The Cloud X MILO

นอกจากบทบาทคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจแล้ว ชายตรงหน้ายังเป็นหนึ่งในนักไตรกีฬาชาวไทย 30 คนที่สามารถพิชิต DATEV Challenge Roth 2016 การแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็กซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 225 กิโลเมตร ณ ประเทศเยอรมนี ได้สำเร็จ

หรือจะกล่าวว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญทั้งหัวใจของมนุษย์และหัวใจของไตรกีฬาก็ไม่ผิดนัก

นอกจากนั้น นายแพทย์อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘หมอแอร์’ ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Avarin Multisport Store ร้านขายอุปกรณ์กีฬานำเข้า และอีกบทบาทสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้บทบาทไหนๆ คือคุณพ่อของ ‘เอว่า’ สาวน้อยผู้เป็นที่มาของชื่อร้าน และเขายังปลูกฝังกีฬาให้กับลูกสาวตั้งแต่ยังแบเบาะ

เรานัดพบกันในบ่ายวันหนึ่งเพื่อฟังเขาเล่าถึงหัวใจของไตรกีฬาที่ค้นพบ และบทเรียนที่ได้รับจากการว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง

หมอแอร์

บทเรียนที่ 1

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพ”

เรานั่งลงคุยกับคุณหมอซึ่งอยู่ในชุดไตรกีฬา บทสนทนากว่าชั่วโมงยืนยันสมมติฐานของเราที่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จในเกือบทุกบทบาทของเขาจะเป็นอะไรได้ ถ้าไม่ใช่กีฬา

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม” ชายหนุ่มเริ่มเล่า “เมื่อก่อนผมใช้เวลากับอะไรที่ไม่มีประโยชน์ค่อนข้างเยอะ บางทีมีเวลาว่างก็จะเสียเวลาไปกับการดูมือถือ ดูเฟซบุ๊ก ดูคลิป เลยต้องพยายามตั้งลิมิตเวลา”

เมื่อชายหนุ่มได้รู้จักและหลงรัก ‘ไตรกีฬา’ ซึ่งประกอบไปด้วยกีฬา 3 ชนิด ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง วิถีชีวิตของเขาจึงเปลี่ยนไปโดยปริยาย

“คือเราถูกลิมิตเวลาด้วยการซ้อมก่อนเลย ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องซ้อม เพราะซ้อมอย่างไรก็แข่งได้อย่างนั้น มันไม่มีคำว่าฟลุก”

หมอแอร์เล่าว่า ระยะเวลา 3 เดือนก่อนแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็ก เขาต้องซักซ้อมอย่างหนัก โดยต้องระมัดระวังไม่ให้เวลาซักซ้อมไปเบียดเบียนเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับความรับผิดชอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ คนไข้ หรือครอบครัว นั่นจึงกลายเป็นที่มาของตารางเวลาที่เขาอนุญาตให้ตัวเองซ้อมเพียงตอนเช้าก่อนทำงาน ตอนเย็นหลังเลิกงาน และช่วงกลางวันของวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะอีกอย่างเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการจัดลำดับความสำคัญ

“ไตรกีฬาทำให้ผมรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่า สิ่งใดสำคัญรองลงมา อย่างเวลาทำงานบริษัทก็ต้องคิดว่าจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี เพราะมันมีผลกระทบต่อคนอื่น ต่อคนหมู่มาก”

หมอแอร์

บทเรียนที่ 2

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ไตรกีฬาช่วยให้แพทย์หนุุ่มตระหนักก็คือความสำคัญของการซักซ้อมและการเรียนรู้

“ถ้าเทียบกับชีวิตจริง ผมคิดว่าการซ้อมมันเหมือนกับการหาความรู้เพิ่ม ถ้าอยากเก่งไตรกีฬาก็ต้องซ้อมเยอะขึ้นๆ ส่วนถ้าอยากเก่งทำงาน ทำธุรกิจ ก็ต้องหาความรู้ด้านที่ตัวเองสนใจเพิ่ม ด้านที่คิดว่าจะพัฒนาตัวเราได้ เราต้องลับสมองตลอดเวลา อ่านเพิ่ม ลองฝึก ลองทำ ลองบิด ไม่ใช่ทำงานเป็นรูทีนอย่างเดียว”

เขาว่า เหมือนดังที่เราตั้งเป้าว่าจะพาตัวเองไปถึงเส้นชัยของไตรกีฬา

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น และสอนให้เราทำให้ได้ตามเป้าหมาย มันเลยทำให้เรารู้จักตั้งเป้าหมายในการทำงานด้วย โดยเราต้องตั้งเป้าที่เป็นไปได้ ไม่ใช่เป้าเพ้อฝันที่กดดันตัวเองจนเครียด แล้วเป้านี้จะกระตุ้นให้เราพัฒนาไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความสำเร็จได้”

เมื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาทำในชีวิต หมอแอร์บอกว่า ไม่ว่าจะในสนามไตรกีฬาหรือสนามธุรกิจ ก็ล้วนมีช่วงเวลาที่เขาท้อถอย และพักสายตาจากเส้นชัยไปบ้าง แต่โชคดีที่เขามีกำลังใจล้นหลาม

กีฬาทำให้เขามองเห็นความสำคัญของครอบครัว ครอบครัวที่ทำให้หันกลับมาโฟกัสที่เส้นชัยได้ตามเดิม

“สมมติเราทำงาน เราเหนื่อย เราเจอปัญหา แม้ครอบครัวจะช่วยแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ เพราะเขาไม่มีความรู้ความสามารถตรงนี้ แต่เขาให้กำลังใจเรา ซัพพอร์ตเราตลอด ผมคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะสถาบันครอบครัวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเล่นกีฬา ทำงาน หรือทำอะไรก็ตาม

“อย่างตอนแข่งไตรกีฬา ต่อให้ซ้อมมาเต็มที่แล้ว มันก็จะมีความเหนื่อย ความท้อ ความเมื่อย เวลาเป็นแบบนี้เราจะนึกถึงภาพเส้นชัยที่มีภรรยาและลูกรอรับ แล้วเราจะฮึดขึ้นมาได้อีก เราอยากเข้าเส้นชัยตรงนั้นให้ได้ อยากเห็นรอยยิ้มของพวกเขา ที่ผ่านมาเราขอเวลาครอบครัวมาซักซ้อม แล้วครอบครัวก็สนับสนุน ดังนั้นโมเมนต์ตอนจบที่มีภรรยาและลูกมารับที่เส้นชัย แล้วก็ดีใจไปกับเรา มันเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดแล้ว”

หมอแอร์ หมอแอร์

บทเรียนที่ 3

“เด็กที่เล่นกีฬาเขาได้เอ็นดอร์ฟิน เขาเลยมีความสุข”

บทบาทที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือบทบาทในฐานะคุณพ่อของน้องเอว่า เด็กน้อยวัยอนุบาลที่มีความรักในกีฬาไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด

“เราชอบเล่นกีฬา ก็เลยอยากปลูกฝังให้เขาเล่นกีฬา โดยใช้ความสนุกของกีฬามายั่วให้เขาเล่นตั้งแต่เด็ก” หมอแอร์เล่าย้อน “อย่างตอน 6 เดือนก็ให้ลองว่ายน้ำ ให้ใส่ห่วงยางลอยเฉยๆ จนคุ้นเคย พอโตมาหน่อย 2 – 3 ขวบก็วิ่ง พอสัก 4 ขวบก็เตะบอลได้ เขาเริ่มจริงจังและสนุกไปกับมัน จนเขาติดกีฬาไปเลย”

โดยปัจจุบันหนูน้อยนักกีฬาวัย 6 ขวบเป็นเด็กที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ “เขาเติบโตสมวัย เจ็บป่วยน้อย แล้วก็เป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงโคตร ไม่รู้ร่าเริงอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ) แล้วเขาก็มีความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน”

นอกจากนี้แพทย์หนุ่มบอกว่ายังมีผลพลอยได้ที่น่าชื่นใจตามมาอีก ในเมื่ออยากเล่นกีฬา น้องเอว่าจึงต้องหัดแบ่งเวลาของตัวเอง ซึ่งคุณพ่อก็คอยแอบมองอยู่ห่างๆ “เวลากลับมาถึงบ้านเขาจะทำการบ้านก่อนเลย พอทำการบ้านเรียบร้อยแล้วก็จะไปเล่น”

และเรื่องที่ทำให้เราฟังแล้วรู้สึกอึ้งคือ น้องเอว่าชอบเล่นกีฬามากจนถึงขั้นไปร่วมแข่งขัน IRONKIDS หรือไตรกีฬาสำหรับเด็ก ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อปีที่แล้ว

“ตอนนั้น 5 ขวบ เขาก็ไปแข่งเอาสนุก ว่ายน้ำ 25 เมตร ปั่นจักรยานใกล้ๆ แล้วก็วิ่ง แต่ก็ถือว่าใหม่สำหรับเขาเพราะไม่เคยลงแข่งมาก่อน” คุณพ่อลูกหนึ่งเล่า “ตอนนี้เริ่มโตแล้ว รู้เรื่องแล้ว เขาก็ชอบ เมื่อเดือนสองเดือนก่อนก็เพิ่งไปแข่งไตรกีฬาครั้งที่ 2 แต่จริงๆ เขาจะแข่งหรือไม่แข่งก็แล้วแต่เขา ผมอยากให้เขามองกีฬาเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า ปลูกฝังเขาว่ากีฬาก็เหมือนการกิน การทำงาน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“อย่างแต่ก่อนเราเคยชวนเขาว่าวันนี้จะเล่นอะไรดี ตอนนี้กลายเป็นว่าเขามาชวนเราไปเล่นเองแล้ว ผมว่าเขาเล่นกีฬาแล้วก็ได้เอ็นดอร์ฟินเหมือนผู้ใหญ่นั่นแหละ เขาเลยแจ่มใส ไปโรงเรียนก็อยากไป มีการบ้านก็ชอบทำ เขามีความสุขกับทุกอย่างที่เขาทำ”

หมอแอร์

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง ผู้รับบทบาท ‘ครูพี่ลิน’ ใน ฉลาดเกมส์โกง ภาพยนตร์ฝีมือ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ ‘รุ่นพี่กินขี้มูก’ ในโฆษณาไวรัล Thank you for sharing ของผู้กำกับเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

หรือถ้าคุณติดตามความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่นอยู่แล้ว ก็ย่อมคุ้นหน้าคุ้นตาสาวหมวยเจ้าของความสูง 176 เซนติเมตรผู้นี้จากหลายรันเวย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเคยได้ยินชื่อเธอในฐานะนางแบบไทยคนแรกที่ได้ปรากฏโฉมใน Harper’s Bazaar UK

แต่วันนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว

เราชวนหญิงสาววัย 21 ปีมาคุยเรื่องชีวิตอีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้นอกจากคนใกล้ตัวหรือเพื่อนที่รู้จักเธอมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตอีกมุมหนึ่งที่ค้นหาไม่เจอในเสิร์ชเอนจิ้นใดๆ-นั่นคือชีวิตในฐานะนักกีฬาประจำโรงเรียน และนักกีฬาที่เคยฝึกซ้อมเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนที่เติบโตขึ้นมาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เชิญเกาะขอบสระติดตาม

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ออกแบบ-ชุติมณฑน์

บทเรียนที่ 1

“ทุกคนบนโลกต้องมีด้านที่ไม่ถนัดอยู่แล้ว ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วเก่งทุกอย่างหรอก”

กีฬาแรกในชีวิตของออกแบบคือ ว่ายน้ำ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเธอเริ่มลงสระครั้งแรกตอนอนุบาล 1 โดยเริ่มจากสระเด็ก แล้วสั่งสมประสบการณ์เรื่อยๆ เพื่ออัพเลเวลไปสระผู้ใหญ่ และนับจากนั้นมาชีวิตของเธอก็วนเวียนอยู่ในสระน้ำสีฟ้าสดตลอด ทั้งในฐานะนักกีฬาประจำโรงเรียน และนักกีฬามือสมัครเล่นที่ว่ายน้ำเพื่อความสนุกสนาน

หากมองย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่ม ออกแบบมีแต่ความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับกีฬาว่ายน้ำมาตลอด เช่นการได้ใช้เวลาอันมีค่ากับคุณแม่ของเธอก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

“คุณแม่ว่ายน้ำไม่แข็งเลย ในขณะที่เราเรียนว่ายน้ำ เราก็จะว่ายแข็งขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกครั้งเวลาไปเที่ยวทะเลต่างจังหวัด แล้วลงสระน้ำกัน ม้าจะให้เราสอนว่ายน้ำให้ ม้าว่ายเป็นอยู่ท่าเดียวคือท่ากบ แล้วว่ายผิดด้วยนะ เป็นว่ายกบแบบตีขา ไปทุกครั้ง เราก็จะสอนม้าใหม่ทุกครั้ง คงเป็นเพราะเขาไม่ได้ฝึกด้วย เลยว่ายไม่ได้ แต่ก็เป็นเพราะอยากใช้เวลากับลูกด้วยแหละ”

จุดนี้เองที่ทำให้ออกแบบได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่าตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นประถมเท่านั้นเอง

“เราชอบสอนม้าว่ายน้ำนะ เพราะม้าก็สอนอะไรเราหลายอย่าง เราไม่รู้อะไรตั้งเยอะ แต่เขาก็มีบางอย่างที่ไม่ถนัดเหมือนกัน คือเราเชื่อว่าทุกคนบนโลกต้องมีด้านที่ไม่ถนัดอยู่แล้ว ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วเก่งทุกอย่างหรอก”

เพราะคิดได้เช่นนี้ หญิงสาวมากความสามารถอย่างเธอจึงสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้เสมอ แม้จะเป็นนางแบบมาก่อน แต่เมื่อต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักแสดง ออกแบบก็พยายามเรียนรู้ทักษะการแสดง รวมทั้งขยันฝึกซ้อม จนได้ผลลัพธ์มาเป็น ‘ครูพี่ลิน’ และ ‘รุ่นพี่กินขี้มูก’ ที่ทำให้คนทั้งประเทศรู้จักและหลงรักเธอนั่นเอง

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ออกแบบ-ชุติมณฑน์

บทเรียนที่ 2

“ว่ายน้ำทำให้เราเอาชนะความกลัวได้ เราแทบไม่กลัวอะไรเลย”

อีกหนึ่งความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับกีฬาว่ายน้ำของออกแบบคือการกระโดดจากสปริงบอร์ดครั้งแรก ซึ่งตอนนั้นเธอเพิ่งอยู่ชั้นอนุบาล 3 เท่านั้นเอง

“ครูเขาให้นักเรียนกระโดดสปริงบอร์ด ตอนแรกเรากลัวมากนะ แต่พอลองกระโดดลงไปแล้วมันแฮปปี้มาก เราชอบมาก พูดเลยว่าว่ายน้ำทำให้เราเอาชนะความกลัวได้ เราแทบไม่กลัวอะไรเลย ไม่ว่าจะเรื่องกีฬาหรือเรื่องอื่นๆ ถ้ากลัวจริงๆ จะเป็นกลัวสิ่งมีชีวิตพวกสัตว์เลื้อยคลานมากกว่า”

กระทั่งกีฬาผาดโผนอย่างยิมนาสติก เธอในวัยเด็กก็ไม่เคยคิดกลัว กลับกันเด็กหญิงสนุกไปกับมัน แถมช่วงประถมถึงมัธยมเคยฝึกซ้อมอย่างจริงจังกับโค้ชสุดโหดที่ปั้นให้เพื่อนของเธอกลายเป็นนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติไทยมาแล้ว แม้ตอนนี้ออกแบบจะไม่ได้จับกีฬายิมนาสติกมาหลายปี แต่ความกล้าหาญก็ยังเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวเธอมาจนถึงทุกวันนี้

“เราอยากลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ล่าสุดเราไปเรียน Sky Fly มา เป็นโยคะผ้า ซึ่งค่อนข้างเซฟตัวเรามากกว่า แต่สักพักเราก็เปลี่ยนไปเล่นฮูป คือมันเจ็บและยากกว่าผ้ามาก ต้องจับสองมือแล้วใช้แขนดันตัวเองขึ้นไปข้างบนเพื่อเล่นท่า เหมือนตอนเด็กๆ เราออกกำลังกายหนักๆ มาเยอะแล้ว ตอนนี้เราก็เลยไม่กลัวที่จะทำอะไร”

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ออกแบบ-ชุติมณฑน์

บทเรียนที่ 3

“การว่ายน้ำมันคือการฝึกตัวเอง การมีวินัยในตัวเอง”

ออกแบบเริ่มเข้าทำงานในวงการแฟช่ันตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี โดยระหว่างนั้นเธอไม่เคยละทิ้งการเรียนแม้แต่น้อย หน้ำซ้ำในมุมมองเรา หญิงสาวยังประสบความสำเร็จในการเรียนอย่างมากอีกด้วย เพราะตอนนี้เธอเป็นนิสิตปีสุดท้ายแห่งภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขานิทรรศการศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะทำงานหนักแค่ไหน แต่การเรียนจบ 4 ปีพร้อมเพื่อนๆ เป็นสิ่งที่นางแบบและนักแสดงสาวให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

“เราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ดังนั้นเราก็จะมีวินัยในการแบ่งเวลามากๆ เพราะถ้าเราผัดวันประกันพรุ่งในการทำงานหรือการเรียน ตารางชีวิตเราจะวุ่นวายไปเลย เราจึงล็อกเวลาไว้เลยว่าเรียนเสร็จไปทำงาน ทำงานเสร็จทำการบ้าน หรือวันนี้ไม่มีงาน ก็จะต้องทำการบ้านของวิชานี้ให้เสร็จ บังคับตัวเองเลยว่าต้องทำ”

โดยออกแบบยกเครดิตเกือบทั้งหมดให้กีฬาว่ายน้ำที่หล่อหลอมความมีวินัยในตัวเธอ

“เราอยู่กับการว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก และเราเคยไม่ทิ้งมัน คือการว่ายน้ำมันคือการฝึกตัวเอง การมีวินัยในตัวเอง เพราะจะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำได้ต้องฝึกฝนตลอด เราต้องทำประจำ ถ้าเราไม่ฝึก เราหายไป เราก็จะว่ายน้ำได้ไม่ดีเท่าเดิม หายใจในน้ำได้ไม่แข็งเท่าเดิม”

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ออกแบบ-ชุติมณฑน์

บทเรียนที่ 4

“การวิ่งคือการก้าวไปข้างหน้า ทุกก้าวคืออนาคต ถ้าเราหยุดก็จะอยู่ที่เดิม”

คุยไปคุยมา เราจึงได้พบว่าอีกหนึ่งกีฬาที่หญิงสาวเคยเล่นจริงจังจนถึงขั้นเป็นนักกีฬาโรงเรียนคือการวิ่ง ซึ่งเธอก็ยอมรับว่าเริ่มต้นวิ่งเพราะคิดได้ว่าขาวยาวๆ ของตนต้องได้เปรียบคนอื่น แต่สุดท้ายเด็กแอ็กทีฟอย่างเธอก็หลงเสน่ห์การวิ่งเข้าเต็มเปา ส่วนหนึ่งเพราะได้ตั้งสมาธิอยู่ที่ลมหายใจขณะวิ่ง และอีกส่วนหนึ่งเพราะมันสอนข้อคิดอะไรบางอย่างให้กับเธอ

“เราว่าการวิ่งคือการก้าวไปข้างหน้า ทุกก้าวคืออนาคต ถ้าเราหยุดก็จะอยู่ที่เดิม เรารู้สึกว่ามันเหมือนการใช้ชีวิต ถ้าเรายิ่งก้าวเร็ว ก้าวยาว ไม่หยุดก้าว เราก็จะเข้าเส้นชัยได้เร็ว มันคือการที่คนๆ หนึ่งท้อแต่เขาไม่หยุดที่จะไปต่อ”

คนที่ภาพลักษณ์์ภายนอกดูมั่นใจและแข็งแกร่งอย่างออกแบบมีช่วงเวลาที่ท้อด้วยหรือ-เราอดสงสัยไม่ได้

“เคย” หญิงสาวตอบเน้นเสียง “มันมีช่วงหนึ่งตอนปี 2 อยู่ดีๆ เราก็ท้อ เพราะงานเยอะ ทั้งงานข้างนอกด้วย ข้างในด้วย แล้วอาจารย์ที่เรียนด้วยเขาไม่ชอบเด็กที่ทำงาน เราก็จะไม่บอกเขาเลยว่าเราไปทำงาน ถ้าขาดก็ให้เขาติ๊กขาดไปเลย หรือพยายามหาใบลามาส่ง

“จริงๆ เราเรียนได้นะ แต่ก็เป็นปีที่รู้สึกท้อมาก มีบางครั้งก็ขอหม่าม้าไม่ไปเรียน ชวนไปกินข้าวต่างจังหวัดกัน ถึงขั้นนั้นเลย แต่เราข้ามมาได้เพราะรู้สึกว่าเราหยุดไม่ได้ เราต้องจบ คือเราไม่ได้เรียนไม่ดี เราแค่ท้อ เพราะไม่ได้กำลังใจจากอาจารย์ แต่ก็มีกำลังใจจากคนอื่นที่ช่วยให้ข้ามมาได้”

หากนับจากวันแรกที่เด็กหญิงออกแบบวัยอนุบาล 1 ก้าวเท้าลงสระว่ายน้ำ จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปี-เกือบทั้งหมดของชีวิต ที่หญิงสาวนัยน์ตาเฉี่ยวผู้นี้ผูกพันกับกีฬาหลากหลายประเภท

และเป็นเวลาเกือบ 20 ปี-เกือบทั้งหมดของชีวิตเช่นกัน ที่กีฬาหลากหลายประเภทหล่อหลอมให้เธอเป็นคนที่มีวินัย อดทน และกล้าหาญ จนก้าวขึ้นมาเป็นนางแบบและนักแสดงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค

หากจะกล่าวว่า ออกแบบออกแบบชีวิตตัวเองด้วยกีฬา ก็อาจไม่เกินเลยไปนัก

ออกแบบ-ชุติมณฑน์ ออกแบบ-ชุติมณฑน์

ขอบคุณสถานที่
The Racquet Club ถนนสุขุมวิท 49/9 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. 10110 โทร. 02 118 7330

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load