เอาล่ะ เรามาจัดอันดับ Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนังกันเถอะ!

อันดับที่ 5 สัตว์ที่พ่นน้ำลายเป็นกรด

แน่นอน ถ้าพูดถึงสัตว์ประหลาดในหนังที่สามารถพ่นน้ำลายเป็นน้ำกรดสีเขียว ๆ ได้ ท่านอาจจะนึกถึงตัวเอเลียน หรือ Xenomorph จากภาพยนตร์เรื่อง Alien ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งถ้าท่านคิดแบบนั้น ท่านจำผิดเหมือนกับผม

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

เอเลี่ยนมันมีเลือดเป็นกรดต่างหากเล่าเฟ่ย! เออว่ะ ตอนแรกที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ ผมก็ดันเอาฉากน้ำลายเยิ้มย้อยของมัน ไปจำผสมกับฉากที่มีของเหลวสีเขียวพุ่งจากแผล แล้วไม่ว่าของเหลวนั้นจะพุ่งกระฉูดไปโดนอะไร มันก็จะกัดรุนแรงมาก ถ้าโดนหน้าก็หน้าเละละลาย ขนาดโดนเหล็ก เหล็กยังควันขึ้นฟู่แล้วกลายเป็นรูโบ๋เลย

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

สรุปแล้ว เอเลียนไม่ได้พ่นน้ำลายเป็นกรด แค่มีเลือดเป็นกรด ซึ่งสัตวแพทย์เสนอแนะว่าให้มันกินน้ำด่างเยอะ ๆ เพื่อช่วยรักษาสมดุลร่างกายไม่ให้เป็นมะเร็ง จะอย่างไรก็ตาม สัตว์อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือเจ้าไดโนเสาร์แผงคอในเรื่อง Jurassic Park ซึ่งชื่อของมันคือไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus) ในชีวิตจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามันมีพฤติกรรมยังไง แต่ในหนังจินตนาการไว้ว่ามันจะจู่โจมด้วยการพ่นน้ำกรดเหนียว ๆ ใส่หน้าคนที่เข้าใกล้

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

ใครจะไปคิดว่าสัตว์ที่ทำใกล้เคียงกับแบบนี้ในชีวิตจริงคือ อัลปาก้า

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

น้อนอัลปาก้าที่หน้าตาน่ารักใสซื่อนี่แหละ มีพฤติกรรมป้องกันตัวโดยการถุยน้ำลายใส่ศัตรู ซึ่งบ่อยครั้งน้ำลายนี้จะไม่ใช่น้ำใส ๆ ธรรมดา แต่จะมีการขย้อนหญ้าที่ย่อยแล้วออกมาปนด้วย ทำให้มีลักษณะเป็นเมือกสีเขียว และก็เนื่องจากเป็นของเหลวที่ขย้อนออกมาจากกระเพาะ เลยทำให้มีกรดปนออกมาด้วยเต็ม ๆ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
สภาพแขนคนที่โดนอัลปาก้าพ่นใส่
ภาพ : aubreyoaksalpacas.com

สรุปสัตว์ที่พ่นน้ำกรดสีเขียวใส่ศัตรูไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นอัลปาก้า

ให้ตายเถอะ… ข้อมูลเพิ่มเติมบอกด้วยว่าพวกเครือญาติของมันเช่นอูฐหรือลามะก็มีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกัน (ลามะที่เป็นสัตว์นะ ไม่ใช่ลามะธิเบต) คือชอบขากถุยใส่หน้าคนที่เข้ามาชมว่ามันนั่ลล๊าคคค ในยูทูบมีคลิปทำนองนี้ให้ชมเพื่อความบันเทิงอยู่มากมาย ลองเสิร์ชดูได้

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าเป็นในธรรมชาติ อัลปาก้าหรือลามะตัวเมียมักจะถุยน้ำลายใส่ตัวผู้ที่เข้ามาตื๊อเยอะเกินแล้วมันไม่ชอบ ส่วนถ้าเป็นในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับ Sexual Harassment ทั้งสองเพศก็มักจะถ่มถุยใส่กันเวลาทะเลาะวิวาททั่วไป เช่น แย่งอาหาร เหม็นขี้หน้า ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือก่อนจะถุยมันมักจะมีท่าเตือนก่อน คือเชิดหน้าขึ้น แล้วทำหูลู่ไปข้างหลัง เห็นอย่างนี้คือมันเริ่มไม่พอใจแล้ว หลบได้หลบก่อน แต่ต้องหลบให้ไกลพอสมควรด้วยนะ เพราะว่ากันว่ามันถุยได้ไกลเป็น 10 ฟุต แถมแม่นด้วย โชคดีอยู่อย่างตรงที่มันโหลดกระสุนช้า ไม่สามารถยิงรัว และเจ้าตัวเองก็ไม่อยากใช้อาวุธนี้บ่อยด้วย เพราะขย้อนน้ำย่อยออกมาแต่ละทีก็เหมือนกับคนสำรอกกรดไหลย้อน ทั้งแสบคอ ทั้งรสชาติไม่พึงประสงค์ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

แหม่ พอพูดถึงพฤติกรรมพ่น ๆ เลยนึกถึงสัตว์อื่นได้อีกเยอะเลย งั้นไม่จัดอันดับ Top 5 ต่อแล้ว เปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้แทนดีกว่า

เมื่อพูดถึงสัตว์พ่นน้ำ อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือปลาเสือพ่นน้ำ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพ : Kim Taylor / naturepl.com

สมัยเด็ก ผมมีความทรงจำที่ดีกับมันมาก ในวัยมัธยมต้น พ่อสอนให้ผมหัดเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมเริ่มหลงใหลในธรรมชาติและเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์

ตอนนั้น หนึ่งในปลาที่พ่อเลือกให้เลี้ยงแล้วผมชอบมากก็คือปลาเสือพ่นน้ำ พ่อบอกว่าสมัยพ่อเด็ก ๆ เห็นเยอะแยะตามป่าชายเลนที่อยู่รอบบ้านพ่อ ผมรู้สึกมหัศจรรย์มากกับการที่มันล่าแมลงซึ่งเกาะอยู่ตามรากไม้กิ่งไม้บนบกได้ โดยอาศัยวิธีพ่นน้ำใส่ราวกับสไนเปอร์ที่เล็งยิงมาจากต่างมิติ ครั้งหนึ่งผมอยากเห็นพฤติกรรมนี้กับตาบ้าง เลยไปจับแมลงวันมาปล่อยเข้าไปในตู้ของตัวที่เลี้ยงไว้ ปรากฏว่าน้องเสือพ่นน้ำใส่แมลงวันจริงๆ ! แต่ช็อตที่ตามมาก็คือมันกระโดดพุ่งขึ้นมาจะฮุบแมลงวันที่กำลังร่วง แล้วปรากฏว่าฝาตู้ปลามันเตี้ยไปนิด น้องเสือเลยหัวโขกเข้าจัง ๆ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เล่นแบบนั้นกับมันอีก

ด้วยพฤติกรรมพ่นน้ำของมัน ปลาเสือเลยเป็นที่นิยมในหมู่นักวิจัย มีบางคนฝึกให้มันพ่นน้ำใส่เฉพาะวัตถุที่มีรูปทรงบางอย่าง บ้างศึกษาความแม่นยำของมันในการยิงเป้าเคลื่อนที่ บ้างดูว่ามันจะเรียนรู้และปรับปรุงทักษะจากการดูเพื่อนยิงได้ไหม แต่ที่เด็ดสุดผมว่าน่าจะเป็นงานวิจัยที่ฝึกให้มันจดจำใบหน้ามนุษย์ แล้วพ่นน้ำใส่เฉพาะหน้าบางคนเท่านั้น

เช่นสมมติเป็นหน้านายยี หลังจากผ่านการฝึกมาแล้ว ไม่ว่าหน้านายยีจะปรากฏขึ้นพร้อมกับหน้านายยูน นายยัม หรือนายยวน หรือจะสลับตำแหน่งกันยังไง ปลาเสือก็จะเลือกพ่นใส่แต่หน้านายยีคนเดียวรัว ๆ ด้วยอัตราความถูกต้องสูงถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกครั้งที่มันเลือกถูกก็จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นอาหาร

ที่น่าทึ่งเข้าไปใหญ่คือ เมื่อมีการเปลี่ยนองศาจากหน้าตรงเป็นหน้าก้ม หน้าเงย หรือหน้าหันข้างในแบบที่มันไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อน ปลาเสือก็ยังเลือกพ่นใส่หน้านายยีได้อย่างถูกต้องอยู่ดี แสดงให้เห็นความสามารถการประมวลภาพและหมุนรูปทรง 3 มิติในหัว เทียบเคียงกับมนุษย์ ลิง และนก ทั้งที่สถาปัตยกรรมสมองของมันเป็นคนละแบบกันเลย

ไอ้งานวิจัยจำหน้านี่ ผมแอบเชียร์ให้เขาทดลองโดยการเอาอาสาสมัครที่เป็นคนจริง ๆ มายืนเรียงหน้าให้ปลาพ่นน้ำใส่ คงจะฮาไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเพียงโชว์รูปจากจอคอมพิวเตอร์ให้มันเลือกเท่านั้น ดูคลิปได้ที่นี่

จะอย่างไรก็ตาม ท่านนำผลวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เองได้ ด้วยการเอารูปหน้าเพื่อนบางคนให้ปลาเสือที่บ้านดูประกอบกับสอนให้มันพ่นน้ำใส่ หลังจากนั้นจึงเชิญเพื่อนคนนั้นมาเที่ยวชมตู้ปลาที่บ้าน แล้วสังเกตและบันทึกผลการทดลอง

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพจากงานวิจัยสอนให้ปลาเสือพ่นน้ำจำหน้าคน
ภาพ : doi.org/10.1016/j.anbehav.2018.09.002

ในวัยที่เติบโตขึ้นมาอีกหลายหน่อย นั่นคือระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโท ผมได้มีโอกาสไปเข้าค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลที่ภูเก็ต แล้วได้ประสบพบรักกับสัตว์ที่ป้องกันตัวเองโดยการพ่นอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือปลิงทะเล

ปลิงทะเลที่กำลังหากินอย่างรีแลกซ์จะอยู่ในสภาพอ่อนหยุ่น ย้วยย้อยเล็กน้อย แต่เมื่อโดนลูบคลำ มันจะเริ่มตื่นตัว และแข็งเกร็ง ความดันในตัวจะเพิ่มขึ้น สักพักเริ่มพ่นน้ำปี๊ด ๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะระเบิดเมือกเหนียวสีขาวออกมาเป็นยวงใยใหญ่โต

บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อนปีนั้น ผมชวนเพื่อนผองผู้ชายห้าหกคนไปถ่ายคลิปเพื่อการศึกษากันที่ชายหาด ให้แต่ละคนจับปลิงมาถือกันไว้คนละตัว ในระดับตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นรูดปลิงขึ้นลง ๆๆๆ จนกระทั่งมันแข็งตัวและพ่นเมือกสีขาวออกมาอย่างเร้าใจ ผมนำวิดิโอนี้ไปตัดต่อใส่เพลงสวนสยาม ตึด ตึด ตึด ตื๊น ตืน ตื่นนน… สมัยนั้นยังไม่มี TikTok ขอบคุณพระเจ้า ไม่เช่นนั้นพวกผมอาจจะกลายเป็นคนดังไปแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

สุดท้ายคลิปนั้นได้แค่ถูกถ่ายทอดลงวีซีดี แล้วส่งต่อให้น้อง ๆ ที่เข้าค่ายรุ่นถัด ๆ ไปได้เอาไว้ศึกษาดูธรรมชาติ เพื่อนที่อยู่ในคลิปนั้นทุกวันนี้ แต่ละคนก็น่าจะก้าวหน้าในอาชีพการงานจนเป็นใหญ่เป็นโตกันไปหมดแล้ว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าในฮาร์ดดิสก์ของผมยังคงมีคลิปนี้ซุกซ่อนอยู่ และสามารถเก็บไว้แบล็กเมลพวกเขาได้ทุกเมื่อ ในยามที่ค่าต้นฉบับไม่พอยาไส้

เอาจริง ๆ หากมีโอกาสได้เจอปลิงอีกผมคงไม่ไปเล่นกับมันแบบนั้นแล้ว เพราะสงสาร สิ่งที่มันพ่นออกมาเพื่อป้องกันตัวไม่ใช่แค่น้ำลายเหนียว ๆ น่ารัก ๆ ที่พ่นจากปาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ที่เบ่งทะลักออกมาจากรูตูด แถมเบ่งแรงจนรูตูดฉีกขาดอีกด้วย แน่นอน ทั้งหมดนี้เยียวยาได้ ไม่ใช่ความเสียหายถาวร แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าหากมันเจอภัยอันตรายระหว่างนั้น ก็อาจจะเสียท่าเพลี่ยงพล้ำได้ สู้เก็บไว้ให้มันใช้พ่นใส่ศัตรูจริง ๆ ดีกว่า ปลาหรือปูที่มาตอดปลิงอาจจะโดนใยเหนียวสีขาวนี้หนึบติดปาก หรือไม่ก็มัวแต่ไปสนใจใยที่พ่นออกมา จนตัวปลิงมีเวลาคลานหนีเอาชีวิตรอด เช่นเดียวกับคอนเซ็ปต์ของหางจิ้งจกนั่นเอง

ปลิงทะเลป้องกันตัวเองโดยการพ่นใยเหนียว ๆ สีขาว
ภาพ : Pierre Pouliquin / Flickr

เอาล่ะ สุดท้ายสำหรับวันนี้ เราจะไม่พูดถึงกิ้งก่าที่พ่นเลือดเป็นลำออกจากลูกกะตาได้ แต่เราจะจบกันด้วยพืชพ่นน้ำ

ผมลองเสิร์ชเน็ตเล่น ๆ ว่าในโลกนี้มีพืชที่ได้ชื่อว่า Spitting Plant หรือพืชถุยน้ำลายบ้างมั้ย ปรากฏว่ามีจริง ๆ วัทเดอะ! ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Anneslea fragrans และที่พีกคือมันเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แถวบ้านเรานี่เอง มีชื่อไทยด้วยเรียกว่า ‘สารภีป่า’

ตามคำบอกเล่าของนักพฤกษศาสตร์ ตรงกลางดอกของต้นสารภีป่าที่ว่าจะมีโครงสร้างลักษณะเป็นเหมือนกระเปาะอะไรสักอย่างที่มียอดเป็นท่อชี้แหลมออกมา ดอกนี้จะปล่อยกลิ่นหอมรัญจวน ล่อมวลหมู่ภมรให้มาดอมดม ซึ่งพอภมรดอมดมไปเรื่อย ๆ จนโดนตรงปลายท่อ การสัมผัสก็จะไปกระตุ้นกลไกบางอย่างภายในดอก คล้าย ๆ กับเวลาเราเอานิ้วแตะใบไมยราบ ดอกสารภีป่าจะพ่นน้ำสีเหลืองใส่หน้าภมร ปิ๊ด… ซึ่งน้ำนี้ก็คือน้ำเกสรตัวผู้นั่นเอง

รายละเอียดว่าพ่นแรงขนาดไหน เยอะขนาดไหน ภมรหน้าเยิ้มขนาดไหน ข้าพเจ้ายังหาข้อมูลไม่เจอเลย และพยายามหาวิดีโอตอนพ่นดูก็ไม่มีด้วย มีแต่ภาพนิ่งที่นักพฤกษศาสตร์สาธิตกระตุ้นให้น้ำสีเหลืองนั้นหยดแหมะใส่มือตัวเอง

ดอกสารภีป่า Anneslea fragrans กับน้ำเกสรตัวผู้ที่พ่นออกมา
ภาพ : talkingplants.blogspot.com

ในธรรมชาติคาดว่าภมรที่โดนน้ำนี้เข้าไป ก็น่าจะบินต่อไปดอมดมดอกถัดไปตามประสา แล้วก็นำเกสรตัวผู้ของดอกที่แล้วติดไปผสมกับตัวเมียของดอกใหม่ด้วยโดยปริยาย เป็นวัฏจักรให้กำเนิดชีวิตเด็กน้อยสารภีต้นเล็ก ๆ สืบต่อไป ขึ้นเพลงไลอ้อนคิง

จากสัตว์พ่นน้ำลาย สู่พืชพ่นน้ำรัก

โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะแยะ จนมิอาจจัดอันดับได้

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

นักเรียนคนหนึ่ง : “ครู ๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันอะ”

ข้อย : “อืม จะเอาคำตอบแบบจริงจังหรือตอบเล่น ๆ ล่ะ”

นักเรียนอีกคนหนึ่ง : “ครู ๆ แล้วคนเรามาจากไหน มาจากลิงจริงหรือเปล่า”

ข้อย : “โอเค ๆ พวกเธอใจเย็นก่อน”

ภารกิจแรกของผมในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คือ การตอบคำถามเด็กนักเรียนมัธยมต้น

เดือนที่แล้ว ทางคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดค่ายยุวชนฯ พาเด็ก ม.1 – 3 ไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่กาญจนบุรี ประเทศไทย ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ตามไปดูแลเด็กด้วย

เช้าวันเดินทาง พวกรุ่นพี่นักศึกษานำน้องเกือบ 50 คน เต้นตะลุ่งตุ้งแช่เพื่อละลายพฤติกรรมกันก่อน ผมเองได้แต่นั่งด้อม ๆ มอง ๆ จ๋อย ๆ อยู่หลังห้อง ครั้นจะไปร่วมเต้นด้วยก็ขวยเขินเกินวัยไปนิดหนึ่ง แถมเป็นอาจารย์ใหม่ ยังไม่รู้จักใคร เลยรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างกับเด็กอนุบาลมาโรงเรียนวันแรกแล้วไม่มีเพื่อน

ในที่สุด ผมก็รวบรวมความกล้าและหาจังหวะเข้าไปแทรกกลางวงเด็ก ๆ เพื่อแนะนำตัว พอเด็กรู้ว่าเป็นอาจารย์สอนชีวะเท่านั้นแหละ คำถามมาเพียบเลย “ครู ๆ ทำไมปีกผีเสื้อถึงมีสี” “ครู ๆ โลกจะแตกจริงหรือเปล่า” เรื่อยมาจนถึงไก่กับไข่ อะไรจะเกิดก่อนกันนะ อิจิบัง เอ้กโรล อิจิบัง เอ้กโรล (ท่อนหลังนี่เด็กไม่ได้ร้อง แต่ลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นเดียวกับผมน่าจะจำได้ บางทีก็อยากลบเมมโมรี่พวกนี้ทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในสมองเหมือนกันนะ เฮ่อ กินอะไร กินอะไร กินอะไรไปกินเอ็มเค)

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : onlinelibrary.wiley.com

อย่างไรก็ตาม พอเด็กรุมถามปุ๊บ ผมสัมผัสได้ถึงความที่เด็กไม่ได้กะจะกวนตีนหรือบูลลี่ผม แต่ถามเพราะสงสัยอยากรู้จริง ๆ เท่านั้นแหละ สปิริตความเป็นครูของผมตื่นเลย

ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันใช่มั้ย

เอาล่ะ ก่อนอื่นพวกเธอต้องเข้าใจก่อนว่า ไก่เนี่ย เป็นไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง แค่นี้เด็กก็อึ้งแล้ว 

“หา ครูว่าไงนะ”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : www.rawpixel.com

“เอ้า ก็ไก่มันเป็นลูกหลานสายตรงที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่ไก่หรอก แต่นกทุกชนิด บรรพบุรุษล้วนเป็นไดโนเสาร์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไดโนเสาร์มาก่อนไก่ถูกมั้ย ทีนี้ถามว่าไดโนเสาร์ออกลูกเป็นอะไร ไข่ใช่มั้ยล่ะ (อย่างน้อย ๆ ก็ตามที่ดูในหนัง Jurassic Park) ดังนั้น ไข่ย่อมมีมาตั้งแต่ก่อนมีไก่แล้ว”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ฟอสซิลตัวอ่อนไดโนเสาร์ในไข่
ภาพ : edition.cnn.com

เอาให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่มีมาตั้งแต่ยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา แม้แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก หรือสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นที่มาก่อนไดโนเสาร์ อย่างต้นตระกูลคุณเข้ คุณเต่า ก็ออกลูกเป็นไข่เหมือนกัน แม้แต่หอยโบราณหรือสัตว์มีเปลือกโบราณระดับ 500 ล้านปีก่อนอย่างพวกไทรโลไบต์ เราก็เจอฟอสซิลว่าออกลูกเป็นไข่ พวกนี้มาก่อนไก่แน่นอน เพราะฉะนั้น คำตอบที่ถูกต้องตามหลักชีววิทยาของคำถามว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ก็ต้องไม่แคล้วเป็นไข่อย่างแน่นอน! ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะคร้าบบบบ!

โอเค เคลียร์ไปหนึ่งคำถาม

ต่อไปเรื่องคนมาจากไหนใช่มั้ย อ้าว ยังไม่ทันได้ตอบ ปรากฏว่าหมดเวลาพักเที่ยงพอดี ทุกคนเลยแยกย้ายกันไปขึ้นรถก่อน โดยมีเด็กคนหนึ่งทิ้งประโยคซึ้งใจไว้ให้ผมว่า “ดีจังครู เดี๋ยวหนูมาถามอีก ปกติหนูสงสัยเรื่องพวกนี้แล้วไม่มีใครให้หนูถามเลย”

เช้าวันรุ่งขึ้น

มีกิจกรรมแหกขี้ตาตื่นมาดูนก

ผมเองเป็นสายชอบก้มหน้าชมธรรมชาติมากกว่าเงยหน้า ก็เลยจะได้เห็นพวกมด แมง แมลง กิ้งกืออะไรต่าง ๆ มากกว่าได้เห็นนก เด็กคนหนึ่งเห็นผมกำลังนั่งยองถ่ายรูปแมลงตัวสีแดง ๆ ก็เลยเข้ามาถาม

“นี่ตัวอะไรอะครับครู”

“น่าจะเป็นมวนชนิดหนึ่งนะ ปากมันจะแหลม ๆ เหมือนเข็มฉีดยา ปกติไว้เจาะดูดน้ำเลี้ยงต้นไม้ แต่นี่เห็นมั้ย ตัวนี้กำลังไล่จิ้มดูดซากแมลงเม่าอยู่”

“แล้วมันมีประโยชน์อะไรครับอาจารย์”

ผมนิ่งอึ้งไปแป๊บหนึ่ง คำถามแนวนี้มาแล้วเหรอ คือส่วนตัวผมจะค่อนข้างมีอคติกับการที่คนไทยชอบพูดว่า สัตว์พืชต่าง ๆ มีคุณค่าก็เพราะมันมีประโยชน์ เสือมีหน้าที่ควบคุมประชากรวัว วัวมีหน้าที่คุมประชากรหญ้า อะไรทำนองนั้น

“มันไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์อะไรก็ได้” ผมตอบเด็กคนนั้นไป “แค่มันมีชีวิตอยู่รอดมาบนโลกนี้มาได้ แค่นี้ก็น่าทึ่งพอแล้ว”

จริง ๆ มันอยู่บนโลกมานานกว่าเราอีกนะ ผมคิดในใจระหว่างยิ้มหล่อให้เด็กคนนั้น ทันใดนั้นเอง เด็กอีกคนที่ถามเรื่องกำเนิดมนุษย์เมื่อวานก็เดินผ่านมาพอดี (คนนี้จำชื่อได้เลย ชื่อ น้องหยก)

“ครู ๆ ตกลงคนมาจากไหนกันแน่ ทำไมครูที่โรงเรียนหนูบอกว่ามาจากปลา ไม่ใช่มาจากลิง”

เอาล่ะ คราวนี้ได้โอกาสตอบจริงจังแล้ว

ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มกล่าว “คนมาจากไหนใช่มั้ย ก็ต้องถามก่อนว่าย้อนกลับไปกี่ปี

“เพราะถ้าย้อนไปแค่ 2 แสนปี คำตอบก็คือ ‘คนมาจากคน’ นี่แหละ แต่เป็นชาวแอฟริกัน ทุกวันนี้ทั้งชาวไทย จีน แขก ฝรั่ง ไม่ว่าจะทวีปไหน ล้วนมีต้นตระกูลเป็น ‘โฮโม เซเปียนส์’ ที่เริ่มออกเดินทางจากแอฟริกา แล้วค่อย ๆ อพยพถิ่นฐาน กระจายเผ่าพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนตอนนี้กลายเป็นชาวต่าง ๆ อยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทุกวันนี้คุณจะมีนมสีอะไร บรรพบุรุษของเราล้วนมีนมดำเหมือนกันหมด (ท่อนหลังนี้ผมแค่คิดในใจ แต่ไม่ได้สอนเด็ก)

“ทีนี้ ถ้าถามย้อนไปไกลกว่านั้นอีก สักประมาณเกือบ 10 ล้านปีก่อน นั่นจะเป็นช่วงที่สายบรรพบุรุษของเราแยกจากสายบรรพบุรุษของชิมแปนซีปัจจุบันพอดี ซึ่งบรรพบุรุษที่ว่านั้นอาจจะไม่ใช่ลิงเสียทีเดียว แต่เรียกว่าเป็น เอปส์ (Apes) สักสายพันธุ์หนึ่งที่ทุกวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว ซึ่งเอปส์กับลิงมีข้อแตกต่างของมันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าย้อนกลับไปช่วงนั้น ก็ต้องบอกว่าคนมาจากเอปส์ไม่ใช่ลิง

“อ้าว แล้วตกลงเราพูดไม่ได้เหรอว่าคนมาจากลิง คนก็มาจากลิงจริง ๆ ไม่ได้ผิด แต่เราแค่ต้องย้อนกลับไปไกลอีกสักประมาณ 30 – 40 ล้านปี บรรพบุรุษของเราถึงจะเรียกว่าเป็นลิงได้เต็มปาก ซึ่งลิงที่ว่านี้ก็ไม่ใช่แค่เป็นบรรพบุรุษของเราด้วย แต่เป็นบรรพบุรุษร่วมของทั้งชิมแปนซี อุรังอุตัง กอริลล่า ชะนี บาบูน ลิงกัง ลิงแสม และลิงอื่น ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งเวลาไปเช็งเม้งที ก็ต้องไปพร้อมกันหมด

“ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีก และขอข้ามยุคไดโนเสาร์ไปเลย คือกลับไปจนถึงยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา ยังไม่มีตัวอะไรที่ขึ้นมาเดินบนบกเลย นอกจากพวกสัตว์ไม่มีกระดูก นั่นก็คือเมื่อประมาณ 400 – 500 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เราพูดได้เต็มปากเลยว่า ‘คนมาจากปลา’ แต่เราก็พูดได้เต็มปากด้วยว่า หมาก็มาจากปลาเหมือนกัน ไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็มาจากปลาเหมือนกัน เสือ สิงห์ กระทิง แรด ช้าง ม้า วัว ควาย ทุกวันนี้ก็มาจากปลา หมู (เห็ดไม่เกี่ยว) เป็ด ไก่ ก็มาจากปลา พอย้อนกลับไปไกลขนาดนั้น ทุกอย่างก็มาจากปลาหมด ปลาเป็นโคตรบรรพบุรุษของสัตว์บกที่มีกระดูกทุกชนิด และงานเช็งเม้งของญาติแก๊งนี้ก็คงยิ่งใหญ่อลังการและวุ่นวายมาก

“แน่นอน เรายังย้อนกลับไปได้อีกเรื่อย ๆ ซึ่งพอถึงหลักพันล้านปี สิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็จะมาจากแบคทีเรียหมด คราวนี้รวมพืชและเห็ดไปด้วย ซึ่งรอบนี้ผมว่าไม่ต้องจัดงานเช็งเม้งแล้ว อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าเราพูดได้เต็มปากเหมือนกันว่า ‘คนมาจากแบคทีเรีย’ โดยไม่ได้ผิดอะไร

“เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า ‘คนมาจากไหน’ และตกลงคนมาจากลิงหรือจากปลากันแน่ จึงตอบได้ว่า ‘ถูกทั้งหมด’ แต่แค่ต้องระบุก่อนถามว่าย้อนกลับไปกี่ปี”

ตอนที่ผมตอบน้องหยกจริง ๆ ผมอธิบายสั้นกว่าที่เขียนในบทความนี้นิดหนึ่ง เพราะไม่อยากทำให้เด็กธาตุไฟแตก แต่เมื่อเห็นน้องทำหน้าเหมือนปริศนากระจ่างแล้ว ผมก็อุ่นใจ นี่สินะ รางวัลตอบแทนของคนเป็นครู

หลังจากจบค่าย ผมยังกลับมานั่งคิดต่อเองว่า ที่จริงแล้วไอ้ ‘ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน’ เนี่ย มันยังมีคำตอบเวอร์ชันยาวที่ลึกซึ้งกว่าที่ตอบไปอยู่อีกนะ เพียงแต่มันอธิบายยากกว่าเยอะ ที่ผมตอบไป เอาจริง ๆ ก็เหมือนขี้โกงนิดหน่อย เพราะเลือกตีความให้ตอบได้ชัด ๆ โดยอาศัยประโยชน์จากความกำกวมของคำว่า ‘ไข่’ 

แต่ด้วยสปิริตที่แท้จริงของคำถามนี้ มันควรจะต้องถามว่า ‘ไก่’ กับ ‘ไข่ไก่’ อะไรเกิดก่อนกัน มากกว่า

คราวนี้ล่ะ ยากแล้ว

อะไรคือเส้นแบ่งที่ว่า ‘ไอ้ตัวนี้ออกลูกมาเป็นไข่ซึ่งโตมาจะถือว่าเป็นลูกไก่ แต่ขณะเดียวกันพ่อแม่มันยังไม่ใช่ไก่นะ เป็นแค่บรรพบุรุษไก่’ เส้นแบ่งที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือ

ประเด็นนี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเราย้ายจากไก่มาดูสายวิวัฒนาการของมนุษย์

คุณริชาร์ด ดอว์กินส์ ฮีโร่ด้านวิชาการที่สอนให้ผมรู้จักเรื่องวิวัฒนาการ เขาบอกว่าให้ลองนึกภาพตามนี้

สมมติว่าให้คุณยืนจับมือพ่อหรือแม่ (เลือกเอาสักคน) แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งก็อาจเป็นหนึ่งในปู่ ย่า ตา ยายสักคน แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นพ่อแม่ของท่านอีก ต่อเป็นแถวไปเรื่อย ๆ โดยสมมติว่าบรรพบุรุษทุก ๆ รุ่น ไม่ว่าจะทวดของทวดของทวด คืนชีพกลับมาเข้าแถวนี้ได้ในสภาพสมบูรณ์ดูดีและอยู่ในวัยผู้ใหญ่ปกติ ถ้านึกภาพตามนี้ เราจะเห็นกำแพงมนุษย์ที่เกิดจากคนจับมือต่อกันเป็นแถวยาวเหยียดคล้ายกำแพงเมืองจีน

ภาพ : Loo Cipher

ทีนี้สมมติว่า เราตั้งแถวแบบนี้ ย้อนกลับไปจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์ยุคที่หน้าตาเหมือนวานร และเป็นบรรพบุรุษร่วมระหว่างคนกับชิมแปนซี ถามว่าหางแถวจะยาวไปจบที่ตรงไหน

ก่อนเฉลย เราอาจคิดว่ามันต้องเป็นแถวที่ยาวอีปิกแบบพันรอบโลกได้หลายรอบแน่ ๆ แต่ความน่าประหลาดใจอันดับแรกที่คุณดอว์กินส์ให้เราสังเกต คือ พอลองคำนวณดูจริง ๆ แล้วแถวนั้นไม่ยาวเลยแฮะ อยู่แค่ประมาณ 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปชุมพร หรือถ้าขึ้นเหนือก็ไปถึงแค่อุตรดิตถ์เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราสนใจ ประเด็นหลักของเราตอนนี้คือ เราได้แถวที่ช่วงหัวแถวมีสมาชิกเป็นคนชัด ๆ ส่วนช่วงหางแถวก็มีสมาชิกหน้าตาเป็นวานรชัด ๆ แต่ทีนี้คำถามคือ แล้วสปีชีส์ของมนุษย์เริ่มต้นตรงไหนของแถว ไม่มีจุดไหนเลยที่เราเอาปากกาไปวงได้ว่า หลังจากนี้เป็นต้นไปถือว่าเป็นมนุษย์แล้วนะ ส่วนก่อนหน้านี้ไม่ใช่มนุษย์ และถ้าเราฝืนทำแบบนั้น เราก็จะได้แค่เส้นแบ่งที่สร้างขึ้นมาเองแบบสุ่ม ๆ ไอ้คนที่โดนขีดเส้นทับพอดีก็จะบ่นว่า “อิหยังวะ ตกลงกูเป็นคน แล้วพ่อแม่กูเป็นวานรเนี่ยนะ”

ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ตรงไหนของแถว พอคุณหันไปมองหน้าบุพการีที่จับมือ (สมมติว่าข้างซ้าย) ท่านจะมีรูปลักษณ์เป็นสปีชีส์เดียวกับคุณแน่นอน และพอหันไปดูลูกที่จับมือขวาของคุณอยู่ ลูกก็จะเป็นสปีชีส์เดียวกับคุณอีกเช่นกัน ไม่มีจุดไหนในแถวที่พ่อ แม่ และลูกต่างกันจนเป็นสัตว์คนละชนิด แต่ถ้าเราขอตัวออกมาเดินดู ไล่จากหัวแถวไปหางแถว เราถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น

ภาพ : heaveninawildflower.tumblr.com

ไก่กับไข่ก็เช่นกัน

ไม่มีไข่ไก่ฟองไหน เกิดมาจากพ่อแม่ที่ไม่ใช่ไก่

และก็ไม่มีแม่ไก่ตัวไหน ออกไข่มาแล้วไม่ใช่ไข่ไก่

ถ้าถามว่าไก่ตัวแรกของโลกมาจากไหน ก็มาจากไข่ ไข่มันมาจากไหน ก็มาจากแม่ไก่ อ้าว งั้นมันก็ไม่ใช่ไก่ตัวแรก โอเค งั้นแม่มันเป็นไก่ตัวแรก แล้วแม่มันมาจากไหน ก็มาจากไข่อีก สุดท้ายต้องตัดจบดื้อ ๆ ว่า งั้นไข่ฟองนั้นแหละถือเป็น ‘ไข่ไก่ฟองแรกของโลก’ ตอบ ‘ไข่เกิดก่อน’ ส่วนแม่ของมันไม่นับเป็นไก่ อ้าว ไรวะ ตัดสินแบบนั้นไม่ได้สิ

และเมื่อพยายามจะเค้นคำตอบให้เป็น ‘ไก่เกิดก่อนไข่’ บ้าง เราก็จะเจอปัญหาความไม่สมเหตุสมผลแบบเดียวกัน เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพแล้วล่ะ เพราะถ้าเขียนต่อจากนี้อีก คนเขียนจะเริ่มปวดหัวเอง

สรุปได้ว่า คอนเซ็ปต์มนุษย์คนแรก ไก่ตัวแรก เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ

ชีวิตเพียงแค่ผันแปรไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ไร้ที่สิ้นสุด

เส้นแบ่งที่มนุษย์สร้างเป็นเพียงเส้นสมมติ ดั่งจุดเริ่มต้นของแม่น้ำที่สายน้ำเองไม่เคยรู้จัก

คำตอบที่แท้จริงของคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันก็คือ ‘ไร้คำตอบ’

คนที่คิดปัญหาโลกแตกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก น่าจะเป็นคุณอริสโตตุ้ย ญาติของ อริสโตเติล ผมไม่รู้เลยว่าเขาตั้งใจให้คนเอามันมาขบคิดจริงจังขนาดไหน หรือจะรู้ไหมว่ามันโยงไปสอนเรื่องชีววิทยาและวิวัฒนาการได้ด้วย

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องขอขอบคุณ คุณอริสโตตุ้ย และขอขอบคุณน้อง ๆ ที่เอาคำถามเหล่านี้มาถามให้ผมได้ขบคิดต่อ หวังว่าเมื่อพวกเจ้าโตขึ้น และได้ไปร่วมต่อแถวจับมือในการเดินทางอันยาวนานของชีวิตจากอดีตสู่อนาคต เจ้าจะไม่ละทิ้งความช่างสงสัยเหล่านี้ไป เพราะมันคือสิ่งที่พิเศษมากของความเป็นมนุษย์

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load