“…มองไปไกลที่ดวงดาวสุดขอบฟ้าไกล อยากจะไปไปให้ถึงครึ่งทางแสงเธอ ดวงดารา เหมือนไม่มีวันจะพบเจอ อยากให้เธอ ส่องแสงลงมาพื้นดิน…”

รู้หรือไม่ว่า กว่าที่เพลง ‘ก้อนหินละเมอ’ จะเข้ามาอยู่ในใจของผู้ฟังได้ต้องใช้เวลานานร่วมปี แถมเวอร์ชันแรกที่คนส่วนใหญ่รู้จักยังไม่ใช่ต้นฉบับอีกต่างหาก แต่ด้วยความไพเราะและความโดดเด่นของออริจินอล ทำให้บทเพลงที่ถูกลืมเลือน ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในความทรงจำของใครหลายคน จนกลายเป็นบทเพลงอมตะที่ข้ามกาลเวลา

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

บางทีความสำเร็จของ ก้อนหินละเมอ คงไม่ต่างจากเส้นทางของ Soul After Six เจ้าของผลงานสักเท่าใด เพราะในวันที่เริ่มต้น ต้องถือว่าห่างไกลจากความสำเร็จพอสมควร ด้วยแนวเพลงที่ฉีกจากกระแสนิยมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังมีโอกาสแสดงสดแบบเต็มวงแค่หนเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คุณภาพและความตั้งใจ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลงานต่างๆ ไม่จางหายไปไหน และกลายเป็นต้นแบบให้นักดนตรีรุ่นใหม่อีกมากมายได้เดินตาม

ในวาระที่ Soul After Six ครบรอบ 25 ปี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ 3 สมาชิก ปึ่ง-ณรงค์ฤทธิ์ สุพรรณเภสัช, ปิงปอง-วิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช และ บิ๊ก-ศรุต วิจิตรานนท์ ถึงการเดินทางอันยาวนานที่แม้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ยังคงหยัดยืนบนถนนดนตรี ด้วยพลังความรักและความเชื่อมั่นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ
01

รักแล้ว

หากบอกว่า ชีวิตของทั้งสามคนผูกพันกับเสียงดนตรีมาตั้งแต่เด็กก็คงไม่ผิด เพราะอย่างปึ่งและปิงปองนั้นถูกคุณแม่ส่งไปเรียนเปียโนคลาสสิกตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พอโตขึ้นปึ่งก็เริ่มหัดเบส หัดกีตาร์ หัดกลองตามเพื่อนๆ เมื่อเล่นเป็นก็ไปสอนน้องชายต่ออีกทอด ก่อนฟอร์มวงของตัวเอง และฝึกแต่งเพลงเพื่อเล่นในงานโรงเรียนเซนต์ดอมินิก 

“สมัยมัธยมโรงเรียนจะจัดประกวดดนตรีช่วงวันพ่อ วันแม่ ใครอยากขึ้นแสดง ต้องแต่งเพลงตามคอนเซ็ปต์ หากได้อันดับหนึ่งถึงสี่จะได้ขึ้นไปเล่น ตอนนั้นเราก็ทำวงขึ้นมา โดยผมเล่นคีย์บอร์ด ส่วนปิงปองเป็นนักร้องนำ” ปึ่งย้อนอดีต

สำหรับพวกเขา การเล่นดนตรีคือกิจกรรมยามว่างที่สนุกสนาน โดยที่บ้านย่านสุขุมวิท 17 ของทั้งคู่มีเครื่องดนตรีครบครัน ตั้งแต่กลอง เบส เปียโน และพอถึงวันอาทิตย์ก็มักชวนเพื่อนๆ มาซ้อมเป็นประจำ

เพลงที่เล่นส่วนใหญ่ หากไม่ใช่เพลงฮิต เพลงเพราะในสมัยนั้น มักเป็นเพลงที่มีเครื่องเป่าเยอะๆ ด้วยมองว่า ทำให้เพลงครึกครื้นและมีสีสันมากขึ้น แม้สมาชิกในตอนนั้นแทบไม่มีใครเล่นเครื่องเป่าเลยก็ตาม

 “อย่าเพิ่งใช้คำว่าโซลนะ คือมันยังติดอยู่กับสตริงคอมโบมาตั้งแต่ยุค Grand Ex’ ซึ่งเวลาที่พี่ๆ เขาเล่นเพลงฝรั่ง เขาก็เล่น Earth, Wind & Fire กัน เราเลยชอบการแสดงแบบนั้น วงแปดเก้าคน รู้สึกว่าสนุกดี เวลาที่เราแต่งเพลงเรียบเรียงกันเอง อยากเล่นแบบนั้น กรู๊ฟแบบนี้ แล้วเราก็จินตนาการว่า ถ้าเรามีเครื่องเป่านะ เราก็จะเป่าแบบนี้ มันเหมือนความฝันในการทำเพลงของเด็ก” ปึ่งอธิบาย

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังได้รับอิทธิพลจากเพลงฝรั่ง โดยเฉพาะปลายยุค 80 ถึงต้น 90 ซึ่งเริ่มมีศิลปิน Acid Jazz ดีๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Jamiroquai, Brand New Heavies, Incognito หรือ James Taylor Quartet ซึ่งแต่ละวงมักมีเครื่องเป่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ พอฟังเสร็จแล้ว ก็พยายามตามหารากของแต่ละวงว่ามีแรงบันดาลใจจากใคร

อย่างเช่น Jamiroquai ให้สัมภาษณ์ว่าชอบ Stevie Wonder ทั้งคู่จึงตามหาผลงานของศิลปินคนดังที่มากกว่า I Just Called To Say I Love You มาลองฟัง ซึ่งวิธีนี้ช่วยทำให้มีพัฒนาการการฟังเพลงที่หลากหลายมากขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขายังแวะเวียนไปตามผับ ตามบาร์ ฟังเพลง พูดคุยกับนักดนตรีหลายๆ คน เช่น วง Bangkok Connection จนคุ้นเคย หรือแม้แต่วงเครื่องเป่ารัสเซียที่มักรวมตัวกันแสดงที่โรงแรมแชงกรีล่าทุกวันอาทิตย์ ปึ่งกับปิงปองยังมีโอกาสได้ชมอยู่บ่อยๆ แล้วก็มีความฝันในการสร้างงานของตัวเองเก็บไว้ลึกๆ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2534 หลังปึ่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขาได้พบรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อว่า บิ๊ก

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

บิ๊กเองก็ไม่ต่างจากสองพี่น้อง เพราะหลงใหลดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เคยฝันอยากขึ้นแสดงดนตรีตามรอย อัสนี-วสันต์ โชติกุล หรือไอดอลยุค 80 อย่างไมโครหรือนูโว แถมยังเคยเรียนเปียโนมาถึง 9 ปีเต็ม พอเจอกันบ่อยๆ ทั้งคู่เลยรู้ว่าต่างเป็นคนคอเดียวกัน จนวันหนึ่งปึ่งจึงชวนบิ๊กมาเล่นเบสให้ เนื่องจากเพื่อนที่เล่นเบสไม่มีเวลามาซ้อมให้แล้ว และจากวันนั้น บิ๊กก็เข้ามาเป็นมือเบสของวงอย่างถาวร

ในเวลานั้นทั้งสามคนมักเล่นเพลงของตัวเองเป็นหลัก อย่าง ก้อนหินละเมอ ปึ่งแต่งไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ส่วนปิงปองมักเอาเพลงที่แต่งไปบันทึกเสียงเล่นๆ ในห้องอัด แล้วส่งไปเข้าเปิดในช่วง Absolute Beginner ทาง Hot Wave FM 91.5 แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีแผนทำอัลบั้มจริงจัง

กระทั่ง พ.ศ. 2537 หลังแต่งเพลงเก็บไว้จำนวนหนึ่ง จึงเริ่มคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะนำเสนอผลงานตามแบบฉบับของตัวเอง ทว่าเมื่อปรึกษาพี่ๆ วง Bangkok Connection อาทิ อั๋น-ปธัยวัฒน์ วิจิตรเวชการบุญ, ต้น-ธีรพงษ์ สวาสดิ์วงศ์ และ ต๊อด-วรรณยศ มิตรานนท์ ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คงเป็นไปได้ยาก เพราะเพลงที่พวกเขาอยากทำนั้นล้วนใช้เครื่องเป่าเป็นองค์ประกอบสำคัญมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

“ช่วงนั้นในตลาดไม่มีเพลงแบบที่เราอยากทำเลย และพอปรึกษาพี่ๆ ซึ่งหลายท่านเป็นโปรดิวเซอร์ในค่ายใหญ่ๆ ทุกคนส่ายหัวหมดเลย เขาบอกว่าถ้าไปเข้าค่าย อาจโดนเปลี่ยน เพราะเพลงที่ใช้เครื่องเป่าแบบนี้ ตอนนี้ไม่มีใครเขาทำหรอก ไปเจอ Executive Producer เขาไม่มีทางยอมให้ทำอยู่แล้ว แล้วยูจะยอมไหม เราก็ปรึกษาแบบนี้อยู่หลายปี” ปึ่งฉายภาพวงการเพลงไทยในยุคนั้น

แม้รู้อยู่เต็มอกว่ายาก ทว่าด้วยความรักและอยากทดลอง ทั้งสามจึงพยายามหาหนทาง เผื่อว่าฝันจะกลายเป็นจริง หนึ่งในนั้นคือการเชิญ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ หุ้นส่วนของ Bakery Music มาฟังทั้งสามคนเล่นดนตรี

“เพื่อนของเราคนหนึ่งรู้จักกับพี่บอย เลยเชิญแกมาฟังเพลงที่บ้าน ตอนนั้นมีเปียโนหลังหนึ่ง กลองชุดหนึ่ง แล้วก็เบสตัวหนึ่ง เราเล่นกันสามชิ้น เล่นสดให้พี่บอยฟัง แล้วค่อยๆ อธิบายว่า ตรงนี้เราอยากให้มีเครื่องเป่า ตรงนี้มีเครื่องสาย ตรงนั้นมีแฮมมอนด์ แต่เหมือนตอนนั้นเราเล่นกันแค่ Rhythm Section ทำให้เพลงอาจยังดูไม่สมบูรณ์ เลยไม่มีความคืบหน้าใดๆ หลังจากนั้น จนเราคิดว่าพี่บอยก็คงไม่สนใจแล้ว” บิ๊กย้อนเหตุการณ์

ทว่าปัญหาในวันนั้น ทำให้พวกเขาตระหนักว่า การเล่นสดหรือนำเสนอเพียงเทปเดโม คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้บริหารค่ายเพลงเข้าใจถึงความตั้งใจได้ จึงคัดเลือกเพลงออกมา 3 เพลง คือ คงรักตลอดไป, อีกทีได้ไหม และ คำเดียวว่า… มาผลิตเป็นมาสเตอร์ที่สมบูรณ์ ทั้งเครื่องดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสาน

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

การบันทึกเสียงนั้น ทำกันที่ Gecco Studio เป็นการทำงานแบบแอนะล็อกล้วนๆ คืออัดด้วยเทปรีล 2 นิ้ว โดยเพลง อีกทีได้ไหม กับ คำเดียวว่า… พวกเขาเล่นกลอง เบส คีย์บอร์ดกันเอง และได้ โปรด-ธนภัทร มัธยมจันทร์ นักดนตรีแจ๊สฝีมือเยี่ยมมาเล่นกีตาร์ให้ ส่วนเพลง คงรักตลอดไป ได้พี่ๆ นักดนตรีที่นับถือ อย่าง ต้น ธีรพงษ์ มาช่วยอัดกีตาร์ และ ต๊อด วรรณยศ มาช่วยอัดกลอง ขณะที่เครื่องเป่าทั้งหมดนั้น ได้นักดนตรีรัสเซียมือดี 3 คน คือ Marat Yuldybaev มือแซกโซโฟน, Genna Kalinin มือทรัมเปต และ Igor Atapin มือทรอมโบน มาช่วยบันทึกเสียง

“ก่อนหน้านั้นซักปีหนึ่ง พี่ต๊อดโทรศัพท์มาบอกว่า กำลังทำวงเล่นที่ผับแถว RCA ได้ทีมเครื่องเป่ารัสเซียมาสามคน จะเล่นเพลงแนว Earth, Wind & Fire, Tower of Power ปึ่งลองมาดูเผื่อปึ่งชอบ ผมก็ไปดูกัน ชวนบิ๊กกับปิงปองไปดูด้วย โอ้โฮเล่นมันมาก” ปึ่งเล่าที่มาของทีมเครื่องเป่าซึ่งเป็นหัวใจหลักของอัลบั้ม

สำหรับชื่อวง ตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งกันเลย กระทั่งบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ห้องอัดจึงถามว่า จะให้เขียนชื่อบนกล่องใส่เทปรีลว่าอย่างไร หรือให้ใส่ชื่อของลูกค้าไปเลย

“ตอนนั้นคุยกับบิ๊กกับปิงปองว่า เราชอบดนตรีโซลใช่ไหม แล้วอัลบั้มที่เราอยากทำก็เป็นโซลแจ๊ส โซลฟังก์ พูดง่ายๆ คือเป็นโซล และเราก็ชอบมาซ้อมดนตรีหลังหกโมงเย็น หลังเลิกเรียนแล้ว ถ้าอย่างนั้นเป็น Soul After Six ไปเลยไหม ง่ายดี” ปึ่งเล่าที่มาของชื่อวง

เมื่อกระบวนการต่างๆ เสร็จเรียบร้อย Soul After Six เริ่มตระเวนไปตามค่ายเล็กๆ หลายค่าย แต่ด้วยแนวเพลงที่ฉีกมากเกินไป ทำให้ทุกค่ายบอกปฏิเสธ พวกเขาจำได้ดีว่า มีอยู่ค่ายหนึ่งบอกว่า ชอบงานมาก แต่ขอเอาเครื่องเป่าออกหมดเลยได้ไหม เหตุผลเพราะนอกจากทำการตลาดยากแล้ว ยังต้องลงทุนสูงอีกด้วย

“เพลงสมัยนั้นที่มีเครื่องเป่าพอมีนะ แต่ไม่ถึงขนาดแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของอัลบั้ม” ปิงปองกล่าว

“สำหรับบางค่าย ถ้าเราทำเพลงให้คนฟังรู้สึกฟังยาก ยูจะไม่มีโอกาสเลย ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องเป่านะ แม้แต่ไลน์กีตาร์ที่ไม่คุ้น ถ้าคุณเล่นโน้ตที่ฉีกจากสูตรสำเร็จ โปรดิวเซอร์บางคนเขาตัดออกทันที” ปึ่งอธิบายต่อ

ผ่านไปนานหลายเดือน วันหนึ่งบิ๊กบังเอิญไปเจอบอยที่ร้านหนังสือแถวทองหล่อ บอยจึงถามความคืบหน้าของเพลงว่าไปถึงไหนแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่ปึ่งและปิงปอง นำงานมาสเตอร์ไปมอบให้ ดร.กะทิ-สิราภรณ์ มันตาภรณ์ อาของพวกเขา ซึ่งเวลานั้นเป็น GM ของค่าย Bakery Music อยู่พอดี ส่งผลให้ทั้ง 3 คน มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารค่ายขนมปังดนตรีอีกครั้ง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกแปลกใจ คือการพูดคุยเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะหลังเปิดเพลงมาสเตอร์ทั้ง 3 เพลงกับเพลงเดโมอื่นอีก 3 เพลง สุกี้-กมล สุโกศล แคมปป์ ผู้นำสูงสุดของค่าย ถามกลับทันทีว่า “สามเพลงนี้ ยูขายเท่าไหร่ แล้วเพลงที่เหลือจะอัดที่ไหน” เพียงแค่นั้นก็รู้แล้วว่า สิ่งที่รอมานานได้กลายเป็นจริง และนั่นเองที่นำไปสู่การเปิดตำนานบทใหม่ของดนตรีโซลในเมืองไทย

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ
02

รอ..คงเพียงพอ

อัลบั้มแรกของ Soul After Six วางแผงเมื่อราวๆ กลาง พ.ศ. 2539 

การทำงานครั้งนั้นไม่นานอย่างที่คิด เพราะพวกเขาเตรียมตัวมาก่อนหน้าพอสมควร อย่างเพลงส่วนใหญ่ถูกแต่งเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 2 ปีก่อน หรือทีมนักดนตรีมักเป็นมืออาชีพที่คุ้นเคย อาทิ อั๋น, ต้น และต๊อด จาก Bangkok Connection ที่สำคัญคือ Bakery Music ยังปล่อยให้ทำงานกันเองเต็มที่ ไม่เข้ามาแทรกแซงเลย แม้กระทั่งตอนอัดเสียงยังยอมให้ออกไปอัดข้างนอก 

“เขาถามว่าใช้ห้องอัดของเขาไหม แต่ตอนนั้นเราอยากได้แอนะล็อก อัดด้วยเทปรีลสองนิ้ว เลยบอกขอทำข้างนอกดีกว่า แล้วก็มาจบที่ 35 Studio ย่านลาดพร้าว” บิ๊กทบทวนเรื่องราว

“ตอนเข้าไปอัดเพลงกัน เหมือนเราเจอพี่สุกี้แค่ครั้งเดียวมั้ง วันที่เขาเอาเสื้อผ้ามาให้ฟิตติ้ง” ปิงปองช่วยเสริม

นอกจากนั้น บิ๊กยังถือโอกาสไปเรียนเบสเพิ่มเติมจากครูเบสระดับตำนาน อย่าง แป๊ป-วิโรจน์ สถาปนาวัฒน์ แห่งวง Infinity ซึ่งต่อมาเขายังชักชวนอาจารย์ให้ร่วมบรรเลงฝีมือในอัลบั้มถึง 2 เพลง คือ รักแล้ว และ ขอเพียงเวลา

“ตอนที่ปิงปองทำเดโมเพลงรักแล้ว ความสามารถของผมไปต่อไม่จริงๆ คือคิดได้ ทำปากได้ แต่เล่นไม่ได้ ผมเลยคุยกับพี่ๆ ที่มาช่วยอัดให้ว่า อยากเรียนเบสเพิ่มเติม เพราะผมเคยเรียนแต่เปียโนกับกีตาร์คลาสสิก ไม่เคยเรียนเบส เขาเลยแนะนำอาจารย์แป๊ปให้ พอไปเรียนเลยรู้ว่าเบสมีรายละเอียดเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่คิดในหัวก็ยังเล่นไม่ได้อยู่ดี จึงบอกปิงปองกับพี่ปึ่งว่าเพลงนี้ให้พี่แป๊ปเล่นดีกว่า ผมเล่นไม่ไหว”

พวกเขาใช้เวลาบันทึกเสียงราวๆ 1 เดือน ก่อนนำผลงานมาสเตอร์ทั้งหมดมาเปิดให้ผู้บริหารฟัง ซึ่งต้องยอมรับว่า งานของ Soul After Six แตกต่างจากตลาดพอสมควร แต่สำหรับ Bakery Music ที่นำเสนองานเพลงที่หลากหลาย ทั้ง ป๊อป ร็อก ฟังก์ กรันจ์ แรป โฟล์ก หรืออาร์แอนด์บี ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่ามีอยู่เพลงหนึ่งที่ผู้ใหญ่ฟังแล้ว รู้สึกว่าหลุดจากภาพรวมไปหน่อย นั่นคือ ก้อนหินละเมอ

“ตอนนั้นพี่บอยบอกว่า ไม่ค่อยเข้ากับอัลบั้ม ซึ่งเรายอมรับนะ แต่ส่วนตัวมองว่า เนื้อเพลงดูแตกต่างจากตลาดในวันนั้น เป็นการเปรียบเทียบ ซึ่งผมว่าไม่ค่อยมีเท่าไหร่ พี่บอยก็ไม่ได้ว่าอะไร หรือให้เอาออก” ปึ่งเปิดประเด็น

“แต่สิ่งที่พี่บอยพูดทำให้เราฉุกคิดอยู่พักหนึ่งว่า หรือเพลงนี้มันไม่เข้าจริงๆ จะหาเพลงอื่นมาแทนดีไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอาออก อัลบั้มที่ออกมา คือเหมือนกับที่เราเซ็ตไว้สิบเพลงตามนั้นเลย” บิ๊กกล่าวเสริม

“แต่ที่ตลกสุดคือ ก้อนหินละเมอ เกือบเป็นเพลงแถมแล้วนะ ใส่ไว้เพลงสุดท้ายของอัลบั้มเลย เหมือนประมาณว่า กูเกือบไม่เอาแล้ว จะหลุดอยู่แล้ว อีกเดี๋ยวไปแน่ๆ” ปิงปองปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

อย่างไรก็ตาม การออกอัลบั้มเป็นเพียงด่านแรกของการทำงานเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญกว่า คือทำอย่างไรให้อัลบั้มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ครั้งนั้น Soul After Six ไม่ได้จัดทำมิวสิกวิดีโอ เนื่องจากลำพังต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แถม Bakery Music ยังเป็นเพียงค่ายเล็ก ไม่ได้มีสื่อของตัวเอง ช่องทางการโปรโมตหลักจึงเป็นการสัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุ นิตยสาร รวมถึงไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นประเพณีที่ศิลปินไทยยุคนั้นถือปฏิบัติกัน

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งท้าทายสุดๆ เพราะเป็นปัญหาที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน คือ การแสดงสด เนื่องจากนักดนตรีที่มาบันทึกเสียงให้ โดยเฉพาะทีมเครื่องเป่า ติดสัญญาหรืองานประจำ ไม่สามารถมาร่วมเดินสายได้ แถมยุคนั้น คนไทยที่เล่นเครื่องเป่าเป็นทีมก็หายากมาก ทำให้สุดท้ายแล้ว Soul After Six ได้แสดงเป็นเต็มวงเพียงครั้งเดียว ในงานมินิคอนเสิร์ตเปิดการแสดงของ Michael Learns To Rock

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

ครั้งนั้นพวกเขาคิดจะแก้ปัญหาด้วยการฟอร์มวงแบ็กอัปที่ไม่มีเครื่องเป่าขึ้นมา ถึงขั้นชวน เอก-เอกพงศ์ เชิดธรรม มือกลองจากวง Sepia มาซ้อมด้วยกัน และกำลังมองหามือกีตาร์มาช่วยอีกคน แต่สุดท้ายวงนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

“ตอนนั้นเราประชุมกับค่ายหลายรอบมาก แล้วพี่บอยก็พูดว่า ปึ่งครับ ถ้าปึ่งต้องออกไปเล่นโดยที่ไม่มีเครื่องเป่าเลย อย่าเล่นเลยดีกว่าครับ เพราะปึ่งนำเสนอเพลงเครื่องเป่าเกือบสิบเพลง แต่เวลาเล่นสดกลับไม่มีเครื่องเป่าเลย แล้วคนฟังที่ไหนเขาจะจำภาพวง Soul After Six อย่างที่เราอยากให้เป็นได้ ซึ่งผมเห็นด้วยเลย” ปึ่งเท้าความ

ในที่สุดจึงต้องหันไปใช้วิธีเปิด Backing Track แทนการเล่นดนตรีสดๆ ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาจำไม่ลืมเลย โดยเฉพาะตอนที่ไปแสดงในลานสเก็ตที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหามากมาย

“ตอนนั้นพี่ปึ่งกับปิงปองมีสแตนด์เล็กๆ ส่วนผมไม่ได้เล่นอะไร แต่รู้ว่าทั้งคู่ต้องมีปัญหาแน่ เพราะลานสเก็ตเสียงมันก้องมาก แล้วยังดีเลย์ด้วย ผมเลยออกไปยืนข้างหน้าเพื่อเคาะจังหวะ ให้เขาดูจังหวะจากผม ไม่อย่างนั้นพอเปิดเพลงปุ๊บ เขาจะร้องไม่ได้เลย เพราะสิ่งที่ต้องร้อง มันเลยไปแล้ว คือเขาจะได้ยินเสียงที่เอคโคจากกำแพงกลับมาแทน

“สำหรับผม นี่เป็นความรู้สึกที่แย่สุดๆ เพราะส่วนตัวแล้วผมมีความคาดหวังค่อนข้างสูง ความฝันตั้งแต่เด็กของผมคือนักดนตรี ผมดูวงแบบพี่ป้อม ดูไมโคร เขาอยู่บนเวที เล่นดนตรีมีคนดู แล้วโคตรดี โคตรเท่เลย ผมเลยวาดฝันว่าชุดแรก เราจะได้ขึ้นเวทีแบบนั้นบ้าง แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันไม่เกิดขึ้นเลย” บิ๊กย้อนภาพความทรงจำ

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

แม้ภายหลัง Soul After Six จะสามารถคว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวทีสีสันอะวอร์ดส์ คือ ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และเพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม มาครองได้ แต่ปัญหาต่างๆ ยังคงสะสมเรื่อยมา แถมยอดขายเทปก็คืบคลานไปอย่างเชื่องช้า เพลงที่คนฟังพอรู้จักมีเพียง ‘รู้’ แค่เพลงเดียว แถมยังอยู่ในวงแคบๆ อีกต่างหาก 

หลังผ่านมาได้ราวครึ่งปี ตามสัญญาทั้งสามคนต้องเริ่มต้นทำอัลบั้มชุดต่อไป ซึ่งตอนนั้นปิงปองเขียนเพลงใหม่บ้างแล้ว เช่น จังหวะชีวิต และ เห็นฉันไหม? ทว่าปึ่งในฐานะพี่ใหญ่เห็นว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมมีแต่ผลเสีย ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเข้าพบสุกี้ที่บริษัท เพื่อยุติสัญญาของวงที่ยังเหลืออีก 2 ชุดไว้ก่อน

“ผมยอมรับว่าท้อ แต่เราต้องกลับมาเรียนรู้และหาตำแหน่งของวงให้ได้ ตอนนั้นผมพูดตามตรงว่า เรื่องยอดขายทางค่ายอาจไม่แฮปปี้เท่าไหร่ แต่อีกอย่างที่ผมเป็นห่วงมากกว่าคือ การนำเสนอ ซึ่งการไป Backing Track ตลอด ผมว่าไม่เวิร์ก และต่อไปจะกลายเป็นภาพจำ ที่ผ่านมาเราพยายามแก้ปัญหาอยู่ตลอด แต่การหาแบ็กอัปอย่างน้อยหกคนกับเพลงแบบนี้ก็ยากมาก แล้วถ้าปีหน้าผมมาเริ่มชุดที่สอง โดยที่ปัญหายังอยู่ ก็คงต้องวนกันอยู่ในอ่างเรื่อยไป ณ วันนี้วงไม่ได้มีปัญหากับค่าย ค่ายเองก็ไม่ได้โกรธวง แต่ถ้าออกชุดสองแล้วยังเป็นแบบนี้คงมีเคืองกันแน่ๆ ผมเองเห็นว่าค่ายกับเราเป็นพี่เป็นน้องกัน จึงไม่อยากไปให้ถึงจุดนั้น คือคุยกันด้วยความเข้าใจ”

ในการเลิกสัญญาครั้งนั้น สุกี้มีเงื่อนไขง่ายๆ ว่า ภายใน 3 ปีต้องไม่มี Soul After Six ไปปรากฏตัวอยู่ที่ไหน ซึ่งพวกเขาเห็นด้วย เพราะนั่นคือกรอบเวลาดั้งเดิมที่เคยตกลงกันไว้ อีกทั้งช่วงนั้นสมาชิกแต่ละคนเริ่มมีภารกิจอื่นเข้ามา เช่น ปึ่งทำงานประจำ ปิงปองใกล้เรียนจบ ส่วนบิ๊กรับงานแสดงละครบ้างแล้ว

แม้เสียใจที่ต้องหยุดพัก แต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดเลิกรากับดนตรีเลย ปึ่งกับปิงปองยังคงแต่งเพลงเก็บไว้ และยังชวนบิ๊กมาซ้อมกันเหมือนปกติ เสมือนรอให้ทุกอย่างพร้อมและลงตัว เพื่อจะได้กลับมาฟอร์มวง Soul After Six อีกครั้ง

03

อีกทีได้ไหม

ในช่วงที่ทุกอย่างเงียบสงบ มีเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นกับผลงานของ Soul After Six เมื่อ ธีร์ ไชยเดช นำเพลง รักแล้ว กับ ก้อนหินละเมอ ไปคัฟเวอร์ในอัลบั้ม Bakery Love 3 ด้วยเสียงกีตาร์ที่มีเสน่ห์ บวกกับเนื้อหาการเปรียบเทียบที่ไม่เหมือนใคร ส่งผลให้เพลงที่เคยอยู่นอกสายตาอย่าง ก้อนหินละเมอ โด่งดังทันที

“พี่โอ๋ทำออกมาเพราะมาก สมบูรณ์แบบมากๆ” บิ๊กจำความรู้สึกแรกที่ได้ยิน ก้อนหินละเมอ เวอร์ชันอะคูสติกได้ดี

“ผมคิดมาตลอดว่าทำไมถึงดัง จนมาตกผลึกว่า อาจเป็นเพราะเพลงของเราที่เป็นฟูลแบนด์ไม่สามารถไปเล่นที่ไหนได้ แต่พอเป็นกีตาร์ตัวเดียว มันง่ายมากที่ไปถึงทุกคน เล่นในสวนอาหารก็ได้ ในผับกลางคืนก็ได้” ปิงปองวิเคราะห์

แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ความสำเร็จของ ก้อนหินละเมอ ฉบับธีร์ ไชยเดช ได้ผลักให้เวอร์ชันออริจินอล ซึ่งไม่เคยได้รับการโปรโมตมาก่อน ถูกนำมาเปิดในสถานีวิทยุต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และค่อยๆ แทรกซึมไปในหมู่คนฟัง จนกลายเป็นเพลงฮิตที่โด่งดังข้ามกาลเวลามาตลอด 20 กว่าปี

“ตอนนั้นรู้สึกดีใจ แปลกใจด้วย เพราะถึงอยู่ในตัดสองของการโปรโมต แต่เหมือนเป็นติ่งห้อยท้ายไป เพลงที่ตั้งใจโปรโมตตอนนั้น คือ รอ…คงเพียงพอ เพลงนี้เลยไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนหลังผมมาคุยกับพี่ๆ ดีเจ เขาบอกว่าปึ่งรู้ไหม ในกลุ่มดีเจเขาเปิด ก้อนหินละเมอ เพราะว่าชอบกันเอง” ปึ่งเล่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Soul After Six กลับมาเป็นที่รู้จัก

อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่เคยมองว่า ความดังของเพลง ก้อนหินละเมอ จะมีอิทธิพลหรือสร้างแรงกดดันใดๆ ต่อการทำงาน เพราะว่าตอนที่เพลงนี้ได้รับความนิยมเป็นช่วงที่วงหยุดพักไปแล้ว โดยระหว่างนั้นทั้งสามยังสนุกกับการเล่นดนตรีในบ้าน แต่งเพลงกันเอง แลกเปลี่ยนซีดีกันฟัง เหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงก่อนอัลบั้มแรก

กระทั่ง พ.ศ. 2545 เมื่อรู้สึกว่าพร้อมแล้ว จึงตัดสินใจเข้าไปคุยกับ Bakery Music เพื่อเริ่มต้นผลงานชุดใหม่

การทำงานรอบนี้ ทั้งสามคนพยายามอุดช่องว่างที่เคยเป็นปัญหาให้หมด ตั้งแต่การเซ็นสัญญา จากเดิมที่เคยเซ็นกัน 3 ชุดก็เหลือเพียงชุดเดียว หรือเรื่องการแสดงสด ซึ่งถือว่าโชคดีเพราะตอนอัดเสียงทีมเครื่องเป่า Marat มือแซกโซโฟนพา อ้น-ชยันต์ แก้วแบน มือทรอมโบน มาอัดแทนคนเดิมที่กลับรัสเซียไปแล้ว เลยฝากอ้นช่วยฟอร์มทีมเครื่องเป่าคนไทยเพื่อรองรับงานคอนเสิร์ตต่างๆ ด้วย

ส่วนในแง่การผลิต ถึงแม้ความสดใหม่อาจเทียบกับชุดแรกไม่ได้ แต่ในแง่ความตั้งใจและความพิถีพิถันต้องถือว่าไม่เป็นรองเลย โดยตอนนั้นปิงปองเริ่มนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำเพลงบ้างแล้ว จึงสามารถทดลอง ปรับรายละเอียดต่างๆ ได้ตลอดเวลา จนกว่าจะถูกใจที่สุด แล้วค่อยบันทึกเสียงจริง

“ชุดนี้เราขึ้นเดโมในคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่างจากชุดแรกเราที่ต้องจำทุกอย่างไว้ในหัว แล้วถึงเข้าไปทำเดโมในห้องอัด เพราะฉะนั้น มันเลยเหมือนถูกบ่มมาเรื่อยๆ ถ้ายังไม่พอใจก็ลบ ทำใหม่ได้ ดังนั้นผมจึงชอบการอะเรนจ์เมนต์ชุดสองมากกว่าชุดแรก อย่างชุดหนึ่ง ผมยังอยากกลับไปเติมนู่นเติมนี่ แต่พอเป็นชุดสอง ถ้าย้อนกลับไป คงไม่เพิ่มอะไร เพราะถือว่าลงตัวที่สุดแล้ว” ปิงปองอธิบาย

สำหรับพวกเขาแล้ว หลักคิดสำคัญ คือ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะไม่มีทางรู้เลยว่า นี่จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายหรือเปล่า โดยตอนนั้น Soul After Six มีเวลาในห้องอัดเพียงเดือนเดียว จึงต้องวางแผนทุกอย่างให้รัดกุม ตั้งแต่การเรียบเรียงเสียงประสานที่ต้องทำให้เรียบร้อย ไม่มีการมานั่งแก้เพลงหน้างาน หรือนักดนตรีก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าอยากได้ใคร ไม่มีการเปลี่ยนกลางคัน ซึ่งอัลบั้มนี้เขายังได้เชิญนักดนตรีระดับอาจารย์มาช่วยหลายคน เช่น อั๋น-ปธัยวัฒน์ มาช่วยเล่นออร์แกน หรือ สู-สันต์ชัย กุศลพิศาลสุทธ์ มาช่วยอัดกลอง และยังได้มือกีตาร์ฝีมือเยี่ยมถึง 7 คนมาช่วยบันทึกเสียง

“คำพูดหนึ่งที่พี่สุกี้เคยบอก คือ Maximize in Minimum ทุกอย่างมีข้อจำกัดหมด แต่ว่าคุณไปสุดแล้วในทุกๆ ด้านหรือยัง ถ้าคุณไปสุดแล้ว พอมองย้อนกลับมา คุณจะไม่เสียใจอะไรเลย ซึ่งผมเชื่อว่า ที่ผ่านมา เราทำเต็มที่ ไม่ว่าจะเจอข้อจำกัดใดๆ ทั้งทางสมอง งบประมาณ หรือเวลา” ปึ่งฉายภาพการทำงาน

เพราะฉะนั้น การกลับมาครั้งนี้จึงค่อนข้างสมบูรณ์แบบ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ทาง Bakery Music นำอัลบั้มแรกซึ่งหมดจากท้องตลาดไปแล้ว มาผลิตซ้ำพร้อมเพิ่มเพลงเวอร์ชันรีมิกซ์อีก 2 เพลง พอเดือนถัดมาก็ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 The Rhythm โดยมีเพลง เห็นฉันไหม? เป็นตัวนำร่อง

“ตอนนั้นทางค่ายใช้สูตรโปรโมตว่า เห็นฉันไหม? เป็นเพลงที่ขึ้นเบสเหมือนกับ ก้อนหินละเมอ ซึ่งมันช่วยรีเฟอร์อะไรหลายๆ อย่างของผู้ฟังเกี่ยวกับ Soul After Six แล้วส่วนตัวเพลงนี้ค่อนข้างเข้าถึงง่าย สอดคล้องกับโปรดักต์ของวง และนี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงทำเอ็มวีเพลงนี้ออกมา” ปึ่งย้อนเวลาไปเมื่อ 19 ปีก่อน

ครั้งนั้น พวกเขาได้กลับมาทำในสิ่งที่ไม่ได้ทำตอนออกอัลบั้มแรก ทั้งการเล่นแคมปัสตามมหาวิทยาลัย เดินสายให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร และเว็บไซต์ ก่อนปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตใหญ่ One in a million with Soul After Six ในวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน

แม้สุดท้ายเพลงใน The Rhythm อาจไม่โด่งดังถึงขั้น ก้อนหินละเมอ แต่ก็ถือว่าน่าพอใจมาก

อย่างเพลง เห็นฉันไหม? ก็ขึ้นชาร์ตอันดับต้นๆ ของสถานีวิทยุหลายคลื่น หรือ วันของเรา กลายเป็นเพลงที่ถูกเปิดในงานแต่งงานอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่สำคัญคือ Soul After Six เริ่มมีกลุ่มแฟนเพลงที่คอยติดตามบ้างแล้ว มีเด็กรุ่นใหม่นำผลงานจากทั้งสองอัลบั้มไปแกะเพื่อเข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ตลอดจนมีวงดนตรีรุ่นน้องหลายวงที่ยกให้พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจ

“วงแรกๆ ที่ผมนึกออกเลยคือ ETC ตอนนั้นเขายังไม่ทำอัลบั้มเลย จำได้ว่า มินท์ (ปรชญา รามโยธิน-มือเบสวง ETC) เข้ามาถามผมว่า ท่อนนี้โน้ตตัวสุดท้ายที่พี่เล่น คือตัวนี้ใช่ไหมครับ ซึ่งมินท์เขาใช้ภาษาดนตรี ผมนึกในใจ แย่แล้ว กูจะตอบยังไง เพราะเราเล่นตามฟีลแล้วบังเอิญมันโดนพอดี ผมเลยบอกไปว่า พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คือพอพี่กดไปตรงนี้ แล้วรู้สึกว่ามันดี ก็เลยใช้” บิ๊กเล่าเหตุการณ์พร้อมเสียงหัวเราะ 

04

จังหวะชีวิต

หลังปล่อยอัลบั้มที่ 2 ได้ราวปีเศษ Soul After Six ทำเซอร์ไพรส์ให้แฟนเพลง ด้วยการออกผลงานใหม่ที่ชื่อ Mellow Mood อัลบั้มคัฟเวอร์ที่รวบรวมเพลงที่ทั้งสามคนชื่นชอบและผูกพัน

จุดเริ่มต้นของอัลบั้มนี้มาจากช่วงนั้น ปึ่งกับสุกี้เดินทางไปร่วมงาน MTV Asia Awards ที่สิงคโปร์ แล้วสุกี้ก็ถามถึงผลงานชุดใหม่ ซึ่งเขาตอบไปว่า ยังไม่ได้คิดเลย เพราะว่าลำพังชุดที่ 2 ยังต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี แต่หากเปลี่ยนเป็นอัลบั้มเพลงคัฟเวอร์ Soul After Six สามารถทำได้ทันที เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยทดลองนำเพลงที่ชอบมาแสดงสดในรายการที่ว่าการดนตรี ทาง FaT Radio ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีพอสมควร

“ตอนที่ผมเสนอเรื่องอัลบั้มคัฟเวอร์ พี่สุกี้บอกว่ามันยากนะ เพราะตามทฤษฎีของเขาต้องเอาเพลงดังมาเล่นถึงขายได้ ผมเลยบอกว่า เท่าที่เห็นศิลปินฝรั่งหลายคน บางทีไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงฮิตแบบล้านตลับก็ได้ เพราะแบบนั้นขอลิขสิทธิ์ยากมาก แต่ถ้าคุณเอาเพลงที่มีคุณค่ามารีอะเรนจ์ให้ดี ตามแบบที่คุณเป็น ผมเชื่อว่าไม่เจ๊ง พอพูดเสร็จ พี่สุกี้ถามเดี๋ยวนั้นเลยบัดเจตเท่าไหร่ ผมก็ตอบเดี๋ยวนั้นเลย เท่านี้ครับ เอาไหม พี่สุกี้บอกว่าเอา มาลองกัน”

หลังกลับมาถึงเมืองไทย ปึ่งจึงชวนบิ๊กกับปิงปองมาช่วยกันคัดเลือกเพลงจนเหลือประมาณ 20 เพลง เพลงส่วนใหญ่ เช่น รักเก่าๆ, สัญญา หรือ ยังไม่ชิน เป็นเพลงที่พวกเขาเล่นสนุกๆ กันมานานหลายสิบปี หรือบางเพลง เช่น คำตอบ ของ Yokee Playboy ถือเป็นเพลงที่ปิงปองประทับใจส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกเพลงจะถูกนำมาใช้ได้ เพราะติดลิขสิทธิ์บ้าง หรือหาเจ้าของเพลงไม่เจอบ้าง แต่มีอีกไม่น้อยที่ต้องใช้เวลาพักหนึ่งถึงได้รับการอนุญาต เช่น เพลง สัญญา ซึ่งเวอร์ชันต้นฉบับเป็นของ บ่น-อนุชิต จุรีเกษ อดีตผู้ประกาศข่าวคนดัง ครั้งนั้นปึ่งถึงขั้นต้องขอนัดพบศิลปินในดวงใจเป็นการส่วนตัวเลยทีเดียว

“ตอนขอนัดพบ ผมเกร็งมาก เจอกันที่ร้านกาแฟแถวสยาม เราก็เตรียมซีดีสองชุดไปให้ ซึ่งตอนแรกพี่บ่นไม่รู้จักเราเลย ไม่เคยฟังด้วย เราก็เล่าให้แกฟังว่าชอบเพลง สัญญา มาก อยากขออนุญาตนำไปทำ แกเลยถามว่าอยากทำเป็นแบบไหน คุยกันไม่เกินสิบนาที พี่บ่นเลยบอกว่าขอไปฟังอัลบั้มของเราก่อน แล้วค่อยให้คำตอบ ผ่านไปอีกวันสองวัน พี่บ่นโทรกลับมาหาผม บอกว่าฟังแล้ว ชอบสองอัลบั้มนี้มาก น้องเอาเพลง สัญญา ไปทำเลย”

หลักคิดในการทำอัลบั้มคัฟเวอร์ของ Soul After Six ไม่ต่างจากอัลบั้มหลักเลย เพราะยังคงความเข้มข้นเหมือนเช่นเดิม แต่สิ่งที่ท้าทายกว่า คือทำอย่างไรให้แตกต่างและหลากหลาย โดยที่ยังคงรักษาคุณค่าของเพลงต้นฉบับไว้ด้วย ซึ่งหลายเพลงใช้วิธีบิดเมโลดี้ ปรับจังหวะใหม่ เช่น หากคิดจะรักก็รัก ของอิทธิ พลางกูร ซึ่งเดิมเป็นเพลงช้าก็ปรับให้เป็นเพลงเร็ว ตลอดจนเพิ่มรายละเอียด อย่างเครื่องเป่าหรือซาวนด์ประกอบเข้าไปเพื่อให้เพลงมีสีสันขึ้น

“สำหรับพวกเราออริจินอลต้องดีที่สุด อัลบั้มนี้จึงไม่ใช่การทำแข่งกับต้นฉบับ ซึ่งความจริง เรากลัวทำเพลงเขาเสียเหมือนกันนะ เพราะหลายเพลงชอบมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นนึกอยู่ว่าจะเรียบเรียงยังไง อย่างบางเพลงไม่มีบราสเซ็กชัน ก็ต้องมานั่งคิดว่า หลุมนี้เอาอะไรหยอดดี พยายามเลือกเสียงมาใส่ เช่น เสียงเบลล์ เสียงกรุ๊งกริ๊งๆ หรือบางทีก็เว้นไว้ แล้วไปบอกมือกีตาร์ว่า หาลูกอะไรมาอุดตรงนี้หน่อย” ปิงปองอธิบาย

Mellow Mood เน้นเพลงเบาๆ ฟังสบายๆ สำหรับหลายคนถือเป็นอัลบั้มที่ฟังเพลิน ติดหู เหมาะกับเวลาขับรถไปต่างจังหวัด จึงไม่แปลกที่เข้าถึงผู้คนในวงกว้างมาก โดยเฉพาะ รักเก่าๆ เพลงเปิดอัลบั้มนั้นติดชาร์ตอยู่นานนับเดือน จนกลายเป็นอัลบั้มที่มียอดจำหน่ายมากที่สุด และนำไปสู่การแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 Maximize Mellow Moments with Soul After Six เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งครั้งนั้น Soul After Six ได้เชิญศิลปินต้นฉบับมาร่วมแสดงด้วย ซึ่งหลายๆ คนห่างหายจากเวทีไปนานนับสิบปี

อย่างไรก็ตาม หลังผลงานชุดที่ 3 วางแผงได้ไม่นาน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน Bakery Music เนื่องจากผู้บริหารตัดสินใจลาออกจากค่ายที่ตัวเองก่อตั้ง พวกเขาจึงถือโอกาสหยุดพักด้วยเช่นกัน

“ความจริงเราทราบล่วงหน้าไม่กี่เดือน แล้วตอนนั้นรู้แค่ว่ามีคอนเสิร์ต B-Day เป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนจบ Bakery Music พอเล่นเสร็จ เราก็แยกย้ายไปทำงานของแต่ละคน” ปึ่งฉายภาพวันวาน

“อีกอย่าง ตอนนั้นเราไม่มีเพลงใหม่ในมือด้วย คือไม่ได้เชิงว่าตันนะ แต่เราไม่ได้มานั่งทำเป็นหลักเหมือนก่อน ซึ่งพอไม่มีคำว่าต้องทำอัลบั้มมาบังคับเรา เลยไม่ได้ทำอะไรต่อเลย” ปิงปองกล่าวสรุป

05

คงรักตลอดไป

หลังหยุดพักไปนานถึง 4 ปีเต็ม เมื่อ พ.ศ. 2551 ทั้งสามคนจึงเริ่มกลับมาฟอร์มวงกันอีกครั้ง

“ตอนนั้นไม่มีเพลงใหม่นะ แต่พี่ๆ นักดนตรีอย่างพี่อั๋น เขาอยากกลับมาซ้อม เลยชวนให้มารวมตัวกัน แล้วก็มีพนักงานเก่าของ Bakery Music มาช่วยขายงานให้วง จำได้ว่าเราเล่นคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ โคราช อุบลฯ” ปิงปองเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมา

หลังเดินสายแสดงคอนเสิร์ตอยู่ 4 ปีเต็ม ก็เป็นพี่ๆ นักดนตรีอีกเช่นเคย ที่ช่วยกันยุให้ทั้งสามคน กลับมาทำเพลงใหม่ ปิงปองจึงนำเพลงที่เขียนไว้นานหลายปี อย่าง ‘เวลา’ มาผลิตเป็นซิงเกิลแรก ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ซึ่งทะลุล้านครั้งไปแล้ว

ในฐานะศิลปินอิสระ Soul After Six ออกซิงเกิลมาแล้วทั้งหมด 5 เพลง คือ เวลา, คนละทางเดียวกัน, กลัว, ลำพัง และ ในฝัน และมีคอนเสิร์ตใหญ่ 1 หน คือ ความทรงจำของก้อนหิน..! เมื่อวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ทว่าสมาชิกทั้งสามก็บอกว่า ยังไม่มีแผนทำอัลบั้มใหม่เลย เพราะการทำอัลบั้มแต่ละชุดต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งการกำหนดโทนสีและทิศทางของอัลบั้ม หรือแนวเพลงที่หลากหลายแต่ยังต้องกลมกลืนกันด้วย ซึ่งคงไม่ใช่แค่การนำซิงเกิลทั้งหมดมารวมกันอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แม้ Soul After Six จะไม่ใช่วงดนตรีที่โด่งดังอะไร แต่อย่างน้อยๆ การได้กลับมาเล่นดนตรีด้วยกัน ได้เจอแฟนเพลงที่ติดตามมายาวนาน และได้ทราบว่างานของตัวเองนั้นมีอิทธิพลกับคนรุ่นหลังอย่างไร เช่น นักเรียนดนตรีหลายคนยังขวนขวายหาอัลบั้มทั้ง 3 ชุดมาฟัง หรือนำเพลงไปใช้ประกวด ส่งข้อความมาสอบถามเทคนิคต่างๆ ตลอดจนใช้เพลง ก้อนหินละเมอ หัดเล่นเบส เพียงแค่นี้ก็มีความหมายต่อพวกเขามากแล้ว

“สำหรับเราสามคน Soul After Six เป็นสิ่งที่รักแต่ไม่ใช่สิ่งที่เลี้ยงดูชีวิต เหตุผลที่เรายังทำกันอยู่ เพราะเรามีความสุข เราผ่านการตกผลึกมาเยอะ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความทุกข์ ความสุข ความไม่เข้าใจ ความท้อถอย เราจึงไม่ยึดติดอะไร เราคิดว่าแค่ทำให้ดีที่สุด ตามความสามารถตามกำลังที่มี หลังจากนั้นถ้าทำออกไปแล้วยังมีคนฟัง คนรุ่นเรายังชื่นชอบ คนรุ่นหลังกลับมาติดตาม แค่นี้ก็ถือว่าเป็นโบนัสแล้ว” ปึ่งอธิบาย

“แม้เราไม่ได้มีแผนสำหรับ Soul After Six แต่ตราบใดที่เรายังทำเพลงด้วยความสุข ผมเชื่อว่าเดี๋ยวแผนจะตามมาเอง เพราะตอนนี้ปิงปองเองก็ทำเพลงเก็บไว้หลายเพลง แต่กลับกันถ้าทำแล้วต้องมาทุกข์ใจว่า เพลงจะดังไหม มีงานไปต่อยอดหรือเปล่า แบบนั้นไม่ทำดีกว่า แต่ถ้าเป็นวันนี้ ผมบอกได้เลยว่า ยังไงก็ทำต่อ เพราะทำแล้ว ผมรู้สึกว่าชีวิตได้เต็มเติม ความฝันของผมตั้งแต่เด็กคือ นักดนตรี ไม่ใช่ดาราหรือนักแสดง การได้ชื่อว่า บิ๊ก Soul After Six จึงมีความหมายมาก แม้เราไม่มีอัลบั้มใหม่ มีแต่ซิงเกิล แต่ผมเชื่อมั่นว่า เราคงทำกันต่อไปจนกว่าจะหมดแรง” บิ๊กกล่าวบ้าง

“Soul After Six เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก เป็นงานอดิเรกที่ผมโคตรจริงจังกับมันเลย แล้วทุกวันนี้เวลาเบื่อๆ เซ็งๆ ผมจะใช้วิธีเปิดเข้าไปฟังเพลงตัวเองใน YouTube ไปนั่งอ่านคอมเมนต์ ซึ่งมีทั้งชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ถือเป็นสิทธิ์ของคนฟัง แต่เรากลับรู้สึกอุ่นใจ พอฟังแล้วก็นึกว่าตอนนั้นทำอะไรอยู่ เพราะสำหรับผมแล้ว การทำเพลงนั้นเป็นอะไรที่มากกว่าการทำงาน เป็นเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา” ปิงปองสรุปทิ้งท้าย

และนี่คือเรื่องราวของมิตรภาพ และความผูกพันของวงดนตรีเล็กๆ หนึ่งในผู้บุกเบิกเพลงโซลของเมืองไทย ที่ยังคงหยัดยืนและอยากสร้างผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้ฟังแบบนี้เรื่อยๆ ไป 

ขอบคุณภาพประกอบจากวง Soul After Six

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load