การผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อม ตัวละคร และสถาปัตยกรรม ทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของสถานที่ สร้างบริบท กำหนดยุคสมัยและช่วงเวลาในภาพยนตร์ ฉากหลังในแต่ละซีนช่วยเราประติดประต่อจุดเชื่อมโยง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากโลกแห่งความเป็นจริงสู่โลกแฟนตาซีนแบบ Hyperreality โลกที่อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว กว้างใหญ่ตราบเท่าที่ขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ของคนคนหนึ่งจะนำไป 

ทุกวันนี้พวกเราคุ้นชินกับโลกแฟนตาซี พลังเหนือธรรมชาติ และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุดล้ำในวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะในหนังไซไฟและอนิเมะ ความเหนือจริงของฉากในหนังแนวนี้มักริเริ่มสร้างบริบททางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างสุดล้ำ ซึ่งในบางครั้งเฟรมหนึ่งเฟรมก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดใหม่ ๆ ทางสถาปัตยกรรมได้

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki) เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชัน นักเขียน นักวาดการ์ตูน ระดับตำนานของญี่ปุ่น และผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli ใน ค.ศ. 1985 บริษัทนี้เป็นรู้จักดีที่สุดจากผลงานภาพยนตร์แอนิเมชัน ด้วยลายเส้นกราฟิกวาดมือที่อบอุ่น การวางองค์ประกอบภาพสุขุม สีสันของต้นไม้ใบหญ้าที่ชักชวนพวกเราให้ออกไปสำรวจความงดงามของธรรมชาติ ความใส่ใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนในรายละเอียดที่เล็กที่สุดของฉากสถาปัตยกรรมอย่างฝุ่นบนเสาและคานนั้น ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเก่า 

มากไปกว่านั้น ภาพยนตร์ที่กำกับโดย Miyazaki มักถ่ายทอดวิวัฒนาการของสังคมญี่ปุ่น ระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์ในเมืองและธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล โลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการปลีกตัวออกจากระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ 

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

‘Spirited Away’ ผลงานภาพยนตร์ใน ค.ศ. 2001 ของเขาก็เช่นกัน เรื่องราวของ ชิฮิโระ (Chihiro) เด็กหญิงวัย 10 ขวบและพ่อแม่ของเธอที่หลงเข้าไปในมิติวิญญาณมหัศจรรย์ระหว่างเดินทางย้ายบ้านใหม่ การก้าวผ่านวัยของชิฮิโระในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต การจากลา และการเติบโตจากทำงานที่โรงอาบน้ำของเหล่าทวยเทพในโลกวิญญาณ ระหว่างที่เธอกำลังหาหนทางช่วยพ่อแม่ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหมู หลังจากไปกินอาหารของเหล่าทวยเทพและหาทางกลับสู่โลกของมนุษย์

Miyazaki ถ่ายทอดฉากเมืองในมิติวิญญาณแห่งนี้ตามรากฐานความเชื่อของศาสนาชินโต (Shinto / 神道) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นแก่นรากฐานของวิถีความเป็นญี่ปุ่น คำว่าชินโต แปลว่า วิถีแห่งจิตวิญญาณ (Way of the Spirits) โดยมีความเชื่อในการบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตำนานความเชื่อในพลังของธรรมชาติที่มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด สิ่งต่าง ๆ ที่มีความบริสุทธิ์ล้วนเป็นที่สถิตของเทพเจ้าได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร สายลม บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสรรพสิ่งต่าง ๆ 

ในนัยยะหนึ่ง การหลงเข้าไปในโลกวิญญาณในภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเราดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสมดุลและปรองดอง

1
มิติวิญญาณมหัศจรรย์

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ครอบครัวชิฮิโระทะลุไปในโลกแห่ง Spirited Away ผ่านอุโมงค์ซุ้มประตูสีแดงที่ดูคล้ายป้อมปราการร้าง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ในโลกของความเป็นจริง แม้ภายนอกจะมีเค้าโครงสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ภายในอุโมงค์กลับเผยให้เห็นถึงโครงสร้างซุ้มเสาโค้งแบบโบสถ์สไตล์ยุโรป ลานภายในมีม้านั่งเก้าอี้จัดวางเรียงรายตามผนังและพื้นที่ระหว่างเสา เมื่อเดินมาถึงทางออกของอีกฝั่งหนึ่ง จะพบหอนาฬิกาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนป้อมปราการ บ่งบอกถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟ ซึ่งนำมาใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสอง 

นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ถึงจุดเชื่อมต่อเชิงสัญลักษณ์ ในขณะพวกเขากำลังขับรถผ่านซุ้มประตูโทริอิ (Torii) กั้นอาณาเขตของเทพเจ้า และรูปปั้นโดโซจิง (Dōsojin) เทพารักษ์ประจำถนนหนทางที่คอยปกป้องและอวยพรเหล่านักเดินทาง 

การสิ้นสุดลงของทางถนนลาดยาง ตัดเข้าทางถนนลูกรัง ก็สะท้อนสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีนัยยะ สถาปัตยกรรมเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ ในขณะที่ภาพยนตร์ของสตูดิโอจิบลิได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ความท้าทายคือการรักษาและตีความแนวคิดดั้งเดิมของญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ประจำชาติไว้

พื้นที่ส่วนใหญ่ในดินแดนวิญญาณปกคลุมด้วยน้ำปริมาณมหาศาล เหล่าภูตและวิญญาณเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่ได้ด้วยการขึ้นรถไฟทะเล (เที่ยวเดียว) ซึ่งรถไฟจะหยุดพักเมื่อวิ่งไปได้ 6 สถานี อีกวิธีหนึ่งคือการนั่งเรือโดยสารข้ามฟาก ใจกลางเมืองมีย่านร้านอาหารสุดประหลาดตั้งอยู่ ขนาดและสัดส่วนของอาหารใหญ่กว่าในโลกความเป็นจริง เมืองจะคึกคักมากในช่วงเวลากลางคืน ราวกับมีงานมหรสพจัดขึ้นทุกคืน ในทางกลับกัน ผู้คนจะพักผ่อนในตอนกลางวัน ทำให้เมืองเงียบสนิท เหมือนไม่มีใครอยู่เลยสักคน

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

2
โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋)

โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋) ฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นสถานที่ชำระความเหนื่อยล้าของเหล่าเทพเจ้า ดูแลและควบคุมโดยแม่มดมนุษย์แม่ Yubaba ตั้งสูงเด่นตระหง่านอยู่ถัดออกมาจากย่านร้านอาหารในตัวเมือง ตัวอาคารสร้างลอยสูงอยู่เหนือบึงน้ำที่แห้งเหือด มองไปเบื้องล่างจะมีรางรถไฟวิ่งตัดเข้าในอุโมงค์ใต้โรงอาบน้ำเพื่อขนส่งถ่านหิน ส่งเสียงคำรามกึกก้องสั่นไหวไปทั่วพื้นที่ขณะวิ่งเข้าออก สะพานสีแดงชาดเชื่อมตัวอาคารกับพื้นดิน เป็นทางเข้าทางออกหลักของโรงอาบน้ำแห่งนี้ ด้านหน้าโรงอาบน้ำมีน้ำตกอยู่ทางด้านขวา ด้านซ้ายมีปล่องควันขนาดใหญ่สูงเท่าตัวอาคาร เชื่อมมาจากห้องหม้อไอน้ำที่ปล่อยควันดำโขม่งไปทั่วบริเวณ

โรงอาบน้ำสูงประมาณตึก 5 – 7 ชั้น ภายนอกออกแบบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นอันงดงาม แต่แฝงไปด้วยวิธีก่อสร้างและโครงสร้างแบบชาวตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฐานคอนกรีตของตัวอาคาร หรือโครงสร้างเหล็กของสะพานทางเชื่อม ซึ่งเป็นสิ่งผู้กำกับ Miyazaki เรียกว่า ‘Pseudo-Western Architecture’ หรือ อาคารญี่ปุ่นปลอม เขามักเน้นย้ำถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในผลงานของเขา

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ตัวสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันของอาคารออกแบบของตามลำดับชั้นของอาคาร หมายเลขและตัวอักษรกำกับตามระดับความสูง ชั้นบนสุดคือ 天 แปลว่า สวรรค์ และ ชั้นล่างคือ 地 แปลว่า พื้นดิน การแบ่งพื้นที่และการตกแต่งเปลี่ยนไปตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ นับเป็นกระจกเงาที่สะท้อนสภาพการทำงานในสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

พื้นที่ทั้งหมดของโรงอาบน้ำแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ หนึ่ง คือพื้นที่หน้าบ้านที่เป็นโถงรับแขก ห้องอาบน้ำออนเซ็น จากชั้น 1 – 4 เชื่อมต่อด้วยโถงรับแขก ระเบียงบันได และลิฟต์แบบสับคันโยก เมื่อข้ามสะพานเข้ามาในอาคารก็พบกับโถงรับแขกที่นำไปสู่ห้องอาบน้ำแบบเปิดของเหล่าเทพเจ้า อยู่บนพื้นยกระดับกลางโถงกลาง

และหากมองขึ้นไปในส่วน 二天 ของสวรรค์ชั้น 2 ซึ่งนั่นก็คือชั้น 3 และ 4 ของอาคาร จะพบกับโถงทางเดินยาวพร้อมกับห้องรับประทานอาหาร ห้องพักของแขกปูด้วยเสื่อทาทามิ และกั้นห้องด้วยประตูไม้กระดาษสาแบบดั้งเดิม เรียงตัวไปตามรูปทรงของโถงอาคาร ล้อมไปด้วยชานระเบียง 

ในฉากที่ปีศาจไร้หน้า (Kaonashi) แฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวายในโรงอาบน้ำและห้องอาหาร เราได้เห็นภายในห้องที่ตกแต่งด้วยรูปวาดของเทพเจ้าหลากสีสัน และในเวลาเดียวกัน เราก็ได้รับรู้ถึงจำนวนอาหารเหลือทิ้งมากมายที่กองเรียงรายอยู่ ผีไร้หน้าคือผีเร่ร่อนบนสะพานแดง ความหมายแฝงของตัวละครที่เตือนสติเราไม่ให้หลงไปกับสภาพสังคมที่ชักจูง การไม่มีบุคลิกของตัวเอง การปรับเปลี่ยนตนเองเพียงเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ การเสกสิ่งที่คนอื่นต้องการเพื่อเอาใจเขา แต่แท้ที่จริงแล้วเรากลับไม่รู้ว่าจริง ๆ ตัวเองต้องการอะไร

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ออนเซนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ น้ำร้อนที่มาจากภูเขาไฟเต็มไปด้วยแร่ธาตุ มีพลังในการชำระล้างและผ่อนคลายความเครียด และแม้แต่เหล่าเทพเจ้ายังต้องมาใช้บริการโรงอาบน้ำแห่งนี้ 

ในฉากหนึ่ง เทพเจ้าแม่น้ำเข้ามาใช้บริการด้วยเนื้อตัวสกปรกโสโครก ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วโรงอาบน้ำ หลังจากที่ชำระล้างเสร็จ ขยะจำนวนมากทะลักออกมาจากตัวเทพเจ้า ก่อนจะกลายเป็นมังกรบินออกไปจากโรงอาบน้ำ ข้อคิดที่สอดแทรกอยู่นั้นคือการที่มนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติ ก่อมลพิษ และทิ้งขยะจำนวนมากลงแม่น้ำ หรือในกรณีของฮาคุ (Haku) ผู้ที่ช่วยเหลือชิฮิโระในโลกแห่งวิญญาณก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในเทพแห่งแม่น้ำโคฮาคุ แต่ต่อมาเมื่อแม่น้ำถูกถมเพื่อสร้างอะพาร์ตเมนต์ ทำให้เขากลายเป็นเทพเจ้าไร้บ้าน จนในที่สุดมาอาศัยอยู่ดินแดนวิญญาณรับใช้ยูบาบา

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่หลังบ้าน ซึ่งเป็นเสมือนกับกลไกและฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนโรงอาบน้ำแห่งนี้ คือห้องหม้อไอน้ำสมุนไพรของ Kamajī ผู้ที่ทำงานและพักผ่อนบนแท่นควบคุมของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ซึ่งอยู่ในส่วนล่างสุดของฐานอาคาร ผนังภายในห้องบุด้วยลิ้นชักใส่สมุนไพรสูงขึ้นไปจนติดเพดาน ความร้อนจากเครื่องต้มไอน้ำแผ่กระจายไปทั่วห้อง ถัดออกไปยังมีห้องเก็บเสบียงและห้องครัว เผยให้เราเห็นไส้ในของตัวอาคาร 

พื้นที่ส่วนหลังของโรงอาบน้ำคือที่พักผ่อนของคนงาน โดยแบ่งชั้นกันระหว่างห้องพักชายและหญิง พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างคับแคบและจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนและพื้นที่ของบ้านพักและห้องทำงานของยูบาบาที่อยู่ชั้นบน โดยเหล่าคนงานนอนแออัดกันในห้องเสื่อทาทามิที่ฟูกนอนนั้นปูติดกันจนไม่มีทางเดิน อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ก็จะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตนเอง

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตั้งแต่ชั้น 5 เป็นต้นไปของโรงอาบน้ำ คือเพนต์เฮาส์และห้องทำงานของยูบาบา แต่ละห้องตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่าดังสรวงสวรรค์ เรียงรายไปด้วยของสะสม แจกันเซรามิกยักษ์ โคมไฟระย้า พื้นหินอ่อนไล่สีและลวดลาย เตาผิง และเครื่องเรือนมากมาย ห้องทั้งหมดตกแต่งในรูปแบบผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก แม้ว่ายูบาบาจะดูเป็นคนที่โลภมากและโมโหร้าย แต่เธอก็รักลูกของเธอมาก ๆ เธอสร้างห้องเด็กเล่นขนาดใหญ่ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหมอนและของเล่นจำนวนมาก พื้น ขอบเสา และผนังทั้งหมดในห้องหุ้มด้วยวัสดุนุ่มนิ่มเหมือนเบาะของเก้าอี้ เพื่อปกป้องลูกสุดที่รักของเธอประหนึ่งไข่ในหิน 

ฉากสถาปัตยกรรมในผลงานของ Miyazaki มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและบรรยากาศช่วงหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น รายละเอียดที่เขาใส่ในผลงานมีนัยยะในการขับเคลื่อนวงการแอนิเมชันญี่ปุ่น ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความคิดของตัวละคร บริบทสภาพสังคม ประเพณีความเชื่อ และในขณะเดียวกันผู้ชมก็ได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับตัวละครด้วย

ฉากในโลกของ Spirited Away บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริง ซึ่งทางทีมผู้สร้างได้เคยไปพักผ่อนที่ Dogo Onsen ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำเก่าแก่มากกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ในเมือง Matsuyama บนเกาะ Shikoku และอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นต้นแบบให้กับย่านร้านอาหารและห้องหม้อต้มไอน้ำ คือพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมกลางแจ้ง Edo-Tokyo ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีชินจูกุเพียง 45 นาที และในขณะนั้นยังอยู่ใกล้ที่ทำงานของ Studio Ghibli

แต่หากยังดื่มด่ำไม่พอ ทุกคนไปเยี่ยมชมมนต์คลั่งจากโลกวิญญาณได้ที่สวนสนุก Ghibli Park ที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมาในจังหวัด Nagoya ห่างออกจากเมือง Tokyo ไป 3 ชั่วโมง ที่นั่น เหล่าแฟน ๆ จะได้เข้าไปในห้องทำงานของยูบาบา นั่งรถไฟทะเลกับผีไร้หน้า มากไปกว่านั้น ยังมีฉากอีกมากมายที่สร้างจากผลงานภาพยนตร์ของ Studio Ghibli เรื่องอื่น ๆ

ข้อมูลอ้างอิง  

Miyazaki, Hayao, director. Spirited Away. Studio Ghibli, 2001

Sutajio Jiburi. (2001). The art of spirited away

www.archdaily.com

https://note.com/otaking/n/n7d92ff6f0951

https://blog.govoyagin.com/spirited-away-bathhouse/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปทีละก้าวตามบันไดหินที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ลมหายใจหอบแฮก ๆ บ่งบอกถึงระยะทางและความชันของระดับพื้น เมื่อถอนหายใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้น จะพบซุ้มประตูทางเข้าชั้นนอกของวัด แข้งขาที่อ่อนล้ากลับแข็งขันขึ้นมาอีกครั้ง 

ความรู้สึกนี้หรือเปล่า ที่ทำให้การเดินทางมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนพิเศษ และมีความหมายที่แตกกันออกไป

คอล์ม Set Design ครั้งนี้ ขอพาทุกท่านไปตามรอยสถาปัตยกรรมวัดพุทธนิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น ผ่านฉากในการ์ตูนย้อนวัยเรื่อง ‘อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา’ เมื่อหลักคำสอน ปรัชญา พิธี และวิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ บริบทของภูมิประเทศ และสถาปัตยกรรม มากไปกว่านั้น สิ่งที่สะท้อนผ่านพุทธศาสนสถานแบบดั้งเดิมอย่างวิถีแห่งพุทธนิกายเซน ยังมีอิทธิพลในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ที่เป็น Soft Power ต่อวัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึงสถาปัตยกรรม ซึ่งบ่งบอกและสร้างวิถีความเป็นญี่ปุ่นยุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย 

เมื่อศาสนาเชื่อมโยงสัมพันธ์กับจิตใจผู้คน วัดหรือศาสนสถานก็เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สื่อสารอย่างทรงพลัง ราวกับสถาปัตยกรรมนั้นพูดได้ มีตัวตน และมีพื้นที่ของตัวเอง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ อาอิชิเตรุ หรือจะเป็น “อิค-คิว-ซางงงง…” “คร๊าบผม…จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ” 

เพลงเปิดและคำพูดก่อนตัดเข้าโฆษณาที่หลาย ๆ คนจดจำได้เป็นอย่างดีจาก อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา มาพร้อมกับการถาม-ตอบเชิงปัญญาทางธรรมแบบปุจฉาวิสัชนา แฝงด้วยเกร็ดธรรมะและข้อคิดในการดำเนินชีวิตในทุกตอน ดังความหมายของคำว่าอิคคิว ( 一休 ) ที่แปลว่าการพักครู่หนึ่ง เหมือนกับการชะลอความคิด สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ใช้’หมอง นั่ง’มาธิ” เพื่อเรียกสติ สร้างสมาธิเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหานั่นเอง

อนิเมะ อิคคิวซัง (一休さん) ฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2518 อำนวยการผลิตโดยโทเอแอนิเมชัน (Toei Animation) และฉายครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2525 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งหมด 296 ตอน การ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงประวัติศาสตร์บ้านเมืองญี่ปุ่นยุคมูโรมาจิ (Muromachi) (ค.ศ. 1336 – 1573) ยุคที่รัฐบาลโชกุนอยู่ภายใต้การนำของ โชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ มีอำนาจในการปกครองเหนือพระจักรพรรดิ และยังนำชีวประวัติของ พระอิคคิว โซจุน หรือชื่อในวัยเด็กคือ เซงกิกุมารุ ในช่วง ค.ศ. 1394 ถึง ค.ศ. 1481 มาเป็นต้นแบบของอิคคิวซังในการ์ตูน เณรน้อยเจ้าปัญญา อีกด้วย 

เมื่อศึกษาดูแล้ว พบว่าตัวตนของพระอิคคิว โซจุน นั้น เป็นพระสายอินดี้พอตัว ท่านไว้หนวดเครา ไม่โกนผม มักต่อต้านจารีตประเพณีและยศศักดิ์ โดยมองว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งสมมติ ท่านยึดแก่นของพระธรรมและสัจจธรรมของชีวิตที่ไม่แน่นอนเป็นที่ตั้ง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ตามท้องเรื่องในอนิเมะ พระมารดาส่งอิคคิวซังให้ออกบวชเป็นสามเณรที่วัดอังโคะกุจิ ( 安国寺, Ankoku-ji) เพื่อหนีราชภัยในวัย 5 ขวบ โดยมีเจ้าอาวาสไกคังเป็นผู้อุปสมบทให้ (ในความเป็นจริง ณ ขณะนั้นได้รับสมญานามว่า สามเณรชูเคน) และโชกุนโยชิมิตสึก็ยังสั่งการให้ซามูไรชินเอมอนซังคอยเฝ้าติดตามอิคคิวซังไปทุกที่

ในแต่ละตอนเรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น บ้างถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันและปัญหาต่าง ๆ ของเหล่าเพื่อนเณรและซาโยจัง (เด็กหญิงที่อาศัยอยู่บริเวณวัด) ภายในวัดอังโคะกุจิ บ้างถ่ายเรื่องราวในละแวกเมือง อย่างร้านขายของชำของคิเคียวยะซังและลูกสาวยาโยย ที่มักจะตั้งคำถามทดลองเชาว์ปัญญาของอิคคิวอยู่เป็นเนือง ๆ

I
วัดอังโคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

วัดอังโคะคุจิ คือหัวใจสำคัญของฉากในการ์ตูนเรื่องนี้ ก่อตั้งโดยตระกูลโชกุนอาชิคางะ ซึ่งสร้างขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น เครือข่ายวัดอังโคะคุจิได้รับการสนับสนุนปัจจัยจากเหล่าขุนนางและพ่อค้าเป็นอย่างดี ในขณะที่เป้าหมายดั้งเดิมคือสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่อีกนัยหนึ่ง ตัววัดก็ทำหน้าที่สนับสนุนการปกครองของโชกุนไปโดยปริยาย

วัดอังโคะคุจิได้ต้นแบบมาจากเมืองยามาชิโระที่สามเณรชูเคนออกบวชและจำวัด ซึ่งถูกเผาทำลายไปแล้วในช่วงสงคราม ทางทีมงานผู้สร้างจึงต้องถอดแบบจากวัดอังโคะคุจิในเมืองอายาเบะ จังหวัดเกียวโต แม้ว่าจะไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระอิคคิว โซจุน โดยตรงก็ตาม

ภายในเต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายของฉากในวัดตามแบบฉบับการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูไม้หน้าทางเข้าวัด (Sōmon) และตัวห้องโถงพระใหญ่ (Hondo) ที่ปกคลุมด้วยหลังคาหน้าจั่วมุงหญ้าขนาดใหญ่ สร้างด้วยโครงสร้างเสาคานไม้ขนาดใหญ่ในรูปแบบ Post and Lintel ก่อนปิดตัวอาคารด้วยผนังปูนสีขาว โดยอาคารตั้งอยู่บนแท่นหิน ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและต้นไม้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนนั่นเอง 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดชูองอัน อิคคิวจิ

รูปแบบพุทธสถาปัตยกรรมของจีนเข้ามามีอิทธิพลต่อวัดในญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ทั้งการวางผังที่ยึดตามแกนกลาง ซุ้มประตูทางเข้าจะตรงกับโถงหอพระใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูป การแยกแบ่งฟังก์ชันของอาคารออกไปเป็นส่วน ๆ ซุ้มระฆัง ส่วนที่อยู่อาศัยของพระและสามเณร ห้องซักล้าง ห้องน้ำ และอื่น ๆ การจัดวางผังอาคารตามกายภาพภูมิประเทศ การสร้างลานกว้าง (Courtyard) และสวนหินจากพื้นที่ระหว่างอาคารแต่ละหลัง ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของศาสนสถานแบบพุทธเซน

อีกหนึ่งวัดที่ไม่ได้ปรากฏในการ์ตูนเรื่องนี้ ทว่าเป็นวัดที่พระอิคคิว โซจุน เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต คือ วัดชูองอัน อิคคิวจิ (Shuonan Ikkyuji Temple) ตัววัดโอบล้อมไปด้วยต้นไม้และสวนหินแบบเซน จากซุ้มประตูทางเข้า ต่อเนื่องเป็นทางเดินลายหินทอดยาวผ่านแนวต้นไม้ ก่อนจะเข้าถึงภายในวัด ช่วยสร้างพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวายของโลกภายนอกให้แก่ผู้มาเยือน 

ตัวสวนหินเซนที่อยู่ภายในวัดก็เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมของธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกวาดหินเป็นลวดลายเหมือนกระแสน้ำลื่นไหลผ่านพื้นดินนิ่งสงบ เป็นการลอกเลียนความสมบูรณ์ของธรรมชาติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้

II
วัดคินคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

อีกหนึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในหลาย ๆ ตอน คือ ปราสาทคินคะคุ (Kinkaku The Gloden Pavillion) ศาลาพลับพลาทองที่หลายคนจดจำได้ ในตอนที่โชกุนท้าทายให้อิคคิวซังจับเสือในภาพวาดบนฉากกั้น ตัวอาคารสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1398 โดยโชกุนรุ่นที่ 3 อาชิคางะ โยชิมิตสึ เพื่อใช้เป็นวิลล่าคอมเพล็กซ์สำหรับอยู่อาศัยและว่าราชการ ตั้งบนเนินเขาคิตะยามะ (Kitayama) ต่อมาหลังจากโชกุนโยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรม สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็น วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ วัดโรกูอนจิ (Rokuon-ji) ตามความประสงค์ของท่าน

ความหรูหราสวยงามของตัวศาลาเปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน โครงสร้าง 3 ชั้นของศาลาทองสร้างขึ้นบนฐานหินเหนือสวนสระน้ำอันกว้างขวาง สะท้อนและทอดเงาสีทองลงผิวน้ำ ล้อมรอบด้วยต้นไม้เปลี่ยนสี ผลัดและผลิใบไปตามวัฏจักรฤดูกาลของมัน 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดคินคะคุจิ

ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ชั้นหนึ่งเป็นสไตล์ที่อยู่อาศัยแบบชินเด็น (รูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง) เรียกกันว่าหอน้ำพระธรรม (Hosuiin) มีชานระเบียงล้อมรอบห้อง เปิดเผยโครงสร้างเสาไม้ธรรมชาติ ผนังปูนสีขาว และประตูและหน้าต่างบานเลื่อนไม้ เมื่อกวาดสายตามองไป ก็แทบกลมกลืนหายไปกับบริบทแวดล้อม ขับให้ตัวอาคารชั้นสองและชั้นสามที่ภายนอกห่อหุ้มผิวผนังด้วยทองคำเปลวโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

หอคอยแห่งเสียงคลื่น (Choonkaku) คือส่วนชั้นบนของศาลา เป็นที่ประดิษฐานรูประโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นในสไตล์บุกเกะ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยของซามูไร ส่วนบนสุดสร้างเป็นทรงคิวโพลา เรียกว่า Kukyocho สถาปัตยกรรมโถงเซนแบบจีน มีหน้าต่างโค้งขนาดใหญ่ กลางห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พื้นที่ภายในและภายนอกปูด้วยแผ่นทองคำเปลว บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์สีทอง สัญลักษณ์ของราชวงศ์ อันเป็นตัวแทนของไฟและดวงอาทิตย์

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ภายหลังใน ค.ศ. 1950 ศาลาหลังนี้ถูกวางเพลิงเผาทำลาย และสร้างขึ้นมาให้เหมือนเก่าอีกครั้งใน ค.ศ. 1955 นอกจากศาลาทองหลังนี้ โดยรอบอาณาเขตบริเวณยังมีสิ่งปลูกสร้างในรูปสถาปัตยกรรมเซนหลังอื่น ๆ อาทิ ศาลาเงิน (สร้างขึ้นเกือบ 1 ศตวรรษให้หลัง) วิลล่า ห้องพักพระสงฆ์ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในยุคต่อมา

III
อวัจนภาษา

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

อวัจนภาษาในการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมแบบเซน ถ่ายทอดแก่นคำสอนของการตื่นรู้ การตระหนักรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต อัตตา และการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไป ภาษาที่สื่อสารผ่านวัดเซน กลมกลืนหลอมรวมไปกับธรรมชาติ ความงามและสุนทรียภาพที่ไม่ยั่งยืนตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล สถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย เปลือย และตรงไปตรงมา เผยสัจจะวัสดุในแบบโครงสร้างตามวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

การทำความสะอาด เป็นอีกสิ่งที่มักพบเห็นในหลาย ๆ ฉาก ทั้งการถูพื้นหรือกวาดลานวัด หรือแม้แต่ในวัดชูองอัน อิคคิวจิ ก็มีรูปปั้นของพระอิคคิว โซจุน ถือไม้กวาดอยู่ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในวิถีปฏิบัติของพุทธเซนในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล 

ความงามที่เกิดจากการขัดถู ทำความสะอาด การตัดแต่งกิ่งของต้นบอนไซ หรือแม้แต่การกวาดลวดลายในสวนหิน 

ความงามประณีตเกิดขึ้นจากความอดทน และความพยายามผ่านกระบวนการอันยาวนานเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

สิ่งนี้หรือเปล่าที่วัดนิกายเซนพยายามรักษา ผ่านการทำความสะอาดด้วยความเพียรในแต่ละวัน

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

เมื่อนั่งพิเคราะห์ถึงแก่นพื้นฐานของพุทธนิกายเซน และเชื่อมโยงกับหลักการปรัชญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นในวงการงานออกแบบ สถาปัตยกรรม หรือหลักการใช้ชีวิตและการทำงาน เราจะพบว่าแก่นคำสอนของเซนนั้นเป็นหนึ่งใน Soft Powre ที่สร้างอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกขึ้นมา 

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตแบบอิคิไก (Ikigai) ซึ่งช่วยหาจุดสมดุลของการดำรงอยู่และการทำงาน แนวคิดการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไปในงานออกแบบและสถาปัตยกรรม อย่าง Minimalism แนวคิดในการตกแต่งภายในแบบ Wabi-sabi ที่ค้นหาความงามในความเรียบง่ายผ่านสัจจะวัสดุและธรรมชาติ หรือจะเป็นแนวคิด No-frills ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นเพิ่มความสะดวกสบาย เป็นต้น 

คำถามน่าคิดในวันนี้ที่เราอาจมองย้อนกลับมาว่า แก่นของพุทธแบบไทย ๆ นั้น กำลังสื่อสารอะไรกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมของเรา ในยุคที่สังคมขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ รูปทรงหลังคาวัดแบบดั้งเดิมวางอยู่บนผนังกระจกขอบอะลูมิเนียม เต็นท์สำเร็จรูปกางที่ลานวัด ปกคลุมอยู่บนองค์พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมไปด้วยกล่องรับบริจาค จนกลายเป็นภาพชินตาที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

ข้อมูลอ้างอิงและที่มาของภาพประกอบ :

Kimio Yabuki (Director). Chiaki Imada (Producer). 1978. 一休さん Ikkyū-san (TV series) . Toei Animation (Production Studio)

Nishi, K., & Hozumi, K. (1983). What is Japanese architecture?. Kodansha international.

Hara, K. (2017). Back to White. In White. essay, Lars Muller Publishers.

www.youtube.com/watch?v=rf9yQ2Hh5ac

www.posttoday.com/ent/news/428318

mgronline.com/japan/detail/9640000129536

www.mangozero.com/ikkyu-san-place-history/

www.ikkyuji.org

www.shokoku-ji.jp/en/kinkakuji/about/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load