เอาล่ะ เรามาจัดอันดับ Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนังกันเถอะ!

อันดับที่ 5 สัตว์ที่พ่นน้ำลายเป็นกรด

แน่นอน ถ้าพูดถึงสัตว์ประหลาดในหนังที่สามารถพ่นน้ำลายเป็นน้ำกรดสีเขียว ๆ ได้ ท่านอาจจะนึกถึงตัวเอเลียน หรือ Xenomorph จากภาพยนตร์เรื่อง Alien ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งถ้าท่านคิดแบบนั้น ท่านจำผิดเหมือนกับผม

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

เอเลี่ยนมันมีเลือดเป็นกรดต่างหากเล่าเฟ่ย! เออว่ะ ตอนแรกที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ ผมก็ดันเอาฉากน้ำลายเยิ้มย้อยของมัน ไปจำผสมกับฉากที่มีของเหลวสีเขียวพุ่งจากแผล แล้วไม่ว่าของเหลวนั้นจะพุ่งกระฉูดไปโดนอะไร มันก็จะกัดรุนแรงมาก ถ้าโดนหน้าก็หน้าเละละลาย ขนาดโดนเหล็ก เหล็กยังควันขึ้นฟู่แล้วกลายเป็นรูโบ๋เลย

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

สรุปแล้ว เอเลียนไม่ได้พ่นน้ำลายเป็นกรด แค่มีเลือดเป็นกรด ซึ่งสัตวแพทย์เสนอแนะว่าให้มันกินน้ำด่างเยอะ ๆ เพื่อช่วยรักษาสมดุลร่างกายไม่ให้เป็นมะเร็ง จะอย่างไรก็ตาม สัตว์อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือเจ้าไดโนเสาร์แผงคอในเรื่อง Jurassic Park ซึ่งชื่อของมันคือไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus) ในชีวิตจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามันมีพฤติกรรมยังไง แต่ในหนังจินตนาการไว้ว่ามันจะจู่โจมด้วยการพ่นน้ำกรดเหนียว ๆ ใส่หน้าคนที่เข้าใกล้

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

ใครจะไปคิดว่าสัตว์ที่ทำใกล้เคียงกับแบบนี้ในชีวิตจริงคือ อัลปาก้า

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

น้อนอัลปาก้าที่หน้าตาน่ารักใสซื่อนี่แหละ มีพฤติกรรมป้องกันตัวโดยการถุยน้ำลายใส่ศัตรู ซึ่งบ่อยครั้งน้ำลายนี้จะไม่ใช่น้ำใส ๆ ธรรมดา แต่จะมีการขย้อนหญ้าที่ย่อยแล้วออกมาปนด้วย ทำให้มีลักษณะเป็นเมือกสีเขียว และก็เนื่องจากเป็นของเหลวที่ขย้อนออกมาจากกระเพาะ เลยทำให้มีกรดปนออกมาด้วยเต็ม ๆ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
สภาพแขนคนที่โดนอัลปาก้าพ่นใส่
ภาพ : aubreyoaksalpacas.com

สรุปสัตว์ที่พ่นน้ำกรดสีเขียวใส่ศัตรูไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นอัลปาก้า

ให้ตายเถอะ… ข้อมูลเพิ่มเติมบอกด้วยว่าพวกเครือญาติของมันเช่นอูฐหรือลามะก็มีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกัน (ลามะที่เป็นสัตว์นะ ไม่ใช่ลามะธิเบต) คือชอบขากถุยใส่หน้าคนที่เข้ามาชมว่ามันนั่ลล๊าคคค ในยูทูบมีคลิปทำนองนี้ให้ชมเพื่อความบันเทิงอยู่มากมาย ลองเสิร์ชดูได้

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าเป็นในธรรมชาติ อัลปาก้าหรือลามะตัวเมียมักจะถุยน้ำลายใส่ตัวผู้ที่เข้ามาตื๊อเยอะเกินแล้วมันไม่ชอบ ส่วนถ้าเป็นในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับ Sexual Harassment ทั้งสองเพศก็มักจะถ่มถุยใส่กันเวลาทะเลาะวิวาททั่วไป เช่น แย่งอาหาร เหม็นขี้หน้า ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือก่อนจะถุยมันมักจะมีท่าเตือนก่อน คือเชิดหน้าขึ้น แล้วทำหูลู่ไปข้างหลัง เห็นอย่างนี้คือมันเริ่มไม่พอใจแล้ว หลบได้หลบก่อน แต่ต้องหลบให้ไกลพอสมควรด้วยนะ เพราะว่ากันว่ามันถุยได้ไกลเป็น 10 ฟุต แถมแม่นด้วย โชคดีอยู่อย่างตรงที่มันโหลดกระสุนช้า ไม่สามารถยิงรัว และเจ้าตัวเองก็ไม่อยากใช้อาวุธนี้บ่อยด้วย เพราะขย้อนน้ำย่อยออกมาแต่ละทีก็เหมือนกับคนสำรอกกรดไหลย้อน ทั้งแสบคอ ทั้งรสชาติไม่พึงประสงค์ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

แหม่ พอพูดถึงพฤติกรรมพ่น ๆ เลยนึกถึงสัตว์อื่นได้อีกเยอะเลย งั้นไม่จัดอันดับ Top 5 ต่อแล้ว เปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้แทนดีกว่า

เมื่อพูดถึงสัตว์พ่นน้ำ อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือปลาเสือพ่นน้ำ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพ : Kim Taylor / naturepl.com

สมัยเด็ก ผมมีความทรงจำที่ดีกับมันมาก ในวัยมัธยมต้น พ่อสอนให้ผมหัดเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมเริ่มหลงใหลในธรรมชาติและเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์

ตอนนั้น หนึ่งในปลาที่พ่อเลือกให้เลี้ยงแล้วผมชอบมากก็คือปลาเสือพ่นน้ำ พ่อบอกว่าสมัยพ่อเด็ก ๆ เห็นเยอะแยะตามป่าชายเลนที่อยู่รอบบ้านพ่อ ผมรู้สึกมหัศจรรย์มากกับการที่มันล่าแมลงซึ่งเกาะอยู่ตามรากไม้กิ่งไม้บนบกได้ โดยอาศัยวิธีพ่นน้ำใส่ราวกับสไนเปอร์ที่เล็งยิงมาจากต่างมิติ ครั้งหนึ่งผมอยากเห็นพฤติกรรมนี้กับตาบ้าง เลยไปจับแมลงวันมาปล่อยเข้าไปในตู้ของตัวที่เลี้ยงไว้ ปรากฏว่าน้องเสือพ่นน้ำใส่แมลงวันจริงๆ ! แต่ช็อตที่ตามมาก็คือมันกระโดดพุ่งขึ้นมาจะฮุบแมลงวันที่กำลังร่วง แล้วปรากฏว่าฝาตู้ปลามันเตี้ยไปนิด น้องเสือเลยหัวโขกเข้าจัง ๆ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เล่นแบบนั้นกับมันอีก

ด้วยพฤติกรรมพ่นน้ำของมัน ปลาเสือเลยเป็นที่นิยมในหมู่นักวิจัย มีบางคนฝึกให้มันพ่นน้ำใส่เฉพาะวัตถุที่มีรูปทรงบางอย่าง บ้างศึกษาความแม่นยำของมันในการยิงเป้าเคลื่อนที่ บ้างดูว่ามันจะเรียนรู้และปรับปรุงทักษะจากการดูเพื่อนยิงได้ไหม แต่ที่เด็ดสุดผมว่าน่าจะเป็นงานวิจัยที่ฝึกให้มันจดจำใบหน้ามนุษย์ แล้วพ่นน้ำใส่เฉพาะหน้าบางคนเท่านั้น

เช่นสมมติเป็นหน้านายยี หลังจากผ่านการฝึกมาแล้ว ไม่ว่าหน้านายยีจะปรากฏขึ้นพร้อมกับหน้านายยูน นายยัม หรือนายยวน หรือจะสลับตำแหน่งกันยังไง ปลาเสือก็จะเลือกพ่นใส่แต่หน้านายยีคนเดียวรัว ๆ ด้วยอัตราความถูกต้องสูงถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกครั้งที่มันเลือกถูกก็จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นอาหาร

ที่น่าทึ่งเข้าไปใหญ่คือ เมื่อมีการเปลี่ยนองศาจากหน้าตรงเป็นหน้าก้ม หน้าเงย หรือหน้าหันข้างในแบบที่มันไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อน ปลาเสือก็ยังเลือกพ่นใส่หน้านายยีได้อย่างถูกต้องอยู่ดี แสดงให้เห็นความสามารถการประมวลภาพและหมุนรูปทรง 3 มิติในหัว เทียบเคียงกับมนุษย์ ลิง และนก ทั้งที่สถาปัตยกรรมสมองของมันเป็นคนละแบบกันเลย

ไอ้งานวิจัยจำหน้านี่ ผมแอบเชียร์ให้เขาทดลองโดยการเอาอาสาสมัครที่เป็นคนจริง ๆ มายืนเรียงหน้าให้ปลาพ่นน้ำใส่ คงจะฮาไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเพียงโชว์รูปจากจอคอมพิวเตอร์ให้มันเลือกเท่านั้น ดูคลิปได้ที่นี่

จะอย่างไรก็ตาม ท่านนำผลวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เองได้ ด้วยการเอารูปหน้าเพื่อนบางคนให้ปลาเสือที่บ้านดูประกอบกับสอนให้มันพ่นน้ำใส่ หลังจากนั้นจึงเชิญเพื่อนคนนั้นมาเที่ยวชมตู้ปลาที่บ้าน แล้วสังเกตและบันทึกผลการทดลอง

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพจากงานวิจัยสอนให้ปลาเสือพ่นน้ำจำหน้าคน
ภาพ : doi.org/10.1016/j.anbehav.2018.09.002

ในวัยที่เติบโตขึ้นมาอีกหลายหน่อย นั่นคือระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโท ผมได้มีโอกาสไปเข้าค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลที่ภูเก็ต แล้วได้ประสบพบรักกับสัตว์ที่ป้องกันตัวเองโดยการพ่นอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือปลิงทะเล

ปลิงทะเลที่กำลังหากินอย่างรีแลกซ์จะอยู่ในสภาพอ่อนหยุ่น ย้วยย้อยเล็กน้อย แต่เมื่อโดนลูบคลำ มันจะเริ่มตื่นตัว และแข็งเกร็ง ความดันในตัวจะเพิ่มขึ้น สักพักเริ่มพ่นน้ำปี๊ด ๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะระเบิดเมือกเหนียวสีขาวออกมาเป็นยวงใยใหญ่โต

บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อนปีนั้น ผมชวนเพื่อนผองผู้ชายห้าหกคนไปถ่ายคลิปเพื่อการศึกษากันที่ชายหาด ให้แต่ละคนจับปลิงมาถือกันไว้คนละตัว ในระดับตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นรูดปลิงขึ้นลง ๆๆๆ จนกระทั่งมันแข็งตัวและพ่นเมือกสีขาวออกมาอย่างเร้าใจ ผมนำวิดิโอนี้ไปตัดต่อใส่เพลงสวนสยาม ตึด ตึด ตึด ตื๊น ตืน ตื่นนน… สมัยนั้นยังไม่มี TikTok ขอบคุณพระเจ้า ไม่เช่นนั้นพวกผมอาจจะกลายเป็นคนดังไปแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

สุดท้ายคลิปนั้นได้แค่ถูกถ่ายทอดลงวีซีดี แล้วส่งต่อให้น้อง ๆ ที่เข้าค่ายรุ่นถัด ๆ ไปได้เอาไว้ศึกษาดูธรรมชาติ เพื่อนที่อยู่ในคลิปนั้นทุกวันนี้ แต่ละคนก็น่าจะก้าวหน้าในอาชีพการงานจนเป็นใหญ่เป็นโตกันไปหมดแล้ว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าในฮาร์ดดิสก์ของผมยังคงมีคลิปนี้ซุกซ่อนอยู่ และสามารถเก็บไว้แบล็กเมลพวกเขาได้ทุกเมื่อ ในยามที่ค่าต้นฉบับไม่พอยาไส้

เอาจริง ๆ หากมีโอกาสได้เจอปลิงอีกผมคงไม่ไปเล่นกับมันแบบนั้นแล้ว เพราะสงสาร สิ่งที่มันพ่นออกมาเพื่อป้องกันตัวไม่ใช่แค่น้ำลายเหนียว ๆ น่ารัก ๆ ที่พ่นจากปาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ที่เบ่งทะลักออกมาจากรูตูด แถมเบ่งแรงจนรูตูดฉีกขาดอีกด้วย แน่นอน ทั้งหมดนี้เยียวยาได้ ไม่ใช่ความเสียหายถาวร แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าหากมันเจอภัยอันตรายระหว่างนั้น ก็อาจจะเสียท่าเพลี่ยงพล้ำได้ สู้เก็บไว้ให้มันใช้พ่นใส่ศัตรูจริง ๆ ดีกว่า ปลาหรือปูที่มาตอดปลิงอาจจะโดนใยเหนียวสีขาวนี้หนึบติดปาก หรือไม่ก็มัวแต่ไปสนใจใยที่พ่นออกมา จนตัวปลิงมีเวลาคลานหนีเอาชีวิตรอด เช่นเดียวกับคอนเซ็ปต์ของหางจิ้งจกนั่นเอง

ปลิงทะเลป้องกันตัวเองโดยการพ่นใยเหนียว ๆ สีขาว
ภาพ : Pierre Pouliquin / Flickr

เอาล่ะ สุดท้ายสำหรับวันนี้ เราจะไม่พูดถึงกิ้งก่าที่พ่นเลือดเป็นลำออกจากลูกกะตาได้ แต่เราจะจบกันด้วยพืชพ่นน้ำ

ผมลองเสิร์ชเน็ตเล่น ๆ ว่าในโลกนี้มีพืชที่ได้ชื่อว่า Spitting Plant หรือพืชถุยน้ำลายบ้างมั้ย ปรากฏว่ามีจริง ๆ วัทเดอะ! ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Anneslea fragrans และที่พีกคือมันเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แถวบ้านเรานี่เอง มีชื่อไทยด้วยเรียกว่า ‘สารภีป่า’

ตามคำบอกเล่าของนักพฤกษศาสตร์ ตรงกลางดอกของต้นสารภีป่าที่ว่าจะมีโครงสร้างลักษณะเป็นเหมือนกระเปาะอะไรสักอย่างที่มียอดเป็นท่อชี้แหลมออกมา ดอกนี้จะปล่อยกลิ่นหอมรัญจวน ล่อมวลหมู่ภมรให้มาดอมดม ซึ่งพอภมรดอมดมไปเรื่อย ๆ จนโดนตรงปลายท่อ การสัมผัสก็จะไปกระตุ้นกลไกบางอย่างภายในดอก คล้าย ๆ กับเวลาเราเอานิ้วแตะใบไมยราบ ดอกสารภีป่าจะพ่นน้ำสีเหลืองใส่หน้าภมร ปิ๊ด… ซึ่งน้ำนี้ก็คือน้ำเกสรตัวผู้นั่นเอง

รายละเอียดว่าพ่นแรงขนาดไหน เยอะขนาดไหน ภมรหน้าเยิ้มขนาดไหน ข้าพเจ้ายังหาข้อมูลไม่เจอเลย และพยายามหาวิดีโอตอนพ่นดูก็ไม่มีด้วย มีแต่ภาพนิ่งที่นักพฤกษศาสตร์สาธิตกระตุ้นให้น้ำสีเหลืองนั้นหยดแหมะใส่มือตัวเอง

ดอกสารภีป่า Anneslea fragrans กับน้ำเกสรตัวผู้ที่พ่นออกมา
ภาพ : talkingplants.blogspot.com

ในธรรมชาติคาดว่าภมรที่โดนน้ำนี้เข้าไป ก็น่าจะบินต่อไปดอมดมดอกถัดไปตามประสา แล้วก็นำเกสรตัวผู้ของดอกที่แล้วติดไปผสมกับตัวเมียของดอกใหม่ด้วยโดยปริยาย เป็นวัฏจักรให้กำเนิดชีวิตเด็กน้อยสารภีต้นเล็ก ๆ สืบต่อไป ขึ้นเพลงไลอ้อนคิง

จากสัตว์พ่นน้ำลาย สู่พืชพ่นน้ำรัก

โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะแยะ จนมิอาจจัดอันดับได้

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

หมายเหตุ – คอลัมน์เมฆนมหายไปนาน เพราะผู้เขียนมัวแต่ติดพันงานอื่นเยอะแยะมากมายก่ายกองสารพัดสารพันอิรุงตุงตุ้มมะรุมตุมนังไปหมด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาและจังหวะสมาธิพอที่จะละเมียดเขียนตอนใหม่ ด้วยฉะนี้แล้วจึงขอหยิบยืมผลงานเก่าของตัวเองที่เคยตีพิมพ์ในเว็บ Open Online เมื่อปี 2007 มาเผยแพร่ใหม่อีกครั้งก็แล้วกัน หวังว่าสาธุชนจะยังได้รับสาระบันเทิงจากเรื่องนี้อยู่ และถ้าชอบ ขอแนะนำให้ไปฟังเรื่องไคเมร่าต่อได้ในรายการ WiTcast ep 10.2 นะขอรับ

เป็นไปได้มั้ยครับ ที่ใครคนสักคนหนึ่งจะเป็นพ่อของหลานตัวเอง? หรือเป็นป้าของลูกตัวเอง? (ตอนเขียนบทความนี้ ผมยังไม่เคยดู Game of Thrones)

แล้วลองนึกภาพดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดว่า ครึ่งหนึ่งของสเปิร์มในอัณฑะ (หรือไข่ในรังไข่) ของคุณ ไม่ได้เป็นของตัวคุณเอง แต่กลับเป็นของพี่ชายคุณหรือน้องสาวคุณเอามาฝากไว้?

ทั้งหลายที่ว่ามา ถ้าเป็นในคนก็คงจินตนาการได้ยากโขอยู่… แต่ถ้าเป็นในตัวมาร์โมเส็ทแล้วล่ะก็ ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ 

‘มาร์โมเส็ท’ (Marmoset) เป็นลิงตัวเล็ก ๆ ประเภทหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนแถวอเมริกาใต้ (หรือแถวตลาดจตุจักรก็หาได้เหมือนกัน) ดูผิวเผินพวกมันก็หน้าตาเหมือนลิงธรรมดา ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดมาก ทว่าเมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ มาร์โมเส็ทกลับแฝงไว้ซึ่งความพิศดารอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปกติทั่วไป เริ่มต้นชีวิตด้วยเซลล์เดียว จากนั้นจึงค่อย ๆ แบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เป็น 4 เซลล์ เป็น 16 เป็น 32 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง สมมติว่าถ้าเป็นคน เมื่อโตเต็มที่ก็จะมีเซลล์รวมทั้งหมดถึงประมาณ 100,000,000,000,000 (100 ล้านล้าน) เซลล์ เป็นตัวเลขที่เยอะกว่าจำนวนดวงดาวทั้งหมดในกาแล็กซี่ของเราซะอีก! (กาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 2 แสนล้านดวง) แต่ไม่ว่าจะมีเซลล์เยอะแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วบรรดาเซลล์พวกนี้ทุก ๆ เซลล์ก็จะยังมีรหัสดีเอ็นเอที่เหมือนกันทั้งหมด จะไม่ให้เหมือนได้ยังไงล่ะครับ ในเมื่อมันต่างก็ก็อปปี้ ๆ ต่อ ๆๆๆ กันมาจากเซลล์เริ่มต้นเซลล์เดียวกัน ซึ่งก็คือเจ้าเม็ดเซลล์ดั้งเดิมที่ได้มาจากการรวมตัวกัน ระหว่างไข่ของแม่กับสเปิร์มของพ่อนั่นเอง

เช่นนี้แล้วก็หมายความว่า หากคุณไปก่ออาชญากรรมที่ไหนสักแห่งแล้วเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันไม่สำคัญหรอกว่าเซลล์ที่คุณได้ทำหล่นเอาไว้จะเป็นเซลล์ผิวหนัง เซลล์ลำไส้เล็ก เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์รากขนจมูก เซลล์เยื่อบุทวารหนัก หรือเซลล์ส้นเท้าอะไรก็แล้วแต่ ทุก ๆ เซลล์ล้วนมีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันทั้งหมด บรรจุรหัสพันธุกรรมฉบับเดียวกันเอาไว้ทั้งหมด ตำรวจนำเซลล์ชนิดไหนก็ได้ไปใช้ในการระบุตัวตนของคุณ หรือจะให้เว่อร์ยิ่งขึ้น ขอเพียงคุณฮัดชิ่วใส่กระดาษสักแผ่น หรือแค่เช็ดตูดด้วยทิชชูสักใบ (เอาแบบสาก ๆ นะ) นักวิทยาศาสตร์ก็เก็บเอาเศษเซลล์พวกนี้ไปโคลนนิ่งออกมาเป็นคุณคนใหม่ได้ทั้งคน โดยไม่ยากเย็นแต่อย่างใด (ในทางทฤษฎี)

สรุป เซลล์ทุกเซลล์มีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันหมด และรหัสดีเอ็นเอชุดนั้น ไม่ว่าจะมาจากเซลล์ไหน มันก็คือ ‘ตัวตน’ เพียงหนึ่งเดียวทางพันธุกรรมของคุณ สรุปให้ง่ายขึ้นอีก สมมติรหัสพันธุกรรมของคุณเขียนว่า ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ คุณไปดูที่เซลล์ไหนในตัวคุณ มันก็จะเขียน ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ เหมือนกันหมด ในขณะที่ถ้าคุณไปดูของคุณป้าสมจิตข้างบ้าน ของแกก็จะเขียนเหมือนกันหมดทุกเซลล์เช่นกัน แต่อาจจะเขียนต่างไปจากคุณ คือเป็น ‘ฮุมบารูฮันบันบารัม’ แทน โดยปกติในสัตว์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในคนหรือในชนิดไหน ๆ เรื่องราวก็จะเป็นประมาณนี้ทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏว่าในมาร์โมเส็ท มันไม่ใช่แฮะ

ในลิงมาร์โมเส็ท คุณแม่มักจะให้กำเนิดลูกแฝด 2 เสมอ แฝดในที่นี้ไม่ใช่แฝดแบบที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่เป็นแฝดแบบคนละไข่กัน ก็คือเป็นเสมือนพี่น้องที่แค่เกิดมาร่วมครรภ์ในเวลาเดียวกันเฉย ๆ เรื่องแปลกไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกครับ เพราะว่าขนาดในคน แฝดคู่ไม่เหมือน หรือ Unidentical Twins (เรียกอีกอย่างว่า Fraternal Twins) ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ทว่าในมาร์โมเส็ทนั้น มันจะมีปรากฏการณ์ที่พิเศษมาก ๆ อย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือในวันที่ 18 – 20 หลังจากตัวอ่อนคู่แฝดทั้งสองได้รับการปฏิสนธิ รกของพวกมันจะค่อย ๆ เริ่มเติบโตมาผสานรวมกัน จนเกิดเป็นท่อที่เชื่อมโยงตัวอ่อนทั้งสอง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างกันและกันได้ เซลล์จากแฝดพี่อาจโยกย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ฝั่งตัวอ่อนน้อง ขณะเดียวกัน เซลล์แฝดน้องก็อาจจะอพยพข้ามไปปะปนอยู่กับเซลล์ของตัวอ่อนพี่ได้! 

โอวว นึกภาพอะไรดีล่ะครับ นึกถึงนาฬิกาทรายที่ตั้งเอาไว้แนวนอนก็แล้วกัน ในกระเปาะแก้วฝั่งหนึ่งมีทรายสีขาว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งมีทรายสีดำอยู่ เทกลับไปกลับมาสัก 2 – 3 รอบ ฝั่งดำก็จะได้ทรายสีขาวไปปนอยู่ปริมาณหนึ่ง ส่วนฝั่งขาวก็จะได้ทรายสีดำเข้ามาแทรกด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนพี่น้องมาร์โมเส็ทก็เป็นประมาณนี้แหละครับ และหลังจากช่วงแลกเปลี่ยนเซลล์ผ่านไป ตัวอ่อนแต่ละตัวยังคงต้องแบ่งเซลล์ต่ออีกหลายรอบ คุณลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่า พอโตขึ้นมา ตัวตนทางพันธุกรรมของพวกมันจะออกมาเป็นยังไง

ผลลัพธ์ที่ได้ หากคุณนำมาร์โมเส็ทโตเต็มที่มาสักตัวหนึ่ง เจาะเลือดหรือถอนขนมันออกมาตรวจดู คุณจะไม่ได้พบแค่เซลล์ที่บรรจุพันธุกรรมของตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่จะพบเซลล์ที่บรรจุรหัสพันธุกรรมพี่น้องฝาแฝดของมันผสมผสานอยู่ด้วย! เท่ากับว่ามาร์โมเส็ทตัวนั้นเป็นทั้งตัวมันเองและทั้งพี่น้องของมันด้วยในเวลาเดียวกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มาร์โมเส็ทมีตัวตนในระดับพันธุกรรมถึง 2 ตัวตนในร่างเดียว! ในทางวิทยาศาสตร์ เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ว่า Genetic Chimera หรือ ไคเมร่าพันธุกรรม

ไคเมร่า มาจากชื่อสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างสัตว์หลาย ๆ ชนิด มีหัว 3 หัว หัวหนึ่งเป็นสิงโต อีกหัวหนึ่งเป็นมังกร ส่วนอีกหัวหนึ่งเป็นแพะ ในทางพันธุกรรม ภายนอกสัตว์ที่เป็นไคเมร่าจะมีหน้าตาเหมือนสัตว์ปกติธรรมดาทั่วไปนี่แหละ มีแต่ในระดับเซลล์เท่านั้นที่เป็นส่วนผสมระหว่างสัตว์มากกว่า 1 ตัวเข้าด้วยกัน

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แวดวงวิทย์รู้มานานแล้วล่ะครับว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าในเลือด หมายถึงว่าเม็ดเลือดมันมีปนเปทั้งที่เป็นเซลล์ของตัวเองและเซลล์ที่ได้มาจากพี่น้องฝาแฝดด้วย แต่เมื่อปี 2007 เพิ่งมีการค้นพบว่า ระบบอื่น ๆ ในร่างกายของมันก็เป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ผลการวิจัยโดยทีมของ ดร. คอรินน่า รอสส์ (Corinna Ross) แห่งมหาวิทยาลัยเนบราสก้า สาขาลินคอล์น (University of Nebraska at Lincoln) ระบุว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าแทบจะทั้งตัวเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นมากเป็นน้อยนั้นแล้วแต่อวัยวะ ยกตัวอย่างเช่น ในม้ามหรือในตับ อาจจะประกอบไปด้วยเซลล์ที่มาจากฝาแฝดถึงประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ถ้าเป็นอวัยวะอย่างผิวหนังหรือสมอง อาจจะพบเซลล์ของฝาแฝดปะปนอยู่แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ไคเมร่าในมาร์โมเส็ทที่พบนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตับ ไต ไส้พุง ปอด ม้าม เลือด หัวใจ ผิวหนัง หรือสมองเท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายเกินเลยไปจนถึงระดับเซลล์สืบพันธุ์ด้วย! นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าว่ากันตามนี้ก็คือ มาร์โมเส็ทตัวผู้ตัวหนึ่งที่คุณเห็นกำลังเดิน ๆ ชิลล์ ๆ อยู่บนต้นไม้เนี่ย ไม่เพียงแต่มีสเปิร์มของตัวเองอยู่ในอัณฑะของมันเท่านั้น แต่ยังคอยพกพาสเปิร์มของพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของมันอีกจำนวนหนึ่งติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา!

เท่ากับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มาร์โมเส็ทหนุ่มตัวนี้ไปมีเมียมีลูก ลูกที่เกิดมาอาจจะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง (ตามผลวิจัยค้นพบว่าเป็นประมาณ 1 ใน 3) ที่จะได้รับสืบทอดพันธุกรรมของพี่น้องฝาแฝดของมันไปแทน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ อาจถือกำเนิดมาจากสเปิร์มของคุณลุง แทนที่จะเกิดมาจากสเปิร์มของพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่คุณแม่ก็ไม่ได้เคยไปมีชู้กับพี่ชายของสามีมาก่อน จากมุมมองของคุณพ่อ ลูกที่เกิดมาอาจจะไม่ใช่ลูก แต่อาจจะเป็นหลานของตัวเอง มาร์โมเส็ท 2 ตัว อาจจะเป็นทั้งพี่น้องกัน และเป็นลูกพี่ลูกน้องกันด้วยในเวลาเดียวกัน

เอาเถอะ ประเดี๋ยวไว้ค่อยมางงเรื่องครอบครัวมาร์โมเส็ทกันต่อละกันนะครับ ตอนนี้ขอเปลี่ยนเรื่องไปดูในคนมั่งดีกว่า ว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาบ้าง มันจะเป็นยังไง

ปรากฏว่าในคนเราเนี่ย ก็มีปรากฏการณ์ไคเมร่าเกิดขึ้นบ้างเหมือนกันครับ แต่ว่า นานน้านนจะพบเป็นข่าวขึ้นมาสักที ไม่ได้เกิดเป็นอาจิณเหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท

เรื่องแรก ลิเดีย แฟร์ชาลด์ (Lydia Fairchild) คุณแม่ลูก 3 ประสบปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็เลยไปสมัครขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากหน่วยงานรัฐ ตามกฎคาดว่า ยิ่งมีบุตรธิดาจำนวนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งมีสิทธิในการขอรับเงินได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการโกง (เผื่อประเดี๋ยวไปเอาลูกใครไม่รู้มาอ้าง) เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีการขอตรวจดีเอ็นเอดูให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าเป็นแม่กับลูกกันจริงหรือเปล่า ไม่อย่างงั้นก็จะอนุมัติให้ไม่ได้ ตรงจุดนี้ คุณลิเดียแกก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เข้ารับการตรวจไปตามเรื่อง แต่ปรากฏว่าผลตรวจที่ออกมามันช่างน่าเซอร์ไพรซ์นัก

ผลดีเอ็นเอระบุว่า เด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นพี่น้องกันจริง และเป็นลูกของสามีคุณลิเดียจริง แต่กลับไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของตัวแกเอง… คุณลิเดียแกก็เถียงบอก มันจะไม่ใช่ได้ยังไงฟะ ก็คลอดออกมาจากท้องตัวเองชัด ๆ แล้วจะให้เป็นลูกคนอื่นไปได้ยังไง!?

อย่างไรก็ตาม ทางการเขาก็ไม่สนล่ะครับ ถือว่าว่ากันตามผลดีเอ็นเอเป็นหลัก คุณลิเดียเลยโดนข้อหาต้องสงสัย ว่าไปลักพาตัวลูกคนอื่นมาแอบอ้าง ซึ่งในกรณีนี้รัฐมีสิทธิที่จะจัดการยึดตัวเด็ก ๆ ไปดูแลแทนได้ คุณลิเดียแกเจอแบบนี้เข้าก็ฉุนกึก รีบไปค้นหาหลักฐานรูปถ่ายตอนท้อง สูติบัตร ใบรับรองจากหมอสูติฯ ต่าง ๆ นานาเอามายืนยัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง ขนาดทนายเองก็ไม่มีเจ้าไหนยอมรับทำคดีความ เพราะในชั้นศาลแล้ว หลักฐานดีเอ็นเอถือว่าเป็นเสมือนสิ่งศักสิทธิ์ จะไปเถียงยังไงก็ไม่มีทางชนะได้

ในที่สุด ด้วยความอับจนปัญญา ลิเดียจึงเริ่มคิดวางแผนจะพาลูกหนี แต่ทว่าพอดี๊พอดี เรื่องทั้งหมดกลับได้รับการคลี่คลายซะก่อนด้วยความฟลุ๊กแบบสุด ๆ คือในระหว่างช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่นั้นเอง คุณลิเดียแกก็เกิดท้องขึ้นมาอีกรอบ (ยังอุตส่าห์มีอารมณ์อีกนะ) และในการตั้งครรภ์ครั้งนี้เอง ทางรัฐได้จ้างเจ้าหน้าที่ศาลให้มาติดตามบันทึกรายละเอียดทุกอย่าง คือถึงขั้นเข้าไปรอในห้องทำคลอดด้วย แล้วพอเด็กเด้งออกมาปุ๊บ ก็รีบเก็บตัวอย่างเซลล์นำไปตรวจดีเอ็นเอในทันที ผลการตรวจสอบออกมาปรากฏว่า ในทางพันธุกรรม เด็กคนนี้ก็ยังไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของลิเดียอยู่ดี! 

ฟังดูบ้าดีแท้ มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ก็คลอดกันให้ดูเห็น ๆ! จากเหตุการณ์ที่เกิด ทำให้ทางศาลเริ่มฉุกคิดขึ้นมามากขึ้น อืมม ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าที่ผ่านที่ผ่านมาเธออาจจะไม่ได้โกหก แต่ถ้าอย่างนั้นแล้ว มันจะอธิบายได้ว่ายังไงกันล่ะ หรือว่าคุณลิเดียแกอาจจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้คลอดลูกออกมาเป็นลูกคนอื่นได้ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน

ความผิดปกติที่ว่าก็คือปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นแหละครับ ต่อมา มีทนายใจดีและหัวไวคนหนึ่งรับคดีนี้ไปทำ แล้วก็ไปค้นจนเจอเรื่องไคเมร่าในคนเข้า ก็เลยได้พาลิเดียไปตรวจสอบ แล้วก็ยืนยันพบว่าเธอเป็นมนุษย์ไคเมร่าจริง ๆ อย่างที่สงสัย ศาลรับพิจารณาแล้วก็เลยตัดสินให้เรื่องทั้งหมดได้รับการยกฟ้องไปในที่สุด ถือได้ว่าจบลงแบบ Happy Ending นี่โชคยังดีที่ว่าลิเดียเป็นผู้หญิง เลยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเด็กคลอดออกมาจากตัวเธอจริง ๆ 

ถ้าเกิดสมติว่ากลับกัน ลูกตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้วไม่ตรงกับฝ่ายชายขึ้นมาล่ะก็ เรื่องคงวุ่นวายกว่านี้เยอะ ฝ่ายคุณพ่อคงสงสัยทันทีว่าเมียตัวเองต้องไปมีชู้มาแน่ ๆ กว่าจะสืบสาวให้รู้เรื่องได้ว่าสามีเป็นมนุษย์ไคเมร่า มีหวังคงได้หย่าร้างกันไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ในคดีฆ่าข่มขืน ไม่แน่ผู้ชายที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้รับประโยชน์ เพราะรหัสดีเอ็นเอในสเปิร์มจากที่เกิดเหตุอาจจะสืบมาไม่ถึงตัวฆาตกรตัวจริง)

ไคเมร่าในคนเกิดขึ้นได้ยังไงครับ? สันนิษฐานกันว่า อย่างกรณีของลิเดียนี่ จริง ๆ แล้วตอนอยู่ในท้องแม่ เธออาจจะเคยมีฝาแฝดที่เป็นน้องสาวอยู่อีกคนหนึ่ง (แฝดคนละไข่ เหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท) แต่จากนั้นตัวอ่อนของทั้ง 2 คน เกิดการผสมผสานรวมตัวกันกลายเป็นคนคนเดียว ซึ่งก็คือลิเดีย ส่วนน้องสาวของเธอถูกดูดกลืนหายเข้าไปเหลือแค่เป็นเซลล์กระจัดกระจายอยู่ในตัวลิเดียอีกทีหนึ่ง เซลล์ไข่ในรังไข่ของลิเดีย ที่ได้รับการปฏิสนธิจนให้กำเนิดเป็นลูกของเธอออกมา 4 คนนั้น จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดเธอที่ไม่มีโอกาสลืมตามาดูโลกผู้นั้นนั่นเอง

ไคเมร่าเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ค่อนข้างน้อยในมนุษย์ แต่ก็ไม่แน่นะครับ จริง ๆ แล้วมันอาจจะเกิดบ่อยกว่าที่มีรายงานกันก็เป็นได้ เพราะคนเราอยู่ดี ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ จะไปรู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นไคเมร่า ก็มีแต่ต้องเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาก่อนเหมือนคุณลิเดียนั่นแหละ ถึงจะมีโอกาสได้รู้ 

อย่างไรก็ตาม ไคเมร่าที่แสดงออกในลักษณะภายนอก ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันนะ อย่างเช่นบางคน ตาสองข้างสีไม่เหมือนกัน พอไปตรวจถึงได้รู้ว่าเป็นไคเมร่า ผู้ชายอีกรายหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นทองแดง (มีไข่ข้างเดียว) พอไปให้หมอตรวจดู ปรากฏพบว่าข้างในท้องอีกข้างหนึ่งมีรังไข่ของผู้หญิงซ่อนอยู่ สันนิษฐานว่าเจริญมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดที่เคยอยู่ด้วยกันในท้องแม่ แต่ไม่มีโอกาสได้เกิด (ฟังดูหลอนพิลึก)

ผู้หญิงอีกคนชื่อ คุณแม็คเคย์ ไปตรวจเลือดเพื่อจะบริจาคแล้วบังเอิญเจอว่าตัวเองเป็นคนมีเลือด 2 กรุ๊ป คือทั้ง A และ O ปนกัน หมอที่มีความรู้เรื่องไคเมร่าจึงถามคุณแม็คเคย์ว่ามีฝาแฝดหรือเปล่า คุณแม็คเคย์ตกใจมาก และตอบกลับไปว่า เคยมีน้องชายแฝด แต่เขาตายไปแล้วตั้งแต่ตอนอายุ 3 เดือน 

ไม่แน่นะครับ บางทีตัวคุณเอง ก็อาจจะเป็นไคเมร่าด้วยก็ได้ ต่อให้ตอนนี้คุณไม่มีพี่น้องฝาแฝด แต่ใครจะไปรู้ ไม่แน่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคุณอาจจะประกอบขึ้นมาจากเซลล์ของเขาก็เป็นได้… ไม่แน่ ฝาแฝดที่ไม่มีตัวตน อาจจะแฝงเร้นอยู่ในตัวคุณเอง 

เอาล่ะ สุดท้ายนี้กลับมาว่าเรื่องมาร์โมเส็ทกันต่ออีกสักนิดเถอะครับ

มาร์โมเส็ท จริง ๆ แล้วไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องไคเมร่าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะสัตว์สังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองกันดีมาก ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตัวผู้นี่ ถือได้ว่านิสัยดีมาก ๆ เมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ สามีมาร์โมเส็ทจะช่วยเมียตัวเองเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด คอยอุ้มดูแลให้ลูกขี่หลังตลอด ผิดกับพ่อหมา พ่อแมว หรือแม้แต่พ่อลิงอื่น ๆ ซึ่งพอฟันเสร็จแล้วก็มักจะชิ่งอย่างเดียว แล้วไม่ใช่เพียงแค่พ่อเท่านั้น แม้แต่บรรดาญาติ ๆ ป้า ๆ น้า ๆ อา ๆ ลุง ๆ ปู่ย่าตายายมาร์โมเส็ททั้งหลาย พอมีใครมีลูกมีหลานที ก็มักจะมาช่วยกันเลี้ยงช่วยกันอุ้มตลอด เรียกได้ว่าเป็นระบบเครือญาติแบบแน่นแฟ้นมาก ๆ

คุณคอรินน่า รอสส์ เชื่อว่าเอกลักษณ์เรื่องระบบครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกคอยช่วยกันเลี้ยงดูเด็กแบบในมาร์โมเส็ทนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความเป็นไคเมร่าของพวกมันนั่นแหละ สาเหตุเนื่องมาจาก พอเป็นไคเมร่าปุ๊บ ก็เท่ากับว่าแต่ละตัวล้วนมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันมากกว่าปกติ อย่างพี่น้องกัน ธรรมดาแชร์ยีนร่วมกันแค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเป็นไคเมร่า เซลล์ของฉันส่วนหนึ่งก็เป็นของเธอ เซลล์ของเธอส่วนหนึ่งก็เป็นของฉัน มันทำให้ยิ่งกลายเป็นญาติสนิทกันเข้าไปใหญ่ เลยระดับพี่น้องปกติไปอีก แถมถ้าเกิดพี่มีลูก ลูกที่เกิดมาก็อาจจะเป็นลูกของน้องก็ได้ ส่วนลูกที่เกิดกับน้องก็อาจจะเป็นลูกทางพันธุกรรมของพี่ก็ได้เหมือนกัน กลายเป็นว่าใครก็ตามมีลูก ก็ยิ่งช่วย ๆ กันเลี้ยงนั่นแหละดีที่สุด สังคมมันก็เลยออกมาในสภาพแบบว่า ไม่ค่อยมีการแบ่งแยกครอบครัวกันเท่าไหร่ ใครมีอะไรก็ช่วยเหลือกันไปนั่นแหละ จะยังไงก็ญาติ ๆ กันทั้งนั้น เพราะเนื่องมาจากปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นเอง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับ บางครั้งการถ่ายเทเซลล์ระหว่างคู่ฝาแฝดที่เกิดขึ้นในท้องแม่ อาจเกิดแค่ในทิศทางเดียว ยกตัวอย่างเช่น เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท A อาจจะอพยพข้ามไปปนกับตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B แต่ในทางกลับกัน เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B ไม่ได้อพยพข้ามมาปนกับตัวอ่อนของมาร์โมเส็ท A เมื่อการถ่ายเทเกิดขึ้นด้านเดียวแบบนี้ ก็จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ลูกมาร์โมเส็ทตัวหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นไคเมร่า ในขณะที่พี่น้องฝาแฝดของมันอีกตัวหนึ่ง เติบโตขึ้นมาเป็นสัตว์ที่ทุกเซลล์ล้วนมีพันธุกรรมฉบับเดียวเหมือนกันหมดตามปกติ 

ทีมวิจัยทีมเดิมใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลูกตัวหนึ่งเป็นไคเมร่า แต่อีกตัวหนึ่งไม่ได้เป็น พ่อของมันจะแยกแยะความแตกต่างได้หรือไม่ และจะรักตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าอีกตัวหรือไม่

ผลการทดลองออกมาปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พ่อมาร์โมเส็ทให้เวลากับการอุ้มลูกที่เป็นไคเมร่า มากกว่าลูกที่มีพันธุกรรมปกติถึง 2 เท่า! ทำไมคุณพ่อถึงลำเอียง รักลูกที่เป็นไคเมร่ามากกว่า? คุณคอรินน่า อธิบายบอกว่า ในสัตว์พวกลิง มีหลักฐานว่าพ่อแม่สามารถจดจำลูกของตัวเอง โดยอาศัยแยกแยะจากกลิ่น ไม่แน่ ทารกมาร์โมเส็ทที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้เปรียบตรงที่เซลล์ผิวหนังของมันประกอบขึ้นมาจากทั้งเซลล์ของมันเอง และเซลล์ของน้อง (หรือพี่) พอพ่อมาดมเข้า ก็เลยอาจจะได้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นลูก 2 ตัว ทั้งตัวพี่และก็ตัวน้องอยู่ในตัวเดียวกัน เปรียบเสมือนเป็นลูกยกกำลังสอง ซึ่งมีกลิ่นยวนใจชวนให้พ่อรักมากกว่าปกติ ทำนองนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

เคยได้ยินคำกล่าวว่า การค้นพบที่น่าสนใจ บางครั้งก็นำมาซึ่งคำถามเสียมากกว่าคำตอบซะอีก ผมว่ากรณีไคเมร่าในมาร์โมเส็ทนี่เข้าข่ายนั้นเป๊ะ ๆ เลยครับ มันช่างชวนให้ขบคิดซะเหลือเกิน ว่าในโลกของมาร์โมเส็ทนี่ คำว่า ‘ตัวตน’ คืออะไรกันแน่ การเป็นพ่อแม่ลูก เป็นลุงป้าน้าอาหลานเหลนโหลนกันนี่ ตกลงหมายถึงอะไร? และแม้กระทั่ง

แท้จริงแล้ว ความรักคืออะไร

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load