The Cloud X MILO

นอกจากบทบาทคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจแล้ว ชายตรงหน้ายังเป็นหนึ่งในนักไตรกีฬาชาวไทย 30 คนที่สามารถพิชิต DATEV Challenge Roth 2016 การแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็กซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 225 กิโลเมตร ณ ประเทศเยอรมนี ได้สำเร็จ

หรือจะกล่าวว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญทั้งหัวใจของมนุษย์และหัวใจของไตรกีฬาก็ไม่ผิดนัก

นอกจากนั้น นายแพทย์อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘หมอแอร์’ ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Avarin Multisport Store ร้านขายอุปกรณ์กีฬานำเข้า และอีกบทบาทสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้บทบาทไหนๆ คือคุณพ่อของ ‘เอว่า’ สาวน้อยผู้เป็นที่มาของชื่อร้าน และเขายังปลูกฝังกีฬาให้กับลูกสาวตั้งแต่ยังแบเบาะ

เรานัดพบกันในบ่ายวันหนึ่งเพื่อฟังเขาเล่าถึงหัวใจของไตรกีฬาที่ค้นพบ และบทเรียนที่ได้รับจากการว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง

หมอแอร์

บทเรียนที่ 1

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพ”

เรานั่งลงคุยกับคุณหมอซึ่งอยู่ในชุดไตรกีฬา บทสนทนากว่าชั่วโมงยืนยันสมมติฐานของเราที่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จในเกือบทุกบทบาทของเขาจะเป็นอะไรได้ ถ้าไม่ใช่กีฬา

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม” ชายหนุ่มเริ่มเล่า “เมื่อก่อนผมใช้เวลากับอะไรที่ไม่มีประโยชน์ค่อนข้างเยอะ บางทีมีเวลาว่างก็จะเสียเวลาไปกับการดูมือถือ ดูเฟซบุ๊ก ดูคลิป เลยต้องพยายามตั้งลิมิตเวลา”

เมื่อชายหนุ่มได้รู้จักและหลงรัก ‘ไตรกีฬา’ ซึ่งประกอบไปด้วยกีฬา 3 ชนิด ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง วิถีชีวิตของเขาจึงเปลี่ยนไปโดยปริยาย

“คือเราถูกลิมิตเวลาด้วยการซ้อมก่อนเลย ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องซ้อม เพราะซ้อมอย่างไรก็แข่งได้อย่างนั้น มันไม่มีคำว่าฟลุก”

หมอแอร์เล่าว่า ระยะเวลา 3 เดือนก่อนแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็ก เขาต้องซักซ้อมอย่างหนัก โดยต้องระมัดระวังไม่ให้เวลาซักซ้อมไปเบียดเบียนเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับความรับผิดชอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ คนไข้ หรือครอบครัว นั่นจึงกลายเป็นที่มาของตารางเวลาที่เขาอนุญาตให้ตัวเองซ้อมเพียงตอนเช้าก่อนทำงาน ตอนเย็นหลังเลิกงาน และช่วงกลางวันของวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะอีกอย่างเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการจัดลำดับความสำคัญ

“ไตรกีฬาทำให้ผมรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่า สิ่งใดสำคัญรองลงมา อย่างเวลาทำงานบริษัทก็ต้องคิดว่าจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี เพราะมันมีผลกระทบต่อคนอื่น ต่อคนหมู่มาก”

หมอแอร์

บทเรียนที่ 2

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ไตรกีฬาช่วยให้แพทย์หนุุ่มตระหนักก็คือความสำคัญของการซักซ้อมและการเรียนรู้

“ถ้าเทียบกับชีวิตจริง ผมคิดว่าการซ้อมมันเหมือนกับการหาความรู้เพิ่ม ถ้าอยากเก่งไตรกีฬาก็ต้องซ้อมเยอะขึ้นๆ ส่วนถ้าอยากเก่งทำงาน ทำธุรกิจ ก็ต้องหาความรู้ด้านที่ตัวเองสนใจเพิ่ม ด้านที่คิดว่าจะพัฒนาตัวเราได้ เราต้องลับสมองตลอดเวลา อ่านเพิ่ม ลองฝึก ลองทำ ลองบิด ไม่ใช่ทำงานเป็นรูทีนอย่างเดียว”

เขาว่า เหมือนดังที่เราตั้งเป้าว่าจะพาตัวเองไปถึงเส้นชัยของไตรกีฬา

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น และสอนให้เราทำให้ได้ตามเป้าหมาย มันเลยทำให้เรารู้จักตั้งเป้าหมายในการทำงานด้วย โดยเราต้องตั้งเป้าที่เป็นไปได้ ไม่ใช่เป้าเพ้อฝันที่กดดันตัวเองจนเครียด แล้วเป้านี้จะกระตุ้นให้เราพัฒนาไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความสำเร็จได้”

เมื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาทำในชีวิต หมอแอร์บอกว่า ไม่ว่าจะในสนามไตรกีฬาหรือสนามธุรกิจ ก็ล้วนมีช่วงเวลาที่เขาท้อถอย และพักสายตาจากเส้นชัยไปบ้าง แต่โชคดีที่เขามีกำลังใจล้นหลาม

กีฬาทำให้เขามองเห็นความสำคัญของครอบครัว ครอบครัวที่ทำให้หันกลับมาโฟกัสที่เส้นชัยได้ตามเดิม

“สมมติเราทำงาน เราเหนื่อย เราเจอปัญหา แม้ครอบครัวจะช่วยแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ เพราะเขาไม่มีความรู้ความสามารถตรงนี้ แต่เขาให้กำลังใจเรา ซัพพอร์ตเราตลอด ผมคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะสถาบันครอบครัวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเล่นกีฬา ทำงาน หรือทำอะไรก็ตาม

“อย่างตอนแข่งไตรกีฬา ต่อให้ซ้อมมาเต็มที่แล้ว มันก็จะมีความเหนื่อย ความท้อ ความเมื่อย เวลาเป็นแบบนี้เราจะนึกถึงภาพเส้นชัยที่มีภรรยาและลูกรอรับ แล้วเราจะฮึดขึ้นมาได้อีก เราอยากเข้าเส้นชัยตรงนั้นให้ได้ อยากเห็นรอยยิ้มของพวกเขา ที่ผ่านมาเราขอเวลาครอบครัวมาซักซ้อม แล้วครอบครัวก็สนับสนุน ดังนั้นโมเมนต์ตอนจบที่มีภรรยาและลูกมารับที่เส้นชัย แล้วก็ดีใจไปกับเรา มันเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดแล้ว”

หมอแอร์ หมอแอร์

บทเรียนที่ 3

“เด็กที่เล่นกีฬาเขาได้เอ็นดอร์ฟิน เขาเลยมีความสุข”

บทบาทที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือบทบาทในฐานะคุณพ่อของน้องเอว่า เด็กน้อยวัยอนุบาลที่มีความรักในกีฬาไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด

“เราชอบเล่นกีฬา ก็เลยอยากปลูกฝังให้เขาเล่นกีฬา โดยใช้ความสนุกของกีฬามายั่วให้เขาเล่นตั้งแต่เด็ก” หมอแอร์เล่าย้อน “อย่างตอน 6 เดือนก็ให้ลองว่ายน้ำ ให้ใส่ห่วงยางลอยเฉยๆ จนคุ้นเคย พอโตมาหน่อย 2 – 3 ขวบก็วิ่ง พอสัก 4 ขวบก็เตะบอลได้ เขาเริ่มจริงจังและสนุกไปกับมัน จนเขาติดกีฬาไปเลย”

โดยปัจจุบันหนูน้อยนักกีฬาวัย 6 ขวบเป็นเด็กที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ “เขาเติบโตสมวัย เจ็บป่วยน้อย แล้วก็เป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงโคตร ไม่รู้ร่าเริงอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ) แล้วเขาก็มีความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน”

นอกจากนี้แพทย์หนุ่มบอกว่ายังมีผลพลอยได้ที่น่าชื่นใจตามมาอีก ในเมื่ออยากเล่นกีฬา น้องเอว่าจึงต้องหัดแบ่งเวลาของตัวเอง ซึ่งคุณพ่อก็คอยแอบมองอยู่ห่างๆ “เวลากลับมาถึงบ้านเขาจะทำการบ้านก่อนเลย พอทำการบ้านเรียบร้อยแล้วก็จะไปเล่น”

และเรื่องที่ทำให้เราฟังแล้วรู้สึกอึ้งคือ น้องเอว่าชอบเล่นกีฬามากจนถึงขั้นไปร่วมแข่งขัน IRONKIDS หรือไตรกีฬาสำหรับเด็ก ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อปีที่แล้ว

“ตอนนั้น 5 ขวบ เขาก็ไปแข่งเอาสนุก ว่ายน้ำ 25 เมตร ปั่นจักรยานใกล้ๆ แล้วก็วิ่ง แต่ก็ถือว่าใหม่สำหรับเขาเพราะไม่เคยลงแข่งมาก่อน” คุณพ่อลูกหนึ่งเล่า “ตอนนี้เริ่มโตแล้ว รู้เรื่องแล้ว เขาก็ชอบ เมื่อเดือนสองเดือนก่อนก็เพิ่งไปแข่งไตรกีฬาครั้งที่ 2 แต่จริงๆ เขาจะแข่งหรือไม่แข่งก็แล้วแต่เขา ผมอยากให้เขามองกีฬาเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า ปลูกฝังเขาว่ากีฬาก็เหมือนการกิน การทำงาน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“อย่างแต่ก่อนเราเคยชวนเขาว่าวันนี้จะเล่นอะไรดี ตอนนี้กลายเป็นว่าเขามาชวนเราไปเล่นเองแล้ว ผมว่าเขาเล่นกีฬาแล้วก็ได้เอ็นดอร์ฟินเหมือนผู้ใหญ่นั่นแหละ เขาเลยแจ่มใส ไปโรงเรียนก็อยากไป มีการบ้านก็ชอบทำ เขามีความสุขกับทุกอย่างที่เขาทำ”

หมอแอร์

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

ชายหนุ่มร่างเล็กในชุดนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้เต็มยศที่อยู่ตรงหน้าเราคือ ‘เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์’ ผู้กำกับที่มีดีกรีเป็นถึงนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติ คว้าเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุด ณ ประเทศญี่ปุ่น ได้สำเร็จ

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและยินดีที่ทีมจากประเทศไทยสามารถคว้าชัยกีฬาประเภทนี้ ทั้งที่นี่อาจไม่ใช่กีฬาที่นิยมแพร่หลายในบ้านเรา แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้น คือเรื่องราวของชายหนุ่มที่พร่ำบอกว่าตัวเองเลือกกีฬาผิดประเภทและทำอะไรไม่เก่งสักอย่าง แต่กลับมีผลงานและรางวัลมากมายจากกีฬา ที่เขามีทั้งพรแสวงและพรสวรรค์มาตั้งแต่วัยเด็ก ใครจะเชื่อว่าเขาสามารถวิ่งได้เลยตั้งแต่ครั้งแรกที่ใส่รองเท้าโรลเลอร์เบลด

จากเด็กหนุ่มที่หลงรักการเล่นโรลเลอร์เบลดและการเล่นฮอกกี้แบบบ้านๆ โดยใช้ด้ามไม้ถูพื้นเล่นกับลูกเทนนิส วันหนึ่งพ่อได้พาเขาไปเล่นไอซ์สเก็ตครั้งแรก ด้วยความตัวเล็กและว่องไวของเขาที่ฉายแววจนเข้าตานักไอซ์ฮอกกี้รุ่นพี่ ทำให้เขาก้าวเข้าสู่วงการนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้และติดทีมชาติไทย

ทุกวันนี้ เจโตเล่าว่าเขาต้องพยายามแบ่งสัดส่วนในชีวิตให้ดีทั้งการเล่นไอซ์ฮอกกี้และการเป็นเจ้าของบริษัทโปรดักชันเฮาส์ 888 CREATIONS เพื่อจริงจังกับการทำงานหลักและยังสามารถหาโอกาสเล่นกีฬาที่เขารักได้ โดยไม่ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทำทั้งสองอย่างให้ออกมาดีที่สุด

เรานัดพบกัน ณ พื้นที่อุณหภูมิไม่กี่องศา เพื่อฟังเขาเล่าถึงบทเรียนที่ได้รับมาจากกีฬาบนลานน้ำแข็ง

บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
บทเรียนที่ 1

สอนให้เป็นเพื่อนกับความกดดัน”

ตั้งแต่เริ่มคุยกับเจโต คำที่เราได้ยินบ่อยคือ ‘ความเร็ว’

ชายหนุ่มบอกว่า ความเร็วเป็นสิ่งที่ควบคุมยากและทำให้เกิดความกดดันมากที่สุดเมื่ออยู่ในการแข่งขันบนลานน้ำแข็ง

“ด้วยความที่ไอซ์ฮอกกี้เป็นกีฬาที่เร็วมาก เกมจะไหลไปอย่างรวดเร็ว มีอารมณ์เกิดขึ้นหลากหลาย ทั้งโกรธ ดีใจ เสียใจ เราต้องพยายามตั้งสติให้ดีและใจเราต้องเข้าไปอยู่ในเกมตลอด ต้องดูคู่ต่อสู้ด้วยว่าเค้าจะไปทางไหน หรือเราต้องรับแรงอัดอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าระหว่างการแข่งขันเราจะเจออะไรบ้าง”

ซึ่งเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญและรับมือในชีวิตจริงคงไม่แตกต่างจากในสนามมากนัก สำหรับงานหลักที่เขาทำก็เป็นงานที่มีความกดดัน ต้องแข่งขันกับความเร็วในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ และต้องทำงานร่วมกับคนหลากหลายรูปแบบ แต่ชายหนุ่มก็สามารถนำวิธีการตั้งสติ ฝึกสมาธิ แบบเดียวกับที่ใช้ตอนแข่งกีฬามารับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าในชีวิตจริงได้ไม่ยาก

“เราต้องรู้จักรับมือกับความกดดัน การที่เราเครียดเกินไป ใช่ว่าจะทำออกมาได้ดี” ชายหนุ่มกล่าวอย่างคนที่รู้จักตัวเองดีพอสมควรหลังจากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุดที่เขาต้องเผชิญกับภาวะที่กดดันตัวเองมากเกินไป จนอาจเป็นส่วนหนึ่งทีทำให้ทีมพลาดชัยชนะ

“หลังจากครั้งนั้นทำให้รู้ตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราเครียดไป จนต้องเปลี่ยนมาวิเคราะห์และทำความเข้าใจว่าลิมิตของตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วทำออกมาให้ได้ดีที่สุด สนุกกับเกมและโมเมนต์นั้นให้มากกว่าที่จะเครียดกับตัวเองว่าเราต้องไม่พลาด เราต้องชนะแค่นั้น”

บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
บทเรียนที่ 2

สอนให้เรียนรู้จากความผิดพลาด”

กีฬาไม่ได้สอนแค่ให้รู้จักแพ้ชนะ แต่สอนให้เจโตเรียนรู้จากความผิดพลาด

ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาสมัครเล่น มืออาชีพ หรือทีมชาติ ทุกคนล้วนต้องเคยผ่านความพ่ายแพ้มาแล้วทั้งนั้น แม้จะเป็นช่วงที่ทำให้รู้สึกหมดหวัง แต่มันก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะไม่ผิดพลาดซ้ำอีก

“ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำถูกเสมอไป ตอนที่แพ้มันก็ทำให้เราต้องกลับมาวิเคราะห์ตัวเองว่าทำไมถึงแพ้ แล้วเราจะปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างไรบ้าง เหมือนเป็นการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เรียนรู้ที่จะแพ้และแก้ไข กีฬาไอซ์ฮอกกี้มันทำให้อารมณ์เราขึ้นตลอดเวลา เพราะมันต้องกระทบกระทั่งกัน ถ้าเราไม่รู้จักแพ้ จะทำให้ภาพรวมของทั้งทีมเสียไปหมด”

เจโตเล่าว่านักกีฬาไอซ์ฮอกกี้อาจมีกระทบกระทั่งกันระหว่างแข่งขัน แต่ช่วงหลังเขาเริ่มตระหนักถึงการเล่นด้วยสมองมากกว่าจะเน้นใช้กำลังเข้าห้ำหั่น ทำให้ทีมมีสมาธิอยู่ในเกมและควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น

“เราได้เรียนรู้คำว่าแพ้ชนะ แพ้ก็ไม่เป็นไร มันเป็นแค่เกม หรือถ้าเราทำอะไรผิดพลาดไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากจะทำครั้งต่อไปให้ดีกว่าเดิม”

ชายหนุ่มเล่าถึงบทเรียนอย่างคนที่เข้าใจความผิดพลาดอย่างแท้จริง

บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
บทเรียนที่ 3

กีฬาที่เล่นเป็นทีมช่วยให้เราเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม”

นอกจากจะกีฬาจะสอนให้คุ้นเคยกับความกดดันแล้ว กีฬาที่เล่นเป็นทีมยังเป็นครูพิเศษสอนให้เราเข้าใจการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมด้วย

กีฬาไอซ์ฮอกกี้ประกอบด้วยผู้เล่น 5 คนและประตู 1 คน ซึ่งแต่ละคนจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป โดยทุกคนต้องเข้าใจแผนการเล่นและคอยสนับสนุนกันเพื่อทำให้เกิดทีมเวิร์กที่ดี

“จริงๆ ทุกคนในทีมไอซ์ฮอกกี้สามารถสลับกันเล่นได้ ทุกคนจะต้องมีทักษะในการรุก รับ และการทำประตู อยู่แล้ว ด้วยตัวผู้เล่นที่มีแค่ 5 คน มันต้องวิ่งกันทั่วลานอยู่แล้ว ถ้ากองหลังขึ้นไปข้างหน้า กองหน้าก็ต้องวิ่งย้อนลงมาข้างหลังเพื่อซัพพอร์ต เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเชื่อมั่นในตัวเองและทีมก่อน แล้วตัดสินใจว่าใครจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานั้นที่เราส่งลูกไปให้แล้วเขาจะรับได้”

เจโตเล่าว่าความเชื่อมั่นในทีมนั้นถูกนำมาปรับใช้ในการทำงานโปรดักชันเฮาส์ของเขาได้ดี การเป็นเจ้าของบริษัทครั้งแรก ทำให้ชายหนุ่มต้องเรียนรู้การบริหารจัดการผู้คนในทีมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“เราไม่เคยเป็นเจ้านายหรือลูกน้องใครมาก่อน เคยทำแต่งานของตัวเอง พอวันหนึ่งมีทีมก็ต้องแบ่งตัวเองออกไปทำในส่วนของการจัดการคนมากขึ้น ต้องรู้ว่าคนไหนสามารถทำอะไรได้ แล้วเราจะกระจายงานไปให้ใครได้บ้าง รวมถึงต้องจัดสรรเวลาในการทำงานให้เหมาะสมด้วย เหมือนที่เราต้องตัดสินใจในระหว่างเล่นฮอกกี้ร่วมกับคนในทีม”

เราสัมผัสได้และมีอารมณ์ร่วมกับพลังของบทเรียนนี้ที่เขาเล่า เพราะในชีวิตจริง การมีทีมที่ดีคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่นำเราไปสู่ความสำเร็จ และความเชื่อมั่นในทีมน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การวิ่งด้วยใบมีดบนลานน้ำแข็งสุดหฤโหดนี้ไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป

“การมีทีมเวิร์กที่ดี คอยช่วยเหลือกัน มันก็ทำให้ผลงานของเราดีขึ้น อย่างเราเป็นลูกคนเดียว พอมาแข่งไอซ์ฮอกกี้ก็ทำให้มีเพื่อนๆ และพี่น้องในทีมเป็นเหมือนคนในครอบครัว เวลาแพ้ก็ช่วยกระตุ้นและให้กำลังใจกัน หรือตอนที่ชนะได้เหรียญทองที่เอเชียนเกมส์ เรากระโดดลงไปกองทับกอดกันทั้งทีมสิบกว่าคน มันตื้นตันจนบรรยายไม่ถูก”

นี่คือความรู้สึกที่ชายหนุ่มหาไม่ได้จากที่ไหน เป็นความรู้สึกที่ทำให้ความหนาวเหน็บบนลานน้ำแข็งกลับอบอุ่นขึ้น และเป็นบนลานน้ำแข็งนั้นเองที่ทำให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนต่างๆ ที่มันจะติดตัวเขาไปแม้ในวันที่เดินออกจากลานอันหนาวเย็นแห่งนี้

บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
บทเรียนท่ามกลางความหนาวเหน็บจากลานน้ำแข็งของ เจโต-ปณิธิ นวสมิตวงศ์
ขอขอบคุณสถานที่ ลานสเก็ตน้ำแข็ง
[email protected] Rama9

Writer

ชนากานต์ วงศ์บรรเจิดแสง

ศิษย์เก่าเอกวารสารฯ ที่ยังสนุกกับการเล่าเรื่อง เขียนบทความ ทำงานผ่านเน็ต และเที่ยวเตร็ดเตร่ เริ่มรักเขามากกว่าทะเล แต่รักการเทเบียร์มากเท่าเดิม

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load