วิชา : Soorten Jaren (Species Hunting)

ประเภทวิชา : ความหลากหลายทางธรรมชาติ 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีสายตาว่องไว มองเห็นสัตว์และพืชต่างสายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว 

ความเดิมวิชาที่แล้ว เราตามเด็กๆ ประถมวัย อายุ 6 – 9 ขวบ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าป่าไปเรียนวิชา Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ รักษาทรัพยากรและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ

ตอนนี้ ศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติ (Milieu Educatie Centrum) ได้เปิดห้องเรียนธรรมชาติสำหรับเด็กโตขึ้นอีกครั้ง มาดูกันว่านักเรียนประถมปลาย อายุ 10 – 12 ปี ของประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนรู้เรื่องอะไรกันบ้างในป่า และถือเป็นครั้งแรกของปีนี้ที่ห้องเรียนธรรมชาติของเด็กโตได้เปิดขึ้น หลังจากประชาชนที่นี่เริ่มทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 

คาดว่าภายในเดือนกันยายนปีนี้ ประชาชนอายุ 12 ปีจะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างทั่วถึง และที่สำคัญ ประชาชนไม่จำเป็นต้องใส่แมสก์อีกต่อไปแล้ว เอาล่ะ ถ้านักเรียนพร้อมแล้ว เตรียมสะพายเป้เข้าป่ากันเลย 

ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์

ห้องเรียนธรรมชาติครั้งนี้มีเด็กจำนวน 24 คน มาพร้อมคุณครูผู้ช่วยจากโรงเรียนอีก 2 คน คลาสเรียนเริ่มเวลา 10.30 น. และจะจบลงเวลา 12.00 น. ก่อนเริ่มคลาสจะเป็นการอธิบายถึงการพึ่งพาอาศัยกันของธรรมชาติ โดยเริ่มจาก ‘ดิน’ -ไหนใครรู้บ้างว่าภายในดินกองนี้มีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่บ้าง

เด็กๆ ทยอยยกมือกันทีละคน เราไม่แน่ใจว่าเป็นวัฒนธรรมของที่นี่หรือวัฒนธรรมของโรงเรียน เพราะทุกครั้งที่เด็กๆ ยกมือ จะชูแค่นิ้วชี้ และเราสังเกตว่าจะเป็นกันตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไปที่ยกมือตอบคำถามแบบนี้ 

ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์

คุณครูอลิซ่า เอาสตรอว์เบอร์รี่หนึ่งช่อมาวาง แล้วอธิบายว่า “ดินทำให้พืชโต พอโตปุ๊บ ผึ้งก็จะมาผสมเกสร มีนกมากิน แล้วก็มีสัตว์ใหญ่มากินนกอีกที” นอกจากสอนเรื่องการพึ่งพาอาศัยกันของธรรมชาติที่เริ่มจากดิน ยังเป็นการสอนเรื่องห่วงโซ่อาหารด้วย หลังจบบรรยาย เราในฐานะครูอาสาทยอยแจกกระเป๋าเป้ให้กับเด็กๆ แต่ละกลุ่ม ภายในกระเป๋าประกอบด้วยแผ่นข้อมูลความหลากหลายทางธรรมชาติ ปากกาเมจิก ขวดโหล แว่นขยาย

โดยภารกิจคือ มองหาความหลากหลายทางธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์
ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์

เด็กๆ มีแผ่นความรู้เรื่องความหลากหลายอยู่ในมือ ถ้าระหว่างเดินสำรวจเจอความหลากหลายของพืช สัตว์ หรือเห็ดชนิดต่างๆ ให้เอาปากกาสีแดงมาทำเครื่องหมายลงบนแผ่นพลาสติก ซึ่งเด็กๆ ได้เจอพันธุ์นกหลายชนิด ยิ่งเจอเยอะแค่ไหน ก็ยิ่งห่างไกลคำว่าใกล้สูญพันธุ์มากเท่านั้น ส่วนเจ้าเห็ด ก็ทำให้เรานึกถึงข้อมูลน่ารู้ของที่นี่

ทุกท่านรู้หรือไม่ว่าที่เนเธอร์แลนด์ ประชาชนเก็บเห็ดกินเองได้ แต่ไม่การันตีถึงความปลอดภัยนะ และบางสถานที่ก็มีการจัดทัวร์สั้นๆ สอนเรื่องการเก็บเห็ด ว่าเห็ดพันธุ์ไหนกินได้ และเห็ดพันธุ์ไหนเป็นพิษ รวมถึงอนุญาตให้นำเห็ดออกมาจากป่าได้เพียงแค่ 250 กรัมเท่านั้น ถือเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจเหมือนกัน

ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์
เจอหอยทากสีส้ม
ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์
เจอเห็ดบางชนิด
ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์
เจอนกหลายชนิด

ทีแรกเราก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนากับเด็กๆ ยังไง เพราะเราไม่ชินกับเด็กโต กลายเป็นว่าเด็กๆ วิ่งมาสะกิดเราจากข้างหลัง แล้วบอกว่ากลุ่มพวกเขาเจอหนูตาย และนี่คือจุดเริ่มต้นของบทสนทนา อีกสักพักก็เจอหมา เด็กๆ แวะลูบหัวหมากันสนุกสนาน เพราะป่าแห่งนี้อยู่ใกล้ชุมชนมาก คนแถวนี้มักจะพาหมามาเดินเล่น

ส่วนเราเองก็เคยพาหมามาเดินแถวนี้เหมือนกัน เขาจะมีพื้นที่ที่ปล่อยให้หมาวิ่งเล่นโดยไม่ใช้เชือกจูง ถือเป็นการเข้าสังคมของเหล่าน้องหมาด้วยเช่นกัน และบริเวณเดียวกันก็มีฟาร์มสัตว์สำหรับเด็ก ให้เด็กๆ เข้าไปเล่นกับสัตว์ต่างๆ ได้ เช่น แกะ ม้าแคระ หมู และไก่ ส่วนตรงข้ามจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ 

สถานที่ที่เราเล่าให้ฟังมีชื่อว่า Hout Kamp เป็นสวนสาธารณะประจำเมือง Leiderdorp และยังไม่จบแค่นั้น สวนสาธารณะแห่งนี้ยังมีพื้นที่ที่เรียกว่า Heemtuin ซ่อนอยู่ ซึ่งเปรียบเสมือนปอดของเมืองก็ว่าได้ แถมพื้นที่ตรงนี้ทางชุมชุมก็จัดเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์พืชและดอกไม้นานาชนิด โดยไม่อนุญาตให้นำสุนัขเข้าไป 

มีม้านั่งสลักชื่อผู้ก่อตั้งและคิดค้นวิชาการศึกษาธรรมชาติด้วยนะ

ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์
ตามเด็กๆ ประถมไปเรียนวิชาความหลากหลายทางธรรมชาติ ในห้องเรียนกลางป่าเนเธอร์แลนด์

หลังใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในพื้นที่ป่า เด็กๆ ก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติ นำของที่เจอในป่ามานับว่าแต่ละกลุ่มเจออะไรบ้าง หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ความน่าสนใจคือ คุณครูจะถามตอนท้ายคาบว่า

“มีใครอยากให้ Tips / Tops กับกิจกรรมในครั้งนี้บ้าง”

เด็กๆ ทยอยยกมือตอบ แสดงข้อคิดเห็น เสนอแนะ ปรับปรุง และชื่นชมกันตรงนั้นเลย

Tips ที่เด็กๆ ให้ก็คือ กิจกรรมควรจะเพิ่มความท้าท้าย เช่น ทำเป็นเกม ทำเส้นทางให้น่าผจญภัยขึ้นหน่อย  

Tops ที่เด็กๆ ให้ก็คือ ได้เรียนรู้ว่าพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร และได้เรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นทีม 

เหตุการณ์แบบนี้เราเคยเจอตอนเรียนภาษาดัชต์ที่มหาวิทยาลัยเหมือนกัน โดยเฉพาะคลาสพูด อาจารย์ให้เพื่อนๆ ให้ข้อแนะนำและข้อเสนอแนะ รวมถึงกล่าวชมเราในคลาส ไม่คิดว่าที่นี่จะเริ่มทำกันตั้งแต่อายุน้อยๆ เลย 

และว่ากันว่าคนดัชต์เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ตอนแรกเราเองก็ตกใจกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง พออยู่ไปสักพัก จึงได้เรียนรู้ว่า การให้เด็กๆ แสดงความเห็น ถือเป็นการแลกเปลี่ยนและส่งเสริมความคิดใหม่ๆ ได้ดีทีเดียว

เด็กที่นี่จึงกล้าแสดงออกและยอมรับความเห็นต่าง : ) 

หลังจบคลาส พืชและดอกไม้ที่เก็บมาจากในป่าจะถูกทิ้งลงในถังปุ๋ย เพื่อเอาไปทำปุ๋ยหมักในอนาคต

หลังจากที่เรามาเป็นครูอาสาสมัครได้สักพัก ก็เริ่มมีสมาชิกอาสาเข้ามาเพิ่มเติม จากที่มีแค่เราคนเดียวและครู 2 คน ตอนนี้มีอดีตคุณครูวัย 74 ปี เข้ามาช่วยสอนและดูแลสวน ส่วนตัวเราก็ได้ฝึกพูดภาษาดัชต์โดยไม่เสียเงินค่าเรียน หรือถ้าอยากกินอะไรก็เด็ดได้เลย กระหายน้ำก็เด็ดใบสะระแหน่ไปชงชา รวมถึงได้เรียนรู้เรื่องการปลูกพืช จนตอนนี้ก็เอาไปปรับใช้กับที่บ้านด้วย และเคยมีเหตุการณ์หนึ่งระหว่างเรานั่งถอนหญ้าในสวน คุณยายอายุ 80 ปีมาขออาสารดน้ำต้นไม้ให้ พร้อมบอกว่า ยายทำช้าหน่อยนะ แต่อยากช่วย เพราะคุณยายอยากออกกำลังกาย 

ศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติ (Milieu Educatie Centrum) ก็มีพื้นที่ติดกับห้องสมุดประชาชนประจำเมืองด้วยเช่นกัน และเรากำลังเริ่มทำโครงการเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มได้สัปดาห์กว่าๆ ร่วมกับห้องสมุด คือการเปิดอุปการะต้นไม้ หากประชาชนคนไหนอยากอุปการะต้นไม้ก็หยิบไปได้เลย หรือจะเอามาแลกกันก็ได้นะ

ส่วนครั้งหน้า เราจะมาเล่าให้ฟังว่าโรงเรียนและผู้ปกครองของเด็กๆ เตรียมอนุบาล อายุ 4 – 6 ขวบ ทำงานร่วมกันอย่างไร เรื่องการส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยใช้พื้นที่ป่า Hout Kamp เช่นเดิม รวมถึงจะเล่าโปรเจกต์ใหม่ในฤดูร้อน ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ เข้าป่าและออกไปเล่นข้างนอกมากขึ้นด้วย

เพิ่มเติม : ศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติ (Milieu Educatie Centrum) เปิดให้ประชาชนทั่วไป เข้ามายืมกระเป๋าเป้และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเข้าไปสำรวจในป่า ได้ในทุกๆ วันพุธ เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัจฉราพรรณ พาลี

หญิงสาวอายุยี่สิบปลาย อาศัยอยู่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชอบอยู่ใกล้เด็กและธรรมชาติ ชอบเที่ยวป่าและกำลังตัดสินใจซื้อรถคาราวาน

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

นับถอยหลังไปเมื่อ พ.ศ. 2548 โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย มีโอกาสเข้าร่วมศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจาก โรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้เราได้แนวคิดดี ๆ และเอาความรู้ต่าง ๆ มาปรับใช้กับความเป็นท้องถิ่นของเราเอง เพราะโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนวิถีชุมชนท้องถิ่น การเรียนรู้จึงยึดหลักการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่ชีวิต มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนให้ใช้ความรู้เป็นและเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และสังคม (Knowledge-based Society) 

เรานำโจทย์ปัญหาจริงในสังคมหรือประเด็นวิกฤตปัญหาโลกมาเป็นแกนหลักของการเรียนรู้ ผ่านการลงมือทำบนบริบทจริงของโรงเรียน สภาพของปัญหาของสังคม และผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อเป้าหมายการพัฒนานักเรียนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม (Active Citizen) และพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง เน้นกิจกรรมแบบบูรณาการ การเรียนรู้จากฐานปัญหา (Problem Based Learning) การเรียนรู้แบบสร้างและพัฒนานวัตกรรม หรือเรียกว่า การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based Learning) ตามแนวทางพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบ Active Learning 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

เราตั้งชื่อวิชาว่า ‘วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา’ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบูรณาการระหว่างวิชา เป็นการเชื่อมโยงหรือร่วมศาสตร์ต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไป ภายในหัวเรื่องเดียวกัน เป็นการเรียนรู้โดยใช้ความรู้ความเข้าใจและทักษะในศาสตร์ หรือความรู้ในวิชาต่าง ๆ มากกว่า 1 วิชาขึ้นไป เพื่อแก้ปัญหาหรือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเชื่อมโยงความรู้และทักษะระหว่างวิชาต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง 

เราไม่ได้สอนเพียงผิวเผิน แต่จัดกระบวนวิชาให้ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น เพื่อให้เขาใช้ได้จริงในชีวิต

มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกทักษะผู้เรียน เตรียมความพร้อม เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของโรงเรียน คือ กิน-อยู่-เป็น หมายถึง กินอย่างรู้คุณค่า อยู่อย่างมีความหมาย และเป็นพลเมืองที่เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยผู้เรียนวิชานี้ก็คือ นักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

และด้วยภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาทาง โรงเรียนของเราเปิดเรียนตามปกติไม่ได้ และเพื่อเป็นการสร้างการเรียนรู้ ไม่ให้นักเรียนเกิดสภาวะถดถอยและหลุดจากระบบ จึงเป็นที่มาของการเรียนรู้เรื่องข้าวหลากสี บทเรียนกินได้ และการทำ Eco Printing ลงบนผ้า โดยสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียนและผู้ปกครอง 

แน่นอนว่าจากสถานการณ์ โควิด-19 ที่รุมเร้ามาเกือบ 3 ปี ทำให้ชีวิตใครหลายคนล้มลง แต่ทว่าเรายังมีแรงสู้ต่อจากคนที่รักและครอบครัว แม้แต่เราเองที่เป็นครูก็อยากสานฝันให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ อยากพาไปตะลุยเรียนรู้ที่ต่าง ๆ เหมือนเคยทำมา เพื่อต่อยอดให้เขารู้จักตัวเองและเลือกเรียนสาขาที่ถนัด หรือสิ่งที่เขาต้องการต่อยอดในอนาคตได้ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนหยุดไป แต่การเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม.3 หยุดไม่ได้ เพราะการเรียนรู้ของเด็กต้องไปต่อ เราจึงมองวิกฤตเป็นโอกาส เพราะเด็กที่โนนชัยพื้นฐานครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย

เราเลยชวนเด็ก ๆ หันกลับมามองตัวเองว่า ถ้าเราจะกินข้าวในหนึ่งมื้อ เพื่อลดภาระ ลดค่าใช้จ่าย เราจะทำอย่างไร โดยอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่ประหยัดและมีคุณค่า เราควรหันมาใส่ใจครอบครัว เพราะเราเห็นว่า พ่อแม่ของเด็กหลายคนโดนเลิกจ้างงาน ไม่มีรายได้ แต่ในชีวิตประจำวันของเด็กยังมีรายจ่าย ก็เลยคิดว่าจะทำอะไรดีให้เด็กต่อยอดได้ในภาวะนี้ เลยนึกถึงเรื่องการทำอาหาร กลายมาเป็นการบูรณาการเรื่องอาชีพสร้างสรรค์ บทเรียนกินได้ บทเรียนติดปีก บทเรียนชีวิต และโภชนาการบนถาดหลุม การบูรณาการของเราไม่หยุดเดิน เพราะทุกคนต้องลุยกันต่อ

การจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site เรามีการประสานผู้ปกครองเพื่อขออนุญาตนักเรียนก่อนออกจากบ้าน เพราะกระบวนการเรียนรู้ต้องมีการสืบค้นข้อมูลด้วย อย่าง ‘โภชนาการบนถาดหลุม’ เราชวนเด็ก ๆ เลือกอาหารในแบบที่เขาอยากกิน แต่ต้องคำนึงถึงความพอเพียง พอดี พอประมาณ โดยนักเรียนมีสิทธิ์เลือก และเราให้เขาคิดหาเมนูที่ชอบ ครบหลักโภชนาการ คาว หวาน มาหมด จากนั้นวิเคราะห์คุณค่าโภชนาการ เพื่อให้เด็ก ๆ รู้จักคุณค่าทางโภชนาการของเมนูอาหารที่ตนเองเลือก พร้อมทั้งให้นักเรียนประกอบอาหารที่นักเรียนเลือก อย่างเมนูกะเพราหมูกรอบ เมนูธรรมดา แต่จะทำอย่างไรให้ไม่ธรรมดา เห็นแล้วว้าว มีคุณค่าทั้งเบื้องหน้าและภายในใจ จึงเกิดไอเดียข้าวหลากสีขึ้นมา

เราเลือกวัตถุดิบธรรมชาติที่มีในบ้าน ท้องถิ่น ชุมชน ในความโชคร้ายกับภัยร้ายแบบนี้ เรามีความโชคดีคือ นักเรียนปลูกมะลิไร้สารเคมี จึงคิดเป็นเมนูข้าวกลิ่นมะลิ (หอมมากกก) นักเรียนอีกคน หนูมีอัญชัน เราก็สร้างสรรค์ข้าวสีม่วง นักเรียนคนนู้นเห็นมีดอกเฟื่องฟ้าอยู่ในโรงเรียน ส่วนอีกคนก็ยกมือบอกครู บ้านผมมีใบเตย ให้สีเขียว ทานอร่อย หอมหวานชื่นใจ เมนูอาหารจากข้าวหลากสี เด็ก ๆ ได้เรียนรู้พันธุ์ข้าวและสีธรรมชาติจากเรื่องราวรอบรั้ว

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

จากการเรียนการสอนที่เน้นสอนทาง On-line, On-demand, On-hand อยู่ต่อเนื่อง เนื่องจากนักเรียน ม.3 ต้องเตรียมตัวหลายอย่างในการต่อยอดและเลือกเรียนสาขาต่าง ๆ หรือสายอาชีพอีกมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกลับมาอยู่กับครอบครัว ทำให้นึกได้ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ครูอย่างเราไม่ควรลืม คือ การพบปะนักเรียนกลุ่มย่อย ซึ่งเราสอน On-Site เป็นกลุ่มย่อยอยู่แล้ว แต่รอบนี้ต้องขอชวนผู้ปกครองคุยด้วย เพื่อถามข่าวคราวกัน ทั้งเรื่องปากท้องและเรื่องวินัยความเป็นอยู่ จะทำยังไงให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่เบื่อ เพราะเราเองก็เป็นครูประจำชั้น ม.3/1 อยากให้รู้ว่าครูยังห่วงใย 

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา วิชาเอาตัวรอดที่สอนเด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าท้องถิ่น จ.ขอนแก่น

ระหว่างนั่ง ๆ มองๆ คิด ๆ เราเห็นใบสักที่เติบโตและร่วงหล่น จึงเกิดไอเดียที่น่าเรียนรู้ร่วมกัน นอกจากเมนูข้าวหลากสีที่เล่าให้ฟัง ถ้ามีผ้าหลากสีบ้างคงจะดี เรามองหาวัสดุรอบตัวทันที และ ‘ใบสัก’ ก็เป็นนางเอกของเรื่องนี้

เราปิ๊งไอเดีย ‘สักศรี (สี)’ ชวนเด็ก ๆ มาทำผ้าพันคอ Eco Printing ด้วยกัน ระหว่างรอนึ่งผ้า ครู เด็ก ๆ และผู้ปกครองก็สรรหาเมนูอาหารง่าย ๆ กินกัน ขอขอบพระคุณแม่น้องเม ที่ทำขนมหวานหลากสีจากธรรมชาติล้วน ๆ และคุณแม่น้องขวัญที่ทำกะเพราหมูไข่ดาวและส้มตำสุดแซ่บ วันนี้เหมือนไม่ได้มาเรียน แต่เหมือนมาทานข้าวนอกบ้าน ได้ทั้งผ้าหลากสีกับข้าวหลากสี รอบหน้าจะมีดนตรีเพื่อสร้างสีสัน มีผลิตภัณฑ์จากสักศรี (สี) โปรดติดตามตอนต่อไป 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

เทอม 2 นี้ การเรียนการสอนก็ต้องดำเนินต่อไปเช่นกันในรูปแบบออนไลน์ แต่จะดีกว่านี้ถ้าพวกเราได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อยอดอาชีพ ต่อยอดการบริโภค ต่อยอดชีวิตในครัวเรือน เราซึ่งเป็นครูตัวเล็ก ๆ ก็คิดไอเดีย ‘ต่อยอดแบบวิถีพอเพียง หล่อเลี้ยงชีวี กินดีอยู่ดี แบบมีเงินออม’ ใบไม้แห้งที่โรงเรียนมีเยอะมาก ซึ่งเป็นปัญหาในการทำความสะอาด เราก็คิดช่วยกันจัดการใบไม้เหล่านี้ แต่ใครจะรู้ว่า ไอ้เจ้าปัญหานี่แหละ คือขุมทรัพย์ของเรา เพราะทำปุ๋ยหมักได้ แปลงเกษตรที่โรงเรียนก็มี ถ้าเราปลูกผักกินเอง ปุ๋ยก็ไม่ต้องซื้อ ผักก็ไม่ต้องซื้อ ที่สำคัญปลอดสารพิษ เปิดเทอมเมื่อไหร่ก็เอาผักส่งโรงอาหาร เหลือก็แบ่งกลับบ้าน ขายเก็บออมก็ยังไหว 

ก็เลยคิดไอเดีย ‘ปลูกเอง กินเอง นักเลงพอ ปุ๋ยก็ไม่ต้องขอ เรามีเพียงพอ ต่อยอดชีวี’ ฮิ้ว ๆ ๆ ว่าแล้วก็ชวนเด็ก ๆ มาสร้างพื้นที่เรียนรู้ ทำกิจกรรมภาคปฏิบัติกลุ่มย่อย กลุ่มละ 6 คน (ป.ล. ฉีดวัคซีนครบนะคะ) ช่วยกันทำปุ๋ยหมักเพื่อเตรียมปุ๋ยบำรุงดิน ก่อนที่เราจะไปเตรียมแปลงปลูกกัน นักเรียนที่มาเรียนก็ตั้งใจดี และที่สำคัญ การเรียนรู้ต้องลงมือทำถึงจะมีความหมาย เพราะต้อง Learning by Doing แบบ Active Learning และเรียนรู้แบบร่วมมือและมีส่วนร่วม เมื่อพร้อมแล้วเราก็ลุยทันที นัดหมายประชุมนักเรียน ผู้ปกครอง และ ครูชาญณรงค์ ที่เป็นเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยเหลือกันมาตลอด พร้อมลุย

จากการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ นักเรียนร่วมสะท้อนแง่คิดดี ๆ ให้ครูได้รับรู้ว่าที่ผ่านมานักเรียนได้เรียนรู้แบบไหน ทั้งยังทบทวนและวางแผนต่อยอด ขอบใจลูก ๆ ทำให้ครูรู้ว่านักเรียนมีความสุขดี อดทน น่ารัก 

วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ
วิชาบูรณาการของโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จ.ขอนแก่น ที่ทำให้เด็กต่อยอดอาชีพ ต่อยอดชีวิต และพัฒนาท้องถิ่นผ่านการลงมือทำ

วิชาบูรณาการท้องถิ่นศึกษา ทำให้เรารู้ว่าการเรียนรู้นั้นมีอยู่รอบตัว รอบบ้าน และชุมชน การทำให้นักเรียนหันกลับมาใส่ใจสิ่งรอบตัวในชุมชนและท้องถิ่นของตนเองได้ จะทำให้เขาเห็นประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ พร้อมพัฒนา ประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้สื่อเทคโนโลยี ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ การพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะทำให้เราอยู่รอด อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ข้อดีอีกอย่างของวิชาบูรณาการ คือ เป็นวิชาที่ดึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้โดยไม่ต้องมีกรอบบังคับ สะท้อนผ่านการลงมือทำของเด็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน ทำให้นักเรียนฝึกอยู่กับปัจจุบัน รู้จักใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย

ส่วนเราในฐานะครูผู้ออกแบบกระบวนวิชาก็เรียนรู้ว่าการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเห็นศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน ทำให้ครูได้เข้าใจชีวิตที่หลากหลายของนักเรียน และเราเชื่อว่ากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หลาย ๆ โรงเรียนคงทำกันอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญ คือ การเห็นคุณค่าในสิ่งที่ท้องถิ่นของตนเองมี และประยุกต์ใช้ พัฒนา ต่อยอด สร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่เรามีอยู่ นั่นคือการสร้างนวัตกรรมที่ดีที่สุด 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เราต้องลงมือทำ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นันทนา ลีโคตร

ครูผู้จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ที่เชื่อว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้ หากได้ลงมือทำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load