Johnson & Johnson, P&G, Unilever, Colgate, Kao, Boots หรือแม้กระทั่งแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงอย่าง SNAILWHITE, อ้วยอันโอสถ, โอสถสภา, ห้าตะขาบ, ดอกบัวคู่ ชื่อที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมดนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง ทั้งหมดเป็นลูกค้าของบริษัท ‘Specialty Natural Products’

Specialty Natural Products (SNP) คือผู้ผลิตสารสกัดและสารตั้งต้นจากสมุนไพรไทยสำหรับใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวชสำอาง อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ เป็นที่ยอมรับและเลือกใช้ของแบรนด์ระดับแนวหน้าของประเทศและโลกมากมาย

เมื่อเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา หลายครั้งสมุนไพรก็มักถูกลืมเลือน เพราะมีสารเคมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่บริษัทนี้ยอมให้เกิดขึ้น 

ด้วยการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับสมุนไพรไทย Specialty Natural Products จึงสร้างนวัตกรรมและเพิ่มคุณค่าให้กับสมุนไพรไทย จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

วันนี้ The Cloud จึงอยากเชิญชวนทุกท่านรู้จักกับ แพน-ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Specialty Natural Products ผู้อยู่เบื้องหลังการปลูกธุรกิจนี้ให้เติบโตจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

เบื้องหลังการปลูกธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจะต้องตั้งใจรดน้ำดูแลแค่ไหน เชิญชมกันได้เลย

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

หว่านเมล็ด

ธุรกิจนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ รศ.ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ คุณแม่ของแพน ได้ทำธุรกิจไร่ชาพร้อมครอบครัว และเห็นโอกาสว่าเมื่อทรัพยากรจากธรรมชาติโดนแดด ฝน ลม อากาศ จะทำให้ทรัพยากรต่าง ๆ เปลี่ยนสภาพไป และหลายครั้งก็ทำให้คุณประโยชน์ที่ดีหายไปเช่นเดียวกัน 

ประกอบกับความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพ ที่จะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ซึ่งประเทศไทยเองมีจุดแข็งเรื่องการเกษตร มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้หลากหลายชนิด เมื่อนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน จึงเกิดบริษัท Specialty Natural Products ขึ้นมา

“อะไรก็ตามที่ปลูกในประเทศไทย เราเชื่อว่าดีที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าจะดิน น้ำ อากาศ สมบูรณ์มาก แล้วก็ยังต่อยอดหรือเพิ่มมูลค่าได้ อย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของประเทศเราคือภูมิปัญญาพื้นบ้าน มันคือเสน่ห์ คือวัฒนธรรม พอเอามาบวกกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว Specialty Natural Products เลยเน้นในเรื่องการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัยต่าง ๆ มาบวกกับทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาหรือลดความเจ็บป่วยของของมนุษย์ โดยที่ควบคุมคุณภาพได้จากต้นทางจนถึงปลายน้ำ”

แม้ว่าในวันนี้แพนจะเชื่อมั่นในสมุนไพรไทยเต็มที่ แต่เชื่อไหมว่าในวันแรกเริ่ม แพนก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่ยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของสมุนไพรไทยขนาดนั้น 

“เราคิดว่ามันดีแหละ แต่ไม่น่าดีถึงขั้นเห็นผลขนาดนั้น ยังไงยานอกน่าจะเร็วกว่า น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า เราก็เลยไปพิสูจน์ พอวันนั้นลองใช้เอง เห็นว่ามันดีจริง ๆ แล้วก็สงสัยต่อว่าทำไมถึงดี อยากเข้าใจว่าทำไมใช้อันนี้ถึงดีกว่าใช้ของนำเข้าตั้งหลายอย่างด้วยซ้ำ 

“แล้วพอได้เข้ามาคลุกคลี ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจ ทุกวันนี้คือรักไปเลย หลงใหลไปเลย เห็นอะไรก็อยากให้เอามาใช้ อยากให้มันสร้างประโยชน์ได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รากงอก

ก่อนจะก้าวเข้ามาช่วยงานคุณแม่ในบริษัทนี้ แพนเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีประยุกต์ อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่าเธอเลือกเรียนคณะนี้เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็นทายาทรุ่นสอง แต่ไม่ใช่

ย้อนกลับไปตอนที่ต้องเลือกคณะในมหาวิทยาลัย เธอยอมรับว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีความคิดจะรับช่วงต่อธุรกิจ แต่เพราะมองว่าเคมีเป็นสิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย 

จนกระทั่งก่อนจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวะชีวิตก็ได้พาเธอเข้ามาในบริษัท พร้อมกับนำความท้าทายมาให้อย่างไม่คาดคิด 

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

“ตอนนั้นเราทำแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ผู้บริหารในบริษัทลาออกไปพอดี จนไม่มีผู้บริหารมาหลายเดือน คุณแม่เลยบอกให้ลองเข้าไปช่วยหน่อย เราก็เข้าไปแบบชั่วคราว ระหว่างรอสมัครงานที่บริษัทต่างชาติ ข้อดีคือบ้านเราจะปล่อย ถ้าตรงนี้ให้เราทำ แม่ก็ไม่เข้าเลย แทนที่จะรีบไปสัมภาษณ์คนใหม่ เขาก็กล้าเสี่ยงกับเราระดับหนึ่ง ปล่อยให้เราลองผิดลองถูก ซึ่งก็ทำผิดเยอะนะ 

“ตอนนั้นบริษัทยังไม่ใหญ่ มีพนักงานอยู่ประมาณสามสิบต้น ๆ เราเข้าไปได้ไม่ถึงเดือน พนักงานลาออกหมดเลย เหลือไม่ถึงยี่สิบคน”

ในวัยเพียง 21 ปี ผู้บริหารสาวต้องเจอกับปรากฏการณ์ที่พนักงานลาออกไปกว่าครึ่งบริษัทด้วยเหตุผลส่วนตัว ทำให้เธอต้องสร้างทีมใหม่ ซึ่งแทบไม่ต่างจากการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง 

“สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น คือให้เวลากับตัวเอง ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหน ตอนนั้นบริษัทขายของไม่ได้เพราะไม่มีคน ก็สัมภาษณ์ ค่อย ๆ เทรน เราทำไม่เป็นก็ลงไปทำกับเขาเลย เข้าไปลองจับเอง ทำเองกับทีมใหม่ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมา”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

รดน้ำ พรวนดิน

ขั้นตอนต่อไปคือการวางรากฐาน อันจะเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงบริษัทให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

‘งานวิจัยขึ้นหิ้ง’ คือคำที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับ Specialty Natural Products งานวิจัยของที่นี่ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่เป็นความเชี่ยวชาญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสิ่งที่ขายได้จริง

“เราเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ทำงานวิจัยขึ้นหิ้งเหมือนกัน เพราะโตมาในวิธีการสอนที่ว่า วิทยาศาสตร์ถ้าจะให้เจ๋ง ต้องทำได้ดีที่สุดในห้องแล็บ ผลวิเคราะห์ต้องดีและประสบความสำเร็จ แล้ว Mindset นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้งานวิจัยแต่ละอันขึ้นหิ้ง เพราะคุณต้องการของที่บริสุทธิ์ ละเอียด และแปลกที่สุด แต่ถามว่าเอาไปใช้ทำอะไร 

“บางครั้งการทำงานวิจัยที่ดูดีและแตกต่าง มันนำกลับมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ยาก ดังนั้น ถ้าเราประนีประนอมลงมาหน่อย แต่คุณสมบัติยังอยู่ มันก็เอาไปประยุกต์ต่อได้ แค่เปลี่ยนวิธีคิดตอนทำการทดลอง ว่าไม่จำเป็นต้องดี แปลก หรือเท่ที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์ ขยาย และเอาไปใช้ในชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้ในการทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้”

การปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานวิจัย ทำให้แพนและทีมเปลี่ยนสมุนไพรหลายชนิด ให้กลายมาเป็นสารสกัดและนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เมื่อคิดได้ ก็ต้องลงมือทำได้ 

แพนเริ่มหาวิธีควบคุมการปลูกสมุนไพร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสกัดที่มีคุณภาพ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพืชสมุนไพรธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ ในหลาย ๆ ครั้ง การเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันแต่คนละปี ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน 

“เราเริ่มจากเอาวิสาหกิจชุมชน กลุ่มหมู่บ้าน มาเป็นตัวกลาง ให้ซื้อวัตถุดิบจากจังหวัดเดิม แหล่งปลูกเดิมมาก่อน เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ใกล้เคียงกันที่สุด เรามีองค์ความรู้ด้านการปลูก บางงานอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างเหมือนชาวบ้าน แต่เราต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำได้ การที่ทำงานคลุกคลีกับเขามากยิ่งขึ้น ทำให้เริ่มวางแผนการปลูกให้เขา เพื่อเราจะได้นำมาใช้ผลิตได้”

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เมื่อเริ่มควบคุมการผลิตโดยการให้ความสำคัญกับชาวบ้าน เช่น เข้าไปช่วยตรวจดินและให้ความรู้ต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือทำให้ผลผลิตของชาวบ้านออกมาได้ดีกว่าเดิม 

แพนก่อตั้งโครงการ ‘แทนคุณไทย’ ขึ้นมา 

“กลุ่มพนักงานที่รักในการปลูกจะเข้าไปช่วยคิดวิธีการ ทำอย่างไรให้สารสำคัญสูงขึ้น เพราะว่าจะนำมาลดต้นทุนการผลิตได้ ในขณะเดียวกันก็ซื้อในราคาแพงขึ้นได้นะ เพราะว่าต้นทุนเราไม่ได้ขยับ ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรที่เริ่มเข้าโครงการก็จะทำงานน้อยลง และได้เงินเยอะขึ้น” 

นอกจากนี้ บริษัทยังทดลองปลูกเองเพื่อนำร่อง และค้นหาวิธีที่จะทำให้ได้สารสำคัญจากสมุนไพรมากขึ้น ก่อนจะนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

“สิ่งที่เรากำลังทำก็คือการทำงานร่วมกัน เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง เขาปลูกเก่งกว่าก็ให้เขาปลูกไป โตไปด้วยกัน ถ้าทำเองทุกอย่างก็ตายพอดี” เธอหัวเราะ “แต่เราเอาทุกอย่างที่คนเก่งทำมารวมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าตอนจบได้ ถ้าทำงานแล้วคนรอบ ๆ ตัวมีความสุขด้วย มันเหมือนเกิดมาแล้วมีคุณค่า ทุกวันนี้ หลายวิสาหกิจ หลายหมู่บ้าน เขาไม่ต้องเข้ามาทำงานโรงงานแล้ว เขามีอาชีพ เป็นเจ้าของธุรกิจปลูกสมุนไพรของตัวเอง 

“เรารู้สึกชื่นใจที่ทำให้เขามีอาชีพเลี้ยงชีวิต ซึ่งยั่งยืนกว่า” 

ณ วันนี้ โครงการแทนคุณไทยเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปแล้วกว่า 200 ครัวเรือน และในอนาคตตัวเลขนี้ก็ยังจะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ

Specialty Natural Products ผู้ผลิตสารสกัดจากสมุนไพรไทยให้หลายแบรนด์ดังระดับโลก

เติบใหญ่

เปลี่ยนสมุนไพรให้เป็นสินค้าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การขายและสร้างความเชื่อมั่นในสมุนไพรเป็นเรื่องยากกว่า และความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อความเข้าใจต้องใช้เวลา ในโลกธุรกิจ เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นอย่างมาก

“สิบกว่าปีที่แล้ว วัตถุดิบมักเป็นของนำเข้าหมดเลย เป็นวัตถุดิบที่จริง ๆ ไม่ต่างจากสารสกัดในประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากฝรั่งเศสกิโลกรัมละแสน ญี่ปุ่นกิโลกรัมละห้าหมื่น นำเข้ามาบวกภาษีเข้าไป หน้าที่ของเราคือเอามาผสม แปะแบรนด์เขา เขาเอาออกไป แล้วก็กลับเข้ามาขายในประเทศไทยอีก” แพนเล่าถึงสิ่งที่พบในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ

“ที่เรามองเห็นคือต้นไม้จากเทือกเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ข้างในนั้นมีสารเหมือนกับสิ่งที่ปลูกได้ในเขาค้อบ้านเรา แต่ว่าต้นทุนเราถูกกว่ามาก

“Made in Thailand ยี่สิบปีที่แล้วกับวันนี้ต่างกันมาก ปัญหาคือคำว่า ‘ผลิตในประเทศไทย’ คนไทยไม่เชื่อ แต่ญี่ปุ่นเชื่อนะ มันใช้เวลานานมากกว่าที่จะทำให้เขาเปิดใจรับ ซึ่งก็มีคนไทยส่วนหนึ่งที่รับ และส่วนต่างประเทศที่รับเร็วกว่า”

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

เป้าหมายของ Specialty Natural Products ในวันนี้คือการส่งออกได้เยอะที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยได้อีกด้วย

“ณ วันนั้นสิ่งที่เราทำคือ ถ้าคุณยังไม่เชื่อ งั้นเราส่งออกให้ดูก่อน ลูกค้าช่วงแรกก็จะมีต่างประเทศที่เราใช้เป็น Reference Brand หลาย ๆ ครั้ง ถามว่าเราขายได้กำไรไหม ณ วันนั้นคือแทบไม่ได้กำไรเลย แต่เราอยากได้ Reference เพื่อมาสื่อสารกับผู้บริโภคในไทย นั่นคือสิ่งที่เราทำ ทำไมคนไทยไม่ใช้ของที่ถูกกว่าแต่ดีเท่ากัน ในเมื่อต่างประเทศเขายังใช้เลย แล้วเขายังเอากลับมาขายด้วย นี่ก็คือสิ่งที่เราสื่อสารในช่วงแรก อีกสิ่งหนึ่งก็เหมือนกับสิ่งที่ทำให้เราเชื่อในสมุนไพรไทย คือเอาไปให้ลองใช้เลย ทำเป็นอะไรสักอย่างให้ไปลองดู ลองจับ ลองสัมผัส”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่มากมายเชื่อมั่นในบริษัทนี้ คือความตั้งใจที่อยากให้ลูกค้าประสบความสำเร็จ

ลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ ธุรกิจต้องผลิตสิ่งที่ลูกค้าต้องการถึงจะขายได้ แต่แพนมองไปไกลกว่านั้น

“คือทุกวันนี้เราคิดแทนลูกค้าเลย เราเห็นลูกค้าเยอะมากว่าในแต่ละช่องทาง คนที่ประสบความสำเร็จเขามีกลุ่มลูกค้าเป็นยังไง ควรจะเป็นแบบไหน แล้วเราคิดแทนเขาต่อ เพราะต้องการให้ทุกคนที่มาผลิตกับเราประสบความสำเร็จ ของต้องดี อันนี้ชัวร์อยู่แล้ว เป็นพื้นฐาน แต่เราก็ช่วยคิดต่อด้วยว่า ถ้าจะขายลูกค้ากลุ่มนี้ มาร์เก็ตติ้งประมาณนี้ ใส่อะไรเพิ่มได้ในเรื่องของนวัตกรรม เราเชื่อว่าเราทำเต็มที่มาก ให้ลูกค้าเขาไปโฟกัสเรื่องตลาดเยอะ ๆ ไปสื่อสาร ไปเปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ ไม่ต้องห่วงเรื่องผลิตภัณฑ์ มั่นใจได้เลย” 

ด้วยความตั้งใจที่ใส่ลงไปในสินค้านี้ จึงทำให้ลูกค้ารายหนึ่งที่นำเอาสารสกัดจาก Specialty Natural Products ไปใช้ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสูตรของผลิตภัณฑ์เลยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าธุรกิจ และรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ได้อย่างยาวนาน 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย
กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

กิ่งก้านสาขา

เมื่อวางรากฐานและสร้างความเชื่อมั่นได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการขยายบริษัท เหมือนกับต้นไม้ที่เติบใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขาออกไป

แพนได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นมาถึง 4 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทแม่ให้ยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

บริษัท Specialty Innovation รับจ้างออกแบบสูตรของสินค้าให้กับลูกค้าของ Specialty Natural Products เพื่อสร้างมูลค่าให้สมุนไพรไทยได้สูงที่สุด และทำให้สารสำคัญไม่ถูกทำลายไประหว่างกระบวนการผลิต 

บริษัท L-Solar ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างพลังงานเพื่อนำกลับมาใช้ในโรงงานผลิต จนทำให้บริษัทได้รับมาตรฐาน LEED Gold จากสหรัฐอเมริกา 

บริษัท Kanae Innovation ร่วมกับบริษัท Kanae จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น และทำมาจากวัสดุรีไซเคิล 

และบริษัท WellNovation ร่วมกับ สวทช. เปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ Colosure ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดตัวธุรกิจสำหรับตลาด B2C ครั้งแรกของกลุ่มบริษัท

“เป้าหมายทางธุรกิจของเราก็กลับไปแบบช่วงแรก คืออยากเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตรในประเทศไทย โดยส่งออกให้ได้เยอะ เพราะจะเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีที่สุด ในฝั่งของ Social Impact ก็อยากให้ยั่งยืน อยากให้คนที่เราทำงานด้วยมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นทีมของเราเอง หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ทำงานด้วยกันมา” แพนกล่าวถึงอนาคตของกลุ่มบริษัทหลังจากนี้ 

“อีกส่วนหนึ่งคือ ถ้าวันหนึ่งเราสร้างระบบได้ การขยายก็อาจจะต้องใช้เงินทุน เราก็จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัว LiVE Platform ที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีความสามารถในการปรับตัว ย่นระยะเวลาในการเติบโตไปได้ ทั้งเรื่องเน็ตเวิร์ก เงินทุน หรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ”

การหาเงินทุนนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของทุกธุรกิจ โดยสำหรับกลุ่มบริษัท Specialty Natural Products ก็ตั้งเป้าหมายที่จะนำ WellNovation เข้าในตลาด LiVE Exchange ด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างคุณค่าให้แก่สมุนไพรไทยต่อไป 

กลุ่มบริษัทที่เปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของแบรนด์ระดับโลกด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตถุดิบจากประเทศไทย

Lessons Learned 

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหาร คือการสื่อสารและการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เพราะหัวใจของการบริหารก็คือผู้คน
  • การสร้างนวัตกรรมต้องไม่กลัวที่จะผิดพลาด มิเช่นนั้นเราจะไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังลูกค้าด้วย 
  • การทำธุรกิจต้องไม่ยึดติด ถ้าอะไรเป็นโอกาสที่ดีควรคว้าเอาไว้ แต่ถ้าเป็นสิ่งไม่ดีก็ต้องไม่ยึดติด เพราะอย่างไรมันก็จะผ่านไป ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี
  • เปิดตาให้กว้าง ไม่ว่าอะไรเข้ามาก็จะมีทางออกเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อและความมั่นใจให้กับตนเอง ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

Specialty Natural Products

Line ID : @snpthai  

โทรศัพท์ :  0 3845 8698 และ 08 6307 3610

Website : www.snpthai.com

Facebook : Specialty Natural Products – SNP

LiVE Platform แพลตฟอร์มเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับ SMEs และ Startups เติบโตและมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน www.live-platforms.com

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ภายนอกของ ‘Mattaya Vision Center’ ดูเป็นคลินิกมากกว่าจะเป็นร้านตัดแว่น

คอนเซ็ปต์ของร้านนี้คือการตัดแว่นด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์สายตาเฉพาะบุคคล ทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่คือคนอายุมากกว่า 40 ปี

ร้านแว่นนี้เริ่มต้นจากจักษุแพทย์ที่เห็นความสำคัญของการวัดสายตา และเชื่อว่าการมองเห็นที่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น หัวใจหลักจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบริการ เพราะร้านแว่นไม่ใช่งานขายที่จบเฉพาะหน้าร้าน

ด้วยประสบการณ์ในการตรวจรักษาคนไข้โรคตามากว่า 10 ปีของ แพทย์หญิงมัทยา ขวัญอโนชา หรือ หมอหลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ เธอพบว่าคนไข้ที่มาหาหมอตาส่วนใหญ่ มีปัญหาเรื่องสายตาเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากโรคตาทั่วไป เธอจึงอยากแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้คนได้มากกว่าแค่หมอคนเดียวจะทำได้ การสร้างร้านแว่นตาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เธอเล็งเห็นว่าสามารถช่วยผู้คนได้มากยิ่งขึ้น

ส่วน แจน-เกียรติ​ศักดิ์​ วารวิจิตร วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจ และเข้าเรียนคอร์สเกี่ยวกับการทำแว่นและวัดสายตาโดยตรง ด้วยพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทำให้เขาเข้าใจกลไกของแว่นตาและเลนส์เป็นอย่างดี และกลายเป็นหัวกะทิของชั้นเพราะความชอบในวิชาที่เรียน

“Pain Point ที่เจอบ่อย ๆ คือคนไข้ตัดแว่นมาแล้วใส่ไม่ดี ใช้ชีวิตลำบาก เพราะแว่นที่ได้ค่าสายตาไม่ตรงบ้าง ไม่ตอบโจทย์บ้าง” หมอหลินเล่า “เราอยากทำร้านแว่นดี ๆ ที่รู้ใจ เข้าใจปัญหาของสายตาเขาจริง ๆ จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
01

ร้านแว่นของทั้งคู่ที่แรกอยู่ย่านลาดพร้าว เพราะเป็นร้านตัดแว่นของจักษุแพทย์ มีความน่าเชื่อถือ จึงได้รับคำชักชวนให้ไปเปิดร้านที่โรงพยาบาลพญาไท 1

ร้านแรกย่านลาดพร้าวคือร้านแว่นทั่วไป ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรพิเศษ แต่ Mattaya Vision Center สาขาถัดมาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 และสาขา The Crystal Ekamai-Ramintra มีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป

“พอได้ทำร้านแรก เราได้รู้ว่าเลนส์มีหลายเจ้า มีหลายแบบ ทำให้ได้รู้จักเลนส์โปรเกรสซีฟ ซึ่งเป็นเลนส์ที่ตัดยากที่สุดในบรรดาเลนส์ทั้งหมด” หมอหลินเล่าถึงที่มาของที่แห่งนี้

เลนส์โปรเกรสซีฟคือเลนส์สำหรับการมองชัดทุกระยะ พัฒนามาจากเลนส์ 2 ชั้น ส่วนความยากในการตัดแว่นของเลนส์ชนิดนี้ คือการตัดให้ตรงความต้องการของลูกค้า และใช้งานจริงได้เลย

“ถ้าสายตายาว แปลว่าเขามองไกลกับใกล้ได้ชัดไม่เท่ากัน สมมติไกลชัด ใกล้ไม่ชัด หรือใกล้ชัด ไกลไม่ชัด เลนส์นี้จะทำให้มองชัดทุกระยะ”

ลองนึกภาพตามว่า เรามักเห็นคนรุ่นพ่อแม่พกแว่นสายตายาวไว้สำหรับการอ่านหนังสือใกล้ ๆ 

แต่การตัดเลนส์ประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ศาสตร์ ความแม่นยำในการวัดสายตา และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเลนส์ชนิดนี้ก็มีหลายรุ่น หลายยี่ห้อ จึงต้องใช้ศิลป์ในการพิถีพิถันช่วยลูกค้าเลือกสรร

เหมาะหรือไม่เหมาะ ถ้าเหมาะ เหมาะกับแบบไหน หมอหลินดูจากไลฟ์สไตล์ผู้สวมใส่เป็นหลัก กระบวนการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าจึงสำคัญที่สุด อาจจะยิ่งกว่าขั้นตอนการวัดสายตาด้วยซ้ำ เพราะการวัดสายตาที่ดีเป็นแค่พื้นฐานของร้านแว่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความเข้าใจปัญหาของลูกค้า

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“เริ่มจากซักประวัติ ให้เขาเล่าให้ฟังเลยว่าในวันหนึ่งเขาทำอะไรบ้าง ถามคำถามที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยได้เลยว่าคนคนนี้เหมาะกับเลนส์แบบไหน

“เช่น คุณเข้ามาที่ร้าน คำถามแรกที่เราจะถามคืออายุเท่าไหร่ เพราะอายุก็เป็นตัววัดหนึ่งที่จะบอกได้ว่าคุณเริ่มสายตายาวหรือยัง ต่อมาจะถามว่า ที่เข้ามาวันนี้ต้องการให้เราช่วยอะไร เพราะปัญหาบางคนอาจจะไม่ได้จบที่เลนส์โปรเกรสซีฟ อาจจะเหมาะกับเลนส์ชนิดอื่นมากกว่า”

การพูดคุยและขั้นตอนการตรวจวัดสายตาใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ได้แว่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่สุด

02

 ไม่ว่าจะเดินไปห้างสรรพสินค้าไหน ก็ต้องพบร้านแว่น ถ้าห้างเล็กหน่อย อย่างน้อยก็ 1 ร้าน ห้างใหญ่ ๆ บางทีมีมากกว่า 5 แบรนด์

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Mattaya Vision Center เป็นที่รักของลูกค้าและประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีคู่แข่งมากมายเพียงนี้

คำตอบอยู่ในสิ่งที่พวกเขาคิดและลงมือทำ

มัทยาคลินิกนี้ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ประกอบแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นได้ชัดเจน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่รวมไปถึงคุณค่าของเวลาและเงิน ซึ่งประหยัดได้จากกระบวนการตัดแว่นที่แม่นยำและถูกต้องเหมาะสม

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

แจนเสริมว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและสุขภาพ ถ้าลูกค้ามาตัดแว่น ได้แว่นที่ถูกใจ เหมาะกับการใช้งาน ทำทีเดียวแล้วจบ เขาก็ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหลายรอบ ไม่เสียเวลาเขา แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ไปใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องมาพะวงเรื่องนี้อีก”

เริ่มจากพนักงานดูแลลูกค้าที่เป็นนักทัศนมาตรทั้งหมด 100% ไม่มีพนักงานขาย แก้ปัญหาที่เกิดระหว่างทางของการที่คนวัดสายตากับคนขายแว่นและเลนส์เป็นคนละคนกัน

“ถ้าเปรียบเทียบกับขั้นตอนในร้านแว่นปกติ เข้าไปเจอพนักงานขายก่อน เลือกกรอบเสร็จก็ไปวัดสายตากับหมอ วัดเสร็จได้ค่าสายตาแล้วก็ออกมาเจอพนักงานขายอีกทีเพื่อเลือกซื้อเลนส์” แจนเล่าก่อนหมอหลินจะเสริมต่อ

“มันเหมือนขาดการสื่อสาร คนวัดไม่ได้เลือกเลนส์ คนเลือกเลนส์ไม่ได้วัด เขาอาจไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องการอะไร เพราะไม่ได้คุยกันตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ทำให้ลูกค้าตัดแว่นแล้วใส่ไม่ได้ คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้ได้แว่นไม่ตรงความต้องการของตัวเอง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

ที่นี่จึงเป็นนักทัศนมาตรให้บริการตลอดทุกขั้นตอน แม่นยำเรื่องรายละเอียดในการวัดสายตา และรู้ว่าแต่ละไลฟ์สไตล์เหมาะกับเลนส์แบบไหน 

ร้านทั่วไปอาจมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ 1 – 2 คน แต่ที่มัทยาคลินิกมี 8 คน สลับให้บริการใน 2 สาขา

ทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามา แทนที่จะให้เลือกกรอบ จะต้องมานั่งคุยกันก่อน คุยกันจนกว่าจะเข้าใจความต้องการ ปัญหา และการใช้ชีวิตของเขา

หลักการบริการมีแค่ 1 ข้อ คือให้คิดว่าลูกค้าคือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนของเรา เราจะดูแลเขาด้วยความหวังดีและใส่ใจเอง

หารือจนได้คำตอบแล้วก็ถึงกระบวนการวัดสายตา วัดเสร็จก็ลองใส่แว่นกับเลนส์ชนิดและยี่ห้อเดียวกับที่ต้องการได้เลย

“เราลงทุนกับตัวอย่างเลนส์มาก ๆ ยี่ห้อหนึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 5 – 6 รุ่น เลนส์มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 ยี่ห้อ เฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟนะ ยังไม่รวมเลนส์เฉพาะทางอีก เลนส์เฉพาะทางก็จะมีอีกประมาณ 3 – 4 รุ่น รุ่นหนึ่งก็มีหลายค่าสายตา นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราเลือกทำ เพราะมันจะทำให้ลูกค้าได้ลองเลยว่าสิ่งที่เขาจะได้คืออะไร ถ้าลองรุ่นนี้ไม่สบายตา ก็ลองเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ถูกใจที่สุดก่อนตัดแว่นจริง”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

การทดลองว่าเลนส์ที่นักทัศนมาตรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานตัวเองหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เพียงแค่ใส่เดิน ถ้าพื้นไม่ลอยเป็นอันว่าใช้ได้ แต่มัทยาคลินิกมองไกลว่านั้น

ใน Experience Zone จะมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำลองจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ ชั้นวางหนังสือที่เทียบเท่าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ซิงก์ล้างจานในบ้าน ฯลฯ

ทดสอบในร้านเรียบร้อยก็พาไปเดินขึ้นลงบันไดนอกร้าน ลูกค้าบางคนขับรถเป็นประจำ นักทัศนมาตรที่ดูแลก็พาไปลองขับรถเลยจริง ๆ 

ขั้นตอนเลือกกรอบที่เราคุ้นชินว่าเป็นขั้นตอนแรกเพิ่งมาถึงตอนนี้ หลังได้เลนส์ที่ถูกต้องก็ไปเลือกกรอบที่ถูกใจ ซึ่งกรอบก็มีหลายยี่ห้อ ยี่ห้อใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นกัน เลือกสรรมาเพราะเหมาะกับเลนส์ประเภทนี้ และไม่ว่าจะหยิบจับอันไหน หมอหลินก็เล่าที่มาและความตั้งใจของแบรนด์นั้นได้จนอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาทันที หลังจากได้กรอบแล้วก็ไปฟิตติ้งความโค้ง ความพอดีของเลนส์กับดวงตา โดยวัดด้วยมือกับเครื่องวัดดิจิทัลสามมิติ แล้วนำทั้งสองค่ามาคิดร่วมกันอีกที

03

รอ 1 – 2 สัปดาห์ ลูกค้าก็จะได้รับแว่นที่ตัดด้วยความเอาใจใส่ แต่นั่นไม่ใช่จุดสุดท้ายของการขาย เหมือนที่แจนและหมอหลินบอกไว้ตอนต้น การตัดแว่นไม่ใช่ครั้งเดียวจบ แต่เป็นการบริการระยะยาว

“การตัดแว่นโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ บริการหลังการขายเผลอ ๆ สำคัญกว่าก่อน ต่อให้เราพยายามเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาได้แว่นไปแล้วจะใช้งานได้ดีทันที เราจะขอให้เขามารับแว่นเองเพื่ออธิบายและให้ลูกค้าฝึกการใช้งานอีกรอบหนึ่ง

“แต่ฝึกแล้วก็อาจจะใส่ไม่ได้ทุกคนนะครับ” แจนว่าอย่างนั้น “ใส่แล้วอาจมีปัญหา แต่เราไม่ทิ้งเขา เราจะดูแลให้รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร ยกตัวอย่างเคสคุณแม่ของหมอหลิน เราเป็นคนตัดแว่นให้เองเลย ลองใส่ครั้งแรก เขาอยากจะถอดทิ้ง เขาบอกว่าแว่นสายตายาวสำเร็จรูปที่ขายกันยังใส่ดีกว่านี้ เราเลยบอกว่าอดทนก่อนนะ ลองทำอย่างนั้น จนตอนนี้ไม่ถอดแว่นเลย เพราะใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องถอดเข้า ๆ ออก ๆ เหมือนแว่นสำเร็จรูปที่ใช้จนชิน ในตอนแรกถ้าตัดไปแล้วมีปัญหา เราจะถามว่าคุณลูกค้ามีเวลาไหม เข้ามาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ
Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่มอบคุณภาพชีวิตผ่านการตัดแว่นดี ๆ

“ร้านแว่นมักบอกให้ลูกค้าไปปรับตัวเองถ้ามีปัญหา เดี๋ยวก็ชิน แต่เราไม่ใช่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้า Complain เป็นเรื่องใหญ่ของเรา” หมอหลินย้ำอีกครั้ง

การมีลูกค้าขอเคลมสินค้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ไม่ใช่ในแง่ของต้นทุน แต่คือความพอใจและคุณภาพชีวิตของลูกค้า หมอและนักทัศนมาตรต้องประชุมหารือกันถึงปัญหาและวิธีแก้ไข เพื่อให้การแก้ปัญหาเด็ดขาด ไม่เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีก 

“การเคลมไม่ควรเกิดขึ้นเกิน 1 ครั้ง ลูกค้าบางคนที่เคยตัดจากร้านอื่นเข้ามา เคลมไปแล้ว 5 รอบ เราตกใจเลย ลูกค้าอดทนมาก ถามว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเคลมแต่ละครั้งขนาดนั้น เคลม 10 รอบเราก็ทำให้ได้ ขอแค่ลูกค้าใส่ได้ดี 

“แต่ถ้ามีปัญหาก็เคลม ไม่ได้หาต้นตอและวิธีแก้ไขให้ตรงจุด ก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน เป็นการเสียเวลาลูกค้า

“หลักการที่เราใช้คือ Win-win Situation คือ Win ทั้งเราและลูกค้า เราต้องรู้ปัญหาที่ชัดเจนก่อนถึงเคลม เพราะหนึ่ง ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาแก้หลายรอบ ไม่เสียความรู้สึก สอง คือ ลูกค้าเห็นถึงความ Professional ในการแก้ปัญหา และเห็นถึงความจริงใจของเราว่าไม่ทอดทิ้งเขา ถ้าจะเคลม ขอครั้งเดียวก็พอ อย่าหลายรอบเลย มันเสียเวลาลูกค้า” หมอหลินหัวเราะ

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ
04

การทำธุรกิจของคนเป็นหมอ ต่างจากนักธุรกิจคนอื่น ๆ ไหม – เราถามก่อนจากกันในวันนั้น

หมอหลินคิดครู่ใหญ่ก่อนตอบ “คนเป็นหมอชอบคิดให้ยาก” เธอหัวเราะ “เราจะเปิดร้านแว่นทั่วไปก็ได้ แต่ด้วยจริตที่มี เราทำไม่ได้ เราปล่อยผ่านไม่ไหว มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร้านเราเลือกทำเลนส์โปรเกรสซีฟด้วยนะ มันยาก มันท้าทาย มันต้องเรียนรู้ให้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราแบกความคาดหวังของลูกค้าไว้เยอะมาก แต่เวลาที่ทำสำเร็จ ลูกค้าแฮปปี้ ได้ใช้ชีวิตดีขึ้น มันมีความสุขมาก ๆ”

การวัดความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากเรื่องยอดขายและผลกำไร ก็เป็นความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้เนื้อเชื่อใจ การบอกต่อ บางคนพาญาติ พาพ่อแม่ พาเพื่อนมาตัด และการกลับมาของลูกค้า 

“เพราะเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามอบให้ เขาจึงกลับมา”

Mattaya Vision Center ร้านตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ผู้คนผ่านการตัดแว่นดี ๆ

Lessons Learned

  • รู้ลึกในสิ่งที่ทำ เพื่อที่จะได้ทำสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถ ทำให้ดีสมกับที่ลูกค้าไว้ใจให้เราทำ
  • หาเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่ธุรกิจทำ เช่น หมอหลินและแจนอยากให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น เพื่อที่ทุกก้าวในดำเนินการจะได้มุ่งไปหาสิ่งนั้น และทำออกมาได้จริง ๆ
  • คิดแทนลูกค้าในตลอดเส้นทาง หา Pain Point ที่ธุรกิจจะแก้ปมให้เขาได้ เพื่อทำให้สินค้าและบริการตอบโจทย์ได้จริง ๆ

Mattaya Vision Center

Website : www.mattayaclinic.com

Facebook : Mattaya Clinic by Be My Glasses มัทยาคลินิก – คลินิกแว่นตาโปรเกรสซีฟ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load