12 สิงหาคม 2565
5 K

Inspiration from Spirited Away 

เราสองแม่ลูกตัดสินใจเดินทางไปประเทศไต้หวันในช่วงที่เปิดฟรีวีซ่ามาสักพัก และนับตั้งแต่โควิด-19 มาเยือนก็ไม่มีโอกาสได้ไปอีก ดังนั้น แม่ขอนำความประทับใจในการเดินทางมาเล่าให้ฟัง เมื่อถึงเวลาเราจะได้ออกเดินทางไปไต้หวันอีกครั้ง

เหตุที่ทำให้ตัดสินใจไปไต้หวันในตอนแรก เพราะวันหนึ่งลูกสาวซึ่งเล่นฟลุต ได้ยินพี่คนหนึ่งยืนเล่นเพลงแถวสยามสแควร์ เพลงชื่อ Itsumo Nando Demo หรือ Always With Me ซึ่งเป็นเพลงประกอบแอนิเมชันของ Ghibli Studio เรื่อง Spirited Away เนื้อเพลงมีความหมายลึกซึ้ง ท่วงทำนองไพเราะ คนที่เล่นดนตรีสากลย่อมเคยเล่นเพลงนี้กันทั้งนั้น 

Spirited Away เป็นเรื่องที่รู้จักกันมากระดับโลก ฉากที่ใช้เป็นธีมในการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้อยู่ที่เมืองจิ่วเฟิ่น (Juifen) ไต้หวัน คนมากมายตามไปเมืองนี้ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รุ่งเรืองมากทีเดียว เนื้อหาของเรื่องนั้นน่ารัก แต่ไม่ใช่แอนิเมชันเบาสมองทั่วไปสำหรับเด็ก ดำเนินเรื่องไม่ยาก แต่ถ้าดูอย่างเข้าใจ จะพบปรัชญาที่สอดแทรกแนวคิดให้เด็กใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญ ไม่ปล่อยตนเองกลืนไปกับสังคมแบบทุนนิยม ซึ่งเด็ก ๆ ทุกวันนี้กำลังเผชิญอยู่ 

แม่เล่าให้เด็กน้อยฟังว่า ไต้หวันมีหมู่บ้านในหุบเขาชื่อจิ่วเฟิ่น ที่นั่นมีโรงน้ำชาแขวนโคมไฟสีแดงสวย ซึ่งเป็นต้นแบบโรงอาบน้ำของยูบาบาในเรื่อง Spirited Away ซึ่งคุณมิยาซากิ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ ได้แรงบันดาลใจจนนำมาสร้างเป็นแอนิเมชันให้เราชม ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจไปไต้หวันกัน

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

First Time in Taiwan 

เช้าวันเดินทางจากกรุงเทพฯ ไฟลต์บินใช้เวลา 3 ชั่วโมง 40 นาที ก็ถึงสนามบินเถาหยวน เราซื้อบัตร Easy Card หรือเรียกว่า ‘โยว โหยว ข่า’ บัตรเติมเงินสำหรับเดินทางด้วยรถสาธารณะต่าง ๆ ใช้เป็นค่ารถไฟความเร็วสูงจากสนามบินเข้าตัวเมืองไทเป และใช้กับขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ได้เลย 

การเดินทางไปจิ่วเฟิ่นนั้นไปได้หลายวิธี ถ้าไปด้วยรถไฟก็ต้องต่อรถไฟ 2 ต่อ ถ้าไปรถบัส มี Taipei Bus #965 วิ่งจากในเมืองตรงไปจิ่วเฟิ่น ขึ้นได้ในย่านฮิตอย่างซีเหมิน (Ximen) ด้วย แต่ถ้าอยู่แถว Taipei Main Station ก็มาขึ้นตรง MRT Beimen (G13) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าวิธีเดินทางด้วยรถบัสสะดวกที่สุดสำหรับคนมีเด็ก 

Jiufen – The Real Scenery in Spirited Away 

เมื่อมาถึงจิ่วเฟิ่น เมืองนี้มีร้านรวงนำเสนออาหาร ขนม สินค้าน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เราเจอร้านขายไส้กรอกแบบจีนที่มีป้าติดดอกไม้ใหญ่ ๆ บนศีรษะ เหมือนที่เคยเห็นในหนังสือท่องเที่ยวเป๊ะ มีร้านไอติมโรตีตุ้บตั้บ (ผู้เขียนเรียกแบบนี้ เพราะเขาใส่ทุกอย่างตามนั้นเลย) ลองทานก็อร่อยดี มีแบบใส่ต้นหอมผักชีด้วย มีร้านขนมแบบบัวลอยเต็มไปหมด มีร้านเสี่ยวหลงเป่าที่ส่งคนมาเรียกแขกเสียงเซ็งแซ่ 

แต่จุดไฮไลต์ที่เราต้องไปให้ได้ คือร้านชา Amei Tea House ซึ่งต้องเดินผ่านตลาดโบราณไปเรื่อย ๆ ก่อน จะมีทางแยกให้เดินลงไป ตามทางแคบ ๆ เป็นบันไดขั้นเล็ก ๆ ที่นี่ถ้าคนขาไม่ดีหรือใช้วีลแชร์ไม่น่าเหมาะ เพราะทางเดินก็แคบ คนก็เยอะ 

พอถึงหน้าร้าน Amei Tea House ก็รู้ว่าใช่ที่นี่แน่ ๆ เพราะมีมวลมหาชนรอถ่ายรูปเต็มไปหมด ร้านชามีลักษณะเหมือนโรงอาบน้ำของยูบาบาในเรื่อง Spirited Away มีคนมหาศาลรอถ่ายรูปอยู่ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มากับบริษัททัวร์ เราฟังเสียงดูพบว่ามีทั้งคนจีน คนญี่ปุ่น และคนไทยเรานี่แหละ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

เข้าไปแล้วพอได้ที่นั่ง เราสั่งชุดชาพร้อมขนม มีน้ำส้มให้ลูกด้วย เลือกได้ว่าจะให้คนมาแสดงวิธีชงชาให้ดูด้วยภาษาอะไร เนื่องจากคนที่พูดภาษาอังกฤษยุ่งมาก เราจึงเลือกคำอธิบายภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเราใช้สื่อสารในครอบครัวอยู่แล้ว 

พอคนอธิบายมาถึง เธออธิบายเร็วเป็นจรวด มือไม้ว่องไว เธอเข็นเตาที่มีถ่านร้อน ๆ เคลื่อนที่มา เติมถ่านไปอีก เขี่ยให้มีไฟ วางกาน้ำร้อนลงไป จากนั้นก็สอนการตักชาด้วยปริมาณเหมาะสมใส่ในกรองชา เทน้ำร้อนราดถ้วยชา จากนั้นเติมน้ำร้อน ให้นับ 1 – 10 แล้วรินชาให้เรา ให้เราดมกลิ่นชาก่อน ดมแล้วไม่ให้ดื่มนะคะ เธอเทออกแล้วให้เราทานแก้วที่ 2 ที่เธอรินให้ โดยมีขนมให้ทานแกล้มคล้าย ๆ ถั่วตัดกับขนมเปี๊ยะ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

ตั้งแต่มาถึงจิ่วเฟิ่นตอนบ่าย ฝนก็ตกปรอย ๆ ตลอดเวลา เราเดินชมนั่นนี่จนเย็นค่ำ แล้วก็พากันกลับที่พัก ตกกลางคืน ก่อนนอนสวดมนต์เรียบร้อย เราที่เหนื่อยมาทั้งวันพอล้มตัวนอนก็หลับทันที แต่พอตกดึกประมาณตีหนึ่ง ผู้เขียนสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงแกรก ๆ เหมือนมีอะไรมาขุดเหนือหัวเตียง หันไปมองเด็กน้อยก็นอนหลับกรนคร่อกไม่รู้เรื่อง พยายามชะโงกดูจากทางหน้าต่าง ซึ่งห้องพักเราเป็นด้านริมถนน ไม่เห็นอะไรผิดปกติ แถมห้องเราชั้นบนสุดแล้ว เหนือขึ้นไปเป็นดาดฟ้าแล้ว ไม่มีใครแน่นอน 

ในใจคิดว่าเจอดีเข้าแล้ว เคยเดินทางไปต่างประเทศตั้งหลายที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ก่อนมาก็อ่านหนังสือท่องเที่ยว ทราบว่าใกล้ ๆ มีเหมืองทองโบราณที่มีทหารญี่ปุ่นมาขุดทองกันด้วย ตอนนี้กลายเป็นเหมืองร้างไปแล้ว แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปศึกษาได้ ขณะนั้นในสมองประมวลผลอย่างเดียวว่า หรือจะเป็นวิญญาณทหารญี่ปุ่นมาขุดทองบนหัวนอนผู้เขียนแน่แท้!

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

พอรุ่งเช้า ผู้เขียนตัดสินใจไปตรวจดูให้รู้ความจริง เดินออกจากห้องขึ้นบันไดไปดาดฟ้าโรงแรม พบข้าวของหินดินทรายที่ใช้ในการก่อสร้างเต็มไปหมด คาดว่าเมื่อคืนคงจะเคลื่อนย้ายของโดยใช้ลวดสลิงดึงข้าวของเหล่านั้นขึ้นมาจนเสียงดัง นึกออกแล้วว่าทำไมเขาถึงมี Earplug วางไว้ให้ในห้องด้วย 

ตอนหลังถามเพื่อนคนไต้หวัน เขาบอกว่า ที่นี่มีกฎให้ทำงานก่อสร้างกันตอนกลางคืนเท่านั้น ถึงบางอ้อทันทีค่ะ แต่ไหน ๆ ขึ้นมาแล้วก็เลยเดินไปชมวิวสักหน่อย วิวสวยงามสุดยอดมาก เห็นภูมิประเทศโดยรอบ ไม่ต้องไปนั่งมองตามที่ร้านคาเฟ่ในตลาดด้วย 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป
แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

จิ่วเฟิ่นอยู่ในเขต New Taipei เขียนตัวอักษรจีนว่า 九份 ผู้เขียนรู้ภาษาญี่ปุ่น มองตัวหนังสือพอจะเดาความหมายได้ ตามประวัติเล่าว่าเดิมมีครอบครัวที่อยู่หมู่บ้านในหุบเขานี้อยู่ 9 ครอบครัว จึงเรียกเช่นนี้ 

ต่อมามีการทำเหมืองทอง เมืองนี้ก็รุ่งเรืองขึ้น มีคนมาอยู่ มาค้าขายทำมาหากินเต็มไปหมด แต่พอเหมืองทองซบเซาจนร้างไปคนก็ย้ายออกไปหมด ตรงนี้ช่างคล้ายกับในเรื่อง Spirited Away อีกแล้ว จนรัฐบาลเข้ามาฟื้นฟูเป็นสถานที่ท่องเที่ยว คนจึงเริ่มหลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง เคยได้ยินว่าตอนเปิดใหม่ ๆ จิ่วเฟิ่นเป็นหมู่บ้านที่มีความโบราณดั้งเดิมกว่าที่เห็นอยู่มาก 

Farewell Jiufen

เช้าหลังทานอาหารเช้าแล้ว เรามาเก็บรายละเอียดใน Jiufen Old Street อีกครั้ง เช้า ๆ อากาศดี ซอกแซกไปดูร้านนั้นร้านนี้ ลูกสาวซื้อของเล่นที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่มาด้วยชิ้นหนึ่ง (ผู้เขียนคิดว่าที่สำเพ็งบ้านเราก็น่าจะมี แต่เห็นเธออยากได้และราคาไม่แพงจึงซื้อให้) สิ่งนั้นคือกระปุกออมสินอัตโนมัติ เป็นรูปร่างตัวละครในเรื่อง Spirited Away ชื่อว่า Kaonashi ซึ่งในแอนิเมชันภาคภาษาไทยแปลว่า ‘ผีไร้หน้า’

วิธีใช้งานกระปุกออมสินนี้ คือเอาเหรียญวางในจาน คาโอนาชิก็จะยกจานกินเหรียญเข้าไป ยิ่งวางยิ่งสนุก เก็บเงินได้เยอะเลย ของที่วางขายในตลาดเก่าจิ่วเฟิ่นนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่อง Spirited Away ทั้งสิ้น ตัวหลักที่ต้องเห็นคือคาโอนาชินี่แหละ ถ้าพิจารณาลักษณะของเขาให้ดี จะได้ข้อคิดมากมาย 

ขากลับไทเป ลูกสาวขึ้นนั่งบนรถบัส หันหน้าโบกมือลาจิ่วเฟิ่นราวกับซึ้งมาก วันหน้าจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

ขากลับเข้าเมืองไทเป รถบัสส่งเราลงที่เดิมแต่คนละฝั่งจากที่เราขึ้น พาลูกเดินลงทางใต้ดินเพื่อไปที่พัก ด้านใต้ดินที่เราเดินนั้นเหมือนเป็นย่านญี่ปุ่นเลย มีตู้หยอดเหรียญคีบตุ๊กตา ครั้งละ 10 NT (ประมาณ 10 บาท) อัยโกะสนใจมาก ขอใช้เหรียญเศษในกระเป๋าตังค์ไปลองหยอดดู สุดท้ายขอแม่ลองบ้างซิ อ้าว สนุกดีนี่ ปรากฏแม่เล่นไป 2 ครั้ง ได้ตุ๊กตาเฉยเลย คราวนี้อัยโกะยิ่งศรัทธาแม่ขั้นสุด

ตู้คีบที่ไต้หวันนับว่ายุติธรรมกับลูกค้า ขาคีบไม่อ่อนเกินไป ถ้าเป็นที่เมืองไทยคีบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะตั้งขาอ่อนจนคีบไม่อยู่ ดังนั้น เราแม่ลูกจึงเล่นกันเพลิน รู้ตัวอีกทีก็หมดไปเป็นร้อย NT แล้ว ผู้เขียนเลยต้องตั้งสติ เตือนลูกว่าไปเถอะ เดี๋ยววันหลังพามาเล่นใหม่ 

แม่พาลูกสาวเที่ยวตามรอย Spirited Away ในไต้หวัน ตะลอนหมู่บ้านโบราณ Jiufen และไทเป

In Taipei with Friends 

เรามีนัดกับเพื่อนคนไต้หวันที่นับถือกันมาก จากที่เคยต้องติดต่องานกันบ่อยในสมัยก่อน ผู้เขียนเรียกเขาว่า August ซึ่งเขายินดีอยากพาเที่ยว August ขับรถมารับเราพร้อมลูกสาวชื่อ Victoria เป็นสาวน้อยน่ารักเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ดูท่าทางเป็นคนขี้อาย ซึ่งตรงข้ามกับลูกสาวเรา ทันทีที่อ้าปากได้ก็ทักทายพูดคุยเป็นต่อยหอย เนื่องจากวันที่เราพบกันเป็นวันชาติของไต้หวัน จึงพาเราไปชมพิธีเปลี่ยนเวรยามทหารที่อนุสรณ์สถานท่านเจียงไคเช็ก 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเราส่งรายชื่อสถานที่ที่อยากไปให้ August ดู เขาก็ขำเพราะไม่รู้จักสักที่ เป็นต้นว่า Gudetama Café (คาเฟ่ไข่ขี้เกียจ) กับ Rilakkuma Café (คาเฟ่หมีพักผ่อน) พอดีลูกสาวน้อง Victoria บอกว่ารู้จักร้านไข่ขี้เกียจ รีบบอกทางพ่อทันที 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

เป้าหมายต่อไป เราบอกว่าอยากไป Huashan 1914 Creative Park เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ครอบครัวที่มีลูกเล็กต่างพากันมาทำกิจกรรมที่นี่กันทั้งนั้น ทันทีที่เดินเข้าไปก็พบจุดที่มีการแสดงเล่านิทานพร้อมทำลูกโป่งเป็นรูปต่าง ๆ เขาเล่าเป็นภาษาจีน มีเพลงประกอบ พร้อมใช้มือประดิษฐ์ลูกโป่งเป็นรูปมังกรบ้าง นกบ้าง อัยโกะรีบขอไปนั่งหน้าเวทีปะปนกับเด็กไต้หวันคนอื่นแบบเนียน ๆ เราผู้ใหญ่ก็นั่งรอเธอไป ไม่มีใครไปช่วยแปลให้เธอสักคน แต่ดูเหมือนเธอจะเข้าใจด้วยนะ ตอนจบเขาให้เด็กมาต่อแถวรับลูกโป่ง เธอก็ไปต่อกับเขาด้วย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเดินต่อไปอีกนิดมีร้านของเล่นไม้ Wonderful Life เป็นร้านใหญ่มาก ที่บ้านเราจะเห็นขายตาม B2S หรือห้างใหญ่ ๆ มีชุดกล่องดนตรีที่ทำเป็นรูปร่างต่าง ๆ น่ารักมาก แต่ที่นี่จัดบริเวณเป็น Playground สำหรับเด็กเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เล่นกับผลิตภัณฑ์ของเขาด้วย มีเด็กเข้าไปเล่นกันมากมาย อัยโกะเองก็ไปลงชื่อเข้าด้วย และต้องรอเวลาสักพัก เราเลยดูของรอบร้านไปพลาง ๆ ก่อน พอดูสินค้ามาก ๆ เข้าก็อดซื้อไม่ได้ เพราะมันช่างน่ารักไปหมด พอดีถึงเวลาที่อัยโกะเข้าไปเล่นใน Playground ได้ ในนั้นมีเด็กไต้หวันเต็มไปหมด มีเด็กคนหนึ่งชวนอัยโกะเล่นด้วยกัน เด็กคนนั้นพูดภาษาจีน อัยโกะพูดภาษาอังกฤษ แต่ก็เห็นเล่นด้วยกันสนุกสนาน ภาษาที่สื่อสารกันง่ายไร้พรมแดนที่สุดในโลกนี้ ก็คือภาษาเด็กนั่นเอง 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ไต้หวันเป็นประเทศที่ส่งเสริมประชาชนทางด้านศิลปะมาก ๆ โดยเฉพาะเยาวชน มีการส่งเสริมด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่น่าสนใจหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Fine Art Museum, Museum of Contemporary Art และพื้นที่แสดงผลงานศิลปะหลายแห่ง ในสวนสนุกสำหรับเด็กก็ยังมีมุมศิลปะ แม้แต่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จะเห็นผลงานของ Jimmy Liao ศิลปินที่มีชื่อเสียงวาดไว้ตามผนังอย่างสวยงาม 

สำหรับศิลปินมือใหม่ ที่ Huashan 1914 Creative Park นี่ก็มีพื้นที่สำหรับเป็น Shop หรือ Gallery แสดงผลงานตามแต่ศิลปินต้องการ เราเองก็มีโอกาสชมผลงานของศิลปินหน้าใหม่ในนั้นกัน พาลูกเดินชมหลายแห่งเลย ผลงานประณีตคล้ายกับที่ญี่ปุ่น ราคาถือว่าค่อนข้างแพง ปกติสินค้าทั่วไปในไต้หวันนั้นราคาไม่แพง แต่ถ้าเป็นงานศิลปะหรืองานแฮนด์ ถือว่าเป็นสินค้ามีคุณค่ามาก 

เราเดินเล่นในนั้นจนถึงเย็นค่ำ มีนิทรรศการอะไรก็เข้าชมทั้งหมด ยังดีที่ยังไม่ค่ำเกินไป ทันถ่ายภาพกับโกดังเถาไอวีอาร์ต ๆ ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ ไม่ว่าใครมาก็ต้องถ่ายภาพตรงนี้ พอดีใกล้มืดแล้ว ฝนก็ตกด้วย ลูกสาวตัวเล็กมองแทบไม่เห็น 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ออกจาก Haushan Creative Park คราวนี้ August บอกว่า เราจะไปเดินตลาดกลางคืนที่ใหญ่มาก มีของใช้และของกินท้องถิ่นหลากหลายให้เราลิ้มลอง นั่นก็คือ Shilin Night Market แรก ๆ เราเดินดูของใช้กันก่อน เห็นรองเท้าออกกำลังกายก็อยากซื้อ เห็นเสื้อก็อยากซื้อ แต่ขณะที่เดินฝนก็ยังตกปรอย ๆ อยู่ เกรงว่าไม่สะดวก แต่ถึงอย่างไร เราก็มีความสุขที่ได้เดินชมนั่นนี่อยู่ดี 

ในตลาดมีซุ้มเล่นเกมปาลูกโป่ง และอาหารแปลกที่เราพบได้ที่ไต้หวันเท่านั้น เช่น วุ้นกบ เต้าหู้เหม็น เป็นต้น August ถามว่าอยากลองมั้ย แต่เราไม่กล้า ได้แต่ยืนมอง ส่วนอาหารที่ August ภูมิใจนำเสนอมาก พอได้ทานแล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก คือไก่ทอด Hot Star ไก่ชิ้นใหญ่เท่าหน้าเราเลย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป
แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

เดินตลาดกันต่อ ไปเจอผลไม้เคลือบเสียบไม้ก็ขอลองทานด้วย หลายคนคงไม่คิดว่าน่าสนใจตรงไหน บ้านเราก็มี แต่เทคนิคการเคลือบผลไม้ของไต้หวันคล้ายกับของญี่ปุ่นมาก ถ้าใครดูอนิเมะของญี่ปุ่นจะเห็นแอปเปิ้ลเสียบไม้เคลือบสีแดงใส ๆ เรียกว่า Apple Candy ปกติหากินได้ตามงานวัดญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนชอบมาก (ตอนนี้ดองกิบ้านเราก็มีขาย) ที่ไต้หวันเขานำสตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ และอะไรหลายอย่างที่ดิฉันไม่รู้ไปเคลือบด้วย เราลองซื้อมาทาน อร่อยดี รสชาติคล้ายของญี่ปุ่นเลย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

นอกจากนั้นยังไปเล่นเครื่องคีบในตลาดกันอีกด้วย เครื่องคีบในไต้หวันมีให้คีบได้ทุกสิ่งคล้ายของญี่ปุ่น ไม่ใช่มีแต่ตุ๊กตา บางอย่างมีของเป็นกล่อง เครื่องเกม ก็เอามาให้คีบได้ ตั้งแต่ตอนผู้เขียนคีบตุ๊กตาให้ลูกได้ จึงเริ่มรู้เทคนิค ใช้วิธีเอาหัวคีบตีให้หล่นหรือคีบให้กระเด้ง แบบนั้นจะได้ของมากกว่า พ่อลูก August กับ Victoria เล่นกันสนุกสนานน่ารักเชียว จนเริ่มดึกเห็นควรแก่เวลา เราจึงชวน August กลับกันเถอะ 

การเดินทางท่องเที่ยวไปต่างแดนด้วยตนเอง นับเป็นสนามฝึกวิชาในชีวิตจริง เรียนในห้องก็ได้เท่านั้น แต่ถ้าได้เดินทางถือว่าเป็นการลองถูกลองผิดหัดใช้ภาษาในสถานการณ์จริง และเดินทางแบบช่วยเหลือตนเองจะช่วยฝึกทักษะการวางแผน ทักษะการแก้ปัญหาไปด้วย ดีใจที่ได้เจอเพื่อนรุ่นพี่อย่าง August ได้เขาเป็นไกด์ทัวร์ทำให้เราเดินทางสนุกขึ้นเยอะเลย คืนนี้จบที่เขาพาเราไปส่งที่โรงแรม ไปส่งจนถึงหน้าลิฟต์ โบกมือลาจนลิฟต์ปิดเลย ซึ้งใจ 

Our Own Plan in Taipei 

วันต่อมา เราเดินทางกันเองสองแม่ลูก คุยกันว่าเราจะไป National Taiwan Museum ที่นั่นมีให้ศึกษาเรื่องที่ลูกสาวกำลังสนใจ นั่นคือโครงกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์ อย่างไดโนเสาร์หรือแมมมอธ มีให้เรียนรู้เรื่องไมโครฟอสซิล และอีกหลาย ๆ เรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ พื้นที่ถือว่ากว้างอยู่

อาคารแรกนำเสนอเรื่องสิ่งมีชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์ที่ด้านล่าง ชั้นสองเรื่องไมโครฟอสซิล อัยโกะสนใจเรื่องไดโนเสาร์ในอาคารที่ 2 ชื่อว่า Land Bank Exhibition Hall พอเข้าไปเขาจะให้ค่อยเดินตามพื้นที่ไต่ระดับ เล่าลำดับช่วงเวลาของไดโนเสาร์ มีรูปโครงกระดูกเล็ก ๆ ให้ดูก่อน แต่พอผ่านทุกอย่างขึ้นบันไดโผล่ด้านฉากหลัง เล่นเอาเราตกใจ เพราะเห็นโครงกระดูกไดโนเสาร์เท่าตัวจริง ใหญ่โตมาก 

เด็กน้อยของผู้เขียนตื่นเต้น วิ่งขึ้นวิ่งลง มีพื้นที่ให้หัดลองเอาแปรงปัดฟอสซิลดูด้วย ทำได้ดีมาก ๆ คิดว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่น่าจะชอบ แต่ลูกสาวผู้เขียนชอบอะไรเหมือนเด็กผู้ชายจึงดีใจเป็นที่สุด 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป
แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

หลังจากเดินชมศึกษากันจนจุใจ ขาออกแวะดูร้านของที่ระลึกด้วย ซึ่งของในร้านนี่ไม่ใช่เป็นของหลอกเด็กที่เรามักเห็นตามร้านของที่ระลึกทั่วไป เขามีสินค้าที่ส่งเสริมทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง แต่ของที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์มีค่อนข้างมาก เราซื้อโคมไฟ DIY ที่ให้เด็กฝึกทำผลึก ฝาปิดมีหลอดไฟซ่อนอยู่ พอตอนกลางคืนก็เปิดไฟ เห็นแสงจากผลึกที่เราทำเอง แต่ละชิ้นจะไม่เหมือนกัน ไอเดียดีมาก ๆ จึงซื้อมา นอกนั้นยังมีชุด DIY ทำพวงกุญแจไดโนเสาร์ และอะไรเกี่ยวกับไดโนเสาร์หลายอย่าง เด็กน้อยเตรียมค่าขนมไปเอง เลือกของที่ไม่แพงมากที่พอซื้อได้ รู้สึกได้ว่าไต้หวันมีสถานที่ส่งเสริมเยาวชนของเขาในหลายทักษะมาก ไม่เพียงแต่เรื่องศิลปะ เรื่องวิทยาศาสตร์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

ถัดจากนี้ เป็นภารกิจที่เพื่อนฝากมา เรานั่งรถ MRT ไปวัดหลงซานเพื่อไปซื้อเครื่องราง ตัวเราเองต้องการแค่เครื่องรางเดินทางปลอดภัย แต่มีเพื่อนสาวที่ยังโสดต้องการเครื่องรางสมหวังในรัก (รุ่นคุณแม่อย่างผู้เขียนยังมีเพื่อนที่ต้องการเครื่องรางความรักอีกด้วยนะ 55) 

วัดหลงซานคนเยอะมาก มีคนมาไหว้ขอพร ถือของมากันมากมาย คนหลั่งไหลมาจนจะเหยียบเราแล้ว คงประมาณวัดเล่งเน่ยยี่บ้านเรา เล่ากันว่าใครที่มาขอพรที่นี่มักจะสมหวัง โดย ‘เทพผู้เฒ่าจันทรา’ คือเทพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งผู้เขียนไม่รู้ว่าท่านคือองค์ไหน ก็ไหว้ ๆ ไป ขอให้ตนเองและลูกเดินทางปลอดภัย

ร้านเครื่องรางวางตัวอย่างไว้ในตู้ เขียนหมายเลขและคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า เครื่องรางหมายเลขนั้นใช้เรื่องอะไร ว่าแล้วก็จิ้มเรื่องความรักมาเยอะๆ และเอาเรื่องสุขภาพดี เดินทางปลอดภัย การงานการศึกษาดีมาด้วย 

แกะรอย Spirited Away จับมือลูกสาวเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Jiufen และตะลอนหาของน่ารักกุ๊กกิ๊กในไทเป

จากนั้นเราก็ตามไปร้านหนังสือ Eslite สาขา Dunnan ปกติไม่ว่าไปไหน ผู้เขียนต้องไปแวะร้านหนังสือที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นั่นเสมอ ร้านหนังสือทำให้เราเห็นวัฒนธรรมการอ่านของผู้คน ร้าน Eslite เป็นร้านหนังสือที่เปิด 24 ชั่วโมง ต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น 2 แต่พอเข้าไปกลับขึ้นลงชั้น 1 ได้ และรวมชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น แต่ละชั้นจะแบ่งประเภทหนังสือ มีข้าวของเครื่องใช้ งานคราฟ์ต และอาหารขายในนั้นด้วย 

หนังสือในร้านส่วนใหญ่เป็นภาษาจีน จึงถามเจ้าหน้าที่ว่ามีหนังสือภาษาญี่ปุ่นมั้ย ปกติผู้เขียนซื้อหนังสือเด็กภาษาญี่ปุ่นให้ลูกอ่าน ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ซื้อจากร้าน Kinokuniya หรือถ้าเอาประหยัดก็ไปร้านหนังสือมือสองที่สุขุมวิท ซอย 33/1 แต่เห็นไต้หวันมีหนังสือภาษาญี่ปุ่นให้เราอ่านอยู่เรื่อย คิดว่าน่าจะมีหนังสือญี่ปุ่นขาย แต่เจ้าหน้าที่อาจไม่เข้าใจที่เราถาม จึงชี้ให้ไปชั้นหนังสือที่ส่วนใหญ่แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาจีน เช่น โต๊ะโตะจัง เราเห็นไม่ใช่เป้าหมาย จึงเปลี่ยนไปดูแผนกหนังสือเด็กแทน ซึ่งต้องลงไปยังชั้น B2 ก็เจอหนังสือเด็กภาษาอังกฤษที่ไม่แพง ซื้อกลับมาหลายเล่มเลย ถ้ามีเวลา การใช้ชีวิตในร้านหนังสือช่างดีมากมาย

Bye bye Taipei

วันสุดท้ายคือวันเดินทางกลับไทย ที่สนามบิน พวกเราชอบร้าน Sanrio X มีสินค้าน่ารักเหมือนญี่ปุ่นที่สุด เดินไปมาหาซื้อของฝากคนนั้นคนนี้ ส่วนใหญ่เป็นของกิน ขนมต่าง ๆ ซึ่งล้วนน่าสนใจ โดยเฉพาะของฝากขึ้นชื่ออย่างพายสับปะรดกับขนมเปี๊ยะเผือก ใครมาย่อมต้องซื้อกลับไป 

จากนั้นลูกสาวมาหยุดที่ร้าน Figure Model ร้านหนึ่ง สามีของผู้เขียนเป็นคนชอบสะสมของพวกนี้ อัยโกะจึงไปดูเผื่อจะซื้ออะไรฝากป๊าได้ พอไปดูราคาแพงมากเลย ลูกสาวบอกว่า 

“คราวหน้าเรามาใหม่ละกัน ชวนป๊ามาด้วย ที่ตู้คีบเค้าก็มีตัวแบบนี้ ให้ป๊าเค้าคีบเอาเองว่าจะเอาตัวอะไร” 

แหม ทำอย่างกับว่าจะคีบได้ง่าย ๆ 

สุดท้ายเราก็จบทริปการเดินทางอย่างราบรื่นสนุกสนาน ก่อนเด็กน้อยจะหลับไปแล้วมาตื่นที่เมืองไทย ก็พร่ำพูดว่า “เราจะมีวันหยุดอีกเมื่อไหร่คะ หนูอยากมาเที่ยวไต้หวันอีก” 

ไต้หวันกลายเป็นอีกหนึ่ง Destination ที่แม้ว่าไม่ต้องมี Inspiration อะไรแล้ว เราก็อยากมาเยือนอีกหลายครั้งแน่นอน 

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ณัฐพร ผลพูล

เป็นคนฉะเชิงเทรา ทุกวันนี้เป็นคุณแม่ Full-time แต่มีงานเสริมเป็นล่ามและนักแปลอิสระ มีงานอดิเรกปลูกแคคตัสและไลท็อป ชอบทำงานคราฟต์และชอบเดินทางมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ มักพาคุณยาย (แม่) หรือลูกไปด้วย แต่ทริปที่พาไปช่างระหกระเหินเกินกว่าที่คนแก่และเด็กควรไปเสมอ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“คุณว่าคุณจะไปที่ไหนนะ…” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเปลี่ยนท่าทีจากเฉยชาเป็นสนอกสนใจขึ้นมานิดหน่อย หลังจากได้ยินจุดหมายปลายทางของนักเดินทางเอเชียตรงหน้า

“ฟรีสแลนด์ค่ะ ฉันจะไปฟรีสแลนด์”

“ฟรีสแลนด์?? คุณหมายถึงฟรีสแลนด์ในเนเธอร์แลนด์น่ะเหรอ”

“ใช่ค่ะ ฟรีสแลนด์นั้นแหละ”

หนุ่ม ตม. มองตาเราแล้วก็ก้มหน้าประทับตราในหนังสือเดินทางพร้อมพยักหน้าให้เราผ่านไปได้

ไม่รู้เหมือนกันว่าในใจเขายังมีคำถามอยู่อีกหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือเขาจุดประกายความสงสัยขึ้นในใจเราแล้วเรียบร้อย นึกขำในใจตอนลากกระเป๋าออกจากสนามบินสคิปโฮล (Amsterdam Schiphol Airport) ลงบันไดมายังชานชาลารถไฟชั้นล่าง ‘มันแปลกประหลาดมากนักเหรอ ถ้าฉันจะหันหลังให้อัมสเตอร์ดัม ออกห่างอูเทร็กต์ (Utrecht) ไม่สนใจกรุงเฮก (Hague) แต่ดันลากกระเป๋านั่งรถไฟไปอีกร้อยกว่ากิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปจังหวัดทางเหนือของประเทศ ดินแดนที่แม้แต่คนดัตช์เองยังเอียงคอตั้งคำถามว่า “ไปทำไมเหรอตัวเธอ”

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

Friesland ที่(ไม่)รู้จัก

ชื่อจังหวัดฟรีสแลนด์ (Friesland) อาจฟังดูห่างไกลไม่คุ้นหูสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่อันที่จริงดินแดนนี้มีความชิดใกล้เรามากกว่าที่คิด เพราะฟรีสแลนด์เป็นดินแดนแหล่งกำเนิดแบรนด์นมโฟร์โมสต์ ซึ่งเป็นตราสินค้าภายใต้ฟรีสแลนด์คัมพิน่า หนึ่งในสหกรณ์โคนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี มีผลิตภัณฑ์หลากหลายจากโคนมจำหน่ายทั่วโลก ภายใต้ชื่อแบรนด์แตกต่างกันไป เช่น โฟร์โมสต์ในเมืองไทย ฟรีเชียนแฟลก (Frisian Flag) ที่อินโดนีเซีย เป็นต้น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้มาฟรีสแลนด์เพราะนมโฟร์โมสต์ แต่บากบั่นมาถึงจังหวัดตอนเหนือนี้ได้ก็เพราะมีเจ้าบ้านใจดีที่เปิดบ้านให้พัก และพร้อมอาสาทำหน้าที่ไกด์ท้องถิ่นให้อย่างไม่อิดออด โอกาสที่จะได้กินอาหารจากครัวในบ้าน และแสร้งทำตัวเป็นคนโลคอล มันน่าสนใจน้อยอยู่เมื่อไหร่ นั่นแหละ รู้ตัวอีกทีก็ได้มายืนหนาวสั่นอยู่ที่นี่ในช่วงปลายปี 2022 ที่ฤดูใบไม้ร่วงแต่ต้นไม้ยังไม่โกร๋นใบดี หลายวันอุณหภูมิติดลบ และถ้าเดินออกนอกบ้านแล้วลืมหมวกหรือถุงมือ ก็ถือเป็นการบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างหนึ่ง เพราะลมประเทศนี้บาดผิวบาดใจที่สุด

ถามว่าแล้วจังหวัดนี้มีอะไรโดดเด่นให้ต้องเดินทางมา ถ้าให้ตอบแบบจริตเจ้าบ้านเชิญแขกมาเที่ยวก็ต้องบอกว่าฟรีสแลนด์เป็นดินแดนที่โดดเด่น คาแรกเตอร์จัด ถึงขั้นเป็นจังหวัดเดียวของประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นคือภาษาฟรีเชียน (Frisian) เป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษาดัตช์ และคนท้องถิ่นส่วนใหญ่พูดฟรีเชียนมากกว่าดัตช์ แต่นักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวล เพราะเมื่อคุณทำหน้าเหลอหลาใส่เขา ลิ้นฟรีเชียนของเขาจะพลิกเป็นภาษาอังกฤษทันที รับรองการสื่อสารไม่มีขาดตอน

เราเล่าให้เจ้าบ้านฟังถึงหน้าตาขี้สงสัยของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อรู้ว่าปลายทางเราคือฟรีสแลนด์ เจ้าบ้านหัวเราะงอหาย แล้วพูดประมาณว่า “ธรรมดาแหละ สำหรับคนดัตช์นะ มาฟรีสแลนด์เนี่ยเหมือนเดินทางไปต่างประเทศเลย เขารู้สึกว่ามันไกลมาก โดยเฉพาะถ้าขับรถมาจากอัมสเตอร์ดัม แล้วต้องผ่านถนนอัฟสเลาต์ไดค์ (Afsluitdijk) ที่เชื่อมระหว่างฮอลแลนด์เหนือกับจังหวัดฟรีสแลนด์น่ะ” 

ฟังเขาพูดทีแรกยังไม่เข้าใจว่าแค่ระยะทางขับรถชั่วโมงครึ่งจากอัมสเตอร์ดัมถึงฟรีสแลนด์ จะทำให้คนรู้สึกว่าไกลจนเหมือนเดินทางไปต่างประเทศได้ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่งได้นั่งรถไปถึงถนนเส้นที่ว่าด้วยตัวเอง

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

อย่างที่รู้กันว่าพื้นที่เกือบ 1 ใน 3 ของเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล โดยเฉพาะดินแดนแถบเหนือที่เป็นที่ราบต่ำแบบไม่มีอะไรกั้น ความราบเรียบของภูมิประเทศเปิดทางให้ลมและคลื่นใหญ่จากทะเลเหนือ (North Sea) สาดซัดเมืองโดยสะดวก ชาวดัตช์ต้องคิดหาวิธีต่อกรกับน้ำมาหลายชั่วอายุคน ถนนอัฟสเลาต์ไดค์ที่สร้างเมื่อ ค.ศ. 1927 มีความยาว 32 กิโลเมตรแต่สูงถึง 7 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้นั้น เพราะไม่ได้เป็นแค่ถนน แต่ทำหน้าที่เป็น ‘เขื่อน’ กั้นทะเลเหนือไม่ให้ซัดท่วมเมืองได้โดยตรง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนจะเห็นเมื่ออยู่บนถนนเส้นนี้ คือทัศนียภาพแปลกตา (ซึ่งนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่ากำลังเดินทางไกลไปต่างบ้านต่างเมืองก็เป็นได้) ที่ฟากหนึ่งเป็นทะเลเหนือ กับอีกฟากคือทะเลสาบไอเซิลเมียร์ (IJsseImeer) ที่ติดกับแผ่นดิน อันเกิดจากการสร้างถนนอัฟสเลาต์ไดค์มาล้อมปิดไว้ เมื่อควบคุมน้ำส่วนที่ติดกับแผ่นดินให้สงบได้ ปัญหาน้ำท่วมก็หมดไป ทุกวันนี้ถนนอัฟสเลาต์ไดค์ได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เขาต้องคอยตรวจสอบ ตรงไหนรั่ว ตรงไหนพัง ตรงไหนมีรู เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้น ความเสียหายจะส่งผลกระทบต่อระบบจัดการน้ำที่เพียรพยายามสู้มานับศตวรรษ

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

เลียววาเดน (Leeuwarden) เมืองเด่นคนดัง

เรื่องแรก ๆ ที่ซักเจ้าบ้านอยู่นาน คือเรื่องเมืองทั้ง 11 ของจังหวัดฟรีสแลนด์ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมบางเมืองเล็กมาก เล็กแบบควรเรียกว่าหมู่บ้านมากกว่าเมือง ข้อสรุปคร่าว ๆ ก็คือ การจัดสถานะเมืองที่นี่แบ่งตามความสำคัญของเมืองที่มีมาตั้งแต่โบราณมากกว่าแบ่งกันที่ขนาดพื้นที่ 

ความสำคัญที่ว่าก็คือการเป็นเมืองท่า เมืองค้าขาย มีระบบการปกครองชัดเจน ขุนนางเป็นเจ้าของที่และมีชาวนาผู้เช่าที่ทำกสิกรรมเลี้ยงสัตว์ โดยแลนด์ลอร์ดศักดินาก็ทำหน้าที่คุ้มครองป้องภัยให้ชาวบ้านอีกที หลักฐานความเป็นเมืองในแถบนี้ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโรมันเลยทีเดียว เช่น เมืองเลียววาเดน (Leeuwarden) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟรีสแลนด์ในปัจจุบันก็พบร่องรอยสิ่งปลูกสร้างมาตั้งแต่หลังยุคพระคริสต์ไม่เกิน 200 ปี

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

เลียววาเดนมีสถานะเป็นเมืองหลวงของฟรีสแลนด์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1504 ร่องรอยความเป็นเมืองประวัติศาสตร์พบเห็นอยู่ทั่วไปในบริเวณย่านเมืองเก่า อาทิ Oldehove หรือในภาษาอังกฤษคือ The Leaning Tower แปลเป็นไทยเองง่าย ๆ ว่าหอเอนแห่งเลียววาเดน ชาวบ้านอวดว่าหอเอนที่นี่เอนยิ่งกว่าหอเอนปิซ่าที่อิตาลีเสียอีก เมื่อแรกสร้างใน ค.ศ. 1529 คนสร้างก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเอน แต่พอสร้างไปสร้างมาตัวหอกลับทรุดตัวและเอนไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะเพียรพยายามแก้ไขเพียงไหนก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดต้องยุติการก่อสร้างลงเมื่อ ค.ศ. 1533 ความฝันที่ว่ากลางเมืองจะมีหอสูง 120 เมตรพลันต้องจบลง เหลือเพียงความสูงที่นับรวมโครงสร้างด้วยได้ราว 48 เมตร

แม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ชาวบ้านก็ภาคภูมิใจกับหอเอนในฐานะเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง ปัจจุบันยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดให้เข้าชมระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม อีกทั้งลานด้านหน้ายังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมประจำเมืองในช่วงหน้าร้อนอีกด้วย

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ความเข้มข้นทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานของฟรีสแลนด์และเลียววาเดน ส่งผลให้เมื่อปี 2018 สหภาพยุโรปประกาศให้เลียววาเดนเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป กิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมายถูกจัดขึ้นในระยะเวลา 1 ปี ตัวตนที่น่าสนใจของทั้งฟรีสแลนด์และเลียววาเดนก็ได้โอกาสเฉิดฉายต่อสายตานักเดินทางในมิติต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในฐานะเป็นบ้านและบ้านเกิดของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น เป็นบ้านของ พระนางมารี หลุยส์ ฟาน เฮสเซน-กัสเซล (Marie Louise van Hessen-Kassel) เจ้าหญิงแห่งออเรนจ์-นาเซา Orange-Nassau สตรีผู้ทรงอิทธิพลของราชสำนักในศตวรรษที่ 18 และทรงเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของราชวงศ์ออเรนจ์ (House of Orange) พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของเนเธอร์แลนด์ คือ สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ก็ทรงสืบเชื้อสายจากพระนางมารีหลุยส์เช่นกัน

แล้วใครอีก… เอ็ม. ซี. เอชเชอร์ (M.C. Escher) ศิลปินภาพพิมพ์ชื่อดังระดับโลกคนนี้ก็ด้วย แม้จะไปเติบโตที่อื่นแต่ก็ลืมตาดูโลกที่เลียววาเดน อีกหนึ่งศิลปินคือ เซอร์ ลอว์เรนซ์ อัลมา ทาเดมา (Sir Lawrence Alma-Tadema) จิตรกรยุควิกตอเรียน ก็เกิดที่หมู่บ้านโดรนไรป์ (Dronryp) ในฟรีสแลนด์ แต่ไปลงหลักปักฐานสร้างชื่อเสียงอยู่ที่สหราชอาณาจักร

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

นอกจากสายจิตรกรแล้ว ฟรีสแลนด์ยังเป็นบ้านเกิดของอีกหนึ่งสตรีที่มีชีวิตสุดโลดโผน นั่นก็คือ มาตา ฮารี (Mata Hari) ชื่อภาษาอินโดนีเซียที่มีความหมายว่า Eye of The Day ซึ่งหมายถึงพระอาทิตย์นั่นเอง

มาตา ฮารี มีชื่อจริงว่า มากาเรตา เกียร์ทรูดา เซลล์ (Margaretha Geertruida Zelle) เด็กสาวจากเลียววาเดนที่เดินทางสู่โลกกว้าง กลายเป็นเมีย เป็นแม่ เป็นนักเต้นระบำโชว์เนื้อหนังแฝงกลิ่นอายชวนพิศวงของโลกตะวันออก ประดับเรือนร่างด้วยอัญมณีแพรวพราว เป็นโสเภณีชั้นสูง มีชีวิตเจิดจ้าโด่งดังตั้งแต่อินโดนีเซียจนถึงวงสังคมชั้นสูงที่ปารีส แต่แล้วกลับพบจุดจบด้วยข้อหาเป็นสายลับสองหน้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเธอยืนยันว่าเธอบริสุทธิ์จนวันตาย

ทุกวันนี้บ้านเกิดของมาตา ฮารี ที่ Kelders 33 กลางเมืองเลียววาเดนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ พื้นที่ส่วนหนึ่งจำลองบรรยากาศอดีตไว้เสมือนยังเป็นร้านขายหมวกสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นกิจการของพ่อมาตา ฮารี และยังมีเรื่องราวของเธอจัดแสดงที่นี่ด้วย

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
บ้านเกิด มาตา ฮารี

ชีวิตจิตใจของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็ถูกนำมาร้อยเรียงสอดประสานอยู่ในเรื่องเล่าของเมือง ไม่ว่าคุณจะเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ไหน หรือหยุดยืนอ่านโบรชัวร์เกี่ยวกับฟรีสแลนด์ที่ใด ย่อมต้องได้รู้ ได้เห็นเรื่องราวของพวกเขาไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง เช่น ถ้าคุณแวะไปที่พิพิธภัณฑ์เซรามิกแห่งชาติ (Princessehof National Museum of Ceramics) ใจกลางย่านเมืองเก่า นอกจากจะได้ชมคอลเลกชันเครื่องกระเบื้องจีนที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดในเนเธอร์แลนด์ ชมคอลเลกชันเซรามิกยุคอาร์ตนูโวและอาร์ตเดโคของดัตช์ระหว่างปี 1880 – 1930 ชมงานเซรามิกฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ และแน่นอนว่าชมงานขึ้นชื่ออย่างเครื่องเคลือบเขียนสีน้ำเงินจากเมืองเดล์ฟ (Delft Blue) และงานเอกลักษณ์ท้องถิ่นแบบ Frisian Blue แล้ว คุณก็ต้องได้รับรู้เรื่องราวของพระนางมารี หลุยส์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปด้วย เพราะในอดีตตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เคยเป็นวังที่พำนักสุดท้ายของพระนางนั่นเอง

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
งานเซรามิกฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ

ตัวพระนางมารี หลุยส์ ไม่ได้เกิดที่ฟรีสแลนด์ แต่มาจากตระกูลขุนนางฟากเยอรมนี พระนางแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้เจ้าของ โยฮัน วิลเลม ฟริโซ (Johan Willem Friso) ผู้รั้งตำแหน่ง ‘สตัดเฮาเดอร์ (Stadholder)’ ผู้ปกครองระดับสูงที่เทียบได้กับประมุขแห่งรัฐ ทั้งยังมีสถานะเป็นเจ้าชายแห่งออเรนจ์ โชคร้ายที่สวามีของพระนางอายุสั้น ตายจากไปตอนอายุเพียง 23 ปี พระนางจึงต้องรับหน้าที่เป็นเหมือนผู้สำเร็จราชการแทนบุตรชายที่ยังเด็ก จวบจนบุตรชายโตขึ้นเป็นสตัดเฮาเดอร์ได้สำเร็จ พระนางจึงวางมือ แต่ก็อำลาวงการได้เพียงสั้น ๆ เท่านั้น เพราะบุตรชายก็มาป่วยตายไปอีกคน หลานน้อยก็ยังเล็กเกินกว่าจะทำหน้าที่ได้ พระนางจึงต้องเล่นบทบาทคือหัตถาครองพิภพต่อมาอีกหลายปี โดยประทับอยู่ที่ Princessehof ระหว่าง ค.ศ. 1731 จนกระทั่งสิ้นลมใน ค.ศ. 1765

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ความหรูหรารุ่งเรืองภายใต้สองมือของพระนางยังคงเหลือร่องรอยให้เห็นในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งตกแต่งแบบบาโรก (Baroque) เน้นความเยอะเพริศแพร้วพรรณราย มองปราดเดียวต้องเห็นความรวยแบบตะโกน วอลเปเปอร์หนังแท้แทรกลายทอง เตาผิงหินอ่อน เพดานลวดลายปูนปั้น ผ้าม่านทอเนื้อดี เครื่องกระเบื้องยุโรปตกมาใหม่ ๆ ในสมัยนั้น เมื่อนึกว่าของพวกนี้ผ่านกาลเวลามาเกือบ 300 ปี ก็อดทึ่งในการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของเขาไม่ได้

ความบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ออเรนจ์ไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อเดินออกมานอกตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ปรากฏว่ากำแพงด้านหนึ่งที่หันสู่หอเอนแห่งเลียววาเดนเป็นกำแพงที่มีกระเบื้องจำนวนกว่า 2,160 ชิ้น เรียงเป็นรูปพระพักตร์ของพระนางมารี หลุยส์ โดยมีหน้าเล็ก ๆ ของสวามีผู้อายุสั้นอยู่เคียงข้าง จำลองจากภาพเขียนจริงที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ (Rijksmuseum) ที่อัมสเตอร์ดัม และกระเบื้องเหล่านั้นยังเรียงเป็นพงศาวลีของเจ้านายในยุโรปที่มีความเกี่ยวพันหรือสืบเชื้อสายมาจากพระนางมารี หลุยส์ ให้อารมณ์ประหนึ่งแม่ของแผ่นดินยังไงยังงั้น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

และเชื่อหรือไม่ว่า Princessehof ไม่ได้เป็นบ้านของพระนางมารี หลุยส์ เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมายังเป็น ‘บ้านเกิด’ ของ เอ็ม. ซี. เอชเชอร์ อีกด้วย ครอบครัวของเอชเชอร์เป็นผู้มีอันจะกินอย่างไม่ต้องสงสัย หาไม่แล้วคงไม่สามารถอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูกลางเมืองได้ ตัวเอชเชอร์เองลืมตามาเห็นแสงแรกของชีวิตเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1898 ที่บ้านนี้จริง ๆ แต่ใช้เวลาที่นี่เพียงขวบปีแรก ๆ เท่านั้น ก่อนจะย้ายไปโตที่อื่น

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก
ผลงานของเอชเชอร์

นิทรรศการถาวร At Home with M.C. Escher จัดแสดงที่ชั้นใต้ถุนของอาคาร Princessehof นอกจากมีภาพวัยเด็กและประวัติของเอชเชอร์แล้ว ยังมีผลงานของ Leon Keer ศิลปินสตรีทอาร์ตคนดังมาจัดแสดงด้วย ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากงาน Convex and Concave ของเอชเชอร์ โดย Keer สร้างภาพลวงตาบนฝาผนังและเพดานห้องใต้ดิน ตามแบบฉบับลายเซ็นในงานของเอชเชอร์ที่อุดมด้วยมุมมองแปลกประหลาด สถาปัตยกรรมลวงตาหากดูเสมือนจริง การจัดเรียงรูปทรงเรขาคณิตหรือรูปทรงต่าง ๆ ในภาพอย่างมีจังหวะสอดประสานกลมกลืนแบบที่ต้องผ่านการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์มาแล้ว ถือเป็นนิทรรศการขนาดเล็กที่ปลุกใจให้อยากดูงานเอชเชอร์อย่างลงลึกกว่าเดิม

ใครสนใจก็ไปดูงานเอชเชอร์แบบเต็ม ๆ ได้ที่พิพิธภัณฑ์ Escher in the Palace ที่กรุงเฮก แต่ตอนนี้เที่ยวที่ Princessehof ไปก่อน นี่แค่พิพิธภัณฑ์เดียวเท่านั้น แต่มีเรื่องหลากหลายเหลือเกิน เดิน 1 วันไม่จบ สมแล้วที่เขาโฆษณาตัวเองว่าเปรียบดั่งพิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์แห่งภาคเหนือ

เดินไปสู่ใจเมือง

ข้อมูลจากเว็บไซต์การท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ระบุว่า เนเธอร์แลนด์เป็นชาติที่มีพิพิธภัณฑ์หนาแน่นมากสุดในโลก จริง ๆ ถึงเขาไม่บอกเราก็คงต้องสังเกตเห็นเองอยู่ดี เพราะเฉพาะในเลียววาเดนเอง มีพิพิธภัณฑ์อยู่ตามมุมต่าง ๆ จนทำตัวไม่ถูก คือความรู้ก็อยากได้ ความไร้สาระก็ต้องการ เลยใช้วิธีวางแผนชีวิตจากการดูพยากรณ์อากาศ ถ้าวันไหนเขาบอกแดดแจ๋ก็ออกเดินเรื่อยเปื่อยไปเลย (แม้จะเป็นแดดแจ๋ที่มาพร้อมอุณหภูมิติดลบก็เถอะ) ซึ่งก็ได้ผล เพราะเดินไปเจอตรอกเล็กที่จริง ๆ คือถนนไคลเนอ แคร์กสตราต (Kleine Kerkstraat) อยู่ใกล้วังพระนางมารี หลุยส์ นี่แหละ

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

ชาวบ้านบอกว่านี่คือถนนที่เคยได้รับการโหวตให้เป็นถนนสายช้อปปิ้งที่น่ารักที่สุดของเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันก็ยังน่ารักอยู่ ยิ่งช่วงใกล้เทศกาลปลายปี ทุกร้านตกแต่งกันเต็มที่ ร้านรวงบนถนนสายนี้มีหลากหลาย มีทั้งร้านไอศกรีม ร้านขายของตกแต่งบ้าน ร้านขายของมือสอง ร้านตัดผมสุดคลาสสิก และที่ดูดเงินออกจากกระเป๋าเราได้รัว ๆ คือร้านเก่าแก่ ซาว์โวลฮูเฟอ (Zuivelhoeve) ขายสารพัดชีส ถั่ว ไส้กรอก แฮม และไวน์ อยากลองชีสตัวไหนบอก เขาให้ชิมไม่กั๊ก ซื้อกลับไทยก็ได้ เขาบรรจุในถุงสุญญากาศให้เสร็จ

ใจกลางย่านช้อปปิ้งของเลียววาเดนก็ยังคงอยู่ในย่านเมืองเก่า คูคลองแคบบ้างกว้างบ้างถักทอประสานเหมือนใยแมงมุมไปทั่วเมือง ความเก่าและความใหม่สอดผสานไปด้วยกันอย่างไม่ขัดเขิน เป็นธรรมดาของบ้านเมืองในยุโรปที่คุณอาจเพิ่งถอยโค้ทตัวใหม่ออกจาก H&M เสร็จแล้วก็เดินข้ามถนนมาสั่งอะไรดื่มแก้กระหายที่อาคารโบราณหลายร้อยปีฝั่งตรงข้าม เลียววาเดนก็เป็นเช่นนั้น เพราะที่กลางเมืองตรงข้ามร้านรวงทันสมัย มีอาคารจากศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่ ปัจจุบันคือคาเฟ่แต่อดีตคือ เดอ วากก์ (De Waag) หรือโรงชั่งน้ำหนักสินค้า สมัยก่อนพ่อค้าจะนำผลิตภัณฑ์จากนมมาซื้อขายที่นี่ ก่อนซื้อขายก็ต้องชั่งน้ำหนักตรวจสอบคุณภาพ กำหนดราคา กำหนดภาษีต่าง ๆ เดอ วากก์ จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานจากอดีตที่บ่งชี้ว่า เลียววาเดนเคยเป็นเมืองการค้าสำคัญมาหลายร้อยปีแล้ว

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

สีสันของเมืองคึกคักขึ้นมาอีกขั้นในวันศุกร์เพราะเป็นวันที่มีตลาดนัด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลเลิศคือจัตุรัสไซลองด์ (Zaailand) หน้าพิพิธภัณฑ์ Fries Museum ตลาดนัดที่นี่ก็เหมือนบ้านเรา มีตั้งแต่ร้านขายของสด ขายอาหาร ขายชีส ขายขนมหวาน ขายเสื้อผ้ามือสอง เครื่องประดับ ฯลฯ ไปจนถึงเปาะเปี๊ยะร้อน ๆ ที่ตอนอยู่เมืองไทยไม่ได้นึกอยากกินนัก แต่ตอนอยู่ที่หนาว ๆ การเห็นของทอดร้อนฉ่าขึ้นมาจากกระทะถือเป็นสวรรค์

Friesland แดนแผ่นดินราบ เมืองน่ารักในเนเธอร์แลนด์ที่ชาวดัตช์หลายคนไม่รู้จัก

และที่อยากจะลองมากคือ ปลาแฮริ่งดิบหมักเกลือตามวิธีถนอมอาหารให้กินได้นาน ๆ เป็นเมนูที่คนที่นี่กินกันเป็นว่าเล่น ในตลาดนัดนี่เห็นผู้ชายตัวโต ๆ ถือจานกระดาษใส่ปลาแฮริ่งดิบตัวจ้อย แนมด้วยหอมใหญ่หั่นซอย กินกันเบิกบานน่าอร่อย กลิ่นคงจรุงทุกมิติ อย่างนี้มันต้องลองบ้าง เจ้าบ้านอาสาไปซื้อให้พร้อมสั่งสอนว่า คนที่นี่เวลาไปซื้อแฮริ่งเขาไม่บอกคนขายว่าซื้อปลาแฮริ่งนะ แต่เขาจะพูดว่า (แปลจากดัตช์เป็นอังกฤษได้ประมาณนี้) “พี่ ๆ ขอ Salted One ตัวสิ” และหลังจากเรากินเข้าไปคำสองคำก็ อืม ไม่คาวและมีความนัวลิ้น แปลกดี แต่คงไม่ใช่จานโปรดของเรา เลยหันไปสั่งปลาคอดทอดแทน อันนี้ฉ่ำร้อนสะใจ กินกันควันออกปาก

ฟรีสแลนด์ 360 องศา ที่ Fries Museum

ฟรีส มิวเซียม หรือ ฟรีเชียน มิวเซียม (Frisian Museum) คือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเลียววาเดน และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะที่นี่มัดรวมเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นทุกมิติของฟรีสแลนด์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ไว้ด้วยกันในพื้นที่จัดแสดง 3 ชั้น เรื่องเด่น ๆ ที่เราชอบคือความสัมพันธ์แบบ Love-hate Relationship ของชาวฟรีเชียนที่มีต่อสายน้ำ

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ว่ากันว่าชาวฟรีเชียนรบรากับทะเลเหนือมานานกว่า 2,500 ปี เพราะแผ่นดินทางเหนือนั้นเปราะบางมาก มองไปสุดลูกหูลูกตาเห็นแต่ภูมิประเทศราบเรียบไปจนจรดทะเล เปิดทางให้ลมและคลื่นใหญ่สาดซัดเมืองโดยสะดวก ชาวฟรีเชียนหลายชั่วอายุต่างต้องค้นหาว่า จะทำยังให้บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรไม่โดนน้ำท่วม คำตอบมาในรูปของแลนด์สเคปที่ยังเหลือให้เห็นในปัจจุบัน นั่นก็คือเนินเขาเล็ก ๆ (Mound) ผลงานมนุษย์สร้าง บนยอดเป็นที่ตั้งของโบสถ์ ลดหลั่นลงมาคือบ้านเรือน ถ้าเป็นสมัยโบราณ บ้านคนรวยก็จะอยู่ใกล้ ๆ โบสถ์ พูดง่าย ๆ คือได้ทำเลทองรอดพ้นจากน้ำท่วมแน่ ๆ และอีกสิ่งสำคัญขาดไม่ได้เด็ดขาด คือ เขื่อนดินสูง (Dike) ถ้ามองจากมุมสูงจะเห็นเลยว่าตลอดแนวชายฝั่งของฟรีสแลนด์มีเขื่อนสูงเป็นปราการยาวป้องกันเมืองไว้ทั้งหมด

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

นอกจากนั้นยังมีส่วนจัดแสดงที่เล่าแยกย่อยถึงบางเมืองเด่น ๆ ในฟรีสแลนด์ เช่น เมืองฮินเดอโลเปน (Hindeloopen) อดีตเมืองท่าสุดคึกคักในศตวรรษที่ 17 – 18 ศูนย์รวมของพ่อค้าวาณิชที่ล่องเรือไปมาจากที่หลากหลาย กลับบ้านทีก็นำของแปลก ๆ จากประเทศแสนไกลมาฝากภรรยาผู้ทำหน้าที่ตกแต่งบ้านด้วยเครื่องเรือนไม้หรูหราแกะสลักลายละเอียด บ้างก็วาดลวดลายและทาสีสดใส ทั้งยังมีผ้าพื้นเมืองจากอินเดียและเครื่องกระเบื้องเนื้อบางจากจีน ก่อกำเนิดศิลปะแบบฮินเดอโลเปน ที่ผสมผสานกลิ่นอายชวนพิศวงของโลกตะวันออกเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างเอกลักษณ์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ไทม์ไลน์การเล่าเรื่องในพิพิธภัณฑ์ลากยาวตั้งแต่มิติด้านธรณีวิทยาในอดีตไกลโพ้น ยุคกลางที่เต็มไปด้วยโรคระบาด เรื่อยมาจนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามด้วยความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวของและถ้อยคำที่นำจัดแสดงบอกเลยว่ามีน้ำตาซึม

และเส้นเวลาก็เชื่อมสู่ปัจจุบันด้วยการตั้งคำถามถึงอิสรภาพที่คนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกว่า 75 ปีก่อนโหยหา แล้วอิสรภาพสำหรับคนรุ่นเราหมายถึงอะไร คำตอบหลากหลายในมุมมองปัจเจกที่อาศัยในฟรีสแลนด์ คละเคล้าจากคนท้องถิ่นไปจนถึงผู้อพยพลี้ภัย แต่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ว่ายุคสมัยใด อิสรภาพที่ปรารถนา คือหัวใจเสรีที่จะเลือกใช้ชีวิตอย่างใจต้องการโดยไม่เบียดเบียนใครและไม่อยากให้ใครมาเบียดเบียน

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

เดินออกจากพิพิธภัณฑ์มาอีกทีฟ้ามืดแล้ว ฤดูนี้นะ 4 โมงครึ่งก็มืดเหมือนหัวค่ำ สมองยังมึนกับสารพันเรื่องราวที่คาดว่าต้องใช้เวลาตกผลึกสักพักกว่าจะรู้ว่าซึมซับอะไรเข้าไปบ้าง เจ้าบ้านคงเข้าใจเลยชวนคุยเรื่องเบาๆ ว่าด้วยอาหารเย็นนี้ที่เป็นเมนูคนดัตช์ทำกินเองในบ้านจริง ๆ และมักจะกินช่วงหน้าหนาวด้วยเพราะว่า

“คือมันเป็นเมนูที่ Heavy พอสมควรอะ นึกออกมั้ย” เจ้าบ้านอรรถาธิบาย 

เมนูที่ว่านั้นคือ Preischotel ฟังเขาออกเสียงได้ประมาณว่า ‘ไปรสโคเทิล’ วัตถุดิบสำคัญคือมันฝรั่ง ต้นหอม (Leek) ชีส ไส้กรอก เนื้อบดหรือเบคอนตามชอบ แต่ละบ้านก็อาจจะมีวิธีปรุงต่างกันออกไป อย่างของบ้านนี้พอต้มมันฝรั่งแล้วก็บดหยาบ ๆ ซอยต้นหอม ใส่ไส้กรอก และชีส แล้วเอาเข้าเตาอบ ปล่อยให้ส่วนผสมแต่ละอย่างสอดประสานความอร่อยเป็นเนื้อเดียวกันเอง อบจนกระทั่งเห็นหน้าด้านบนดูเหลืองกรอบก็พร้อมกิน อากาศหนาว ๆ แสงเทียนเรืองบนโต๊ะและวับวามตามมุมต่าง ๆ ในบ้าน ตักแบ่งไปรสโคเทิลใส่จานให้กัน เป็นมื้อง่าย ๆ ไม่แฟนซีแต่คอนเฟิร์มว่าอุ่น อร่อย และอิ่ม

เยือน Friesland บ้านเกิดนมโฟร์โมสต์ ค้นรากเหง้าเหล่าคนดัง ภายในจังหวัดเล็กแสนสวยที่แตกต่างจากทุกจังหวัดของเนเธอร์แลนด์

ระหว่างกินก็ค่อยๆ ตกผลึกให้เจ้าบ้านฟังว่าหลายวันมานี้เดินโต๋เต๋ไปไหนมาบ้าง ได้รู้จักบ้านเมืองนี้ตื้นลึกอย่างไร ไปมาแล้วกี่พิพิธภัณฑ์ กินชีสมาแล้วกี่ตัน ชอปปิงของไร้สาระมาแล้วเท่าไหร่ แล้วใจก็ประหวัดกลับไปถึงพ่อหนุ่ม ตม. ที่แปลกใจต่อจุดหมายของเราอีกครั้ง พ่วงด้วยความเห็นส่วนตัวที่หลุดปากบอกเจ้าบ้านไปว่า “ฉันว่าคนที่มาเที่ยวฟรีสแลนด์นี่ไม่แปลกนะ คนที่แปลกคือคนที่คิดว่าฟรีสแลนด์ไกลมากและไม่รู้จะมาทำไมมากกว่ามั้ยอะ” 

เจ้าบ้านฟังแล้วหัวเราะก่อนจะบอกว่า “ก็ตอนนี้เรื่องที่เธอรู้เกี่ยวกับฟรีสแลนด์น่ะมันมากกว่าคนดัตช์หลาย ๆ คนแล้วมั้ง อยู่อีกสักพักสิ คนซอกแซกอย่างเธอน่าจะเขียนหนังสือได้หลายเล่ม” 

ฟังแล้วเหมือนถูกหลอกเหน็บยังไงไม่รู้ แต่ก็นั่นแหละค่ะ ก็จริงอย่างเขาว่า เพราะที่เขียนมานี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของการเดินทางเท่านั้นเอง เรื่องที่ยังไม่ได้เล่าก็มีอีกเยอะเป็นกระบุงจริง ๆ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load