ณ ชั่วขณะนั้น ฉันหลับตา แต่เปิดผัสสะการได้ยิน ให้เสียงท่วงทำนอง ของฆ้อง, Himalayan Singing Bowls, Crsytal Bowls, Hand Pan และเครื่องดนตรีประกอบอื่นๆ ได้ไหลอาบผ่านเข้าไปภายใน ผ่านใบหู ผ่านผิวหนัง ฉันอนุญาตให้คลื่นและพลังงานของเสียงไหลผ่านเข้าไปในเซลล์ ซึมไปทั่วในแต่ละเซลล์ 

ในเวลานั้น ไม่มีอดีตและอนาคต มีแต่ปัจจุบันที่พาฉันดิ่งลง ดิ่งลง เข้าสู่ภาวะที่ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ปล่อยให้คลื่นเสียงได้ทำงานของมัน เพราะเมื่อคลื่นพลังงานเสียงเข้าทำงานลึกในระดับเซลล์ มันช่วยขจัด Blockage พิษในเซลล์ และความเครียดต่างๆได้เป็นอย่างดี 

ณ ชั่วขณะนั้น ถ้าฉันลืมตาขึ้น ฉันจะเห็น Roni Jones Miteff ผู้หญิงตัวเล็กๆ กำลังร่ายเวทมนตร์ ไปกับ Bowls และเครื่องดนตรีต่างๆ ที่ล้อมรอบตัวเธอ เธอรู้ว่าจะสร้างเสียงยังไง แบบไหน โทนไหน ให้เหมาะกับพลังงานของผู้ได้รับการบำบัดภายในห้อง ด้วยการสังเกตปฏิกิริยาและพลังงานโดยรวมของกลุ่ม แล้วพาทุกคนเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยท่วงทำนองแห่งเสียง

Sound Bath ศาสตร์บำบัดอาการซึมเศร้า ด้วยการนอนอาบเสียงเครื่องดนตรี

“ฉันเข้าสู่โลกของดนตรีตั้งแต่อายุแปดขวบ ตอนนั้นอยู่ดีๆ ก็สนใจออร์แกน เครื่องดนตรีที่ใช้ในโบสถ์ขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับฉายาว่าราชาแห่งเครื่องดนตรีตะวันตก เพราะการประดิษฐ์และการเล่นซับซ้อน ต้องใช้ทั้งสองมือและเท้าบรรเลงไปพร้อมๆ กัน โตขึ้นมาอีกหน่อยฉันก็เป็นนักกีฬายิมนาสติก ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าพื้นเพของฉันคือดนตรีและการเคลื่อนไหวก็คงไม่ผิดนัก และมันก็ต่อยอดสู่การเป็น Sound Healer และครูโยคะในทุกวันนี้

“พอเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย ฉันเลือกเรียนด้านการออกแบบและศิลปะ Theater Design หลังจากนั้นก็ทำงานเป็น Theater Designer เป็นเวลาสิบปี ออกแบบฉาก เวที และเสื้อผ้าของนักแสดง เป็นผลพวงทำให้ฉันเข้าใจการจัดสเปซ จัดวาง Singing Bowls เครื่องดนตรี ให้เกิดการผสมผสานความงามของศิลปะระหว่างบำบัดด้วย แต่สิ่งที่สำคัญไปมากกว่านั้น คือประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้เขียนบท นักแสดง ช่างไม้ และทีมที่ทำงานเบื้องหลังฉาก ฉันเคยต้องออกแบบฉาก เสื้อผ้า ของละครเวทีที่เปลี่ยนไปมาหลายครั้งตามพล็อตเรื่อง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวและคอนเซปต์ของโชว์ทั้งหมด

“จึงเป็นวิธีการคิดที่ฉันนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน การเข้าใจอารมณ์ของผู้ชมในโรงละครกับการดำเนินเรื่อง และต้องเปลี่ยนฉากไปมา จะทำอย่างไรให้ผู้รับฟังเข้าถึงสารที่เราจะสื่อได้มากที่สุด เหมือนเปลี่ยนประสบการณ์ออกแบบเวทีมาสู่ชีวิตจริง เป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเอาเข้ามาใช้ในโลกของ Sound Healing เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของผู้ถูกบำบัด และตอบโจทย์สิ่งที่พวกเขาต้องการได้มากที่สุด 

“ตอนช่วงอายุสิบเจ็ด ฉันก็ได้เข้าสู่อีกโลกหนึ่ง นั่นคือศาสนาพุทธแบบทิเบต ฉันได้เริ่มปฏิบัติวิธีพุทธมาตั้งแต่นั้น และมันก็ให้ผลลัพธ์ทรงพลัง ฉันเข้าใจแก่นของมันอย่างมากตอนอายุยี่สิบห้า หลังจากนั้นก็เริ่มเดินทางมาเอเชียเพื่อศึกษาพุทธศาสนา เรียนโยคะ เมื่อฉันได้เงินจากการทำงาน ฉันก็จะเดินทางไปกลับระหว่างยุโรปและเอเชีย จนพออายุยี่สิบเก้า ฉันเริ่มเข้าไปพำนักที่วัดทิเบตในลอนดอนเป็นเวลาหนึ่งปี ในช่วงเวลานั้น ฉันฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ ได้เห็นการใช้ฆ้อง เครื่องดนตรีขันทิเบตในพิธีกรรมต่างๆ”

Sound Bath ศาสตร์บำบัดอาการซึมเศร้า ด้วยการนอนอาบเสียงเครื่องดนตรี

และแล้วชีวิต Roni ก็ถึงจุดหักเหอีกครั้ง เมื่อวันหนึ่งเธอเลือกเดินออกมาจากลอนดอนและไม่ได้กลับไปอีกเลย ณ ตอนนั้นเธออายุ 30 ปี มีตัวเลือกระหว่างเดินทางไปเนปาลและได้ทุนเรียนการเขียนภาพทังก้า (ภาพวาดพระพุทธเจ้าหรือเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า) เป็นเวลา 5 ปี หรือมาที่เมืองไทยแล้วเริ่มสอนโยคะ เธอบอกว่ามันน่าสนใจทั้งคู่ 

แต่สุดท้ายเธอเลือกเกาะพะงัน ประเทศไทย เพราะอยากจะเริ่มอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย มากกว่าการนั่งวาดรูป ซึ่งเธอเคยทำในสายงานศิลปะมาเป็นเวลากว่า 10 ปี

ชีวิตที่เกาะทำให้เธอได้เริ่มต้นเส้นทางสายโยคะและคลื่นเสียงบำบัด เธอเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจ ซึ่งก็ไม่ยากนักสำหรับคนที่มีพื้นฐานด้านดนตรีมาตั้งแต่เด็ก

“การทำคลื่นเสียงบำบัดไม่ใช่การสร้างเสียงดนตรีให้ออกมาไพเราะและน่าประทับใจเหมือนเวลาเราเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ แต่มันคือการทำงานกับระบบประสาทในร่างกาย ถ้าเราหดหู่ เก็บกด ซึมเศร้า ความถี่ของคลื่นเสียงก็ควรอยู่ในระดับสูง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว สร้างพลังงานของความสดชื่น ในขณะเดียวกัน ถ้าเราวิตกกังวลมากหรือไม่มีความสงบ ความถี่ที่ต่ำก็จะทำให้สงบลงและอยู่ในภาวะผ่อนคลายลงได้ 

“ทั้งหมดนี้มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของร่างกายเราประกอบไปด้วยน้ำ และน้ำเป็นตัวนำเสียงที่ดีมาก คลื่นเสียงและความถี่ต่างๆ เมื่อผ่านเข้าในร่างกายจะเกิดการปะทะและสั่นสะเทือน เหมือนเวลาที่เราโยนหินลงในน้ำ มันจะกระเพื่อมแบบนั้น”

การสั่นสะเทือนมีอยู่ในวัตถุและสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีผลกับระบบประสาท คลื่นสมอง และเซลล์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายในระดับลึก เมื่อนั้นคลื่นสมองจะปรับสู่คลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเวลาเราทำสมาธิขั้นลึก ร่างกายจะเข้าสู่สมดุล ช่วยลดความเครียด วิตกกังวล สมองทำงานดีขึ้น เข้าใจสภาพอารมณ์ตัวเองได้มากขึ้น ระบบหายใจ การเต้นของหัวใจ อยู่ในอัตราสม่ำเสมอ ความดันโลหิตที่ต่ำหรือสูงไปเกิดภาวะสมดุลมากขึ้น ร่างกายจะเกิดการซ่อมแซมและเยียวยาตัวเองได้ดีขึ้น นอนหลับได้ดีและลึกขึ้น 

นอกจากนี้ การบำบัดด้วยเสียงยังกระตุ้นการทำงานของสมอง 2 ซีกให้สอดคล้องกัน ปมด้านอารมณ์และจิตใจที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกคลายออกมาง่ายขึ้น ในขณะเดียวกัน ความคิดสร้างสรรค์และปัญญาญาณก็ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน ในด้านจิตใจ บางคนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นทิศทางและจุดหมายในการใช้ชีวิต สำหรับผู้หญิง บางคนก็จะรู้สึกเชื่อมโยงกับมดลูกของตัวเอง อารมณ์ ความเครียดที่กักเก็บในมดลูกก็ค่อยๆ คลายลง

Sound Bath ศาสตร์บำบัดอาการซึมเศร้า ด้วยการนอนอาบเสียงเครื่องดนตรี

“Sound Bath หรือการอาบคลื่นเสียง เป็นศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นสัญลักษณ์ที่ว่าเสียงแสดงถึงความสำคัญทางจิตวิญญาณ ซึ่งจำเป็นต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ และความเชื่อมโยงกับตัวตนภายใน เป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ และในพิธีกรรมที่บรรเลงภาษาเสียงนี้ ทำให้เกิดบทสนทนาที่สวยงามระหว่าง ผู้ให้ + เสียง + ผู้รับ”

ตอนเดินเข้ามาในห้อง ฉันเห็นขัน (Bowl) เต็มไปหมด แตกต่างกันทั้งขนาด ทั้งวัสดุ Roni เล่าให้ฟังว่าถ้าเป็นขันทองเหลือง (Himalayan Singing Bowl) จะให้พลังการเยียวยามากที่สุด ส่วนฆ้องจะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และขนาดก็มีผลมาก เพราะจะให้เสียงและคลื่นที่แตกต่างกัน สำหรับขันใบใหญ่ จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำ คลื่นความถี่ที่ต่ำ ทำให้รู้สึกสงบผ่อนคลาย แต่ถ้าขันใบเล็ก เสียงจะสูง คลื่นความถี่สูง จะทำให้แอคทีฟ มีพลัง อาจกระตุ้นให้บางคนขยับตัวขยุกขยิกได้ 

ตอนที่นอนฟัง ฉันแนะนำให้หาผ้าปิดตา แล้วพาร่างกายจมดิ่งไปในท่วงทำนองเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ ปล่อยความคิดหนักๆ ในหัวให้หลุดลอยไป ถ้ามี Vision หรืออะไรที่เกิดขึ้นก็ให้มองมันอย่างมีสติ บางครั้งพลังของเสียงอาจไปกระตุ้นเรื่องราวในอดีตให้ผุดขึ้นมาได้ แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะอนุญาตให้ตัวเองปลดปล่อยสิ่งที่กักเก็บไว้ในระดับลึกหรือในระดับจิตใต้สำนึกให้คลายออกมา

การบำบัดนี้ทำได้ทั้งแบบ Private หรือเป็นกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่มากๆ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถติดต่อ Roni ได้โดยตรง เพราะเธอมีหลากหลายรูปแบบของคลื่นเสียงบำบัดดังนี้ 

Sound Bath ศาสตร์บำบัดอาการซึมเศร้า ด้วยการนอนอาบเสียงเครื่องดนตรี
Sound Bath ศาสตร์บำบัดอาการซึมเศร้า ด้วยการนอนอาบเสียงเครื่องดนตรี

Chrysalis Sound Journey 

อาบคลื่นเสียงแบบดักแด้ที่สตูดิโอของ Roni จะมีผ้าห้อยลงมาจากเพดาน ให้ผู้รับการบำบัดเข้าไปนั่งอยู่ภายในลอยตัวอยู่ในอากาศ ให้ความรู้สึกเหมือนดักแด้ที่กำลังเกิดใหม่ กลายเป็นผีเสื้อแสนสวย

New Moon Crystal Bowl Meditation

ทำสมาธิกับคลื่นเสียงในวันจันทร์ดับ (เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์เมื่อมองจากโลก ดวงจันทร์จึงหันด้านมืดเข้าหาโลก ทำให้ไม่เห็นดวงจันทร์ มักเกิดในวันแรม 14 ค่ำ หรือแรม 15 ค่ำ )

Sacred Sound Bath (Elemental or Shamanic)

การบำบัดขั้นลึกที่ผสมผสานหลากหลายพลังงาน ทั้งเสียง เครื่องดนตรี ออกมาในรูปแบบที่สื่อถึงธาตุต่างๆ อย่างดินน้ำ ไฟ และลม

Elemental Yin Yoga & Sacred Sound

คลาสหยินโยคะ ให้ผู้ฝึกไหลไปตามคลื่นเสียง เพื่อให้เข้าถึงการขยับของร่างกาย ลมหายใจ เพื่อก่อให้เกิดสมาธิ

Full Moon Sacred Sound Ceremony

วันจันทร์เพ็ญอันทรงพลัง Roni ก็มี Session ให้เชื่อมโยงกับตัวเอง เสียง และดวงจันทร์ ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ เธอยังมีคลาสสอนผู้ที่สนใจอยากเรียนการทำคลื่นเสียงบำบัดอีกด้วย และข่าวดีคือ Roni ขึ้นมาทำ Session ที่กรุงเทพฯ​ อยู่บ่อยๆ ชาว กทม. คงหาตัวเธอได้ไม่ยาก

ติดตามผลงานของเธอได้ที่นี่

Facebook : Pure Nature Yoga Therapy & Sound

เว็บไซต์ : purenatureyoga.com

Writer

นวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์

เกิดและเติบโตในเมือง จนวันหนึ่งรู้สึกว่า Disconnect กับธรรมชาติ เลยเลือกมาใช้ชีวิตบนเกาะกับสายน้ำและภูเขาแทน

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

บ้านเคยเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่ในวันที่เราต้องอยู่บ้านกันตลอดเวลา บ้านจึงรับบทเป็นแทบทุกอย่าง ทั้งที่ทำงาน ยิมออกกำลังกาย ที่ปาร์ตี้สุดสัปดาห์ คาเฟ่จำเป็น แม้แต่เวลาคิดงานไม่ออก เราก็คงหนีไปไหนไกลไม่พ้นจากธรณีประตูบ้าน 

บทบาทของที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนไป บ้านอาจมิใช่เพียงพื้นที่แห่งการพักผ่อนอีกต่อไป เตียงนอนที่กลายเป็นโต๊ะทำงานอาจกำลังทำให้ค่ำคืนคุณภาพของคนอยู่ถูกรบกวนแบบเงียบๆ

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ชวนเรามาสำรวจบ้าน และการนอนหลับของเรากันอีกครั้ง ไม่แน่ว่า มุมที่ชินตา หรือเสียงจอแจที่เราไม่ใส่ใจเพราะได้ยินจนชินชา อาจกำลังพรากค่ำคืนแห่งการพักผ่อนของใครบางคนไปอย่างไม่ทันได้รู้ตัว

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“คนที่อยู่ในเมืองจะเข้าใจว่านี่คือความเงียบ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่”

นอกจากเสียงของเธอแล้ว เสียงของเครื่องปรับอากาศ รถที่แล่นอยู่บนถนน ก็เริ่มดังขึ้นหลังจากที่ลองตั้งใจฟัง คงไม่เป็นไรเพราะนี่คือตอนกลางวัน แต่เสียงนี้จะยังคงดังอยู่แบบนั้นแม้ในตอนที่เรานอนหลับในตอนกลางคืน

“ความเป็นเมืองมันมีผลต่อการนอนมาก บางทีช่วงกลางวัน เราจะไม่ค่อยสังเกตว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างเพราะว่าเราชิน ทั้งเสียง กลิ่น อากาศ แม้กระทั่งอุณหภูมิหรือแสงเล็กๆ น้อยๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในยามค่ำคืน ความเป็นเมืองหลายๆ อย่างกำลังส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับของเรา”

นอนนะ แต่นอนน้อย

หากคุณเป็นคนในเมืองที่เพิ่งได้ยินเสียงจอแจหลังจากที่ได้ตั้งใจฟังไปเมื่อครู่ แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่าการนอนหลับของคืนที่ผ่านมานั้นเป็นการนอนที่ดีหรือยัง ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่า ‘ตื่นมาแล้วสดชื่น หรือ อยากกลับไปนอนต่อ’ นี่เป็นข้อสังเกตแรกๆ ที่ช่วยเช็คคุณภาพการนอน โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“การนอนหลับเป็นหัวใจของการใช้ชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่การนอนถูกรบกวน จะส่งผลต่อทุกๆ ด้าน สุขภาพเป็นอันดับแรก จะเห็นได้ว่ามีโรคหลายโรคที่เกิดจากการนอนที่ไม่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นช่วงที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง มีฮอร์โมนหลายชนิดที่หลั่งออกมาตอนนั้น พอไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ มันก็รวนไปทั้งระบบ เราอาจไม่เห็นผลทันตา รู้สึกว่ายังไม่เป็นอะไร แต่ผลที่เกิดขึ้นเลยทันทีคือเราจะขี้เกียจตื่น ถ้าวันไหนนอนไม่พอ วันนั้นจะหงุดหงิดง่าย เห็นอะไรก็รู้สึกไม่โอเคไปเสียหมด”

“เรื่องของสุขภาพจิตก็เช่นกัน พอนอนไม่ดี จิตใจก็ไม่แข็งแรง ในระยะยาว การนอนเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตใจหลายอย่าง อาจเป็นได้ทั้งต้นเหตุและเป็นผลของโรคนั้นๆ ด้วย”

ดุจดาวเล่าให้เราฟังอีกว่า สำหรับคนที่อดหลับอดนอนมาทำงาน หรือนอนหลับไม่สนิท จะยิ่งส่งผลกับความโปรดักทีฟ แม้จะฝืนทำงานต่อไปเรื่อยๆ แต่คุณภาพงานอาจไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการนอนไม่พอจะทำให้คิดอะไรไม่ออก และจะดีกว่าถ้าได้นอนหลับเต็มอิ่มแล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงานทีหลัง

“บางคนถ้านอนพอ นอนแบบมีคุณภาพ ไม่ต้องมีนาฬิกาปลุกก็ตื่นเองได้ เพราะร่างกายบอกว่าอิ่มแล้ว ตื่นแล้ว พร้อมลุกได้เลย สำหรับบางคน ถึงนาฬิกาจะปลุกแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอยากนอนต่อไปเรื่อยๆ อาจเป็นไปได้ว่าคุณภาพการนอนยังไม่ค่อยดี บางคนนอนแปดชั่วโมง แต่ยังรู้สึกเพลีย ก็เป็นไปได้ว่าระหว่างนอนอาจหลับไม่สนิท ผิดกับบางคนที่นอนแค่ห้าถึงหกชั่วโมง แต่กลับรู้สึกว่าสดชื่นมาก นั่นเป็นเพราะร่างกายหลับลึก หลับสบาย”

การนอนหลับในแต่ละคืนจะแบ่งเป็นรอบๆ โดยแต่ละรอบจะมีทั้งหมด 4 ช่วง รวมๆ แล้วใช้เวลาประมาณ 90 – 120 นาที ที่มนุษย์ต้องนอนหลับเพราะนี่เป็นเวลาที่สงวนไว้ให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง แผนกสมองก็จะใช้โมงยามอันเงียบสงบนี้ค่อยๆ เรียบเรียงข้อมูลที่รับมาทั้งวัน เก็บเข้าแฟ้มความทรงจำให้เป็นระเบียบ

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

แสง สี เสียง

หลายๆ บ้านในชนบทเริ่มปิดไฟนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ผิดกับในเมืองใหญ่ที่บางคนเพิ่งจะเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อวิถีชีวิตในเมืองถูกแช่แข็งอยู่ในวงจรนี้ไปเรื่อยๆ ดุจดาวเล่าว่าหนึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คนนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งหลายคนอาจลืมไปว่าเราสร้างมันขึ้นมาได้ คือการทำห้องนอนให้เป็นห้องสำหรับนอนจริงๆ

“เตียงนอนของเราคือดินแดนพิเศษที่ควรจะรักษาเอาไว้สำหรับการพักผ่อน” เธอเชื่ออย่างนั้น และเล่าต่อว่า เมื่อห้องนอนเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ฟังก์ชันของห้องนี้จึงจำเป็นต้องทำให้เราผ่อนคลาย วางใจ ปลอดภัย และพาไปสู่การนอนที่ดี อีกทั้งแสง สี เสียง กลิ่น รวมไปถึงพื้นผิวต่างๆ ในห้องนั้นก็ล้วนมีผลกับการหลับใหลทั้งสิ้น

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“ถ้าเป็นคนที่ชอบสีแดงมากๆ เราไปทาที่ห้องอื่นก็ได้ แต่เว้นห้องนอนไว้ห้องหนึ่ง เพราะสีจะทำงานกับการรับรู้ของเรา สีแดงมันจะปลุกเร้า มีผลต่ออารมณ์และสภาวะที่อยู่ข้างใน”

“แสงก็เช่นเดียวกัน การเลือกแสงสลัวๆ จะช่วยลดการมองเห็นและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย แต่บางครั้งแสงในห้องนอนมันไม่ได้พาให้ร่างกายเราไปอยู่ในจุดที่ผ่อนคลายแบบนั้น เพราะในห้องบางทีเราติดไฟจ้ามาก ดวงใหญ่อยู่บนเพดาน ทำให้ห้องสว่างไปหมด เพราะฉะนั้นการเลือกแสงที่ทำให้เกิดความสลัว อบอุ่นเป็นจุดๆ มันจะทำให้เรานอนหลับได้เป็นอย่างดี”

“เสียงที่เกิดขึ้นในห้องนอนก็มีผลกับการนอน บางคนหลับง่าย ไม่เกินสามสิบนาทีก็หลับได้แล้ว แสดงว่าคุณไม่ได้มีปัญหากับการเข้านอน แต่บางคนถึงจะหลับง่าย แต่ร่างกายไม่เข้าสู่ช่วงหลับลึก ซึ่งเป็นจุดที่ควรจะได้พักผ่อน พอมีเสียงนิดหน่อยก็จะสะดุ้งตื่น ทำให้การนอนถูกรบกวน”

เธอบอกอีกว่าอุณหภูมิและอากาศในห้องก็สำคัญไม่แพ้กัน ในช่วงที่เราเผชิญกับวิกฤติฝุ่น PM 2.5 หลายๆ คนจะพบว่าตัวเองนอนหลับได้ไม่ดีนัก เพราะอากาศที่เป็นพิษส่งผลกระทบกับระบบทางเดินหายใจ เราจึงต้องทำให้ห้องนอนมีอากาศถ่ายเท และมีออกซิเจนในระดับที่เพียงพอ ห้องนอนที่มีอากาศบริสุทธิ์จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและเพิ่มสมาธิ หลังจากตื่นนอนเราจึงพบว่าตัวเองสดชื่นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน หากอากาศในห้องนอนไม่ถ่ายเท ทำให้มีคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นเกินไป ระหว่างนอนหลับอาจทำให้ระดับกรดในเลือดสูงขึ้น หายใจได้ลำบาก ส่งผลต่อร่างกายและสมองตามไปด้วย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุอันเป็นที่มาของโรคเกี่ยวกับการนอนหลับนั้นอาจเกิดจากร่างกายที่ได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบไม่ปกติ ที่แน่ๆ ห้องหับที่อับเกินไป อากาศระบายได้ไม่ดีพอ สิ่งที่สัมผัสได้อย่างแรกๆ เลยคือทำให้การนอนคืนนั้นไม่มีคุณภาพ และมักจะส่งผลให้วันรุ่งขึ้นเป็นเช้าที่ไม่สดใส ถึงภายนอกจะยังปกติดี แต่อาจทำงานได้อย่างไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น อากาศที่เหมาะสมในห้องนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย

บ้านก็คือบ้าน

นิยามคำว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ ของผู้คนเปลี่ยนไปหลังจากที่เริ่มมีการ Work From Home เดิมทีบ้านไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตแบบครบวงจรตลอดทั้งวัน ที่พักอาศัยเคยเป็นเพียงที่พักผ่อนเท่านั้น เมื่อต้องกลายเป็นสถานที่ทำงานด้วย การออกแบบอย่างที่เคยเป็นอาจไม่ได้เอื้อกับวิถีชีวิตแบบปกติใหม่อีกแล้ว นั่นทำให้ดุจดาวมองว่าการจัดสรรพื้นที่ในบ้านเป็นสัดเป็นส่วน เพื่อสงวนดินแดนของการพักผ่อนไว้ ก็ช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้นได้

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ
#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

“เงื่อนไขที่จำกัดของหลายคนคือ ไม่สามารถแบ่งห้องต่างๆ แยกจากกัน บางคนก็ไม่ชอบแบบนั้นเพราะมันใหญ่เกินไป แต่ในหนึ่งห้องนั้น การจัดสรรพื้นที่สำคัญมาก บางคนก่อนล้มตัวลงนอนมองไปข้างหน้ายังเห็นโต๊ะทำงานเป็นวิวสุดท้าย เราอาจหาต้นไม้มาบัง เอาอะไรมาปิด ขยับให้เป็นสัดส่วนก็ได้

“มนุษย์เราเก็บทุกการรับรู้เข้าไปประมวลผลทั้งหมด สิ่งนั้นจะมีผลต่อสุขภาวะใจเสมอ บางคนรู้สึกว่าเครียดจนนอนไม่หลับ นั่นก็เพราะว่าความเครียดอยู่แทบทุกที่ในบ้าน การแบ่งโซนจึงค่อนข้างสำคัญ”

ปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งแสง สี เสียง อากาศ และการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นมิตรกับการนอนหลับนั้นเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการออกแบบฉบับ WELL Building Standard ซึ่งดุจดาวจำกัดความว่า เป็นการออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึง ‘สุขภาวะองค์รวม’ (Well-being) ของคนอยู่

ธรรมชาติของมนุษย์ถูกออกแบบให้ตื่นตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหลับตอนพระอาทิตย์ตกดิน แต่มนุษย์ยุคนี้ต่างจากสมัยก่อน เราฝืนนาฬิการ่างกายได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ในขณะเดียวกันเราก็ออกแบบสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ดี เพื่อทำให้การฝืนเหล่านั้นกลับมาสมดุลอีกครั้งได้

“หากมีที่อยู่อาศัยคิดเผื่อเรื่อง Well-being ก็จะช่วยลดภาระของคนอาศัยได้มาก เทรนด์ของโลกตอนนี้เราไม่ได้มองบ้านหรือที่อยู่อาศัยแค่ความสะดวกสบายแล้ว แต่มันต้องสร้างเสริมสุขภาวะของเราด้วย บางที่มีความละเอียดอ่อนไปถึงการเลือกติดตั้งไฟ และระบบไฟ เช่น ตอนลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน ก็จะมี ไฟระดับต่ำที่ส่องแสงเพียงพอเฉพาะทางเดินไว้ให้ ทำให้ไม่รบกวนคนอื่นหรือรบกวนการกลับมานอนใหม่ของตัวเราเอง”

นอกจากแสงไฟสลัวๆ ที่ทำให้เรากลับมานอนหลับอุตุได้เหมือนเดิมหลังจากลุกไปเข้าห้องน้ำแล้ว ปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าต่างกว้างสุดบานเพื่อให้ห้องมีอากาศถ่ายเทอีกต่อไป เพราะเราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าอากาศข้างนอกนั้นบริสุทธิ์พอที่จะสูดเข้าไปได้อย่างเต็มปอด วิธีนี้อาจยิ่งทำให้มลพิษข้างนอกเข้ามาเยือนห้องนอนยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ บ้านที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีแล้วจึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้อากาศถ่ายเท โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างกว้างๆ และปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 

โลกและสภาพแวดล้อมอาจค่อยๆ เปลี่ยนไป และไม่อาจเยียวยาให้หายดีได้ในเร็ววัน แต่สิ่งที่เราพอทำได้ในทันที คือการออกแบบบ้านให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ที่อยู่อาศัยที่ดูแลและส่งเสริมคนอยู่ในทุกๆ ด้านจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการรักษาสุขภาวะองค์รวมให้สมดุล

การจัดบ้านจึงไม่ได้หมายความว่าบ้านต้องสวยถูกใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสะดวกสบายกับคนอยู่ด้วย และยิ่งไปกว่าความสะดวกสบายคือต้องเป็นมิตรกับสุขภาพและช่วยส่งเสริมวิถีชีวิตที่กำลังมีสิ่งเร้ามารบกวนมากมาย

หลายคนกำลังสนุกกับการจัดบ้านและหาเฟอร์นิเจอร์ที่จะช่วยทำให้บ้านกลายเป็นบ้านที่ดูแลสุขภาพของเรา แต่สำหรับหลายๆ คนที่ไม่ถนัดและไม่รู้จะเริ่มต้นหยิบจับอะไรก่อนดี บ้านที่ออกแบบมาโดยคิดถึงเรื่อง Well-being เป็นหลักอย่างเสร็จสรรพนั้นเป็นอีกตัวเลือกที่ดี ที่จะทำให้เราได้อยู่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

“การออกแบบที่พักอาศัยที่คิดเรื่อง Well-being เผื่อคนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องการแต่งบ้านสักเท่าไหร่ จะช่วยให้เขาได้รับสิ่งดีๆ จากการออกแบบ โดยที่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไปคลินิกเพื่อดูแลสุขภาพ การมีที่อยู่อาศัยที่คิดเผื่อไว้แล้ว จะช่วยลดภาระในการดูแลสุขภาพไปได้เยอะ”

#ถ้าการนอนดี คุยกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ เรื่องการนอนหลับของคนเมืองในเมืองที่ไม่เคยหลับ

การนอนเป็นฟังก์ชันหลักของชีวิตมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า ถ้านอนดี สุขภาพจิตก็ดี สุขภาพกายก็แข็งแรง การทำงานของทุกระบบในร่างกายก็จะดีตามไปด้วย เพราะการนอนจะเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายดีขึ้นได้ และไม่เพียงแค่เป็นการดูแลสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ตัวเราที่กินอิ่ม นอนอุ่น และสดใสแข็งแรง ยังกลายไปเป็นสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้กับคนรอบข้างอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกัน

“ทรัพยากรหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันคือ 1 หน่วยของตัวเรา การดูแลตัวเองหมายความว่าเรากำลังทำให้ทรัพยากรมนุษย์ในสังคมสุขภาพดีไปด้วย เวลาเราไปดูแลคนอื่น ไปเป็นสมาชิกของกลุ่มไหนๆ ไปทำงานเราก็เป็นทีมที่แข็งแรง การดูแลตัวเองและทำทุกอย่างเพื่อสร้างคุณภาพการใช้ชีวิตแบบที่ไม่เบียดเบียนสุขภาวะของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวเอง แต่หมายความว่าเรามีความรับผิดชอบกับตัวเรา ที่จะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในภายหลังด้วย”

การนอนหลับอาจเป็นเรื่องง่าย แต่จะนอนอย่างไรให้มีคุณภาพนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยากเกินไป เพราะเราสามารถออกแบบการนอนและสุขภาวะที่ดี โดยเริ่มจากการออกแบบที่อยู่อาศัยเป็นอันดับแรก

ลองสำรวจบ้านและห้องหับ แล้วดูว่าจะจัดแจง ออกแบบอย่างไรให้ตัวเรามีค่ำคืนแห่งการนอนที่มีคุณภาพได้บ้าง แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมที่ดี เป็นมิตรกับทั้งสุขภาพจิต สุขภาพใจ จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ทำให้บ้านยังคงเป็นบ้านที่ดีกับสุขภาวะคนอยู่ต่อไป

ปัจจุบัน ‘ANIL Sathorn 12’ เป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรอง WELL Precertified™
ระดับ Gold และตั้งเป้าที่จะได้รับการรับรอง WELL Certification เมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จแล้ว เพื่อให้ได้รับมาตรฐาน WELL Building Standard อาคารที่เป็นมิตร และคำนึงถึงสุขภาวะที่ดี (Well-being) ของผู้อยู่อาศัย ในปัจจัยทั้ง 7 ด้าน ทั้งแสง อากาศ น้ำ โภชนาการ การออกกำลังกาย ความสบายกายและจิตใจ

ทำความรู้จักกับที่อยู่อาศัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของของคนอยู่เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2YpN52r

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load