The Cloud X MILO

นอกจากบทบาทคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจแล้ว ชายตรงหน้ายังเป็นหนึ่งในนักไตรกีฬาชาวไทย 30 คนที่สามารถพิชิต DATEV Challenge Roth 2016 การแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็กซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 225 กิโลเมตร ณ ประเทศเยอรมนี ได้สำเร็จ

หรือจะกล่าวว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญทั้งหัวใจของมนุษย์และหัวใจของไตรกีฬาก็ไม่ผิดนัก

นอกจากนั้น นายแพทย์อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘หมอแอร์’ ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Avarin Multisport Store ร้านขายอุปกรณ์กีฬานำเข้า และอีกบทบาทสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้บทบาทไหนๆ คือคุณพ่อของ ‘เอว่า’ สาวน้อยผู้เป็นที่มาของชื่อร้าน และเขายังปลูกฝังกีฬาให้กับลูกสาวตั้งแต่ยังแบเบาะ

เรานัดพบกันในบ่ายวันหนึ่งเพื่อฟังเขาเล่าถึงหัวใจของไตรกีฬาที่ค้นพบ และบทเรียนที่ได้รับจากการว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง

หมอแอร์

บทเรียนที่ 1

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพ”

เรานั่งลงคุยกับคุณหมอซึ่งอยู่ในชุดไตรกีฬา บทสนทนากว่าชั่วโมงยืนยันสมมติฐานของเราที่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จในเกือบทุกบทบาทของเขาจะเป็นอะไรได้ ถ้าไม่ใช่กีฬา

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม” ชายหนุ่มเริ่มเล่า “เมื่อก่อนผมใช้เวลากับอะไรที่ไม่มีประโยชน์ค่อนข้างเยอะ บางทีมีเวลาว่างก็จะเสียเวลาไปกับการดูมือถือ ดูเฟซบุ๊ก ดูคลิป เลยต้องพยายามตั้งลิมิตเวลา”

เมื่อชายหนุ่มได้รู้จักและหลงรัก ‘ไตรกีฬา’ ซึ่งประกอบไปด้วยกีฬา 3 ชนิด ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง วิถีชีวิตของเขาจึงเปลี่ยนไปโดยปริยาย

“คือเราถูกลิมิตเวลาด้วยการซ้อมก่อนเลย ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องซ้อม เพราะซ้อมอย่างไรก็แข่งได้อย่างนั้น มันไม่มีคำว่าฟลุก”

หมอแอร์เล่าว่า ระยะเวลา 3 เดือนก่อนแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็ก เขาต้องซักซ้อมอย่างหนัก โดยต้องระมัดระวังไม่ให้เวลาซักซ้อมไปเบียดเบียนเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับความรับผิดชอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ คนไข้ หรือครอบครัว นั่นจึงกลายเป็นที่มาของตารางเวลาที่เขาอนุญาตให้ตัวเองซ้อมเพียงตอนเช้าก่อนทำงาน ตอนเย็นหลังเลิกงาน และช่วงกลางวันของวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะอีกอย่างเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการจัดลำดับความสำคัญ

“ไตรกีฬาทำให้ผมรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่า สิ่งใดสำคัญรองลงมา อย่างเวลาทำงานบริษัทก็ต้องคิดว่าจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี เพราะมันมีผลกระทบต่อคนอื่น ต่อคนหมู่มาก”

หมอแอร์

บทเรียนที่ 2

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ไตรกีฬาช่วยให้แพทย์หนุุ่มตระหนักก็คือความสำคัญของการซักซ้อมและการเรียนรู้

“ถ้าเทียบกับชีวิตจริง ผมคิดว่าการซ้อมมันเหมือนกับการหาความรู้เพิ่ม ถ้าอยากเก่งไตรกีฬาก็ต้องซ้อมเยอะขึ้นๆ ส่วนถ้าอยากเก่งทำงาน ทำธุรกิจ ก็ต้องหาความรู้ด้านที่ตัวเองสนใจเพิ่ม ด้านที่คิดว่าจะพัฒนาตัวเราได้ เราต้องลับสมองตลอดเวลา อ่านเพิ่ม ลองฝึก ลองทำ ลองบิด ไม่ใช่ทำงานเป็นรูทีนอย่างเดียว”

เขาว่า เหมือนดังที่เราตั้งเป้าว่าจะพาตัวเองไปถึงเส้นชัยของไตรกีฬา

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น และสอนให้เราทำให้ได้ตามเป้าหมาย มันเลยทำให้เรารู้จักตั้งเป้าหมายในการทำงานด้วย โดยเราต้องตั้งเป้าที่เป็นไปได้ ไม่ใช่เป้าเพ้อฝันที่กดดันตัวเองจนเครียด แล้วเป้านี้จะกระตุ้นให้เราพัฒนาไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความสำเร็จได้”

เมื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาทำในชีวิต หมอแอร์บอกว่า ไม่ว่าจะในสนามไตรกีฬาหรือสนามธุรกิจ ก็ล้วนมีช่วงเวลาที่เขาท้อถอย และพักสายตาจากเส้นชัยไปบ้าง แต่โชคดีที่เขามีกำลังใจล้นหลาม

กีฬาทำให้เขามองเห็นความสำคัญของครอบครัว ครอบครัวที่ทำให้หันกลับมาโฟกัสที่เส้นชัยได้ตามเดิม

“สมมติเราทำงาน เราเหนื่อย เราเจอปัญหา แม้ครอบครัวจะช่วยแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ เพราะเขาไม่มีความรู้ความสามารถตรงนี้ แต่เขาให้กำลังใจเรา ซัพพอร์ตเราตลอด ผมคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะสถาบันครอบครัวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเล่นกีฬา ทำงาน หรือทำอะไรก็ตาม

“อย่างตอนแข่งไตรกีฬา ต่อให้ซ้อมมาเต็มที่แล้ว มันก็จะมีความเหนื่อย ความท้อ ความเมื่อย เวลาเป็นแบบนี้เราจะนึกถึงภาพเส้นชัยที่มีภรรยาและลูกรอรับ แล้วเราจะฮึดขึ้นมาได้อีก เราอยากเข้าเส้นชัยตรงนั้นให้ได้ อยากเห็นรอยยิ้มของพวกเขา ที่ผ่านมาเราขอเวลาครอบครัวมาซักซ้อม แล้วครอบครัวก็สนับสนุน ดังนั้นโมเมนต์ตอนจบที่มีภรรยาและลูกมารับที่เส้นชัย แล้วก็ดีใจไปกับเรา มันเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดแล้ว”

หมอแอร์ หมอแอร์

บทเรียนที่ 3

“เด็กที่เล่นกีฬาเขาได้เอ็นดอร์ฟิน เขาเลยมีความสุข”

บทบาทที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือบทบาทในฐานะคุณพ่อของน้องเอว่า เด็กน้อยวัยอนุบาลที่มีความรักในกีฬาไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด

“เราชอบเล่นกีฬา ก็เลยอยากปลูกฝังให้เขาเล่นกีฬา โดยใช้ความสนุกของกีฬามายั่วให้เขาเล่นตั้งแต่เด็ก” หมอแอร์เล่าย้อน “อย่างตอน 6 เดือนก็ให้ลองว่ายน้ำ ให้ใส่ห่วงยางลอยเฉยๆ จนคุ้นเคย พอโตมาหน่อย 2 – 3 ขวบก็วิ่ง พอสัก 4 ขวบก็เตะบอลได้ เขาเริ่มจริงจังและสนุกไปกับมัน จนเขาติดกีฬาไปเลย”

โดยปัจจุบันหนูน้อยนักกีฬาวัย 6 ขวบเป็นเด็กที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ “เขาเติบโตสมวัย เจ็บป่วยน้อย แล้วก็เป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงโคตร ไม่รู้ร่าเริงอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ) แล้วเขาก็มีความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน”

นอกจากนี้แพทย์หนุ่มบอกว่ายังมีผลพลอยได้ที่น่าชื่นใจตามมาอีก ในเมื่ออยากเล่นกีฬา น้องเอว่าจึงต้องหัดแบ่งเวลาของตัวเอง ซึ่งคุณพ่อก็คอยแอบมองอยู่ห่างๆ “เวลากลับมาถึงบ้านเขาจะทำการบ้านก่อนเลย พอทำการบ้านเรียบร้อยแล้วก็จะไปเล่น”

และเรื่องที่ทำให้เราฟังแล้วรู้สึกอึ้งคือ น้องเอว่าชอบเล่นกีฬามากจนถึงขั้นไปร่วมแข่งขัน IRONKIDS หรือไตรกีฬาสำหรับเด็ก ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อปีที่แล้ว

“ตอนนั้น 5 ขวบ เขาก็ไปแข่งเอาสนุก ว่ายน้ำ 25 เมตร ปั่นจักรยานใกล้ๆ แล้วก็วิ่ง แต่ก็ถือว่าใหม่สำหรับเขาเพราะไม่เคยลงแข่งมาก่อน” คุณพ่อลูกหนึ่งเล่า “ตอนนี้เริ่มโตแล้ว รู้เรื่องแล้ว เขาก็ชอบ เมื่อเดือนสองเดือนก่อนก็เพิ่งไปแข่งไตรกีฬาครั้งที่ 2 แต่จริงๆ เขาจะแข่งหรือไม่แข่งก็แล้วแต่เขา ผมอยากให้เขามองกีฬาเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า ปลูกฝังเขาว่ากีฬาก็เหมือนการกิน การทำงาน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“อย่างแต่ก่อนเราเคยชวนเขาว่าวันนี้จะเล่นอะไรดี ตอนนี้กลายเป็นว่าเขามาชวนเราไปเล่นเองแล้ว ผมว่าเขาเล่นกีฬาแล้วก็ได้เอ็นดอร์ฟินเหมือนผู้ใหญ่นั่นแหละ เขาเลยแจ่มใส ไปโรงเรียนก็อยากไป มีการบ้านก็ชอบทำ เขามีความสุขกับทุกอย่างที่เขาทำ”

หมอแอร์

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนฟุตซอล หนึ่งในสิ่งที่เราอยากบอกคือ ตอนนี้ฟุตซอลทีมชาติไทยอยู่ที่อันดับ 15 ของโลก และเป็นอันดับที่ 2 ของทวีปเอเชีย เป็นรองอิหร่านเพียงชาติเดียว และมีอันดับสูงกว่าทีมชาติญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจกีฬาลูกหนังในทวีปเอเชียเสียอีก

ใช่, ฟุตซอลคือหนึ่งในกีฬาที่เราสามารถยืนหยัดต่อสู้กับชาติอื่นๆ ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วทีมชาติไทยเพิ่งไปแข่งขันฟุตซอลโลกและสามารถทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และในปีเดียวกันเรายังคว้าแชมป์อาเซียนมาครองได้

หนึ่งในดาวเด่นที่แจ้งเกิดในศึกชิงแชมป์อาเซียน คือ เตอร์-ปาณัสม์ กิตติภาณุวงศ์ นักฟุตซอลวัยเพียง 18

นอกจากหน้าตาอันหล่อเหลาที่ทำให้เขาครอบครองหัวใจแฟนบอลสาวๆ อย่างง่ายดาย สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครต่างจับตาไปที่นักเตะดาวรุ่งผู้นี้คือ ฝีเท้าที่เกินวัย แม้จะเพิ่งติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรกแต่เขากลับเล่นได้นิ่ง เยือกเย็น ราวกับผู้ผ่านสนามมาอย่างเจนจัด

ทุกวันนี้เขาคือนักฟุตซอลของสโมสรชลบุรี บลูเวฟ ซึ่งเป็นสโมสรระดับหัวแถวของเอเชีย และคับคั่งไปด้วยซูเปอร์สตาร์ทีมชาติ ล่าสุดเขามีชื่อเป็นหนึ่งใน 31 นักเตะชุดเตรียมป้องกันแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ถึงตรงนี้สิ่งที่เราสงสัยคงไม่ใช่เรื่องของฝีเท้า-เพราะผลงานในสนามเป็นบททดสอบที่ดีที่สุดอยู่แล้ว หากแต่สิ่งที่เราสงสัยคือ เบื้องหลังความสำเร็จของเขาคืออะไร และบทเรียนสำคัญที่เขาเรียนรู้จากการเล่นฟุตซอลมาทั้งชีวิตคือสิ่งใด

เตอร์ ปาณัสม์

เตอร์ ปาณัสม์

บทเรียนที่ 1

กีฬาทำให้เรามีความฝัน

เรานั่งคุยกันบนอัฒจันทร์ บลูเวฟ อารีน่า ซึ่งเป็นสนามของสโมสรชลบุรี บลูเวฟ สโมสรฟุตซอลที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทยยามนี้ บรรยากาศในสนามยังเงียบสงบเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาแข่งขัน

บนที่นั่งซึ่งมองเห็นพื้นสนามสีน้ำเงินตรงหน้าชัดเจน เด็กหนุ่มเล่าเรื่องที่ใครหลายคนอาจหลงลืมเมื่อเราเติบโตขึ้น

เขาเล่าเรื่องความฝัน

ย้อนกลับไปก่อนที่ เตอร์-ปาณัสม์ กิตติภาณุวงศ์ จะก้าวมาอยู่ในจุดที่สื่อกีฬาต่างจับจ้องในฐานะนักฟุตซอลดาวรุ่งที่ฝีเท้าเกินอายุ เขาคล้ายเด็กผู้ชายทั่วไปที่หลงใหลกีฬามหาชนอย่างฟุตบอล เริ่มเตะฟุตบอลกับเพื่อนช่วงเรียนอยู่ชั้นประถม 5

“มันหาเล่นง่าย สนามฟุตบอลมีทุกโรงเรียนอยู่แล้ว เลิกเรียนก็เตะ พักกลางวันก็เตะ เราก็เลยชื่นชอบในกีฬาชนิดนี้ ตอนนั้นก็เตะเล่นๆ ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเริ่มโต เริ่มขึ้นมัธยมต้นผมก็เริ่มมีความฝัน” เด็กหนุ่มเว้นจังหวะการพูดเมื่อเล่าถึงตรงนี้ “ผมฝันว่าจะติดทีมชาติ สักวันต้องติดทีมชาติให้ได้”

แม้จะผ่านช่วงเวลาที่ความฝันก่อกำเนิดมาแล้วหลายปี แต่แววตาของเขาขณะเล่ายังคงเต็มไปด้วยประกายความมุ่งมั่นของคนหนุ่ม ที่เวลาฝันสิ่งใดแล้วอยากลงมือทำมันให้เป็นจริง

“การติดทีมชาติเป็นจุดสูงสุดของนักกีฬา แล้วมันได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย” ปาณัสม์บอกเหตุผลที่ทำให้เขามีความฝันที่ดูเหมือนใหญ่เกินตัวในตอนนั้น

จากเด็กหนุ่มที่เล่นฟุตซอลเพียงเพื่อความสนุก ตระเวนเดินสายแข่งขัน ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อฝีเท้าของเขาไปเตะตา อาจารย์ไพฑูรย์ บุญศรี ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนอยู่ที่สโมสรราชนาวี จนได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักฟุตซอลอาชีพในวันเพียง 18 ปี

เมื่อได้รับโอกาสเขาก็ไม่ปล่อยให้มันหลุดมือ ที่สโมสรราชนาวีเขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นเกินวัย แล้วความฝันที่ว่าอยากติดทีมชาติของเขาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวจนกระทั่งวันหนึ่ง

“ตอนนั้นผมซ้อมบอลอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเพื่อนคนนึงเล่นโทรศัพท์อยู่ แล้วมีการประกาศรายชื่อนักฟุตซอลที่ติดทีมชาติไปแข่งขันชิงแชมป์อาเซียนลงเพจ ตอนแรกเพื่อนไม่ได้บอกว่าผมติด สักพักผมก็ไปดูแล้วเห็นว่ามีชื่อผมนี่ แต่เขาเขียนชื่อผมผิด เขียนชื่อเราตกสระอาไป เพื่อนเลยไม่ได้สังเกต ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมาก เหมือนเราไปถึงฝันแล้วก้าวนึง ตอนนั้นเขาเรียกไปคัดเฉยๆ ยังไม่ถึงกับติดไปแข่ง” นักฟุตซอลดาวรุ่งความหวังใหม่ของทีมชาติไทยย้อนเล่าถึงจุดสิ้นสุดของความฝันแรก และจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนฟุตซอลรู้จักชื่อของเขา

“ฟุตซอลทำให้ผมมีความฝัน การมีความฝันมันเหมือนกับการตั้งเป้าให้กับชีวิตตัวเอง เวลาเราจะบอกว่าใครสักคนประสบความสำเร็จในชีวิต นั่นคือการที่เราตั้งเป้าไว้ยังไงแล้วเราก็ทำสิ่งนั้นให้ได้ เมื่อทำสำเร็จ นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ถ้าไม่มีเป้า ไม่มีความฝัน มันก็เหมือนเราย่ำอยู่กับที่”

แล้วในที่สุด หลังจากวันคัดเลือกราว 2 เดือน เขาก็มีชื่อติดทีมชาติไปแข่งในศึกชิงแชมป์อาเซียน 2016

เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย

บทเรียนที่ 2

คนมีพรสวรรค์ถ้าไม่มีพรแสวงควบคู่ก็อยู่ได้ไม่นาน

เพียงทัวร์นาเมนต์แรกที่มีรายชื่อติดทีมชาติ ปาณัสม์ก็ฉายแววออกมาให้แฟนฟุตซอลได้เห็นว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในดาวเด่นประจำรายการเมื่อทำไปถึง 5 ประตู และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทีมชาติไทยคว้าแชมป์มาครองได้เป็นสมัยที่ 12

ปัจจุบันปาณัสม์ย้ายมาร่วม สโมสรชลบุรี บลูเวฟ สโมสรแถวหน้าระดับเอเชียซึ่งคับคั่งไปด้วยนักฟุตซอลทีมชาติรุ่นพี่ ถือเป็นอีกก้าวที่ท้าทายนักเตะดาวรุ่งอย่างเขา

“พอย้ายทีมเราก็มีช่วงเวลาที่เป็นตัวสำรอง ซึ่งเวลานั่งข้างสนามคนเป็นนักฟุตบอลก็อยากเล่น เราไม่ได้อยากมานั่งดู เพราะเป็นความสุขที่เราได้ลงไปในสนาม ผมยังจำสิ่งที่อาจารย์ไพฑูรย์บอกไว้ได้ เขาบอกว่าให้ตั้งใจซ้อม ต่อให้เราไม่ได้ลงก็อย่าไปท้อ ให้ตั้งใจซ้อมไปเรื่อยๆ นัดไหนเราไม่ได้ลงก็ไม่เป็นไร เพราะอายุเรายังน้อย เรายังมีโอกาส”

และเมื่อย้อนทบทวน นักเตะดาวรุ่งบอกว่าฟุตซอลปลูกฝังสิ่งสำคัญให้กับเขา นั่นคือระเบียบวินัยและความขยันหมั่นเพียร

“ตอนแรกที่เริ่มเป็นนักฟุตซอลอาชีพก็ยากขึ้น จากที่เราเคยอยู่บ้านเล่นฟุตซอลธรรมดา เราก็ต้องนั่งรถมาซ้อมที่สนามทุกวัน บางวันก็ต้องมานอนที่แคมป์นักกีฬา จากที่เราเคยว่าง จันทร์ถึงศุกร์เราไปเดินเล่นได้ แต่มาอยู่กับสโมสรเราต้องซ้อมทุกวัน”

นักเตะหนุ่มบอกว่าการซ้อมทำให้เขามีวันนี้ แม้ด้วยลีลากระชากลากเลื้อยและทำประตูของเขาจะทำให้ใครหลายคนเห็นตรงกันว่าเขาเป็นนักเตะที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่เขากลับบอกว่าสิ่งที่พาเขามายังจุดนี้คือพรแสวง

“ฟุตซอลทำให้ผมเห็นว่าคนมีพรสวรรค์ถ้าไม่มีพรแสวงควบคู่ไปด้วยก็ไปได้ไม่นาน แต่คนที่มีพรแสวงเขาพร้อมที่จะรับทุกอย่าง จะยืนระยะได้นานกว่า มีเพื่อนผมบางคนเล่นดีมากเลยตอนเด็กๆ แต่ขี้เกียจซ้อม สุดท้ายก็หลุดจากเส้นทาง”

เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย

บทเรียนที่ 3

ถ้าเราไม่ยอมแพ้ อะไรก็เกิดขึ้นได้

เวลาทุกวินาทีมีคุณค่า

เราต่างเคยได้ยินประโยคที่ว่ามาจนชินหู แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะในชีวิตไม่ได้มีใครมานั่งจับเวลาให้เรา เราจึงอาจไม่เห็นว่าแต่ละเวลานาทีที่ผ่านไปมันมีคุณค่าเพียงใด แต่ในสนามฟุตซอลคล้ายว่าประโยคที่ว่าได้ถูกทำให้เห็นรูปธรรม

ฟุตซอลยิงกันได้ทุกวินาที-ใครที่คุ้นเคยกับกีฬาลูกกลมๆ คงคุ้นเคยกับประโยคนี้

หรืออาจกล่าวได้ว่า เวลาเพียงวินาทีอาจเปลี่ยนจากผู้ชนะให้กลายเป็นผู้แพ้ และเปลี่ยนจากผู้แพ้ให้กลายเป็นผู้ชนะ

และช่วงที่ปาณัสม์ติดทีมชาติเขาก็ได้รับการปลูกฝังทัศนคติเรื่องนี้จาก มิเกล โรดริโก้ อดีตกุนซือทีมชาติไทยชาวสเปน “ผมได้เรียนรู้ทัศนคติและความคิดในการเล่น โค้ชจะบอกเสมอว่าต่อให้เราโดนคู่ต่อสู้นำเท่าไหร่ ต้องเล่นให้เหมือนเดิม อย่ายอมแพ้

“ตอนที่แข่งฟุตซอลชิงแชมป์อาเซียน มีอยู่นัดนึงที่เราเจอมาเลเซีย วันนั้นจบครึ่งแรกเราโดนนำไปก่อน 3-0 ตอนโดนนำพวกเราก็ใจเสีย แต่โค้ชเขาพยายามทำให้เราไม่เครียด เขาบอกว่าไม่เป็นไร เอาใหม่ ที่นี่ประเทศเรา เราทำได้อยู่แล้ว คนเขามาดูเราเยอะแยะ รุ่นพี่ในทีมก็บอก ตามได้อยู่แล้ว แค่ 3 ลูกเอง ลงไปก็ทำได้ แล้ววันนั้นเราก็กลับมาชนะ 5-3

“หรืออย่างตอนแข่งชิงแชมป์เอเชีย ชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา ทีมไทยเราโดนอิหร่านยิงนำนาทีสุดท้าย ตอนเราโดนยิงผมหันไปมองเวลา เหลืออีกแค่ 30 กว่าวินาที จะเอาอะไรไปยิงเขา แต่โค้ชก็บอกว่าอย่ายอมแพ้ เวลายังเหลือ พวกผมก็ลงไปสู้ต่อ และสามารถยิงตีเสมอตอน 8 วินาทีสุดท้าย” หลังเล่าจบผมเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้า

“เหตุการณ์ 2 นัดนั้นสอนอะไรเราบ้าง” ผมถาม

“สอนเราเรื่องการไม่ยอมแพ้ ตราบใดที่ยังไม่สิ้นเสียงนกหวีด ถ้าเราไม่ยอมแพ้ อะไรก็เกิดขึ้นได้” นักฟุตซอลความหวังทีมชาติไทยบอกผม ซึ่งเขาย้ำว่าบทเรียนนี้ที่ฟุตซอลสอนเขาไม่ได้ใช้ได้เพียงในสนามเท่านั้น แต่ยังเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย

“บางคนชีวิตอาจจะเหมือนไม่มีอะไร ถ้าเขายอมแพ้ชีวิตก็จบแค่นั้น แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ เขาเลือกที่จะสู้ต่อ ชีวิตเขาอาจจะพลิกกลับมาก็ได้”

เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย เตอร์ ปาณัสม์ : บทเรียนจากขอบสนามของดาวจรัสแสงวงการฟุตซอลไทย

ร่วมส่งพลังเชียร์ นักกีฬาฟุตซอลตัวน้อยกับไมโล มาดูกันว่าใครจะได้เป็นตัวแทนเด็กไทย 4 คน ที่มีโอกาสได้เรียนรู้บทเรียนจากกีฬา พร้อมร่วมฝึกซ้อมกับโค้ชระดับโลกที่สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลน่า ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook MILO Thailand

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load