The Cloud X MILO

นอกจากบทบาทคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจแล้ว ชายตรงหน้ายังเป็นหนึ่งในนักไตรกีฬาชาวไทย 30 คนที่สามารถพิชิต DATEV Challenge Roth 2016 การแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็กซึ่งมีระยะทางรวมกว่า 225 กิโลเมตร ณ ประเทศเยอรมนี ได้สำเร็จ

หรือจะกล่าวว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญทั้งหัวใจของมนุษย์และหัวใจของไตรกีฬาก็ไม่ผิดนัก

นอกจากนั้น นายแพทย์อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘หมอแอร์’ ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Avarin Multisport Store ร้านขายอุปกรณ์กีฬานำเข้า และอีกบทบาทสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้บทบาทไหนๆ คือคุณพ่อของ ‘เอว่า’ สาวน้อยผู้เป็นที่มาของชื่อร้าน และเขายังปลูกฝังกีฬาให้กับลูกสาวตั้งแต่ยังแบเบาะ

เรานัดพบกันในบ่ายวันหนึ่งเพื่อฟังเขาเล่าถึงหัวใจของไตรกีฬาที่ค้นพบ และบทเรียนที่ได้รับจากการว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง

หมอแอร์

บทเรียนที่ 1

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพ”

เรานั่งลงคุยกับคุณหมอซึ่งอยู่ในชุดไตรกีฬา บทสนทนากว่าชั่วโมงยืนยันสมมติฐานของเราที่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จในเกือบทุกบทบาทของเขาจะเป็นอะไรได้ ถ้าไม่ใช่กีฬา

“ถ้าไม่รู้จักกีฬา การแบ่งเวลาของผมคงยังไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม” ชายหนุ่มเริ่มเล่า “เมื่อก่อนผมใช้เวลากับอะไรที่ไม่มีประโยชน์ค่อนข้างเยอะ บางทีมีเวลาว่างก็จะเสียเวลาไปกับการดูมือถือ ดูเฟซบุ๊ก ดูคลิป เลยต้องพยายามตั้งลิมิตเวลา”

เมื่อชายหนุ่มได้รู้จักและหลงรัก ‘ไตรกีฬา’ ซึ่งประกอบไปด้วยกีฬา 3 ชนิด ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง วิถีชีวิตของเขาจึงเปลี่ยนไปโดยปริยาย

“คือเราถูกลิมิตเวลาด้วยการซ้อมก่อนเลย ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องซ้อม เพราะซ้อมอย่างไรก็แข่งได้อย่างนั้น มันไม่มีคำว่าฟลุก”

หมอแอร์เล่าว่า ระยะเวลา 3 เดือนก่อนแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็ก เขาต้องซักซ้อมอย่างหนัก โดยต้องระมัดระวังไม่ให้เวลาซักซ้อมไปเบียดเบียนเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับความรับผิดชอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ คนไข้ หรือครอบครัว นั่นจึงกลายเป็นที่มาของตารางเวลาที่เขาอนุญาตให้ตัวเองซ้อมเพียงตอนเช้าก่อนทำงาน ตอนเย็นหลังเลิกงาน และช่วงกลางวันของวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะอีกอย่างเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการจัดลำดับความสำคัญ

“ไตรกีฬาทำให้ผมรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญกว่า สิ่งใดสำคัญรองลงมา อย่างเวลาทำงานบริษัทก็ต้องคิดว่าจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี เพราะมันมีผลกระทบต่อคนอื่น ต่อคนหมู่มาก”

หมอแอร์

บทเรียนที่ 2

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ไตรกีฬาช่วยให้แพทย์หนุุ่มตระหนักก็คือความสำคัญของการซักซ้อมและการเรียนรู้

“ถ้าเทียบกับชีวิตจริง ผมคิดว่าการซ้อมมันเหมือนกับการหาความรู้เพิ่ม ถ้าอยากเก่งไตรกีฬาก็ต้องซ้อมเยอะขึ้นๆ ส่วนถ้าอยากเก่งทำงาน ทำธุรกิจ ก็ต้องหาความรู้ด้านที่ตัวเองสนใจเพิ่ม ด้านที่คิดว่าจะพัฒนาตัวเราได้ เราต้องลับสมองตลอดเวลา อ่านเพิ่ม ลองฝึก ลองทำ ลองบิด ไม่ใช่ทำงานเป็นรูทีนอย่างเดียว”

เขาว่า เหมือนดังที่เราตั้งเป้าว่าจะพาตัวเองไปถึงเส้นชัยของไตรกีฬา

“กีฬาสอนให้เราโฟกัสเป็น และสอนให้เราทำให้ได้ตามเป้าหมาย มันเลยทำให้เรารู้จักตั้งเป้าหมายในการทำงานด้วย โดยเราต้องตั้งเป้าที่เป็นไปได้ ไม่ใช่เป้าเพ้อฝันที่กดดันตัวเองจนเครียด แล้วเป้านี้จะกระตุ้นให้เราพัฒนาไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความสำเร็จได้”

เมื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาทำในชีวิต หมอแอร์บอกว่า ไม่ว่าจะในสนามไตรกีฬาหรือสนามธุรกิจ ก็ล้วนมีช่วงเวลาที่เขาท้อถอย และพักสายตาจากเส้นชัยไปบ้าง แต่โชคดีที่เขามีกำลังใจล้นหลาม

กีฬาทำให้เขามองเห็นความสำคัญของครอบครัว ครอบครัวที่ทำให้หันกลับมาโฟกัสที่เส้นชัยได้ตามเดิม

“สมมติเราทำงาน เราเหนื่อย เราเจอปัญหา แม้ครอบครัวจะช่วยแก้ไขตรงนี้ไม่ได้ เพราะเขาไม่มีความรู้ความสามารถตรงนี้ แต่เขาให้กำลังใจเรา ซัพพอร์ตเราตลอด ผมคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะสถาบันครอบครัวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเล่นกีฬา ทำงาน หรือทำอะไรก็ตาม

“อย่างตอนแข่งไตรกีฬา ต่อให้ซ้อมมาเต็มที่แล้ว มันก็จะมีความเหนื่อย ความท้อ ความเมื่อย เวลาเป็นแบบนี้เราจะนึกถึงภาพเส้นชัยที่มีภรรยาและลูกรอรับ แล้วเราจะฮึดขึ้นมาได้อีก เราอยากเข้าเส้นชัยตรงนั้นให้ได้ อยากเห็นรอยยิ้มของพวกเขา ที่ผ่านมาเราขอเวลาครอบครัวมาซักซ้อม แล้วครอบครัวก็สนับสนุน ดังนั้นโมเมนต์ตอนจบที่มีภรรยาและลูกมารับที่เส้นชัย แล้วก็ดีใจไปกับเรา มันเป็นอะไรที่สำคัญที่สุดแล้ว”

หมอแอร์ หมอแอร์

บทเรียนที่ 3

“เด็กที่เล่นกีฬาเขาได้เอ็นดอร์ฟิน เขาเลยมีความสุข”

บทบาทที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือบทบาทในฐานะคุณพ่อของน้องเอว่า เด็กน้อยวัยอนุบาลที่มีความรักในกีฬาไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด

“เราชอบเล่นกีฬา ก็เลยอยากปลูกฝังให้เขาเล่นกีฬา โดยใช้ความสนุกของกีฬามายั่วให้เขาเล่นตั้งแต่เด็ก” หมอแอร์เล่าย้อน “อย่างตอน 6 เดือนก็ให้ลองว่ายน้ำ ให้ใส่ห่วงยางลอยเฉยๆ จนคุ้นเคย พอโตมาหน่อย 2 – 3 ขวบก็วิ่ง พอสัก 4 ขวบก็เตะบอลได้ เขาเริ่มจริงจังและสนุกไปกับมัน จนเขาติดกีฬาไปเลย”

โดยปัจจุบันหนูน้อยนักกีฬาวัย 6 ขวบเป็นเด็กที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ “เขาเติบโตสมวัย เจ็บป่วยน้อย แล้วก็เป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงโคตร ไม่รู้ร่าเริงอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ) แล้วเขาก็มีความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน”

นอกจากนี้แพทย์หนุ่มบอกว่ายังมีผลพลอยได้ที่น่าชื่นใจตามมาอีก ในเมื่ออยากเล่นกีฬา น้องเอว่าจึงต้องหัดแบ่งเวลาของตัวเอง ซึ่งคุณพ่อก็คอยแอบมองอยู่ห่างๆ “เวลากลับมาถึงบ้านเขาจะทำการบ้านก่อนเลย พอทำการบ้านเรียบร้อยแล้วก็จะไปเล่น”

และเรื่องที่ทำให้เราฟังแล้วรู้สึกอึ้งคือ น้องเอว่าชอบเล่นกีฬามากจนถึงขั้นไปร่วมแข่งขัน IRONKIDS หรือไตรกีฬาสำหรับเด็ก ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อปีที่แล้ว

“ตอนนั้น 5 ขวบ เขาก็ไปแข่งเอาสนุก ว่ายน้ำ 25 เมตร ปั่นจักรยานใกล้ๆ แล้วก็วิ่ง แต่ก็ถือว่าใหม่สำหรับเขาเพราะไม่เคยลงแข่งมาก่อน” คุณพ่อลูกหนึ่งเล่า “ตอนนี้เริ่มโตแล้ว รู้เรื่องแล้ว เขาก็ชอบ เมื่อเดือนสองเดือนก่อนก็เพิ่งไปแข่งไตรกีฬาครั้งที่ 2 แต่จริงๆ เขาจะแข่งหรือไม่แข่งก็แล้วแต่เขา ผมอยากให้เขามองกีฬาเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า ปลูกฝังเขาว่ากีฬาก็เหมือนการกิน การทำงาน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“อย่างแต่ก่อนเราเคยชวนเขาว่าวันนี้จะเล่นอะไรดี ตอนนี้กลายเป็นว่าเขามาชวนเราไปเล่นเองแล้ว ผมว่าเขาเล่นกีฬาแล้วก็ได้เอ็นดอร์ฟินเหมือนผู้ใหญ่นั่นแหละ เขาเลยแจ่มใส ไปโรงเรียนก็อยากไป มีการบ้านก็ชอบทำ เขามีความสุขกับทุกอย่างที่เขาทำ”

หมอแอร์

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

Més que un club

ผมเจอประโยคนี้อยู่ที่หน้าสนาม Camp Nou ของสโมสรบาร์เซโลน่า แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประโยคภาษาอังกฤษ ผมจึงยอมรับตามตรงว่าไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่คิดว่าคงเป็นประโยคที่มีความหมายสำคัญไม่น้อย เพราะผมเห็นประโยคเดียวกันอีกครั้งเมื่อเก้าอี้บนอัฒจันทร์เรียงกันเป็นประโยคนี้

ประโยคนี้สำคัญอย่างไร คือสิ่งที่ค้างคาใจเมื่อแรกเห็น

 

Més que un club

 

นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางมาเยือนเมืองบาร์เซโลน่า

แม้ขณะที่ไปเยือนบรรยากาศของเมืองจะยังคงคุกรุ่นด้วยประเด็นการแบ่งแยกดินแดนของแคว้นกาตาลุญญา แต่บนท้องถนนในเมืองยังคงสงบและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนเตือนด้วยความหวังดีก่อนออกเดินทาง สถาปัตยกรรมฝีมือ Antoni Gaudí (อันตอนี เกาดี) ในเมืองยังคงล้นหลามไปด้วยนักท่องเที่ยว

ครั้งนี้ผมเดินทางมาพร้อมน้องๆ 4 คนที่ได้รับคัดเลือกในโครงการไมโล ฟุตซอล 2017 Road to Barcelona ให้มาเรียนรู้ทักษะฟุตบอลที่สโมสรบาร์เซโลน่า ประกอบด้วยยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พหรมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง โดยมีอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล เดินทางมาดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนั้นยังมีอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่างโค้ชหรั่งชาญวิทย์ ผลชีวิน, โค้ชหมีรักษ์พล สายเนตรงาม เฮดโค้ชของทีมฟุตซอลอันดับ 1 ของไทยอย่างทีมพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี และ โค้ชหนึ่ง-อนุพงษ์ พลศักดิ์ อดีตนักฟุตซอลทีมชาติไทย ร่วมทริปมาด้วยกัน

ระหว่างเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังบาร์เซโลน่า มีนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยออกอาการตื่นเต้นเมื่อได้เจอกับเด็กๆ ทั้งสี่

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประโยค ‘ROAD TO BARCELONA’ ที่สกรีนอยู่บนหลังเสื้อสีเขียวที่น้องๆ สวมใส่ และธงชาติไทยที่ปักอยู่บริเวณอกข้างซ้าย

ระหว่างนั่งรอเครื่องบินออกเดินทาง ผมถือโอกาสชวนคุณอนุพงศ์หรือพี่พงศ์ของน้องๆ คุยถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ ซึ่งเขาว่าทั้งหมดต้องย้อนกลับไปยังความเชื่อดั้งเดิมของแบรนด์ไมโลที่ว่า Sport is a great teacher

“เราเชื่อว่ากีฬาทำให้คนเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นว่าต้องเล่นกีฬาเป็นสายอาชีพก็ได้ ขอแค่เล่นกีฬา กีฬาทำให้เรารู้จักความอดทน การก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง ซึ่งพวกนี้เป็นบทเรียนชีวิตที่หนังสือเขียนได้ แต่สอนไม่ได้ มันต้องสัมผัสเองผ่านการเล่นกีฬา” คุณพงศ์ย้อนเล่า

ผมเห็นด้วยกับเขา ใครที่เติบโตมากับกีฬาย่อมเห็นตรงกันว่า กีฬาให้อะไรมากกว่าที่คิดและมอบบทเรียนอันยิ่งใหญ่มากกว่าที่คาด

ผมนึกถึงนักเตะในสโมสรบาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเป็นลิโอเนล เมสซี่, อันเดรส อิเนียสต้า, เคราร์ด ปิเก้ และนักเตะคนอื่นๆ ที่เลือกฝากชีวิตไว้กับกีฬาตั้งแต่วัยเยาว์ พวกเขาได้อะไรจากกีฬาหรือประสบความสำเร็จในชีวิตแค่ไหนคงไม่ต้องเสียเวลาสาธยายให้เสียเวลา

หากใครเคยอ่านชีวประวัติของดาวเตะที่ดีที่สุดในโลกชาวอาร์เจนติน่าอย่างเมสซี่ ย่อมรู้ว่าชีวิตเขามีทุกวันนี้ได้ด้วยกีฬาล้วนๆ

จากเด็กที่มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนการเจริญเติบโตบกพร่อง วันนี้เขากลายเป็นนักฟุตบอลขวัญใจอันดับหนึ่งของกองเชียร์บาร์เซโลน่า

FC Barcelona

“ถ้าเรามองประเทศไทยในช่วง 20 – 30 ปี ที่ผ่านมา เด็กๆ ที่เล่นกีฬาอย่างจริงจังต่อเนื่องน้อยลง เด็กบ้านเราถูกเลี้ยงมาให้เรียนหนังสืออย่างเดียว เพราะว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต ทำให้เขาหาเงินได้ ซึ่งที่ผ่านมามันพอจะมีข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป การเรียนอย่างเดียวอาจจะทำให้เรียนเก่ง แต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นคนหรือผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้ มันมีสิ่งสำคัญอย่างอื่นด้วย ผมว่าพ่อแม่จึงเริ่มปรับตัว เริ่มหันมาเลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการรอบด้านมากขึ้น ไมโลก็อยากที่จะให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าการเล่นกีฬาไม่ได้เป็นอุปสรรคของการเรียน แต่การเล่นกีฬานี่แหละเป็นตัวเสริมให้เขาเติบโตไปได้ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงกลับมาทุกอย่างที่ไมโลทำ”

นั่นเป็นที่มาที่ไปที่ทำให้สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างไมโลและบาร์เซโลน่าจับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพกันโดยไม่ได้แค่หวังผลเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เพื่อทำบางสิ่งที่มีคุณค่าและยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการหว่านเมล็ดพันธุ์ความเชื่อความฝันทางด้านการเล่นกีฬาให้กับเด็กๆ และผู้ปกครอง

“เรากับบาร์เซโลน่ามีความเชื่อเหมือนกันเรื่องของการเล่นกีฬา เชื่อว่ากีฬาสามารถสร้างให้คนมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้นได้ คือการที่สโมสรฟุตบอลเป็นพาร์ตเนอร์ชิพกับแบรนด์มันเป็นไปได้ อาจจะอยากได้ความนิยมของนักเตะเขา แต่สิ่งที่ไมโลทำค่อนข้างแตกต่าง เรามีสิ่งทีจะทำมากมาย แต่สำหรับปีแรกสิ่งที่จับต้องได้คือเราคุยกันว่า ไมโลแต่ละประเทศทั่วโลกจะส่งเด็กเข้าไปฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า เพื่อให้เขาได้รับ World-class coaching เรามองว่าเด็กที่แข่งเสร็จแล้วจะได้ไปต่อได้ มีที่ไป”

MILO

วิธีการคัดเลือกเด็กมาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่าเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจ

ผมรู้สึกว่ามันคล้ายรายการเรียลิตี้ไม่น้อย

จากทีมฟุตบอลระดับเยาวชนทั่วประเทศ 704 ทีม จากเด็กหลายพันคน คัดเหลือเพียง 40 คน เพื่อไปเข้าค่ายเก็บตัวที่สโมสรพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี ก่อนจะคัดเหลือเด็กเพียง 4 คนสุดท้าย โดยมีการเชิญโค้ชจากสโมสรบาร์เซโลน่ามาร่วมตัดสิน

“เรารับสมัครทีมจากทั่วประเทศโดยแบ่งเป็น 4 รุ่นอายุ แล้วเราก็คัดทีมที่ชนะของแต่ละภาคมาแข่งขันกันที่กรุงเทพฯ โดยมีแมวมองคอยหาช้างเผือก โดยที่ไม่เกี่ยวกับว่าทีมที่สังกัดจะเข้ารอบสุดท้ายหรือเปล่า แต่ว่าเราคัดกรองจากฝีเท้า จากคุณลักษณะของนักกีฬาที่ดีควรมี เช่น การมีน้ำใจนักกีฬา พร้อมที่จะเรียนรู้ เล่นเป็นทีมได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ถูกเอามาคิดทั้งหมด จนคัดเหลือ 4 คน

“การพาเด็กไปบาร์เซโลน่าไม่ได้ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ เบื้องหลังก็มีคนกว่า 50 ชีวิตที่ช่วยเราอยู่ กระทั่งตอนเข้าแคมป์ที่ชลบุรี มันผ่านอะไรกันมาเยอะมากกว่าจะถึงวันที่เราไปบาร์เซโลน่าได้ แต่วันที่เราได้ไปจริงๆ ผมถือว่าคุ้ม

“แค่ลงจากเครื่องบินก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขา ผมรู้ว่าเด็ก 4 คนดีใจมาก ตั้งแต่ก่อนจะไป ตอนที่เขาประกาศผลแจ๊คกับยูโรก็จะยิ้ม แต่บูมกับเอิร์ธเขาไม่ยิ้มเลยนะ พอไปถามพ่อแม่เขา ถึงรู้ว่าเจ้าบูมพอประกาศวิ่งเข้าห้องน้ำไปร้องไห้นะ เขาดีใจมาก ผมเชื่อว่าลึกๆ เขาอยากไปมาก เขาดีใจมาก แล้วพอได้ไปเขาก็อยากซ้อมตลอด ไม่ได้อยากไปเที่ยวเลย ผมรู้สึกดีที่เขาจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ให้เขาฉุกคิดในแบบที่อยู่เมืองไทยแล้วไม่อาจเห็นได้

“ทั้งหมดนี้คือ journey ของเด็กทั้งสี่” คุณพงศ์เล่าด้วยรอยยิ้ม

ไมโล ฟุตซอล 2017 Road to Barcelona

Més que un club

ผมเจอประโยคนี้อยู่ที่หน้าสนาม Camp Nou ของสโมสรบาร์เซโลน่า แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประโยคภาษาอังกฤษ ผมจึงยอมรับตามตรงว่าไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่คิดว่าคงเป็นประโยคที่มีความหมายสำคัญไม่น้อย เพราะผมเห็นประโยคเดียวกันอีกครั้งเมื่อเก้าอี้บนอัฒจันทร์เรียงกันเป็นประโยคนี้

เมื่อค้นหาจึงรู้ว่าความหมายที่แท้จริงของประโยคดังกล่าวคือ ‘More than a club’

หากแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวก็คือ ‘สโมสรที่เป็นมากกว่าสโสมร’

ซึ่งผมคิดว่าช่วงเวลาที่ผมกับน้องๆ ทั้งสี่ชีวิตอยู่ที่บาร์เซโลน่า จะทำให้ผมเข้าใจความหมายของประโยคนี้อย่างแท้จริงที่ไม่ใช่เพียงคำแปลในพจนานุกรม

 

*อ่านต่อ EPISODE 2 ได้ที่นี่

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load