สวัสดีค่ะ ฉันชื่อฟ้าใส เป็นหญิงสาวที่เรียกชื่อเล่นของ สรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ว่าพ่อค่ะ

ถ้าคุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ ฉันคิดว่าคุณคงเคยเห็นผลงานเขียนของพ่อมาบ้าง อาจเป็นคอลัมน์ ‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ คอลัมน์การเมืองอย่าง ‘Xคลูซีฟ’ หรือหนังสือประวัติบุคคลอย่าง ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม และ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ผลงานของพ่อที่ทุกคนรู้จักกันตลอดหลายสิบปีคือสิ่งที่อยู่หน้าบ้าน ส่วนฉันคือคนที่อยู่หลังบ้านค่ะ เคยไปนั่งเล่นแถวโต๊ะทำงานพ่อที่บริษัทมติชนมาบ้าง ได้เห็นพ่อเดินบ่นว่าคิดชื่อหนังสือไม่ออกตอนใกล้งานหนังสือ และปั่นต้นฉบับหนีเดดไลน์อยู่บ่อยๆ 

ในวันนี้ ถึงเวลาที่ฉันโตพอจะนั่งลง ณ โต๊ะทำงานตัวเอง แล้วบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ค่ะ

มีเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องที่เคยและไม่เคยรู้ รวมถึงหลายเรื่องที่ได้รู้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม 

ฉันสนุกมากที่ได้จดบันทึกชิ้นนี้

หวังว่าคุณจะรื่นรมย์กับการอ่านนะคะ

01 

พ่อเป็นลูกของนักอ่าน

สมัยปู่ยังอยู่ ฉันมักได้เจอปู่ตอนกลับไปจันทบุรีช่วงงานเช็งเม้งประจำปี ปู่จะนั่งอยู่ในห้องนอนที่ชั้นสองของบ้าน ภายในห้องนอกจากเตียงและโทรทัศน์ ยังมีหนังสือกองอยู่เป็นตั้งสูง

เมื่อลองทวนเข็มนาฬิกากลับไป ฉันพบว่าปู่เป็นอย่างนั้นก่อนฉันเกิดเสียอีก 

พ่อเล่าให้ฟังว่าปู่เป็นนักอ่านตัวยง สมัยเด็กๆ ที่บ้านพ่อเลยเต็มไปด้วยหนังสือ ตั้งแต่เหล่าพ็อกเก็ตบุ๊กปกแข็งที่มีหนึ่งในส่วนประกอบหลักคือนิยายกำลังภายใน จนถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารอย่าง มติชนสุดสัปดาห์ ที่พ่อบอกว่าปู่เป็นสมาชิกมาตั้งแต่เล่มแรก

ถ้ามองหนังสือในฐานะสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ และเทียบกับฐานะครอบครัวพ่อในวันนั้นที่ไม่ดีนัก นับได้ว่าปู่ลงทุนกับสิ่งนี้อย่างจริงจัง และเพราะอย่างนั้น แม้ไม่เคยสอนเป็นคำพูด ลูกๆ ก็กลายเป็นหนอนตัวอ้วนตามรอยปู่ 

ซึ่งเมื่อย้อนมองกลับไป ความเป็นนักอ่านของปู่สะท้อนถึงการเป็นคนสนใจโลกรอบตัวเสมอ 

พ่อเองก็มีคุณสมบัตินี้อยู่เต็มๆ 

นอกจากนั้น เมื่อความเป็นนักอ่านเต็มเปี่ยม มันก็ขยายวงกว้างมาสู่การลงมือเขียน 

จากที่ฉันเคยแอบเห็นว่าปู่เขียนจดหมายรักถึงย่าอย่างแสนน่ารัก เมื่อถึงรุ่นลูก พ่อและพี่น้องในวัยเด็กก็รวมตัวกันทำหนังสือทำมือแบบเขียนเองอ่านเองในชื่อ ‘อดุลยา’ พอโตขึ้น พี่น้องของพ่อยังกลายเป็นนักเขียนเต็มตัว อาทิ คุณลุงคนโตสุดของฉันที่ถึงขั้นเคยเป็นนักเขียนมีนิยายลงเป็นรายเดือน 

ส่วนพ่อก็รู้ตัวว่าพอจะเขียนหนังสือได้ แต่ไม่ได้สนใจจนลงมือทำจริงจังเหมือนพี่น้อง 

“ไม่มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนเลย แต่รู้ว่าเขียนได้ จำได้ว่าหนังสือเฟรนด์ชิปตอนมัธยมปลาย มีเพื่อนเขียนบอกพ่อว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าพ่อจะเป็นนักเขียน” พ่อย้อนเล่าความทรงจำ 

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะนั่งขีดเขียนเรื่องลงกระดาษ เราจึงพบเด็กชายสรกลวิ่งไปเตะบอลกับเพื่อนฝูงแทน

แน่นอนว่า สุดท้ายเราจะได้เห็นพ่อนั่งเขียนงานยาวนานเป็น 10 ปี แต่นั่นเป็นเรื่องราวหลังจากนั้น

ต้องมาคั่นฉากกันก่อนด้วยอีกส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

02

พ่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

แม้ฉันจะเลือกเรียนที่อื่น แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นสถานที่พิเศษเสมอ เพราะมันบรรจุความทรงจำของพ่อและแม่ที่เป็นหนุ่มสาวธรรมศาสตร์ทั้งคู่เอาไว้ 

ขณะที่แม่เป็นสาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด พ่อคือหนุ่มเมืองจันท์ที่เข้าเมืองหลวงมาเพราะเลือกเรียนธรรมศาสตร์โดยตั้งใจ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 

พ่อมักเล่าเสมอเรื่องพลังการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล เพราะตอนนั้นสื่อไม่ได้หลากหลาย มีเสรีภาพเท่าวันนี้ จนทำให้พ่อรู้สึกดีใจเมื่อได้ยินว่านักศึกษาโดนปราบ

มารู้ความจริงเอาภายหลัง เมื่อพี่ชายคนโตของพ่อที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลกลับมาบ้าน พร้อมเรื่องราวอีกด้าน หนังสือและอัลบั้มวงประกายดาวซึ่งเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษามหิดล หลังจากวันนั้น พ่อที่สนใจบ้านเมืองเป็นทุนจึงมองธรรมศาสตร์ด้วยสายตาใหม่ และเลือกสอบเอนทรานซ์เข้าที่นี่อย่างไม่ลังเล

แล้วก็ไม่ผิดหวัง

“บรรยากาศอบอุ่นแบบที่ใฝ่ฝันไว้ว่า ธรรมศาสตร์คือดินแดนแห่งประชาธิปไตย ดินแดนแห่งเรื่องการเมือง เรื่องความเท่าเทียม” พ่อเล่าถึงหนึ่งในช่วงดีที่สุดของชีวิต 

วันเวลานั้นเป็นยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ประมาณ 5 ปี พ่อในฐานะนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้มีโอกาสสนทนากับรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้เห็นว่าอุโมงค์ลับที่ร่ำลือกันแท้จริงเป็นเพียงท่อระบายน้ำ รวมถึงได้โดดไปร่วมทำกิจกรรมซึ่งยังกรุ่นกลิ่นอายสังคมการเมือง 

พ่อนั่งเล่นหมากรุกใต้คณะ วิ่งเตะบอลกับเพื่อน ไปพร้อมๆ กับเป็นประธานคณะ แล้วไปต่อที่ตำแหน่งอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้หัดจัดม็อบรวมมวลชน รวมถึงร่วมจัดกิจกรรมสำคัญอย่างงานรำลึก 6 ตุลาฯ 

แม้ชื่อของธรรมศาสตร์จะถูกตัดคำว่าการเมืองออกไปนานแล้ว แต่พลังของที่แห่งนี้ยังเข้มขลัง ช่วยรดน้ำให้ความสนใจบ้านเมืองของพ่อทั้งหยั่งรากลึกและแตกกิ่งก้านงอกงาม 

“พ่ออยู่ธรรมศาสตร์สี่ปี มุมคิดการเมืองชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะวิเคราะห์หรือมีจุดยืนทางการเมือง มันก็ชัดเจน พ่อไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบเลวร้ายน้อยที่สุด และการเลือกตั้งคือกระบวนเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดในการเลือกว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าจะให้ใครบริหารประเทศ”

ขณะเดียวกัน พลังการรวมตัวของหนุ่มสาวก็ช่วยลับมิติความคิดให้พ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“กิจกรรมนักศึกษาทำให้บางทีตอนดึกๆ เรานั่งคุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่งาน คุยเรื่องชีวิตคืออะไร มนุษย์คืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องกึ่งนามธรรมที่ถกเถียงกันอย่างหนักแต่นำไปสู่ปัญญา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ดีมาก และเป็นช่วงที่ควรต้องคุยถึงสิ่งเหล่านั้น”

 หากชีวิตคือเส้นทางทอดยาวและประกอบสร้างขึ้นด้วยชิ้นส่วนมากมาย ช่วงเวลาในธรรมศาสตร์ก็คือหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญ แม้ไม่ใช่ช่วงผลิตผลงาน แต่ทรงพลังในฐานะรากอีกเส้นที่ช่วยให้พ่อเป็นพ่อทุกวันนี้ 

ก่อนที่เมื่อเวลา 4 ปีสิ้นสุดลง พ่อจะเดินออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่จิ๊กซอว์อีกชิ้นสำคัญ

นั่นคือการเข้าสู่โลกหนังสือพิมพ์

03

พ่อเป็นนักข่าว

ฉันรู้ว่าพ่อเป็นนักข่าว ไม่ใช่เพราะเห็นตำแหน่งใดบนนามบัตร แต่รู้สึกได้

เวลาอยู่บ้าน วันไหนเกิดเหตุการณ์สำคัญ บ้านเราแทบเปลี่ยนร่างเป็นสำนักสื่อ เพราะพ่อเล่นตามข่าวจากทุกช่องแบบไม่ยอมคลาดสายตา และทั้งที่ลาออกจากการเป็นสื่อมาหลายปี พ่อก็ยังไปร่วมกินข้าว คุยเรื่องข่าวกับเพื่อนพี่น้องตระกูล มติชนสุดสัปดาห์ ทุกอาทิตย์

“พ่อคิดว่านักข่าวคือความอยากรู้อยากเห็น เวลาคุยเรื่องหนึ่งแล้วอยากรู้ว่าทำไมทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้เพราะอะไร พอรู้สึกว่า เฮ้ย เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่เคยรู้เบื้องหลังเรื่องนี้ เรดาร์จะจับทันทีเลย” พ่ออธิบายถึงสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นตัว

เพราะอย่างนั้น ไม่น่าแปลกใจที่ตอนพ่อเรียนจบ แล้วได้เริ่มงานแรกที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ บัณฑิตหนุ่มคนนั้นจะเมามันกับงานหนักระดับทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นที่สุด 

 “ตอนนั้นพ่อจบมาใหม่ๆ ห้าวน่ะ เป็นช่วงหนุ่มที่งานเยอะ ออกไปทำข่าวเสร็จกลับมาพิมพ์ข่าว ตอนเย็นลงไปเตะบอล ขึ้นมาพิมพ์ข่าวต่อ เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวต้มโดยยังคุยกันเรื่องข่าวอยู่ กลับมาพิมพ์ข่าวต่อ แล้วก็นอนค้างโรงพิมพ์ด้วยการเอาเก้าอี้มาต่อกัน ตื่นเช้ามาก็ไปอาบน้ำ ชงกาแฟ แล้วก็มานั่งพิมพ์งานต่อ ชีวิตอยู่กับงานแบบนี้ มันสนุก” พ่อเล่าเรื่องตัวเองในวัย 20 ต้น

ไม่ใช่แค่ได้ทำงานข่าวที่ชอบ พ่อยังสนุกมากเวลาได้โจทย์ใหม่มาให้รับมือ หนึ่งในเรื่องที่พ่อมักเล่าเป็นกรณีศึกษา คือ การเขียนสกู๊ปใหญ่ขนาด 2 หน้าหนังสือพิมพ์ช่วงวันหยุดยาว (ตัวช่วยช่วงโฆษณาน้อยแล้วหน้ากระดาษเหลือเยอะ) ซึ่งพ่อชอบหาวิธีเล่าแบบใหม่ๆ ให้คนอ่านงานเขียนยาวและเยอะจนจบ 

“เวลาเขาให้งานกลางๆ มา มันมีอยู่สองอย่างที่เราคิดได้คือ หนึ่ง โยนงาน กับสอง โอกาสในการเรียนรู้” พ่อพูดถึงวิธีคิด “ถ้าคิดว่าโยนงาน เราจะตั้งการ์ดแล้วรู้สึกว่าทำไมพี่ไม่ให้คนนั้นไป แต่ถ้าคิดว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะคิดว่ามันคือโอกาสได้เขียน ดีไม่ดีก็ได้ลอง บางเรื่องที่ไม่ค่อยรู้เรื่องก็จะได้ค้นข้อมูลแล้วได้ความรู้เพิ่ม” 

การเปิดรับโอกาสนำไปสู่ประตูบานใหม่ จากสกู๊ปชิ้นแรก พ่อได้เขียนชิ้นต่อๆ ไป แล้วสุดท้าย สกู๊ปเหล่านั้นก็ไปผ่านตา เสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหาร มติชนสุดสัปดาห์ ในขณะนั้นที่กำลังมองหาเรื่องธุรกิจมาใส่ในเล่ม 

พี่เสถียรถามพ่อว่า ถ้าจะเขียนประวัตินักธุรกิจรุ่นใหม่ มีใครน่าสนใจ

พ่อเอ่ยชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 

และนี่คือต้นกำเนิดซีรีส์ประวัติทักษิณ ชินวัตร ในหนังสือ มติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งผสมผสานระหว่างเขียนใหม่จากการค้นข้อมูลเก่าและการคุยเพิ่มอีกเล็กน้อย 

ซีรีส์ที่กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของสรกล อดุลยานนท์

04

พ่อเป็นคนเขียนหนังสือ

ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม คือชื่อเต็มของหนังสือเล่มนั้น 

แม้มีหนังสือมาแล้วหลายสิบเล่ม แต่พ่อยังจดจำความตื่นเต้นของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งได้ และเล่าว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออกมาก็มียอดขายน่าชื่นใจ เพราะจังหวะเหมาะเจาะกับการที่คุณทักษิณเป็นดาวรุ่งในวงธุรกิจ อีกทั้งยังกลับมาขายดีในหลายปีให้หลังเมื่อนักธุรกิจคนนี้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ขณะฉันที่ซึ่งหยิบหนังสือมาดูได้พบความตื่นเต้นอีกแบบ เพราะที่หน้าคำอุทิศ มีชื่อแม่และฉันอยู่ตรงนั้น

“นก-ฟ้าใส” ผู้เป็นพลังแห่งชีวิต

“เป็นพลังจริงๆ” พ่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามยืนยัน “คนที่เป็นพ่อแม่ก็อย่างนี้แหละ พอมีลูก เรารู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต ไม่อย่างนั้นก็อาจคิดถึงแค่ชีวิตเราสองคน พอมีคนคนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันก็ต้องทำอะไรเพื่อสิ่งเหล่านี้” 

แล้วจากวันของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ่อก็มีโอกาสเขียนประวัติบุคคลอีกหลายเล่ม เล่มที่ฉันชอบเป็นพิเศษคือ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” ที่พ่อได้สัมภาษณ์คุณตันแบบลงลึกจนตัดสินใจเลือกเล่าจากมุมคุณตันไปเลย แทนที่จะเล่าจากสายตาคนนอก และเป็นงานเขียนที่ตกผลึกวิธีเล่าแล้ว

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“เล่มนี้ถือว่าเขียนดี ได้ประมวลกระบวนท่าทั้งหลายมา ทั้งเรื่องการวางโครงเรื่อง ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ที่เก๋าขึ้น รวมถึงวิธีที่เราเคยเขียนสกู๊ปสองหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์แล้วทำให้คนอ่านติดตามได้ เช่น ช่วงไหนควรเป็นล้อมกรอบ ช่วงไหนควรเป็นบทสัมภาษณ์ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น” พ่อทบทวนให้ฟัง

และแน่นอน เรื่องราวคุณทักษิณจากตัวอักษรของพ่อไม่ได้แค่พาพ่อเดินต่อบนทางสายประวัติบุคคล แต่ยังเปิดทางสายสำคัญอีกเส้น เมื่อพี่เสถียรชวนพ่อเปิดคอลัมน์เล่าเรื่องธุรกิจแบบง่ายๆ ใน มติชนสุดสัปดาห์

‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ และ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ จึงมีโอกาสลืมตาดูโลก มาเคียงคู่กับชื่อ ‘สรกล อดุลยานนท์’ ที่เล่าเรื่องการเมืองและธุรกิจแบบลงลึก 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

จากการโฟกัสเรื่องธุรกิจย่อยง่ายเพื่อตอบโจทย์หนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายคือปัญญาชนท้องถิ่น (พี่เสถียรเปรียบไว้เห็นภาพว่าคือผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยโสธร) ผสมกับโจ๊กตลกซึ่งพ่อชอบ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจคลี่คลายเป็นพื้นที่ซึ่งพ่อใช้นั่งคุยสบายๆ กับคนอ่าน โดยคง 3 ดีเอ็นเอหลักไว้ คือ ธุรกิจแบบง่ายๆ แรงบันดาลใจ และอารมณ์ขัน เมื่อคุณเปิดอ่านคอลัมน์นี้ จึงเป็นไปได้ที่จะเจอหนังสนุกที่พ่ออยากชวนดู หรือบางทีก็เจอวีรกรรมลูกที่พ่อแอบหยิบมาเม้า

ฟาสต์ฟู้ดฯ จะแวะเวียนมาพบผู้อ่านบนหน้ากระดาษทุกวันอังคาร รู้อีกที แต่ละสัปดาห์ก็เลยผ่าน กลายเป็นเวลายาวนานเกินกว่า 20 ปี 

“มีบางวันที่ตัน แต่ไม่มีความรู้สึกว่าจะเลิกเขียน เพราะยังมีเรื่องเล่าอยู่” พ่อบอกฉัน “แล้วมันเหมือนคุยกับเพื่อนที่เจอกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดว่าต้องคมที่สุด ดีที่สุด มันเป็นเรื่องเล่าของอาทิตย์นั้น พ่อชอบคำของพี่ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่บอกว่า งานเขียนเขามีมาตรฐานอยู่ระดับหนึ่ง เขาเขียนไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้แน่นอน แต่จะสูงกว่าแค่ไหนไม่รู้ หรือจะเท่ากับมาตรฐานก็โอเค พ่อก็เหมือนกัน มีมาตรฐานระดับหนึ่ง คือเขียนแล้วอ่านรู้เรื่องและได้อะไรบางอย่าง 

“แต่เวลารวมเล่มอีกเรื่องนะ มาตรฐานสูง เพราะการเขียนลงคอลัมน์มันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เวลารีไรต์ เราต้องนึกว่าเรื่องนี้อาจจะอ่านในอีกหกเดือน บางเรื่องก็ต้องตัดทิ้งไปเลย”

อย่างไรก็ตาม พ่อที่ได้เขียนงานลงนิตยสารซึ่งตัวเองอ่านมาแต่เล่มแรก แถมยืนระยะได้ยาว ก็ยังไม่ค่อยอยากเรียกตัวเองว่านักเขียน

“พ่อรู้สึกว่างานตัวเองไม่ได้ลึกซึ้งลุ่มลึก ไม่ใช่นิยาย เป็นการเล่าเรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง สมัยก่อนพ่อจะใช้คำเรียกตัวเองว่าเป็นแค่คนเขียนหนังสือ เวลาใครเรียกนักเขียนมันจะเขินๆ” พ่อบอกฉัน

แต่บางที คำเรียกขานอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น เมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดพ่อก็เขียนหนังสือมาแล้วมากกว่า 30 เล่ม (เฉพาะ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ คือ 32 เล่ม) ได้พบเรื่องประทับใจจากผู้อ่านมากมาย อีกทั้งงานเขียนยังพาพ่อต่อยอดไปทำสิ่งอื่นอีกหลากหลาย อาทิ รายการ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ที่เคยออกอากาศทางช่อง Workpoint TV และพอดแคสต์ THE POWER GAME

และเมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ พ่อก็เป็นคนเขียนหนังสือมาถึงปีที่ 58 ของชีวิต 

พร้อมกับที่โลกเข้าสู่ปี 2021 และหมุนเร็วขึ้นทุกที

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

05

พ่อเป็นคนมีความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่

ขณะที่ยังคงพบปะผู้อ่านในหน้าฟาสต์ฟู้ดธุรกิจสม่ำเสมอ วันสองวันก่อน พ่อเพิ่งมาถามฉันถึงเรื่อง Reach กับ Engagement ของเฟซบุ๊ก เพราะพ่อมีแฟนเพจที่เอาไว้โพสต์เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้คนอ่านฟัง 

ส่วนเมื่อวาน พ่อเพิ่งทดลองเข้าไปแจมในแอปพลิเคชัน Clubhouse ที่ชักฮอตขึ้นเรื่อยๆ (เร็วๆ นี้คุณอาจเจอพ่อเปิดห้องของตัวเองทดแทน THE POWER GAME ที่จบซีซั่นไปแล้วก็ได้)

ในปี 2021 ที่โลกแห่งการสื่อสารผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง และยังมีคลื่นลูกใหม่ซัดมาไม่ขาดสาย ฉันเห็นพ่อยังคงสนุกกับการมองหาช่องทางเล่าเรื่องที่อยากเล่า ไม่ต่างจากนักข่าวหนุ่มคนนั้นที่เฝ้าครุ่นคิดว่าจะเล่าเรื่องใส่ 2 หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างไรดี

 “ถ้าเรายังอยากนำเสนอความคิดต่อเรื่องต่างๆ อยู่ เหมือนการเป็นนักข่าว เป็นคอลัมนิสต์ แล้วโลกวันนี้ยังมีช่องทางให้เราเสนอความคิด แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” พ่อกล่าวเรียบง่าย

เมื่อละสายตาจากการสื่อสารกับผู้อ่าน คุณจะพบพ่อเปิดประตู เดินออกไปนอกบ้าน รดน้ำสารพัดต้นไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ

“แก่แล้วนิ่งขึ้น ไม่ตื่นเต้นกับอะไรมาก ตื่นเต้นกับต้นไม้มากกว่าแล้ว บางทีเห็นต้นโมกที่ใบร่วงอยู่ ลองให้ปุ๋ยให้น้ำมัน สามสี่วัน เฮ้ย ใบออก ดีจังเลย” นักทดลองที่มีแล็บเป็นสวนหน้าบ้านบอกฉัน 

อาจกล่าวได้ว่า พ่อที่วันนี้ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์หลายปีแล้วได้ผ่อนฝีเท้าลง สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีเรื่องใหม่น่าสนใจก็ยังพร้อมกระโดดเข้าไปสนุกกับมัน 

อาจพูดได้อีกอย่างคือ ไม่ว่าชีวิตจะเคลื่อนไปสู่จุดไหน เป็นจุดที่ต้องเจออะไร พ่อก็ยังคงยืนอยู่ได้อย่างรื่นรมย์

“ชีวิตที่ผ่านมา พ่อชอบที่ตัวเองปรับตัวได้กับทุกช่วงเวลา จะให้เป็นอะไรก็หาความสุขได้เสมอ พ่อเคยบอกน้องหลายคนที่มีปัญหาเรื่องงานว่า มันเหมือนนักฟุตบอล เวลาลงสนามก็มีความสุขกับเกมให้มากที่สุด ส่วนวันโดนให้พักอยู่ข้างนอกก็ให้มีความสุขในฐานะคนดู อยู่ในร่มเงา ไม่ร้อน อยู่กลางสนาม ร้อนแต่ได้เล่น อยู่ในจุดไหน หาความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ให้เจอ” พ่อบอก แล้วหัวเราะเมื่อโดนฉันบ่นว่าโฆษณาผลงาน

“เวลาเซ็นหนังสือ ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ พ่อเขียนว่า จุดหลายจุดรวมกันเป็นเส้น เส้นทางแห่งความสุข ถ้าคุณมีความสุขครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยังไงมันนำพาคุณสู่ชีวิตที่มีความสุขแน่นอน”

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

หากเป็นคนรักการบันทึกหรือขยันเสิร์ชกูเกิล เราย่อมรู้ว่าใน พ.ศ. 2547 มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้น บ้างถูกลบเลือน บ้างยังส่งผลกระทบกระเทือนมาจนทุกวันนี้

หนึ่งในเหตุการณ์ที่อาจตกสำรวจ แต่มีความสำคัญไม่น้อยในแวดวงวรรณกรรมไทย คือการที่ผู้อ่านได้รู้จักกับนักเขียนหนุ่มหน้าใหม่ที่ชื่อ อุทิศ เหมะมูล เมื่อ ระบำเมถุน หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเขาวางแผง

“สมัยนั้นคุณจะบอกใครว่าเป็นนักเขียนได้คุณต้องมีหนังสือเป็นเล่มนะ” นักเขียนวัยขึ้นต้นด้วยเลขสี่ว่าไว้อย่างนั้น

นับตั้งแต่แนะนำตัวด้วยนามบัตรที่ชื่อ ระบำเมถุน เป็นต้นมา อุทิศสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการวรรณกรรมไทยเพียงใด ผลงานของเขาแสดงคำตอบชัดเจนดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายไตรภาคอย่าง ลับแล, แก่งคอย ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลซีไรต์มาครอง, ลักษณ์อาลัย และ จุติ ยังไม่นับหนังสือเล่มอื่นๆ อีกหลักสิบเล่ม รวมถึงบทบาทบรรณาธิการนิตยสารที่ว่าด้วยเรื่องราวแวดวงวรรณกรรมอย่าง WRITER

ล่าสุด อุทิศเล่าผ่านสัญญาณโทรศัพท์ว่าตอนนี้ ร่างของปรารถนา นวนิยายเล่มใหม่กำลังใกล้คลอดเต็มที หากนับเวลาจากหนังสือเล่มแรกจนถึงหนังสือเล่มนี้ก็กินระยะเวลากว่า 13 ปี ซึ่งถือว่าไม่มากไม่น้อย

ไม่มากเกินจะทำให้คนอย่างเขาหมดไฟบนเส้นทางวรรณกรรม ไม่น้อยเกินจะทำให้เขาเข้าใจสัจจะบางอย่างบนเส้นทางนักเขียน

เรานัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงบางเรื่องราวเมื่อหนที่เขาเขียนหนังสือเล่มแรก ด้วยความเชื่อที่ว่า เราจะเห็นการเติบโตของคนคนหนึ่งจากผลงาน-หมายถึงหากเราเชื่อว่าชีวิตกับงานแยกกันไม่ออกน่ะนะ

อุทิศนั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมหนังสือเล่มแรกในชีวิต หลังทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เราจึงพลิก ระบำเมถุน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 แล้วชวนอุทิศในวันนี้เล่าถึงอุทิศในวันนั้น

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

ระบำเมถุน พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สเกล มีนาคม พ.ศ. 2547

ในหน้าข้อมูลทางบรรณานุกรมระบุชัดเจนว่าหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2547 ยกนิ้วบวกลบดูแล้วก็รู้ว่าตอนนั้นเขากำลังอายุ 29 ย่าง 30

“ตอนนั้นห่ามมาก จริงๆ ห่ามมาตั้งแต่อายุ 15 – 16 แล้ว ห่ามมาตลอด” อุทิศเอ่ยถึงตัวเองในวันวาน “เราเป็นพวกเรียกร้องความสนใจของโลกด้วยการห่าม ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นแหละ วัยรุ่นต้องเป็นอย่างนี้ มีดี มีอะไรสำคัญ ก็อยากประกาศให้ทุกคนรู้ ประกาศให้โลกรู้ เป็นคนอารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดมาก เป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นคนปากร้าย ชอบจิกกัด กระแนะกระแหน ถ้าเป็นปัจจุบันก็เรียกว่าชอบแซะ เป็นหนัก”

“การเป็นคนแบบนี้ ห่าม พร้อมปะทะ มีข้อดีบ้างมั้ย” ผมถามให้ชายตรงหน้าทบทวน

“มีสิ” เขาตอบทันที “มันฝึกความกล้าหาญของเรา ทำให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้า อย่างน้อยที่สุดคือเรารู้ว่าตอนนั้นเราต้องการอะไร และเรากำลังเรียกร้องอะไร อย่างสมัยเราเรียนอยู่ชั้น ปวช. ที่โคราช เราก็เป็นหนึ่งในคนประท้วงอธิการที่สั่งตัดต้นไม้ในสถาบัน เพราะตอนนั้นเราซีเรียสเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ ฟังเพลงเพื่อชีวิต เรารู้สึกว่าต้นไม้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง พาพรรคพวกบุกถึงห้องอธิการเลย”

“แล้วช่วงที่เขียน ระบำเมถุน คุณเป็นคนหนุ่มที่เชื่ออะไรเป็นพิเศษบ้างไหม” ผมดึงเขากลับมาที่หนังสือเล่มแรกในชีวิต

หลังได้ยินคำถาม เขาหยิบบุหรี่ขึ้นจุดก่อนตอบ

“เชื่อเรื่องศิลปะ เชื่อเรื่องการทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่มีขอบเขต เราต้องมีอิสระ เสรี ที่จะคิดและทำตามสิ่งที่ตัวเองใฝ่หา ความจริงมันไม่ได้เป็นอุดมการณ์ขนาดนั้น แต่ในแง่พื้นฐานที่สุดคือคนคนนึงต้องได้ทำในสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตของตัวเอง แล้วเขาสามารถสามารถที่จะพูดสิ่งนี้ได้ สามารถทำงานสร้างสรรค์หรือว่าคิดกับสิ่งนี้เพื่อที่จะทำออกมาเป็นงานศิลปะได้อย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา

“หนังสือเล่มแรกเราก็ระบายเต็มที่ บอกปัญหาความคับข้อง อึดอัดใจ ทั้งหมด ทั้งในตัวชีวิต ผ่านชีวิตของตัวละครหลัก กับพื้นเพข้างหลัง กับสถานการณ์ในชีวิตที่ต้องพบเจอ เราว่ามันก็บอกได้เต็มที่ตามความห้าวของเรา ตอนนั้นเราเขียนด้วยความห้าวจริงๆ พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมว่าสามารถนำเสนอเสียงใหม่ๆ ได้ อาศัยความมั่นใจแบบนั้น ต้องการส่งเสียงว่ากูมาแล้ว” เล่าถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็หัวเราะในความไร้เดียงสาของตัวเองในวันนั้น

แล้วตอนที่เขียน ระบำเมถุน คุณตั้งใจพูดเรื่องอะไร” ผมถามในขณะที่พลิกหน้าหนังสือทีละหน้า ทีละหน้า

ชายตรงหน้านิ่งคิดนานกว่าปกติ ต่างจากก่อนหน้าที่เขาตอบทันทีที่คำถามสิ้นสุด “พูดเรื่องของคนตัวเล็กๆ คนที่ดูเหมือนไม่ได้มีความหมาย ไม่ได้มีอะไร แต่ว่ามีชีวิตอยู่ และน่าจะมีความหมายต่อการรับรู้ ไม่ใช่ความหมายในแง่ของสถานภาพบทบาทของเขา แต่ว่าเป็นความหมายทางประสบการณ์ร่วมที่เราคิดว่าประสบการณ์นี้จะเข้าไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ทางชีวิตของคนอ่านได้

“ตอนนั้นคนตัวเล็กๆ ไม่ค่อยมีเสียงเท่าไหร่ ตอนนั้นหนังสือฮาวทูเต็มท้องตลาด พ่อสอนลูกรวยอะไรแบบนี้ เรารู้สึกว่า เฮ้ย วรรณกรรมควรจะทำหน้าที่ของเสียงที่ไม่ได้พูด เสียงที่ไม่ได้เล่า แต่มีความหมายไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคนที่มีพื้นที่จะเล่า หรือเป็นอภิมหาเรื่องเล่าของสังคมตอนนั้น มันก็เลยกลายเป็นจุดหนึ่งที่ยังทำงานมาถึงปัจจุบันนี้ หมายความว่าเรื่องเล่าของเราเป็นเรื่องของคนตัวเล็กๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่มันผูกกันไว้ด้วยประสบการณ์ทางอารมณ์ ทางความรู้สึก หรือสภาวะที่เกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีสถานะแบบไหนก็ตามในทางสังคม คุณเลี่ยงประสบการณ์ทางอารมณ์หรือทางชีวิตแบบนี้ไม่ได้เลย”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

คำนำเสนอโดย แดนอรัญ แสงทอง

ก่อนพลิกเข้าบทที่ 1 ของนวนิยาย-หรือที่เขาใช้ว่า ‘ชิ้นส่วนที่ 1’ เราจะพบกับคำนำเสนอจากหนังเขียนรุ่นพี่แห่งกระท่อมผู้ชนะอย่าง แดนอรัญ แสงทอง

ด้วยความห่าม เขาตัดสินใจส่งต้นฉบับร่างแรกไปให้นักเขียนรุ่นพี่อ่าน

“ตอนนั้นพี่แดนอรัญเขาเริ่มมีชื่อแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้โด่งดังเป็นนักเขียนซีไรต์เหมือนในปัจจุบัน แน่นอน เขามีความน่านับถือ ความน่าเกรงขาม ซึ่งเกิดขึ้นมาจากตัวงานเขียนเขาเอง ตอนที่เราอ่าน เงาสีขาว หรืออ่าน อสรพิษ เราก็รู้สึกว่า โอ้ย อยากรู้จักนักเขียนคนนี้จังเลย อยากเรียกพี่จัง รู้สึกว่านี่พี่ชายกูนี่หว่า รู้สึกว่าเป็นคนทางเดียวกัน เป็นธาตุเดียวกัน พอเขียนเสร็จก็เลยใช้นิสัยห่ามๆ แบบที่เคยเป็นส่งต้นฉบับไปให้แกอ่าน เพราะว่าในหนังสือ อสรพิษ แกเขียนที่อยู่ไว้ เราก็เอาจากตรงนั้นแหละ แล้วเขียนจดหมายปะหน้าว่าอยากให้อาอ่าน อยากฟังคอมเมนต์”

คำตอบที่เขาได้รับกลับมาหาได้เป็นคำชมหรือให้กำลังใจอะไรเทือกนั้น ตรงกันข้าม เขาได้รับคำวิจารณ์ให้ไปแก้ไขปรับเปลี่ยนเสียใหม่ พร้อมคำแนะนำว่า อย่ามาเป็นนักเขียนเลย

รู้ไหมทำไมนักเขียนรุ่นพี่จึงแนะนำอย่างนั้น” ผมถามด้วยความสงสัย

คงเพราะการทำงานเขียนมันเป็นงานที่ลำบากลำบน บางทีความฝันที่ว่าใครสักคนอยากจะเป็นนักเขียนมันเป็นความฝันแบบ lollipop สวยงาม แต่ว่าพอมาอยู่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สวยขนาดนั้น มันไม่ได้สวยอย่างภาพ มันมีความขมขื่น ความเสียอกเสียใจ อยู่ในทุกๆ ช่วงเวลา คนที่จะเป็นนักเขียนได้ต้องเป็นคนที่มีจิตอันสาหัส คือมีแรงเสียดทานที่สูงมากๆ กับการที่จะต้องยอมรับความเจ็บปวด ความเสียใจ ความขมขื่น อยู่บ่อยๆ ถูกฉีดเข้าไปด้วยสิ่งนี้บ่อยๆ เราคิดว่ามันคือคำเตือนด้วยความหวังดีที่บอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามาเลย ยังหนุ่มอยู่ ยังมีชีวิตชีวา ไปใช้ชีวิตดีกว่า ถ้าอายุมากกว่านี้แล้วคิดว่าสิ่งที่อยากเขียนอยู่มันยังมีอยู่กับตัว ถึงวันนั้นค่อยเขียน”

แล้วทำไมตอนนั้นคุณไม่เชื่อคำเตือนของนักเขียนรุ่นพี่ที่อุตส่าห์หวังดีแนะนำ”

“ก็เราไม่ได้อ่านที่เขาเขียนมาแล้วคิดว่าให้เชื่อเขาไง แต่เราอ่านในความหมายที่ว่า กูถูกลองดีแล้ว” ว่าถึงตรงนี้เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ “เฮ้ย ผมทำได้ ผมอยากเป็นนักเขียนจริงๆ ผมมีแรงเสียดทานที่ก่อนนี้ก็ฝึกฝนมา ถ้าเป็นจอมยุทธ์ก็ฝึกฝนมาระดับนึง มีอาวุธ อาจจะไม่ได้แหลมคม หรือว่ามีท่วงท่าการสังหารที่เร้าใจ ตรึงตา แต่ว่าเรื่องนี้มันก็ค่อยๆ ฝึกไปได้ แต่ถามว่าจิตใจที่มุ่งมั่นและตั้งมั่นมีมาก่อนแล้วมั้ย เรามี เพราะฉะนั้นเราก็มองคำพูดนี้ของพี่เขาเป็นลักษณะที่ท้าทายเรา ท้าทายว่ามึงเป็นไม่ได้หรอก อย่ามาทำเลย เราก็เลยรู้สึกว่า นี่ดูถูกกันนี่ เดี๋ยวเป็นให้ดู”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

แด่…แอล

ใน ระบำเมถุน มีหน้าหนึ่งที่ซ่อนตัวเงียบเชียบ อาจไม่มีความหมายกับผู้อ่านมากนัก-บางคนอาจหนักถึงขั้นเปิดข้าม แต่สำหรับนักเขียนคนหนึ่ง ในหน้าที่ระบุชื่อของใครบางคนลงไปหลังคำว่า ‘แด่’ นั้นมีความหมายยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่

หนังสือเล่มแรกในชีวิต เขาอุทิศแด่คนรัก

“ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ตั้งแต่เราเริ่มเขียนเรื่องสั้น แล้วก็พบรักกันตอนนั้น พอเขาอ่านเรื่องสั้นชื่อ ปริมาตรรำพึง ที่ได้ลงในนิตยสาร GM เขาก็ถูกดูดเลย เราก็ถูกเขาดูดเหมือนกัน ก็รักกัน พอมาอยู่ด้วยกันเขาก็ให้เราทำงานเขียนให้เต็มที่ ไม่ต้องไปทำงานอะไรที่จะดึงความสนใจจากการเขียนหนังสือไป เพราะฉะนั้น ทุกความยากลำบาก ทุกบาททุกสตางค์ ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาถูกหล่อเลี้ยงโดยคนรักของเรา เราแทบไม่ได้หาเงินเข้าบ้านเลย เขียนอย่างเดียว”

นักเขียนซีไรต์ในวันนี้เล่าว่าตอนนั้นชีวิตแต่ละวันผ่านไปด้วยความรู้สึกผิด แทนที่นักเขียนคนหนึ่งจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง มีเวลาพาคนรักไปกินอาหารที่ร้านดีๆ สักมื้อ แต่เขากลับไม่ได้ทำ-ทำไม่ได้

“มีอยู่ 10 บาทในกระเป๋า ทำยังไงล่ะ เขาเลี้ยงอีกแล้ว ทุกครั้งที่เขาซื้อข้าวกลับมาให้กิน คุณก็กินด้วยความรู้สึกว่าทำไมกูอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเองขนาดนี้ ต้องมีคนเลี้ยงตลอดเลยเหรอ ดื้อด้านเนาะ หน้าด้านฉิบหาย มันจะมีความรู้สึกอะไรอื่นอีกล่ะ มึงก็รู้สึกผิด รู้สึกแย่ ได้แต่ถอนหายใจ คือชีวิตมันเป็นเรื่องที่ถอนหายใจบ่อยๆ” อุทิศเล่าถึงวันวานอันสาหัส

“ในขณะที่นักเขียนบางคนเรียกร้องความโดดเดี่ยวในการเขียนงาน แต่ชีวิตคุณเหมือนตรงกันข้าม มีคนรักหล่อเลี้ยงการเป็นนักเขียนเรื่อยมา” ผมตั้งข้อสังเกต

“ตอนที่เขียนหนังสือโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แน่นอน มันเป็นอย่างนั้น แต่มีคนรักดีกว่า มีคนที่รักดีที่สุด ดีสำหรับหัวใจของนักเขียน เวลาที่คุณทำงาน คุณอยู่คนเดียว คุณเผชิญหน้ากับเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่ มันโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แต่พอคุณเงยหน้าออกมาจากมัน หลุดออกจากมัน คุณก็ต้องการสิ่งที่มีความหมายกับคุณใช่ไหม สิ่งที่เป็นชีวิตชีวาของคุณ มันย่อมดีกว่าอยู่แล้วที่จะมีใครอยู่ข้างๆ แล้วคุณได้พูดว่า วันนี้เขียนงานได้ดีจัง”

แล้วตอนที่เห็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตพิมพ์เสร็จ คุณเฉลิมฉลองยินดีมั้ย”

“ยินดีสิ ยินดีมาก สมัยนั้นคือคุณจะบอกใครว่าเป็นนักเขียนได้คุณต้องมีหนังสือเป็นเล่มนะ ตอนนั้นมันก็ยังเป็นสุนทรียะแบบนั้นอยู่นะ มันก็ยังเป็นกรอบเกณฑ์แบบนั้นอยู่ แล้วพอมันเป็นเล่มแล้ว คุณละเลียดดู คุณดมมันอยู่นั่น กลิ่นกระดาษเป็นยังไง

“คุณก็เป็นเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” เขาถาม

ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

เกี่ยวกับผู้เขียน

หลังจากนวนิยายเล่มแรก อุทิศเดินหน้าผลิตตัวอักษรอย่างต่อเนื่องจนมีผลงานหนังสือรวม 17 เล่ม ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ โดยนวนิยายเรื่อง ลับแล, แก่งคอย คว้ารางวัลซีไรต์มาครองเมื่อ พ.ศ. 2552

ทั้งปริมาณและคุณภาพ ไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่าเขาคือนักเขียนที่เอาจริงเอาจังที่สุดคนหนึ่งในบรรณพิภพ และยืนหยัดได้ด้วยการเขียนล้วนๆ เหมือนที่เขาเชื่อว่า การเขียนเท่านั้นที่จะพิสูจน์นักเขียน

“จริงๆ คนที่เขียนหนังสือมันอ่านกันไม่ยากหรอก มันไม่ได้ดูที่ท่าที บุคลิกท่าทางของคนคนนั้นนะ มันดูที่เรื่อง ที่คุณเขียนออกมา แค่นั้นเอง ถ้าคุณบอกว่าเป็นนักเขียน ไหน เอาเรื่องที่คุณเขียนมาอ่านซิ เท่านั้นเอง คุณมีอะไรอยากจะพูด อยากจะแสดง มีความคับข้องอะไรอยู่ในตัวคุณ มันก็ออกมากับงานเขียนแหละ มันไม่ได้ออกมากับท่าทีของคุณ ไม่ได้ออกมากับการพูด ไม่ได้ออกมากับการโพสต์สเตตัสอะไรเลย

“เอางานมาดู จบ” อุทิศสรุปห้วนสั้นได้ความหมาย

“แล้วทุกวันนี้คุณได้กลับไปอ่านหนังสือเล่มแรกบ้างไหม” ผมถามถึงหนังสือที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าเราสองคน-หนังสือที่เดาว่าเขาคงไม่ได้อ่านนานแล้ว

กลับมาอ่าน เขิน เขินในความมุทะลุบ้าบอของตัวเอง ซึ่งกับหลายๆ คนที่ได้อ่าน คนที่ตามงานเราต่อเนื่องสม่ำเสมอ คนที่เป็นนักอ่านตัวยงหลายคนจะบอกว่าชอบ ระบำเมถุน เพราะสิ่งนี้แหละ เพราะความห่าม ความไม่คิดหน้าคิดหลัง เพราะความมุทะลุของมัน มันคือความสดที่ผ่านแล้วผ่านเลย คุณไม่มีสิ่งนี้อีกแล้วในงานเขียนถัดจากนั้น

“ในขณะที่เรามองมันบางครั้งเราก็อาย ขวยเขิน เฮ้ย ไอ้ตรงนั้นเขียนได้ยังไง จักจี้ว่ะ ถ้าพิมพ์ใหม่จะตัดตรงนี้ออก แต่พอคิดไปคิดมาก็คิดว่าไม่ควรทำ เพราะมันคือบันทึกช่วงวัยนั้น คุณไปตัดด้วยวัยของคุณตอนอายุ 40 แล้วจะได้อะไรขึ้นมา วัยของเราตอนอายุ 29 ก็หายไปกับฉบับ edition ใหม่ด้วยสิ ฉะนั้นก็ดีแล้วที่มันบันทึกสิ่งนี้เอาไว้ ทั้งความสดใหม่ ความห่าม ความมุทะลุ ซึ่งคนที่อ่านงานเราอย่างต่อเนื่องยืนยันว่า มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ในนิยายเรื่องแรกของเรา เป็นสิ่งที่ทำให้ อุทิศ เหมะมูล ต่างไปจากนักเขียนคนอื่นๆ”

“เสียดายมั้ยที่ทุกวันนี้สูญเสียความสดแบบวัยนั้นไป”

“ไม่เสียดาย จะให้ทำยังไงล่ะ รูปถ่ายตัวเองตอนอายุ 15 – 16 ตอนนั้นก็ผอม หน้ายาว จมูกยาว แล้วตอนอายุ 40 คุณอวบขึ้น โครงสร้างใหญ่ขึ้น แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ จะให้ผมกลับไปเป็นแบบนั้นมันไม่ได้ ตอนนั้นผิวหนังยังตึงอยู่เลย มันไม่ได้เหี่ยวย่น ไม่ได้ขยายแบบนี้ ก็มันผ่านมาแล้ว ไม่ได้เสียใจอะไร มันเรียกคืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่คนพูดว่า ความสดแบบนั้นมันไม่มีอีกแล้ว ไม่กลับมาแล้ว มันก็จริง ถูกต้อง เรากลับไปเขียนเหมือนตอนอายุ 29 ไม่ได้อีกแล้วไง มันเลยกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

ร่างของปรารถนา พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์จุติ มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร่างของปรารถนา หนังสือลำดับที่ 18 ของอุทิศ เหมะมูล กำลังจะวางแผงในเดือนนี้ ห่างจากหนังสือเล่มแรกราว 13 ปี

หากเปรียบกับนุษย์ จากวัยหนุ่มในวันวานตอนนี้เขาก้าวย่างสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มขั้นทั้งเนื้อตัวและหัวใจ แน่นอน บางสิ่งหล่นหายไประหว่างทางในขณะเดียวกันกับที่ค้นพบบางอย่าง

“อุทิศตอนที่เขียน ระบำเมถุน กับอุทิศตอนที่เขียน ร่างของปรารถนา มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไหม” ผมถามในวันที่เขาเผชิญเรื่องเจ็บปวดต่างๆ มาแล้ว

“ในด้านกายภาพ ไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ทุกวันนี้มีเงินกินเบียร์” เขาหัวเราะผ่อนคลายในอารมณ์ขันของตัวเอง “วันนั้นยังบ่นอยู่เลยว่ามีเงินติดกระเป๋าอยู่ 10 บาท วันนี้ก็จัดการชีวิตได้ ต่อรองกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น”

“แล้วในแง่ความคิดหรือมุมมองต่อโลกเปลี่ยนไปหรือเปล่า” ผมถามต่อ

นักเขียนในวัยเริ่มต้นเกิดจากความอึดอัดคับข้องใจส่วนตัวทั้งนั้นแหละ แต่กว่าเราจะมองเห็นเป็นภาพสังคมใหญ่ได้ก็ตอนที่เราโตมากแล้ว มีวุฒิภาวะแล้ว เราเห็นโลกรอบด้านมากขึ้น สมมติตอนเป็นวัยรุ่นเราเดินอยู่บนทางเท้าแล้วเตะก้อนหิน เราก็รู้สึกเกลียดโชคชะตาของตัวเอง แม้แต่เดินอยู่เฉยๆ ยังเตะก้อนหินได้ ชีวิตรังเกียจกูขนาดนี้เลยเหรอ ตอนวัยรุ่นเราบ่นแบบนี้ แต่พอ 10 ปีผ่านไปเราก็เห็นว่า ก้อนหินก้อนนั้นมันมีอยู่ก็เพราะว่าการสร้างทางไม่เคยเรียบร้อย เทศบาลนี้มันได้งบประมาณมาก็ทำแบบขอไปที ผ่านไป 10 ปีคุณจึงเริ่มเห็นระบบโครงข่ายของมัน ในขณะที่ 10 ปีก่อนคุณเห็นว่าก้อนหินคือโชคชะตาชีวิตของคุณ เป็นความอุบาทว์ในชีวิต

“คือการเขียนเกิดจากความอึดอัดคับข้องใจของตัวนักเขียนคนนึงกับสภาพแวดล้อมเล็กๆ ของเขา แต่ถ้าดูจากความยิ่งใหญ่ของนักเขียนที่มีชื่อเสียงหรือนักเขียนที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป เราจะเห็นว่าไม่จำเป็นหรอกที่นักเขียนจะต้องตีแผ่ให้เห็นเรื่องระบอบสังคมการเมืองเท่านั้น ตราบใดที่นักเขียนสามารถที่จะให้แง่มุมชีวิตที่เราไม่เคยฉุกคิดมาก่อน เป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนใจเหลือเกินกับเหตุการณ์เล็กๆ หรือว่าช่วงเวลาที่มันไม่มีชื่อเรียกแล้วนักเขียนทำชื่อเรียกให้กับมันได้ อย่างเช่นเดินๆ อยู่แล้วเรารู้สึกตื้นตันจนร้องไห้ออกมาเฉยๆ มันดูเหมือนไม่มีความหมายเลยในพฤติกรรมของมนุษย์ แต่คุณสามารถเขียนสิ่งนี้ออกมา แล้วมันให้ความหมายนี้กับคนอ่าน เป็นภาพภาพนึง เป็นช่วงเวลานึงที่ตราตรึงอยู่อย่างนั้น คุณก็เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ได้”

คุณก็เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ได้-ผมทวนประโยคนี้ในใจ

ซึ่งคุณในความหมายของผม หมายถึงเขา

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load