได้เปิดหูเปิดตาหรือสัมผัสอะไรใหม่ๆ ซึ่งการเล่นของคนไทยกับต่างชาติ ความเร็วกับความแข็งแกร่งต่างกัน การมาที่นี่มันทำให้เด็กได้เจออะไรใหม่ๆ แบบฝึกใหม่ๆ ได้เจอผู้เล่นต่างชาติที่แข็งแรงๆ พอกลับไปที่เมืองไทยเขาจะเหนือกว่าคนอื่น”

โค้ชหมีบอกว่าในบ้านเราอะคาเดมีมีไม่น้อย แต่ว่ารูปแบบการฝึกที่ได้มาตรฐานแบบที่เราเห็นตรงหน้านั้นแทบจะนับนิ้วได้

“อย่างที่เราเห็น รูปแบบการฝึกมันดีมาก มันทำให้เด็กที่นี่มีการพัฒนาต่อเนื่อง แบบฝึกของเขา เขาจะสอนให้คิดตลอดเวลา อย่างเขาเล่นลิงชิงบอล คนไม่รู้ก็คิดว่าเล่นลิงชิงบอลเพื่อสนุกสนาน แต่เขามีรายละเอียดข้อมูลในการเล่นให้เด็กว่าลำตัวควรจะต้องยืนแบบไหน มีกฎกติกามาเล่น มันจะเป็นการสอนให้แก้ไขสถานการณ์ในสนามตลอด

FC Barcelona

Camp Nou

“บ้านเราแบบฝึกให้เด็กคิดมันน้อย แต่ของเขาคิดตลอดเวลาว่าเราจะต้องทำยังไง ผมสังเกตเวลาเขาสอน เขาก็จะสอนว่าทำไมจังหวะนี้เราต้องเลี้ยง หรือจังหวะไหนเราต้องส่ง เขาจะบอกจังหวะเด็กตลอด ซึ่งเขาไม่พยายามบังคับเด็กเป็นหุ่นยนต์ แต่เขาให้เด็กใช้จินตนาการ บางครั้งเขาก็สอนเด็กว่าจะส่งจังหวะไหน จะเลี้ยงจังหวะไหน บอกไทม์มิ่งกับเด็กตลอดเวลา ซึ่งอะคาเดมีในเมืองไทยยังไม่ละเอียดเท่าเขา”

หลังฝึกซ้อมผมได้คุยกับน้องๆ ทั้งสี่ ทุกคนดูมีความสุขที่ยามอยู่ในสนาม ไม่มีแววของการอ่อนล้าหรืองอแงอยากกลับบ้าน นี่อาจเป็นข้อดีของวัยเด็กที่ความเหน็ดเหนื่อยไม่อาจเป็นอุปสรรคขัดขวางความสนุกสนานในชีวิต

เมื่อเดินออกจากสนามซ้อมเพื่อกลับที่พัก สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ เด็กๆ แต่ละชาติดูสนิทสนมกลมเกลียวกันกว่าเดิมราวกับรู้จักกันมานาน

อาจเป็นไปได้ว่า มนุษย์เราเชื่อมโยงกับใครที่มีความฝันคล้ายกันได้ง่ายกว่าคนทั่วๆ ไป

FC Barcelona
ย้อนอ่าน EPISODE 1 ได้ที่นี่
*โปรดติดตามตอนต่อไปใน EPISODE 3

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load