31 กรกฎาคม 2561
10 K

ผมมีโอกาสได้ไปเบอร์ลินเมืองหลวงของเยอรมนีอยู่ครั้งหนึ่ง ก่อนจะไปก็แชทถามเพื่อนคนเยอรมันว่าควรไปเที่ยวสถานที่ไหนบ้างที่จะได้เห็นชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนเยอรมัน ปลายทางนิ่งคิดอยู่สักพักก่อนจะตอบว่า Tempelhof Field และยังไม่ลืมกำชับให้ไม่ลืมเช่าจักรยานไปด้วย

หลังจากได้ชื่อมาแล้วผมก็มานั่งหาข้อมูลดูว่า มันคือสถานที่แบบไหน พอได้เห็นรูปว่ามันคือสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเอาสนามบินเก่ามาทำ รอยยิ้มบนใบหน้าของผมก็โผล่ขึ้นมาทันที ก็ใครมันจะได้มีโอกาสไปวิ่งหรือขี่จักรยานในรันเวย์กันได้บ่อยๆ ล่ะคุณ ขึ้นชื่อว่าเป็นสนามบินก็ใหญ่อยู่แล้ว แต่นี่เป็นสนามบินที่เคยใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของยุโรปอีกด้วย ก็สมแล้วที่เพื่อนบอกให้เช่าจักรยานเพื่อปั่นเล่นในนั้น

เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ

สนามบินเทมเพลฮอฟนั้นเป็นสนามบินเก่าของเบอร์ลินมาตั้งแต่ช่วงปี 1920 สถานที่นี้แต่เดิมก่อนหน้าจะมาเป็นสนามบินก็เคยเป็นลานกว้างที่โดนนักวิทยาศาสตร์เอาไว้ทดลองการบินของเครื่องบินและบอลลูนมาก่อน จนในช่วงที่พรรคนาซีเรืองอำนาจในเยอรมนีและมีความคิดจะสร้างให้เบอร์ลินเป็นเมืองหลวงของโลกใบนี้ รวมถึงมองว่าด้วยพื้นที่ที่ใหญ่โตมหาศาลของสนามบินเทมเพลฮอฟนี่แหละที่จะช่วยให้การเดินทางมายังเมืองหลวงของโลกนี้ง่ายดายและสะดวกมากขึ้น

นำมาซึ่งการพัฒนาและปรับปรุงสนามบินแห่งนี้อย่างจริงจังในช่วงปี 1936 – 1941 ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายในที่ใหญ่โตหรูหราอลังการตามยุคที่นาซีเรืองรอง หรือจะเป็นทางเดินขึ้นเครื่องที่มีความยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร ซึ่งออกแบบโครงสร้างแบบพิเศษทำให้ไม่มีเสาอยู่ตรงกลางทางเดินเลยแม้แต่ต้นเดียว (ในยุคนั้นถือว่าเป็นโครงสร้างที่ล้ำสมัยอยู่มาก)

สถาปนิกรุ่นใหญ่ชาวอังกฤษอย่าง นอร์แมน ฟอสเตอร์ เคยกล่าวถึงที่นี่ไว้ว่า เป็นแม่ของสนามบินยุคใหม่ทั้งหมด ในยุคนั้นยังถือว่าเป็นสนามบินที่คนใช้เยอะที่สุดในยุโรปด้วย ยังไม่พอ นอกจากนั้นแล้วสนามบินแห่งนี้ยังถูกยอมรับว่าเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกด้วยพื้นที่กว่า 3 ล้านตารางเมตร (ใหญ่กว่าประเทศโมนาโกทั้งประเทศซะอีก)

แม้แต่ในช่วงสงครามที่นี่ก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นที่ผลิตอาวุธป้อนให้กับทางกองทัพ แต่ก็อย่างที่หลายๆ คนรู้ในเวลาไม่กี่ปีต่อมาเยอรมนีก็แพ้สงคราม และประเทศก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือตะวันออกและตะวันตก เพื่อให้ฝ่ายผู้ชนะสงครามดูแล สนามบินแห่งนี้ก็ไม่ได้รับการปรับปรุงจนเสร็จ และก็มาตกอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐอเมริกาอยู่นาน

จนถึงช่วงปี 1993 มีการเปิดใช้สนามบินแห่งนี้แค่บางส่วนโดยทางการทหารของอเมริกาในช่วงเวลานั้น หลังจากนั้นจึงเปิดให้บริการเป็นสนามบินอีกครั้ง แต่ก็ได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ทางการเยอรมนีตัดสินใจเลือกใช้สนามบินแห่งอื่นๆ ที่อยู่นอกเมืองแทน และตัดสินใจปิดสนามบินแห่งนี้ไปในปี 2008 ซึ่งหลังจากปิดไปได้แค่ 2 ปีสนามบินแห่งนี้ก็ถูกเปิดใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ได้ทำหน้าที่ในฐานะของ ‘สวนสาธารณะ’ แทน

เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ

สวนสาธารณะแห่งนี้พิเศษตรงที่เปิดพื้นที่แทบทั้งสนามบินให้กับทุกคนในเมืองมาใช้กันได้แบบฟรีๆ! ของฟรีมีอยู่จริงก็ที่นี่นี่เอง แล้วก็อย่างที่บอกไป จะมีสักกี่ครั้งกันที่เราจะสามารถมาออกกำลังกายทั้งวิ่งหรือจักรยานบนรันเวย์ได้ (แถมยังมีเครื่องบินที่จอดทิ้งไว้อยู่เป็นอนุสาวรีย์ในรันเวย์อีกด้วยนะ)

ส่วนถ้าอยากเล่นกีฬาแบบเป็นทีมก็มีสนามบาสและสนามฟุตบอลให้ใช้กันได้ และด้วยความที่เป็นที่โล่งกว้างลมแรงก็มีคนมาเล่นว่าว ไปจนถึงวินด์สเก็ตก็สามารถพบเจอได้เป็นปกติของสวนแห่งนี้

เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ

ทีนี้ด้วยพื้นที่สุดแสนจะกว้างใหญ่ของสวนแห่งนี้ ทำให้มันเป็นสวนที่เอื้อและรองรับคนทุกรูปแบบให้มาทำกิจกรรมกันในนั้นได้ โดยไม่ได้ถูกจำกัดการใช้งานสวนไว้แค่เพียงคนออกกำลังกายอย่างเดียว  ถ้าอยากจะพาหมามาเดินเล่นก็ได้ ถ้าไม่อยากออกกำลังแต่อยากมาปิกนิกก็ไม่มีปัญหา เราสามารถเอาเตาบาร์บีคิวมาย่างเนื้อย่างไส้กรอกในจุดที่กำหนดไว้ได้เลย แล้วถ้าอยากปาร์ตี้ล่ะ ก็สามารถทำได้เลยเช่นกัน จะหยิบเบียร์และไวน์มาดื่มด้วยก็ไม่มีปัญหาใดๆ แค่อย่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นมากนักก็พอ

ในส่วนของตัวอาคารผู้โดยสารและรันเวย์นั้นก็สามารถปรับการใช้งานมาใช้จัดได้ทั้งคอนเสิร์ต Design Festival และอีเวนต์อื่นๆ มากมาย (ในช่วงปี 2015 อาคารผู้โดยสารถูกปรับให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของผู้อพยพกว่า 7,000 คนด้วย)

Tempelhof Field สวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่าประเทศโมนาโก ที่เกิดจากสนามบินเก่าของเบอร์ลิน Tempelhof Field สวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่าประเทศโมนาโก ที่เกิดจากสนามบินเก่าของเบอร์ลิน เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ

ซึ่งแม้แต่กิจกรรมที่ว่ามาข้างต้นก็ยังใช้พื้นที่ของสวนได้ไม่หมด เราก็เลยได้เห็นโปรเจกต์อื่นๆ ที่หลากหลายและน่าสนุกเกิดขึ้นอยู่เสมอในนี้ เช่น โปรเจกต์สวนผักของผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านใกล้สวนนี้

เนื่องจากอพาร์ตเมนต์ในเบอร์ลินนั้นมีพื้นที่ค่อนข้างเล็กและไม่เอื้อให้สามารถปลูกพืชผักใดๆ ได้ เลยมีการคิดโปรเจกต์สวนผักคนเมืองขึ้นมา โดยให้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นสามารถมาลงชื่อเช่าพื้นที่เล็กๆ เป็นของตัวเองในสวนแห่งนี้ได้ในราคาที่ถูกแสนถูก (ถูกจนเจ้าตัวคนเช่าบอกว่าเพิ่งจ่ายไปแต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่)

ซึ่งหลังจากที่ลงทะเบียนแล้วจะปลูกอะไรหรือทำอะไรกับพื้นที่นี้ก็ได้ หลายคนก็มาปลูกผักที่กินได้ หลายๆ แปลงก็จริงจังมากจนดูเหมือนไร่มืออาชีพ แต่ก็มีอีกหลายคนที่มาจัดสวนผสมกับตกแต่งสวนแบบทั้งอลังการและสร้างสรรค์ และมาใช้เวลาอยู่ที่นี่เยอะมากๆ ในช่วงหน้าร้อน

อย่างพี่คนหนึ่งที่เอารองเท้าบู๊ทมาแทนกระถางและปลูกต้นไม้เรียงจนเหมือนเป็นสวนรองเท้าบู๊ท บางคนก็ไม่ได้มาปลูกอะไร แค่มานั่งพักผ่อนเฉยๆ ในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง จากกิจกรรมที่ว่ามาทั้งหมด สวนแห่งนี้นั้นแทบจะรองรับทุกความต้องการของชาวเมืองไว้ได้อย่างครบถ้วนแล้ว

เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ

ฟังๆ ดู มันก็เป็นสวนที่ดีและทุกคนก็ดูมีความสุขใช่ไหมครับ ทีนี้มันเริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อเกิดกระแสเรียกร้องของนักพัฒนาเมืองที่อยากจะเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนแทน โดยในโครงการที่คิดพัฒนานั้นจะมีทั้งห้องสมุดขนาดใหญ่ ทะเลสาบ สนามเด็กเล่น ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ด้วย (คุ้นๆ นะครับ โมเดลนี้มันเหมือนประเทศขวานทองที่ไหนสักที่…)  

เพราะด้วยปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวของเยอรมนี ทำให้มีคนย้ายเข้ามาในเบอร์ลินกว่า 50,000 คนในแต่ละปี ในจังหวะเดียวกับการเข้ามาของสตาร์ทอัพห้องเช่ารายวันอย่าง Airbnb ที่ทำให้ชาวสแกนดิเนเวียผู้ร่ำรวยเดินทางมาซื้ออพาร์ตเมนต์ในเบอร์ลินและปล่อยเช่าต่อกับนักท่องเที่ยว ทำให้ราคาอพาร์ตเมนต์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนต้องย้ายออกไปยังรอบนอกของเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ดีต่อคนที่อยู่อาศัยและเมืองในระยะยาว 

จึงมีการโหวตเพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่ออนาคตของสวนแห่งนี้ และชาวเบอร์ลินส่วนหนึ่งก็ออกมาโหวตเลือกให้เทมเพลฮอฟเป็นสวนสาธารณะต่อไป ทางเทศบาลเบอร์ลินเลยประกาศให้สนามบินแห่งนี้จะเป็นสวนไปอย่างน้อยถึงปี 2024 ท่ามกลางความไม่ค่อยจะพอใจนักของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ

ผมนึกไปถึงกรณีของชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ไม่นานมานี้มีการทุบรื้อถอนบ้านเรือนด้านในออก และเพิ่งจะเปิดเป็นสวนสาธารณะอย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง

เปล่า…ผมไม่ได้คิดหรือเห็นดีด้วยหรอกว่าสวนเขียวนั้นดีกว่าบ้านคน บ้านเก่านั้นแตะต้องไม่ได้ หรือชุมชนเก่านั้นมีคุณค่ากว่าที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ประเด็นมันน่าจะอยู่ตรงที่เรื่องที่สุดแสนจะละเอียดอ่อนแบบนี้ เราในฐานะประชาชนผู้ที่ทั้งเสียเงินและเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้นั้น กลับไม่เคยได้รับโอกาสจากทางรัฐที่มอบสิทธิ์ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เราไม่เคยได้เลือกเลยว่าอยากได้หรืออยากมีอะไรตรงไหนในเมืองนี้ หรือแม้แต่ในการออกความเห็นว่าอยากให้สวนหรือพื้นที่นั้นๆ ควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เส้นแบ่งระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนานั้นอาจจะอยู่ที่ตรงนี้เอง

จะเป็นสวนหรือจะเป็นบ้านเรือนนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนถ้าเกิดจากการตัดสินใจของเราเอง อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่พูดได้อย่างเต็มปากว่าเราเลือกเอง เช่นเดียวกับสวนเทมเพลฮอฟที่จะยังคงเป็นสวนสาธารณะต่อไปอีกอย่างน้อยหลายปี ซึ่งก็อาจจะกลับกลายมาเป็นบ้านพักได้อยู่เสมอ นอกเหนือจากการที่รองรับกิจกรรมของคนทุกรูปแบบและทุกความต้องการแล้ว การที่ให้ทุกๆ คนได้เลือกตัดสินอนาคตเองนั้นก็อาจจะเป็นความหมายที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ในคำว่า สวน ‘สาธารณะ’ ก็เป็นได้

เทมเพลฮอฟ, สนามบิน, Tempelhof Field, เยอรมนี, สวนสาธารณะ

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load