ธงสีรุ้งที่โบกสะบัดหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โสเภณีพัทยา ชายชอบแต่งหญิง เกย์ไร้บ้าน และสารพัดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเพศในสังคมไทย คือเรื่องราวที่เราเคยเห็นผ่านตาจาก Spectrum เพจและเว็บไซต์ที่เล่าเรื่องความหลากหลายทางเพศได้อย่างลึกซึ้งถึงเครื่อง ตีแผ่และลงลึกประเด็นเกี่ยวเนื่องกับเพศอย่างแยบคาย น่าจับตามอง แตกต่างจากสื่ออื่นๆ อย่างสิ้นเชิง จนได้รับรางวัลด้านสื่อสร้างสรรค์ ประเภทสื่อออนไลน์ จาก Ardhanareeswara Award ในปี 2019

สเปกตรัมทำให้เราเห็นว่าเรื่องเพศและเรื่องราวของ LGBT+ ไหลเวียนอยู่ในสังคม เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราเลยอยากพาไปทำความรู้จักแนวคิดเบื้องหลังการทำสื่อที่เป็นพื้นที่ความคิดของทุกสีสัน


สื่อใหม่ในเรื่องเพศ

เห็นประเด็นหลากหลายขนาดนี้ จริงๆ Spectrum เพิ่งตั้งมาปีครึ่ง เริ่มจาก โอ๋-อภิสิทธิ์ อัศวะภูมิ สร้างพื้นที่ให้คนส่งเรื่องเข้ามา

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

“เราเล่าเรื่อง Gender Issues คือความหลากหลายทางเพศ ไม่ได้หมายความว่าทำแค่เรื่อง LGBT+ นะ เรื่องผู้ชายผู้หญิง (Straight) ก็มีหลายประเด็น เราอยากทำเพจที่พูดเรื่องเพศในประเทศไทย เพราะเรื่องเพศเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ก่อนหน้านี้สื่อที่ทำเรื่อง LGBT+ มี แต่ยังไม่เท่ากับคำว่า ‘ความหลากหลายทางเพศ’ ”

บรรณาธิการบริหารสื่อเพื่อความหลากหลายทางเพศอธิบายจุดเริ่มต้นของสื่อใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Chamni’s Eye ครีเอทีฟโปรดักชันเฮาส์ที่เชี่ยวชาญการเล่าเรื่อง มีจุดแข็งที่ภาพถ่ายและวิดีโอที่เฉียบคม

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

“ช่วงแรกๆ เป็นเรื่องราวของคนทางบ้านที่ประสบปัญหา ที่เขาเจออคติเรื่องเพศหลายๆ ด้าน เช่น พ่อแม่ไม่ยอมรับ เป็น Sex Worker แล้วสังคมรังเกียจ หรืออาจเป็นเด็กวัยรุ่นที่โดนล้อว่าเป็นคนข้ามเพศแล้วยังตัวดำอีก พอทำไปก็ขยายกลายเป็นพื้นที่ให้คนสนใจประเด็นเกี่ยวกับเพศ เกี่ยวกับสังคมวิทยาได้เข้ามาทำงานร่วมกัน

“ก่อนหน้านี้สื่อมักพูดเรื่อง LGBT+ ด้วย Stereotype ซ้ำๆ และมิติที่เล่าก็ยังแคบอยู่ มันเป็นเหมือนบ้านที่ทุกคนมีห้องนะแต่ทุกคนไม่มานั่งเล่นด้วยกัน สื่อแยกห้องกันอยู่ แล้วพอเป็นห้องรวมส่วนใหญ่มันสะท้อนกันเรื่องเดิมๆ อย่างจุดจบความหลายทางเพศที่ไม่ดี ข่าวที่รุนแรง มันมีแค่ภาพเดียวไปหน่อย สังคมเลยไม่ได้เห็นความเป็นไปของชีวิตในด้านอื่นๆ กับยังไม่ค่อยมีพื้นที่เหมือนห้องนั่งเล่นใหญ่ ให้กลุ่มคนหลากหลายทางเพศอยู่รวมๆ กัน ได้รู้จักกันเองมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แต่ละกลุ่มอยู่ในพื้นที่ตัวเอง เกย์อยู่กลุ่มหนึ่ง เลสเบี้ยนอยู่กลุ่มหนึ่ง หรือสนใจนางงามอยู่ด้วยกัน เที่ยวที่แบบนี้อยู่ด้วยกัน ไม่ค่อยมีการผสานโลกกันมากเท่าไร สื่อก็เลยถูกทำมาเพื่อห้องห้องหนึ่ง ตอบโจทย์เฉพาะบางกลุ่มไป

“บางสื่อพูดเรื่องเหล่านี้เยอะแต่ก็เน้นทำเพื่อขาย เช่น ซีรีส์วาย หรือเป็นสื่อที่พูดหลายเรื่อง ไม่ได้เจาะแต่เรื่องเพศ ดังนั้นเลยไม่ได้ครอบคลุมประเด็นทั้งหมด ปัญหาคือคนที่มีความเป็นอื่นเนี่ย มีสิทธิ์มีเสียงน้อย มีห้องนั่งเล่นใหญ่ๆ ได้มาอยู่ร่วมกันน้อย เราอยากทำให้เสียงของคนหลายๆ กลุ่มดังขึ้นมาเท่าๆ กัน และได้มาใช้เวลาด้วยกันผสานโลกกับทุกๆ คนในสังคมมากขึ้น” เดียว–ภัทรดล วีระชัยณรงค์ Content Creator ขยายความสมทบ

เพศ และอื่นๆ

“ประเด็นเรื่องเพศเราก็มี ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ชายขอบอื่นๆ ก็มีแทรกอยู่ เช่น LGBT+ ที่เป็นคนไร้บ้าน เขาถูกผลักออกไปอยู่ชายขอบมากกว่าเดิมอีก มีสิทธิ์มีเสียงน้อยกว่า LGBT+ ชนชั้นกลาง เราพยายามทำเรื่องเพศไม่ให้แปลกแยกออกจากเรื่องอื่นๆ เราอยากแสดงให้เห็นว่าประเด็นเรื่องเพศมันอยู่ในหลากหลายมิติของชีวิต เช่น การแพทย์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ธรรมชาติ สังคม อื่นๆ” โอ๋แจงความตั้งใจของทีมงาน

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

แนต-อรณี รัตนวิโรจน์ Content Creator อีกคนเล่าว่า คนที่ติดตามสเปกตรัมเป็นวัยทำงาน อายุ 20 ปลายๆ ขึ้นไป แต่จริงๆ แล้วมีความตั้งใจอยากจะสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มทุกวัย ให้เข้าใจมิติเรื่องเพศได้ง่ายที่สุด ส่วนเรื่องที่ได้รับการพูดถึงในวงกว้างมีหลายประเด็น เช่นเรื่อง Sex Worker พัทยาที่รัฐบาลปฏิเสธว่าไม่มีอยู่จริง เรื่องการแพทย์อย่างเพจน้องสาว ที่คนเข้ามาศึกษาเรื่องสุขภาพทางเพศ เรื่องน้องหนูเปีย ผู้ชายที่ชื่นชอบการแต่งตัวสไตล์หวานๆ หรือเรื่องคุณแซ็ค LGBT+ ที่เป็นคนไร้บ้าน

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

ภาพ : Spectrum

“เดาว่าหลายคนคงรู้สึกเซอร์ไพรส์และอยากรู้เรื่องราวมากขึ้น ซึ่งเป็นเซอร์ไพรส์ในทางที่ดีนะ มีคนเคยหาญาติที่เป็นคนไร้บ้านเจอจากสื่อของเราด้วย แต่เรื่องที่คนไม่เข้าใจ รับไม่ได้ก็มี บางทีเราลงเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องบวก เล่าถึงการลิดรอนสิทธิบางประการผ่านกฎหมาย บางคนก็ไม่เข้าใจว่าเล่าทำไม มองว่าต้องนำเสนอแต่เรื่องดีๆ ของ LGBT+ เท่านั้นสิ

“สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าอะไรถูกต้อง และเราทำอะไรอยู่ เห็นภาพเดียวกันเวลาคุยกัน” บรรณาธิการสรุปแนวทางของสื่อในมือ

ความชัดเจนของสเปกตรัมตรงใจใครหลายคน และทำให้การหาคนหรือประเด็นมาสัมภาษณ์ได้รับความร่วมมือดี บางคนยอมเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวอย่างละเอียด บางทีก็มีกรณีนักเรียนมาเล่าปัญหาทัศนคติของโรงเรียน เรื่องการใช้คำว่าเบี่ยงเบนทางเพศให้รับรู้ เนื้อหาของสเปกตรัมจึงเข้มข้น ตรงไปตรงมา และเป็นที่ถกเถียงสนใจของสังคมเสมอ

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

ภาพ : Spectrum

ห้องพูดเรื่องเพศ

ท่ามกลางผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน สเปกตรัมพบว่า มีผู้อ่านหรือผู้ชมส่งข้อความหรือเรื่องราวเรื่องเพศมาปรึกษาเยอะมาก เลยตั้งกลุ่มปิดให้ผู้มีคำถามหรือปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยไม่ถูกตัดสินหรือล้อเลียน

“ตอนนี้มีสมาชิกมากกว่าห้าพันคนแล้ว คนในกลุ่มพร้อมจะให้คำปรึกษากัน เราเน้นเรื่องสังคมและการแพทย์ ไม่ได้ลงภาพอนาจารนะคะ ประเด็นหลักๆ สามอันดับแรกที่คนถาม หนึ่งคือจะท้องมั้ย ไม่ว่าหลั่งใน หลั่งนอก หรือใส่ถุงยาง คนขาดความรู้เรื่องนี้เยอะมาก สองคือเรื่องหลั่งช้า หลั่งเร็ว มีวิธีแก้ยังไงบ้าง สามคือปรึกษาปัญหาชีวิต เช่น พ่อแม่และครอบครัวไม่ยอมรับ ทำยังไงดี นอกจากนั้นก็มีปัญหาเพศศึกษา ทำนั่นทำนี่ไม่เป็นบ้าง เห็นเลยว่าเด็กไทยหรือวัยรุ่นไทยขาดความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย บางทีแค่คำว่าเซ็กซ์ คำว่าจู๋ จิ๋ม ก็ไม่กล้าพูด เลยอยากพยายามช่วยเรื่องนี้ สร้างพื้นที่ที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ให้มากที่สุด เพื่อให้เขามีเซ็กซ์ที่ปลอดภัย รวมถึงผู้ใหญ่ด้วย”

ป๋อมแป๋ม-นภัสชล บุญธรรม กราฟิกดีไซเนอร์ที่ควบตำแหน่งผู้ดูแลกลุ่มนี้เอ่ย ชาวสเปกตรัมเห็นพ้องต้องกันว่า กรอบศีลธรรมกีดกันความรู้เรื่องเพศไปจากคนไทย ทำให้ผู้คนมีคำถามเกี่ยวกับเซ็กซ์ แต่ไม่ได้รับการสอนหรือบอกกล่าวให้ถูกต้อง

“เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินแทนว่าอายุเท่าไหร่ควรมีเซ็กซ์ได้ เพราะการเติบโตของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ก็ควรเป็นช่วงที่ผ่าน Puberty แล้ว ถึง Age of Consent คือตัดสินใจเองได้ มีความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ปัญหาคือผู้ใหญ่บางคนก็ไม่รู้นะ ไปเจอชีวิตจริงไม่เหมือนในหนัง กลายเป็นปัญหาก็มี” เดียวเสริมประเด็นเพศศึกษาในเพจ

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

ภาพ : Spectrum

หนทางอันยาวไกล?

“เราต้องการความเท่าเทียม ซึ่งจะมาไม่ได้เลยถ้าไม่แก้กฎหมาย ชอบมีคนถามว่าเรียกร้องมากอย่างนี้ เท่าไหร่ถึงจะพอ ก็ตอบได้เลยว่าจนกว่าจะเท่าเทียม แค่นั้นเลย การเมืองกับเรื่องเพศมันแยกกันไม่ได้ เห็นชัดเลยว่าความไม่เท่าเทียมยังมีอยู่จริง ทุกประเทศที่ LGBT+ มีสิทธิ์มีเสียงคือประเทศที่มีประชาธิปไตย ตัวอย่างในประเทศอื่นก็มีให้เห็น อย่างฟินแลนด์มีระบบการศึกษาและกฎหมายที่สร้างความเท่าเทียมทางเพศ เห็นคนเท่ากัน ให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่คนเท่ากัน”

“แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา ขนาดการเปลี่ยนพฤติกรรมเข้าส้วมของคนไทยจากนั่งยองๆ มาเป็นใช้ชักโครก ทุกวันนี้ยังเถียงกันไม่จบเลย เรื่องเพศที่ถูกกดทับมานาน ยิ่งต้องใช้เวลาอีกมาก อดทนกับกระบวนการทุกอย่าง บางทีแนวคิดใหม่เข้ามา ไม่ใช่ว่าเราจะได้ผลลัพธ์ไวๆ ต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้อะไรดั่งใจไปทุกอย่าง แต่เราก็ต้องทำไปเท่าที่ทำได้ ประเด็นนี้เข้มข้น เปลี่ยนได้ยาก ต้องอาศัยพลังการขับเคลื่อนให้เปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง และที่ปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องเวลา ซึ่งก็หวังว่าอย่าช้านักเลย”

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

ภาพ : Spectrum

ช่วงเวลาขลุกขลักแบบนี้ สังคมไทยก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าให้เห็นบ้าง เช่น มี ส.ส. LGBT+ ในสภา เปิดประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ และ LGBT+ ก็ปรากฏตัวตามสื่อมากขึ้น จากแต่ก่อนที่แทบไม่มี ถึงยังไม่ได้เป็นตัวแทนของ LGBT+ แบบเต็มที่ก็ตาม ยังมีแสงรำไรให้เห็นความหวังในอนาคต

“เราอยากให้ข้อมูลของเราไปถึงกลุ่มคนชายขอบอื่นๆ ในสังคม และนำเสนอเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น เช่น กลุ่มคนยากจน กลุ่มคนพิการ นี่เป็นความท้าทายของเรา”

นอกจากอุดมการณ์มุ่งมั่น เส้นทางนี้ก็ไม่ได้มีแต่ขวากหนามเสียทีเดียว การที่คนสนใจเรื่องเดียวกัน ทั้งการสื่อสาร ศิลปวัฒนธรรม ก็ทำให้ทีมงานสนุกกับการได้ขบคิด ถกเถียง และต่อยอดความคิดไปด้วยกัน จากคนที่รู้จักเรื่องราว LGBT+ เพียงคร่าวๆ อย่าง ไอซ์- พิพัฒน์ ปะจันทบุตร Video Editor ก็ได้เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศดีขึ้น หรือนักศึกษาฝึกงาน มอลต์-ชญานิน โล่ห์สถาพรพิพิธ ก็ได้วิธีการคิดประเด็นที่คมขึ้น เพื่อสื่อสารเรื่องเพศให้คนเข้าใจ ส่วนคนออกแบบเนื้อหาอย่างแนต ก็ได้ประสบการณ์จากการพบเจอผู้คน และเข้าใจว่านอกจากปัญหาส่วนบุคคล ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงการเมืองที่ครอบความเข้าใจของคนอยู่ เลยยิ่งเข้าใจและสนใจประเด็นเหล่านี้มากขึ้น

“เราได้สร้างความเข้าใจให้คนหลากหลายมิติมากขึ้น เพราะไม่ได้พูดกับคนกลุ่มเดียว คนอ่านก็มีความเข้าใจต่างกัน สิ่งที่เราเรียนรู้คือการทำให้คนเคารพและเข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น ก่อนอื่นต้องทำให้เขาเข้าใจก่อนว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ หลังจากนั้นเราหวังว่าสิ่งที่ทำอยู่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง” เดียวกล่าวตบท้าย

Spectrum เพจที่ทำให้คนไทยเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างลึกซึ้ง

มุมมองของ Spectrum

ปิดท้ายด้วยมุมมองและความเห็นของผู้ขับเคลื่อนสเปกตรัมต่อประเด็นต่างๆ ในสังคมไทย ที่ทำให้คุณเข้าใจทิศทางและความตั้งใจของสื่อเพื่อความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

การเมือง 

มนุษย์ปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ ทุกสังคมมีการเมือง และการเมืองไม่ใช่แค่ในสภา แต่เป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากรในชีวิต เพราะเราต้องใช้ชีวิตในระบบบางอย่าง และในระบบนั้นแหละคือการเมือง การถกเถียงเรื่องการเมืองแบ่งใหญ่ๆ ก็มักมี 2 ประเด็น คือการเมืองเรื่องอัตลักษณ์ และการเมืองเรื่องชนชั้น

เครื่องแบบ

ประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าควรยกเลิกหรือไม่ ถ้าสนับสนุนก็บอกว่าการใส่เครื่องแบบอาจมีฟังก์ชันจำเป็น เพื่อความเป็นระเบียบ พวกพ้อง กลมเกลียว หรือสะดวกต่อการทำงาน เช่น พวกชุดอาชีพต่างๆ แต่บางทีเครื่องแบบก็สร้างความลำบากและแฝงไปด้วยอำนาจนิยมที่ไม่เท่าเทียม เช่น บริษัทบางแห่งไม่ให้พนักงานหญิงใส่แว่น บังคับให้แต่งหน้า และในเมืองไทย ประเด็นที่ถกเถียงคือเรื่องชุดนักเรียนที่จำกัดกรอบ กักขังเสรีภาพในตัวตนของปัจเจก

เพศที่ 3

การมีลำดับขั้น แสดงว่าคุณมีการ Prioritize ว่าเพศไหนมาก่อนหรือมาหลัง ซึ่งคนที่พูดแบบนี้อนุมานได้ว่า อาจคิดว่า เพศที่หนึ่งคือ ผู้ชาย และเพศที่สองคือผู้หญิงแล้วเพศที่สามคือ ?

ลำดับแบบนี้สื่อถึงความไม่เท่าเทียม เหมือนด้อยกว่า ในเพจเราใช้คำว่า ‘คนที่มีความหลากหลายทางเพศ’ มาตลอด

ชาวสีรุ้ง

คำนี้คนก็มักใช้กัน น่าจะมาจากธงรุ้ง รุ้งคือสเปกตรัมของแสงสีขาวที่แทนความหลากหลายของมนุษย์ สีของธงสื่อถึงแต่ละอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างกันอีก คนแต่ละคนสามารถผสมสีที่ตัวเองชอบได้ตามใจเลย

Feminism

อีกรูปแบบของความเคลื่อนไหวเรื่องเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมในเรื่องเพศ

ทำแท้ง

สิทธิที่ผู้หญิงควรมี จะทำหรือไม่ทำก็แล้วแต่เจ้าตัว แต่รัฐควรจัดหาตัวเลือกให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องบาป เรื่องผีเด็ก ควรแก้กฎหมายให้ทำแท้งถูกกฎหมาย ในเมื่อเราเห็นผู้หญิงเป็นคน มีสิทธิ์บนเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง ทำไมถึงไม่ได้สิทธิ์ที่ควรจะได้

อยู่ก่อนแต่ง

It’s a choice.

Sex Worker

อาชีพหนึ่งที่ควรทำให้ถูกกฎหมาย

ทุนนิยม

เป็นความรุนแรงที่คนส่วนมากไม่ตั้งคำถาม หรือแม้ตั้งคำถามก็ปฏิเสธไม่ได้ สู่สงครามระหว่างคนรวยและคนจนที่ไม่มีวันจบสิ้น ในช่วง COVID-19 เราจะเห็นความรุนแรงที่น่ากลัวของสิ่งนี้ได้ชัดเจนมาก

ประกวดนางงาม

การทำให้ผู้หญิงเป็นสินค้าที่ขายได้ในระบอบทุนนิยม แต่ก็มีวี่แววดีขึ้น คือปรับตัวเข้ากับกระแสโลก ซึ่งแต่ละเวทีทั่วโลกเริ่มเปิดรับความหลากหลายของอัตลักษณ์นางงามมากขึ้น

พื้นที่ปลอดภัย

ไม่ใช่แค่บ้าน แต่คือสิ่งที่รัฐต้องสร้างให้พลเมือง


Facebook : SPECTRUM

spectrumth.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load